xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 28 ก.ค.-3 ส.ค.2562

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

สองผู้ต้องสงสัยลอบวางระเบิดหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ถูกเจ้าหน้าที่รวบตัวได้
1.คนร้ายบึ้มป่วนกรุงหลายจุด รวบผู้ต้องสงสัยแล้ว “บิ๊กตู่” ลั่น คนทำต้องไม่มีที่ยืน!
สภาพแต่ละจุดหลังเกิดเหตุระเบิดเมื่อวันที่ 2 ส.ค.
เมื่อวันที่ 1-2 ส.ค. ได้มีผู้ไม่ประสงค์ดีก่อเหตุป่วนกรุง โดยเริ่มจากวันที่ 1 ส.ค. ได้มีชายใส่เสื้อเหลือง สะพายกระเป๋า ใส่หมวกและหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้า โยนวัตถุต้องสงสัยเข้าไปบริเวณใกล้ป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ริมถนนพระราม 1 เขตปทุมวัน กทม. ทั้งนี้ ตอนแรกมีข่าวว่า ระเบิดดังกล่าวเป็นระเบิดปลอม แต่ภายหลังมีรายงานว่า ในทางสืบสวนพบว่า วัตถุดังกล่าวเป็นระเบิดจริง มีการต่อวงจรตั้งหน่วงเวลาจุดระเบิดไว้ที่เวลา 08.00 น.วันที่ 2 ส.ค. นอกจากนี้แนวทางการสืบสวนยังพบว่า การต่อวงจรที่คนร้ายใช้นั้น เป็นที่นิยมของกลุ่มคนร้ายทางจังหวัดภาคใต้ และเคยก่อเหตุวางระเบิดป่วน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบนเมื่อปี 2559

วันต่อมา 2 ส.ค.ได้เกิดเหตุป่วนกรุงอีกหลายจุด เริ่มจากไฟไหม้ช่วงเช้ามืดย่านประตูน้ำรวม 4 จุด จากการตรวจสอบเบื้องต้น เจ้าหน้าที่เชื่อว่า สาเหตุของเพลิงไหม้ครั้งนี้ไม่น่าจะเป็นไฟฟ้าลัดวงจรอย่างที่คาดการณ์ในตอนแรก แต่น่าจะเป็นฝีมือของผู้ไม่หวังดีที่ต้องการสร้างสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ กทม. หลังพบวัตถุบางอย่างคล้ายชิ้นส่วนที่ใช้ประกอบระเบิดแสวงเครื่องแบบเพลิง หรือระเบิดเพลิง ตกอยู่ในที่เกิดเหตุทั้ง 4 จุด

นอกจากไฟไหม้ดังกล่าว ยังมีเหตุระเบิดป่วนเมืองอีกหลายจุดในวันที่ 2 ส.ค.เริ่มจากเวลา 07.00 น. เกิดระเบิดหลายจุดภายในศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม. ที่เกิดเหตุเป็นสวนหย่อมอาคารบี ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบ มีเสียงระเบิดดังขึ้นอีกลูกที่สวนหย่อมฝั่งตรงข้ามจุดแรก บริเวณฝั่งสำนักงาน กกต. ต่อมาในเวลาไล่เลี่ยกัน มีเสียงระเบิดดังขึ้นอีกลูกบริเวณหน้ากองบัญชาการกองทัพไทย ห่างจากอาคารบี ของศูนย์ราชการประมาณ 200 เมตร หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่พบระเบิดอีก 1 ลูกที่ด้านหน้ากองบัญชาการกองทัพไทย และเก็บกู้ได้สำเร็จ

นอกจากเหตุเหตุระเบิดที่ศูนย์ราชการแล้ว ยังมีเหตุระเบิดในซอยพระราม 9 แยก 57/1 มีผู้บาดเจ็บ 2 ราย เป็นเจ้าหน้าที่กวาดถนนของเขตสวนหลวงที่ไปทำความสะอาดในซอย, เหตุระเบิดที่หน้าอาคารมหานคร ใกล้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสช่องนนทรี และพงหญ้าใต้บันไดบีทีเอส รวมถึงระเบิดบริเวณพงหญ้าหน้าป้ายสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

พ.ต.อ.กำธร อุ่ยเจริญ รอง ผบก.สปพ.(191) เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน กล่าวว่า ระเบิดที่พบในศูนย์ราชการทั้งหมดเป็นระเบิดแสวงเครื่องแบบหน่วงหรือตั้งเวลา โดยทุกจุดที่ระเบิดพบเหล็กลูกปราย รัศมีการทำลาย 10-15 เมตร ส่วนจุดที่พบระเบิดที่สวนหย่อมบีทีเอส ช่องนนทรี และที่บริเวณตึกมหานคร จากรายงานพบเป็นระเบิดชนิดเดียวกับที่พบภายในศูนย์ราชการเช่นกัน

ส่วนความคืบหน้าการติดตามตัวผู้ก่อเหตุระเบิดป่วนกรุงนั้น เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยวางระเบิดหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้แล้ว 2 รายเมื่อกลางดึกคืนวันที่ 1 ส.ค.ล่วงเข้าวันที่ 2 ส.ค. หลังมีรายงานว่า ผู้ก่อเหตุหนีลงจังหวัดภาคใต้ เจ้าหน้าที่จึงได้สนธิกำลังตั้งด่านตรวจที่บริเวณด่านตรวจปฐมพร ถนนเพชรเกษม หมู่ที่ 9 ตำบลวังไผ่ อ.เมือง จ.ชุมพร พบผู้ต้องสงสัย 2 รายอยู่บนรถทัวร์ปรับอากาศ กรุงเทพ-นราธิวาส ขับมุ่งหน้าลงภาคใต้ จากการตรวจสอบ พบชายดังกล่าวมีกล่องขนมขบเคี้ยวทรงกลม เปิดดูภายในมีขวดโลหะทรงกลมพร้อมฝาบนปิดทับด้วยโฟมสีขาวตัดเป็นรูปวงกลม มีสายไฟและถ่านไฟขนาดเล็กพันอยู่ด้วย ลักษณะคล้ายระเบิดเวลา จึงตรวจยึดและควบคุมตัวไปสอบสวน ทราบชื่อคือ นายลูไอ แซแง อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 66/6 หมู่ 4 ตำบลรือเสาะออก อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส นายวิลดัน มาหะ อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 65 หมู่ 2 ตำบลสาวอ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นที่น่ายินดีที่เราสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 2 คนจากพื้นที่ จ.ชุมพรภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง แสดงว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวน และค่อนข้างชัดเจนว่าทั้ง 2 คนคือผู้ก่อเหตุ โดยมีหลักฐานจากกล้องซีซีทีวี และวัตถุพยานหลายอย่าง แต่ทั้งนี้ อย่าเพิ่งด่วนให้ข้อสรุปว่าเกิดจากอะไร แต่อยากให้ทุกคนคิดว่า 5 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาล เหตุการณ์ลดน้อยลงจนเกือบไม่มีเกิดขึ้นเลย แล้วทำไมจึงกลับมาเกิดในช่วงนี้อีก ขณะนี้เรามีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน แล้วทำไมต้องเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น เคยมีตัวอย่างแบบนี้เกิดขึ้นหรือเปล่า ก็ต้องไปสอบทบทวนว่า เกี่ยวข้องอะไรกับใครบ้างในอดีตที่ผ่านมา ทราบว่ามีหลายอย่างที่เชื่อมโยงกับกลุ่มเก่าๆ บ้าง “ใครที่ทำก็แล้วแต่ ผมถือว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่ใช้ไม่ได้จริงๆ มันต้องไม่มีที่ยืน”

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า "สถานการณ์ที่เกิดขึ้นและมีผู้ได้รับบาด เป็นสิ่งผมรับไม่ได้ ผมไม่อยากให้ประชาชนเดือดร้อน อยากให้ประชาชนช่วยกันตรวจสอบสอดส่อง ส่วนเจ้าหน้าที่ภาครัฐทั้งตำรวจ และทหารจะเข้มงวดตรวจสอบดูแลความสงบเรียบร้อย ซึ่งจะไม่มีการบังคับใช้กฎหมายพิเศษอื่นๆ แต่อย่างใด"

ขณะที่ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (รอง ผอ.รมน.) ตั้งข้อสังเกตว่า ลักษณะเหตุการณ์ รูปแบบการก่อเหตุป่วนกรุงคล้ายกับเหตุการณ์ในปี 2549 ที่เป็นกลุ่มคนเดิมๆ มีแนวคิดเดิมๆ และมาจากสำนักเดิมๆ เคยระเบิดป้อมตำรวจหลายจุด “นี่คือสิ่งบอกเหตุทางการเมือง เกิดจากกลุ่มที่มีความคิดแบบนี้ และสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ถือเป็นสิ่งบอกเหตุว่าอาจจะมีครั้งต่อไปเกิดขึ้นอีก แต่ขอให้มั่นใจว่า นายกฯ และฝ่ายความมั่นคง สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายได้ 2 คนแล้ว"

ล่าสุด (3 ส.ค.) เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุระเบิดที่ถนนพระราม 9 จนพนักงานกวาดถนนเขตสวนหลวงบาดเจ็บ 2 รายได้แล้ว ประกอบด้วย นายดนุนัล เลี้ยงสอน อายุ 19 ปี และนายเอ นามสมมุติ อายุ 17 ปี และ นายเค นามสมมุติ อายุ 15 ปี พร้อมของกลางระเบิดแบบประดิษฐ์ทำเอง 1 ลูก ปืนปากกา 1 กระบอก พร้อมกระสุน ขนาด .38 มม. จำนวน 1 นัด และอาวุธมีด 2 เล่ม โดยผู้ต้องหาทั้งหมดเป็นนักเรียนโรงเรียนแห่งหนึ่ง ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดป่วนกรุงที่เกิดขึ้น เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต มีวัตถุระเบิดไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและพกพาอาวุธติดตัวไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พล.อ.ท. ภักดี แสง-ชูโต ผู้ช่วยราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ไปมอบแก่ประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์คนร้ายลอบวางระเบิดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ

2.ศาลฎีกาเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี นปช.บุกล้อมบ้าน “ป๋าเปรม” เป็น 23 ก.ย. หลัง “วีระกานต์” ขอเลื่อนอ้างเหตุป่วย!
(บน) แกนนำ นปช.จำเลยคดีนำผู้ชุมนุมบุกล้อมบ้านสี่เสาเทเวศร์ บ้านพัก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ (ล่าง) ภาพเหตุการณ์แกนนำ นปช.ปราศรัยกับผู้ชุมนุมขณะปิดล้อมบ้านป๋าเปรม
เมื่อวันที่ 31 ก.ค. ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ได้นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีชุมนุมปิดล้อมบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อปี 2550 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายนพรุจ หรือนพรุฒ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006, นายวีระศักดิ์ เหมะธุลิน, นายวันชัย นาพุทธา, นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.), นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช., นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท และ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. เป็นจำเลยที่ 1-7 ในความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองโดยมีอาวุธ โดยเป็นหัวหน้า หรือผู้มีหน้าที่สั่งการ, ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังขู่เข็ญ และเมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้ผู้ที่มั่วสุมเลิก แล้วไม่เลิก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง, 215, 216, 297, 298 ประกอบมาตรา 33, 83, 91

คดีนี้ โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 22 ก.ค.2550 แกนนำและแนวร่วม นปช. ได้นำขบวนผู้ชุมนุมหลายพันคนจากเวทีปราศรัยเคลื่อนที่สนามหลวงไปยังบ้านสี่เสาเทเวศร์ บ้านพักของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เพื่อเรียกร้องกดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งระหว่างเหตุการณ์ดังกล่าว ได้มีการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังขู่เข็ญ ซึ่งนายนพรุจ จำเลยที่ 1 ได้ใช้ไม้เสาธงตีประทุษร้ายร่างกาย ร.ต.อ. ทวีศักดิ์ นามจันทร์เจียม เป็นเหตุให้กระดูกข้อมือแตกเป็นอันตรายสาหัส

โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 16 ก.ย.2558 ให้จำคุกนายนพรุจ จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน ฐานทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่ฯ ส่วนนายวีระกานต์, นายณัฐวุฒิ, นายวิภูแถลง, นพ.เหวง 4 แกนนำ นปช. จำเลยที่ 4-7 จำคุกคนละ 4 ปี 4 เดือน ฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายฯ และเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานฯ และให้ยกฟ้องนายวีระศักดิ์กับนายวันชัย จำเลยที่ 2-3

ต่อมานายนพรุจ จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์ต่อสู้ว่าไม่อยู่ในวันที่เกิดเหตุ ส่วน 4 แกนนำ นปช. จำเลยที่ 4-7 ยื่นอุทธรณ์ต่อสู้ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดเพียงกรรมเดียว และเป็นการกระทำเพื่อปกป้องการถูกคุกคาม ซึ่งเป็นข้อยกเว้นในการลงโทษ ส่วนนายวีระศักดิ์กับนายวันชัย จำเลยที่ 2-3 ที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องนั้น อัยการโจทก์ไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ คดีจึงยุติไป

ต่อมา ศาลอุทธรณ์พิพากษาเมื่อวันที่ 9 ม.ค.2560 โดยพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 4-7 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานฯ ตามมาตรา 138 วรรคสอง ให้จำคุกคนละ 1 ปี และมีความผิดฐานมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อให้เกิดความวุ่นวายโดยเป็นหัวหน้าสั่งการ ซึ่งเจ้าพนักงานสั่งให้เลิก แล้วไม่เลิก ตามมาตรา 215 วรรคหนึ่งและวรรคสาม, มาตรา 216 ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 215 วรรคสาม ให้จำคุกคนละ 3 ปี รวมจำคุกคนละ 4 ปี แต่คำให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีอยู่บ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 4-7 คนละ 2 ปี 8 เดือน ส่วนของนายนพรุจ จำเลยที่ 1 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน

หลังจากนั้น จำเลยทั้ง 5 คนได้ยื่นฎีกาสู้คดี และยื่นประกันตัวระหว่างฎีกา ซึ่งศาลอนุญาต โดยตีราคาประกันคนละ 500,000 บาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขเดิม คือห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล

ทั้งนี้ เมื่อถึงกำหนดนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา (31 ก.ค.) ปรากฏว่า จำเลยเดินทางมาศาลไม่ครบ มีเพียงนายนพรุจ จำเลยที่ 1, นายณัฐวุฒิ จำเลยที่ 5, นายวิภูแถลง จำเลยที่ 6, นพ.เหวง จำเลยที่ 7 เดินทางมา โดยมีแกนนำ นปช.หลายคนเดินทางมาให้กำลังใจด้วย ส่วนนายวีระกานต์ จำเลยที่ 4 ไม่มาศาล มีเพียงทนายความมายื่นคำร้องขอให้ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาฎีกาออกไปก่อน เนื่องจากนายวีระกานต์ มีอาการป่วยเวียนศีรษะ เดินเซ ปัสสาวะไม่ออก โดยแพทย์ให้พักรักษาตัวอยู่ที่ รพ.ลาดพร้าว ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยนำใบรับรองแพทย์มามอบให้ศาลด้วย

ด้านศาลพิจารณาคำร้องขอให้ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ประกอบใบรับรองแพทย์ของจำเลยที่ 4 แล้วเห็นว่า กรณีมีเหตุให้เลื่อนนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาออกไปก่อน โดยนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาอีกครั้งในวันที่ 23 ก.ย.นี้ เวลา 09.00 น. พร้อมกำชับให้นายประกันของจำเลยที่ 1 และ 4-7 พาตัวจำเลยทั้ง 5 คนมาศาลตามวันนัดดังกล่าวด้วย

อนึ่ง คดีชุมนุมปิดล้อมบ้านสี่เสาเทเวศร์ บ้านพักของ พล.อ.เปรม อัยการสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมด 15 ราย แต่แยกเป็นหลายคดี โดยยื่นฟ้องนายวีระกานต์และพวก เป็นจำเลยรวม 7 คนไปก่อน ส่วนอีกคดีอัยการยื่นฟ้องนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. และนายศราวุธ หลงเส็ง ผู้ร่วมชุมนุม เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานเดียวกันกับ 7 จำเลยในคดีแรก ซึ่งปัจจุบันคดีดังกล่าวศาลอาญามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบชั่วคราว เพื่อรอฟังคำพิพากษาคดี 7 จำเลยที่จะถึงที่สุดก่อน เพื่อมาประกอบการพิจารณาตามที่นายจตุพรและนายศราวุธ จำเลยร้องขอ ส่วนสาเหตุที่ฟ้องนายจตุพรช้ากว่า 7 จำเลยในคดีชุดแรก เนื่องจากต้องรอให้นายจตุพรพ้นจากเอกสิทธิ์คุ้มครองของความเป็น ส.ส. ในขณะนั้นก่อน

ส่วนผู้ต้องหาที่เหลือที่อัยการรอตัวยื่นฟ้อง ประกอบด้วย นายจรัล ดิษฐาอภิชัย, นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ, นายบรรธง สมคำ และ ม.ล.วีระยุทธ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา หรือนายวิชิต เพียโคตร ส่วน พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้ต้องหาร่วมได้เสียชีวิตแล้ว และนายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ต้องหาร่วมอีกรายที่หลบหนีไปต่างประเทศ จึงยังไม่ได้ดำเนินคดี

3.ศาลพิพากษาจำคุก “เสี่ยเบนซ์” 3 ปี รอลงอาญา 3 ปี พร้อมถอนใบขับขี่-ห้ามดื่มสุรา ขณะที่เจ้าตัวเยียวยาเพิ่มอีกเดือนละ 4 หมื่น 8 ปี!
นายสมชาย เวโรจน์พิพัฒน์ จำเลยขับรถเบนซ์พุ่งชนรถยนต์ จนเป็นเหตุให้ พ.ต.ท.จตุพร งามสุวิชชากุล และนางนุชนาถ งามสุวิชชากุล ภรรยาเสียชีวิต / ด.ญ.พิชญาภา งามสุวิชชากุล หรือน้องแพร และ น.ส.ศุภาพิชญ์ หรือน้องพลอย ลูกสาวของผู้เสียชีวิต
เมื่อวันวันที่ 31 ก.ค. ศาลจังหวัดตลิ่งชันได้อ่านคำพิพากษาคดีที่นายสมชาย เวโรจน์พิพัฒน์ อายุ 56 ปี เจ้าของบริษัท ไทยคาร์บอนแอนด์กราไฟต์ จำกัด ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายอะไหล่รถยนต์ ขับรถเมอร์เซเดส เบนซ์ อี 250 สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน ษฮ 789 กรุงเทพมหานคร พุ่งชนรถยนต์ซูซูกิ สวิฟท์ สีขาว ทะเบียน 2 กก 3653 กรุงเทพมหานคร บนสะพานคลองตาปุ้น ถนนทวีวัฒนา-กาญจนาภิเษก พังยับเยิน เป็นเหตุให้ พ.ต.ท.จตุพร หรือตี๋ งามสุวิชชากุล อายุ 48 ปี รอง ผกก. (สอบสวน) กก.2 บก.ป. และนางนุชนาถ งามสุวิชชากุล อายุ 44 ปี ภรรยาเสียชีวิต ส่วน ด.ญ.พิชญาภา หรือน้องแพร งามสุวิชชากุล อายุ 12 ปี ลูกสาวบาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดเวลาประมาณ 01.00น. วันที่ 12 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยหลังเกิดเหตุดังกล่าว วัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดนายสมชายได้ถึง 260 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ นายสมชายได้เจรจาไกล่เกลี่ยพร้อมมอบเงินเยียวยาแก่ครอบครัวผู้เสียหายและลูกสาวทั้ง 2 คนของผู้เสียชีวิต รวม 45 ล้านบาท

สำหรับคดีนี้ พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญาธนบุรี 5 ได้ยื่นฟ้องนายสมชายต่อศาลจังหวัดตลิ่งชัน ใน 3 ความผิด คือ 1.ขับรถด้วยความเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด 2.ขับรถในขณะเมาสุราหรือของมึนเมาอย่างอื่น เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายไ ด้รับอันตรายสาหัสและทรัพย์สินเสียหาย และ 3.ขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และได้รับอันตรายสาหัส โดยอัยการไม่สั่งฟ้องความผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นฯ ตามที่พนักงานสอบสวนสรุปสำนวนแจ้งข้อหาดังกล่าวมาด้วย เนื่องจากอัยการพิจารณาแล้ว พฤติการณ์ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดทางกฎหมาย

ขณะที่ศาลพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดกรรมเดียว แต่ผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานขับรถในขณะเมาสุราฯ ซึ่งเป็นบทหนักสุด โดยจำคุก 6 ปี และปรับ 2 แสนบาท รวมทั้งมีคำสั่งให้เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย และสั่งห้ามจำเลยดื่มสุรา-เบียร์ หรือเครื่องดื่มมึนเมาทุกชนิดด้วย

อย่างไรก็ตาม ศาลได้พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะประวัติและพฤติกรรมของจำเลยแล้ว โทษจำคุก ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี และให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 8 ครั้งภายใน 2 ปี กับทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์มีกำหนด 48 ชั่วโมง ภายในเวลา 1 ปี ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด

ด้าน น.ส.ขนิษฐา เลิศวรจักรพงษ์ อายุ 45 ปี ป้าของน้องพลอยและน้องแพร ลูกสาวของผู้เสียชีวิต กล่าวหลังฟังคำพิพากษาว่า ถ้าจะถามว่าพอใจกับคำตัดสินหรือไม่ ต้องบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเราไม่สามารถบอกได้ว่าพอใจหรือไม่พอใจ เราเริ่มจากการให้อภัย และคุณสมชายได้ขอโอกาสสำนึกตัวและโอกาสแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น คุณสมชายเข้าไปกราบแม่ที่เท้า แม่บอกว่าขอให้เลิกดื่มเลยนะ ทางเราก็ให้อภัย และคุณสมชายได้ขอโอกาสจากศาลและสังคมจะสำนึกผิด นอกจากนี้ขอขอบคุณทุกการช่วยเหลือและกำลังใจที่ทำให้เราก้าวข้ามผ่านวันที่ลำบาก

ส่วน ด.ญ.พิชญาภา งามสุวิชชากุล หรือน้องแพร อายุ 12 ปี และ น.ส.ศุภาพิชญ์ งามสุวิชชากุล หรือน้องพลอย อายุ 16 ปี ลูกสาวของผู้เสียชีวิต เผยว่า ตอนนี้สภาพจิตใจดีขึ้น ให้อภัยนายสมชาย เพราะตนมองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันเกิดไปแล้ว การจะมาโกรธกัน มันก็ไม่ได้ช่วยอะไร ให้อภัยซึ่งกันและกันจะดีกว่า

ขณะที่นายสมชาย จำเลย กล่าวหลังฟังคำพิพากษาว่า กราบขอบพระคุณศาลท่านที่เมตตาให้รอลงอาญา และอยากกราบขอบพระคุณครอบครัวผู้เสียหายทั้ง 2 ครอบครัว ที่สำคัญที่ผมซาบซึ้งคือ ท่านให้อภัยตั้งแต่ในวันแรกๆ ในการกระทำของผม และอนุญาตให้ผมไปรดน้ำศพตั้งแต่คืนแรกจนถึงบวชหน้าไฟในวันสุดท้าย การให้อภัยคือบุญที่ประเสริฐ ผมก็บอกกับตัวเองว่า จะต้องตอบแทนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นั่นคือเหตุผลที่ผมได้เยียวยาไป หลังจากที่มีการเยียวยา เงินส่วนใหญ่ทั้งหมดจะตกอยู่กับน้องทั้งสองที่จะควบคุมโดยสถานพินิจ

นายสมชายกล่าวด้วยว่า “ทั้ง 2 ครอบครัวพวกเราได้ติดต่อกันตลอด ทางสถานพินิจได้ให้เงินในแต่ละเดือนในจำนวนที่จำกัด ครอบครัวของคุณขนิษฐาเดิมมี 5 คน ก็เพิ่มเป็น 7 คน รับภาระเลี้ยงดูน้องพลอยกับน้องแพร ผมคิดว่า เท่าที่เราได้คุยกัน เงินที่ใช้จ่ายอยู่จะไม่พอ 7 ชีวิต เพื่อเป็นการตอบแทนในการอโหสิกรรมในการให้อภัยผม จึงอยากมอบเงินให้น้องทั้ง 2 คน คนละ 1 หมื่นบาท และค่าใช้จ่ายในครอบครัวเดือนละ 2 หมื่นบาท เป็นจำนวนทั้งสิ้น 4 หมื่นบาททุกเดือนเป็นระยะเวลา 8 ปี ซึ่ง 8 ปีนี้ก็คือ เป็นเวลาที่น้องแพรจะบรรลุนิติภาวะ ถึงตอนนั้นน้องจะช่วยเหลือตัวเองได้ดีพอสมควร มีการมีงานที่ดีทำ ผมก็หวังว่าอย่างนั้น เป็นการตอบแทนคำสัญญาที่ให้ไว้ว่า จะดูแลครอบครัวนี้ โดยเฉพาะน้องๆ ทั้ง 2 คนเหมือนลูกเหมือนหลาน จะมีการช่วยเหลือกันทุกเดือนตามที่บอกเป็นระยะเวลา 8 ปี”

4.บอร์ดกองสลากผุดหวยรูปแบบใหม่ “หวยภาพ 12 นักษัตร” ด้าน “ศรีสุวรรณ” ชี้ มอมเมา ปชช.ฟ้องศาลสั่งระงับได้!

เมื่อวันที่ 31 ก.ค. ได้มีการประชุมคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล หลังประชุม นายพชร อนันตศิลป์ ประธานคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล แถลงว่า ที่ประชุมมีมติอนุมัติการออกสลากรูปแบบใหม่ คือ สลากภาพ 12 นักษัตร ในราคา 50 บาท โดยออกรางวัล 4 หลัก ใช้นักษัตร 12 ราศี ออกรางวัลทุกวันที่ 1 และ 16 ของเดือน โดยไม่เกี่ยวข้องกับการออกรางวัลสลากกินแบ่งที่เป็นตัวเลข 6 หลักแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่สุ่มเสี่ยงทางกฎหมาย บอร์ดจึงให้คณะทำงานไปหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และให้นำมาเสนอบอร์ดในการประชุมครั้งต่อๆ ไป ซึ่งบอร์ดชุดนี้มีสถานะรักษาการ ต้องหมดอำนาจตามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดังนั้น หากการหารือข้อกฎหมายยังไม่แล้วเสร็จโดยเร็วและเสร็จหลังบอร์ดชุดนี้หมดอำนาจลง ได้มอบหมายให้สำนักงานสลากเป็นผู้เสนอบอร์ดชุดต่อไป

ขณะที่นายธนวรรธน์ พลวิชัย กรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานศึกษาการออกผลิตภัณฑ์สลากรูปแบบใหม่ กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นการออกสลากโดยใช้ภาพ 12 นักษัตรเป็นที่แรกของโลก เหตุที่เลือกแนวทางนี้ เพราะต้องการให้รางวัลจูงใจเหมือนกับการเล่นหวยใต้ดิน ซึ่งรางวัลจ่ายดีกว่าหวยใต้ดิน มีทั้งรางวัลเป็นตัวตรงกับรางวัลโต๊ด (ภาพสลับ) โดยการซื้อทุก 1 ล้านบาท หากถูกรางวัลภาพซ้ำกัน 4 ภาพตัวตรงได้รับ 1 บาทต่อ 12,441 บาท หากถูกรางวัลแบบภาพไม่ซ้ำกันเลย ได้รับ 1 บาท ต่อ 6,220 บาท ซึ่งมติบอร์ดครั้งนี้ไม่ออกเป็นตัวเลข เพราะไม่อยากให้มีประเด็นอย่างหวย 2 ตัว และ 3 ตัว (หวยบนดิน)

นายธนวรรธน์ กล่าวอีกว่า ในการจ่ายรางวัลจะเหมือนสลากกินแบ่งคือ แบ่งเงินจากการขาย 60% มาเป็นรางวัล โดยนำมาจัดสรร 2 รางวัลคือ รางวัล 4 ภาพตรง 50% และรางวัล 4 ภาพสลับ 50% โดยการถูกรางวัลต้องขึ้นอยู่กับว่า จะมีคนซื้อซ้ำกันเท่าไหร่ หากไม่มีผู้ถูกรางวัลใน 2 ประเภทรางวัล ให้ทบไปงวดหน้า แต่ถ้าถูกแค่ประเภทเดียว ให้นำรางวัลที่เหลือมาสมทบในประเภทที่ถูกรางวัล

นายธนวรรธน์ ยืนยันด้วยว่า สลากรูปแบบใหม่นี้ ไม่เป็นการมอมเมาประชาชน ช่วยลดปัญหาการขายสลากเกินราคา เพิ่มทางเลือกให้คนซื้อ แก้ปัญหาหวยใต้ดิน และเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์และระบบการจำหน่ายให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล ลดการเล่นพนันที่ไม่พึงประสงค์หรือผิดกฎหมาย เช่น พนันบอล เกมออนไลน์ โดยการซื้อสลากภาพ 12 นักษัตร สามารถซื้อผ่านแอพพลิเคชั่นผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือผ่านคนขายที่ลงทะเบียน และอาจซื้อผ่านเฉพาะคนพิการ ตรงนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน

ทั้งนี้ กระแสสังคมค่อนข้างต่อต้านการออกสลากภาพ 12 นักษัตร เนื่องจากมองว่า เป็นการมอมเมาประชาชนมากขึ้น และไม่ช่วยแก้ปัญหาการขายสลากเกินราคาแต่อย่างใด

ด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ออกแถลงการณ์คัดค้านการออกสลากรูปภาพ 12 นักษัตร โดยชี้ว่า การออกสลากดังกล่าวเป็นการส่งเสริมการมอมเมาประชาชนให้ลุ่มหลงในอบายมุขที่ผิดศีลธรรม ให้กลายเป็นสิ่งที่ยอมรับได้โดยผลของกฎหมาย ซึ่งเป็นตราบาปที่ สนช.ในอดีตได้จัดทำกฎหมายนี้ขึ้นมา โดยที่สลากกินแบ่งรูปแบบเดิมก็เป็นสิ่งที่ผิดศีลธรรมที่ถูกกฎหมายที่รัฐบาลควรที่จะควบคุมให้เข้มงวด โดยเฉพาะการขายให้แก่เด็กเยาวชน มากกว่าส่งเสริมโดยการที่จะออกผลิตภัณฑ์ใหม่มาล่อใจมอมเมาประชาชนเพิ่มขึ้นแบบนี้

นายศรีสุวรรณ ระบุด้วยว่า การออกสลากภาพ 12 นักษัตร เป็นการละเมิดสิทธิของประชาชนและสังคม ขัดต่อหลักนิติธรรม หลักศาสนา และเป็นการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา อันขัดต่อ ม.25 ม.31 ม.43 (1) ม.46 และ ม.67 ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของปวงชนชาวไทยทุกคนที่ไม่เห็นด้วยกับการมอมเมาประชาชน สามารถใช้สิทธิตาม ม.43 (3) ประกอบ ม.50 (1) คัดค้านการดำเนินการดังกล่าวของสำนักงานสลากฯ และรัฐบาลได้ รวมทั้งฟ้องร้องต่อศาลเพื่อระงับการใช้อำนาจดังกล่าวได้ด้วย

5.มติ ก.ต.เคาะแล้ว “อธิบดีศาลฯ เพื่อนโชค” ไม่ผิดวินัย แค่ไม่เหมาะสม จึงว่ากล่าวตักเตือน!
 (บนขวา) นายไกรรัตน์ วีรพัฒนาสุวรรณ เป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 (ล่างซ้าย) พ.ต.อ.โชคดี รักษ์วัฒนพงษ์ ผกก.สภ.ทุ่งใหญ่  จ.นครศรีธรรมราช
จากกรณีที่ตำรวจจราจร สภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช เรียกขอตรวจใบขับขี่รถยนต์ของชายคนหนึ่งเมื่อช่วงค่ำวันที่ 2 พ.ค.2562 แต่ชายดังกล่าวไม่พอใจ และอ้างตัวเป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 นอกจากนี้ยังอ้างว่า เป็นเพื่อนของ พ.ต.อ.โชคดี รักษ์วัฒนพงษ์ ผกก.สภ.ทุ่งใหญ่ ซึ่งในเวลาต่อมาพบว่า ชายดังกล่าวคือ นายไกรรัตน์ วีรพัฒนาสุวรรณ เป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 จริง ซึ่งกระแสสังคมขณะนั้น ต่างวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของนายไกรรัตน์อย่างหนักที่อวดอ้างตำแหน่งและความเป็นเพื่อนกับ ผกก.โชคดี เพื่อไม่ต้องถูกตรวจใบขับขี่ ซึ่งต่อมา ทางสำนักงานศาลยุติธรรมได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว

ล่าสุด 31 ก.ค. นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม เผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) วันที่ 31 ก.ค. ได้พิจารณารายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีข้าราชการตุลาการ นายไกรรัตน์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 ใช้ถ้อยคำโต้ตอบกับเจ้าพนักงานตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ ณ จุดตรวจแล้ว โดยทาง ก.ต.ได้พิจารณาความเห็นของอนุกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมทั้ง 3 ชั้น ศาล 21 คน ที่ได้พิจารณากลั่นกรองทำความเห็นมายัง ก.ต.ว่า การกระทำของนายไกรรัตน์ไม่เป็นความผิดวินัย ก.ต.พิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบ จึงมีมติว่า การกระทำดังกล่าวไม่เป็นความผิดวินัย แต่เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม จึงเห็นควรให้มีหนังสือว่ากล่าวตักเตือนนายไกรรัตน์ไป
กำลังโหลดความคิดเห็น...