xs
xsm
sm
md
lg

"นักวิชาการ" รุบสับนโยบายเศรษฐกิจ หวั่น "รัฐบาลประยุทธ์ 2" ทำไทยเหลื่อมล้ำพุ่งขึ้นอีก

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


"ดร.วิวัฒน์ชัย" อัด "รัฐบาลประยุทธ์ 1" ทำความเหลื่อมล้ำเพิ่มสูงมากกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง "ดร.ณรงค์" ชี้ตัวละครสำคัญคือทุนใหญ่ท็อป 1 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ พอจับมือกับรัฐเลยยิ่งเพิ่มอำนาจ คนจนถูกกด แนะเก็บภาษีอัตราก้าวหน้าคนรวย เพื่อเอาเงินมาทำโครงสร้างต่าง ๆ ยกระดับคนจน ไม่ใช่แจกอย่างเดียว ด้าน "เลขาฯ ครป." ซัดรัฐบาลโกหก "อีอีซี" ดึงทุนใหม่ เพราะความจริงมีทุนเก่ารับประโยชน์ซ้ำซ้อนราว 90 เปอร์เซ็นต์



วันที่ 1 ก.ค. รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ คณบดีสถาบันเศรษศาสตร์ วิทยาลัยรัฐเศรษฐศาสตร์และโลกาภิวัตน์ มหาวิทยาลัยรังสิต รศ.ดร.วิวัฒน์ชัย อัตถากร คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และนายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย หรือ ครป. ร่วมสนทนาในรายการ "คนเคาะข่าว" ออกอาอากศทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมช่อง "นิวส์วัน" ในหัวข้อ "เศรษฐกิจไทยยุคประยุทธ์ 2 สืบทอดความเหลื่อมล้ำ?"

โดย ดร.วิวัฒน์ชัย กล่าวถึงการแถลงนโยบายในสภาฯของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ว่า คิดแบบสมคิดลดความเหลื่อมล้ำได้จริงหรือ จะกระทงหลงทางหรือไม่ เพราะทางเศรษฐศาสตร์ต้องดูหลายมิติ ไม่ได้วิเคราะห์แบบนักการตลาด

จากตัวเลขทางการมาดูกันจากการบริหารประยุทธ์ 1 ภายใต้การนำของนายสมคิด พูดถึงจีดีพีดีขึ้นแต่ดูเหมือนจะยึดโยงเป็นสรณะเกินไปหรือไม่ว่าจีดีพีสะท้อนความเหลื่อมล้ำ เงินเฟ้อดูต่ำกว่าความเป็นจริง ส่วนตัวเลขอีกอันหนึ่งที่บอกว่ารัฐบาลที่ผ่านมาบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ คือราคาสินค้าเกษตรติดลบ จากปี 58 มา 62 ตัวเลขขาดดุลงบประมาณมันมากเหลือเกิน มากกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ดร.วิวัฒน์ชัย กล่าวต่ออีกว่า นายสมคิดพูดว่าจะลดความเหลื่อมล้ำ แต่ดูตัวเลขสัมประสิทธิ์จีนี ปี 58 อยู่ที่ 44.5 เพิ่มเป็น 45.3 ในปี 60 ก็คือเหลื่อมล้ำมากขึ้นในช่วง 2 ปี นั่นคือความเหลื่อมล้ำอันเป็นผลพวงจากการดำเนินนโยบาย

ด้าน ดร.ณรงค์ กล่าวว่า ชื่นชมนายสมคิดที่สามารถชี้ปัญหาให้เห็น เรื่องความเหลื่อมล้ำ ความยากจน รู้ปัญหาตรงกันแต่สาเหตุมาจากอะไร นายสมคิดไม่พูดเลย รัฐบาลตู่ต้นตอ (รัฐบาลประยุทธ์ 1) ประกาศลดความเหลื่อมล้ำแต่ปรากฎว่าเครดิต สวิส จัดไทยเป็นประเทศที่เหลื่อมล้ำมากที่สุดในโลก และนายสมคิดได้คิดหรือไม่ว่าการสร้างความเหลื่อมล้ำมีตัวละครที่สำคัญ คือทุนใหญ่ ๆ ที่เป็นท็อป 1 เปอร์เซ็นต์รวยสุดในประเทศ ตอบได้ไหมตัวละครพวกนั้นนั่งอยู่ใต้คุณ

ตัวละครเหล่านั้นเขาทำได้อย่างไร ทำไมถึงรวยมหาศาลมาก นายสมคิดและรัฐบาลบอกจะแก้ปัญหาโดยการให้สวัสดิการคนจน นั่นหมายถึงว่าปัจจัยคนเหล่านั้นคือไม่มีสวัสดิการใช่ไหม แก้โดยการแจกเงิน มองปัญหาแค่นั้นหรือ ก็ต้องถามว่าถ้าเอาพันบาทไปแจกคนจน แต่เวลาเดียวกันคนรวยได้พันล้าน จะแก้เหลื่อมล้ำได้หรือ เพราะมองสาเหตุไม่เห็นจึงแก้ไมได้

ดร.ณรงค์ กล่าวอีกว่า เคยวิเคราะห์ไหมทำไมคนถึงจน แจก ๆ แต่ลืมคิดว่าคนชั้นกลางกำลังถอยมาเกือบจนแล้ว ความยากจนมาจากไหนบ้าง แล้วจะแก้อะไร งานวิจัยมีมากมาย รวมถึงงานของคณะปฏิรูป บอกว่าเห็นได้จากรายได้ ทรัพย์สิน ด้อยสิทธิ์ ด้อยโอกาส อำนาจ ทั้งหมดเป็นองค์ประกอบซึ่งกันและกัน

พอพูดถึงคนจน มักมองที่เกษตรกร แต่ตัวเลขจริง ๆ คนจนที่สุดคือคนงานประมง รองลงมาคือไร่อ้อย คนจนส่วนใหญ่ปัจจุบันไม่ใช่เกษตรกรแล้ว เพราะเกษตรกรกลายเป็นคนส่วนน้อยไปแล้ว แต่มุนษย์รายได้คือคนส่วนใหญ่ไปแล้ว หนี้สินนอกระบบอยู่ในโรงงานไม่ใช่ในไร่นา ไม่ใช่ชาวนาไม่สำคัญแต่คนจนที่มีความสำคัญมากกว่าชาวนาคือคนในโรงงาน

ดร.ณรงค์ กล่าวต่อว่า จากการวิเคราะห์ ตัวสร้างความเหลื่อมล้ำคือความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ในสังคมตัวกุมอำนาจหลักมี รัฐ ทุน ประชาชน ถ้ารัฐเป็นกลาง สามารถจับดุลยภาพทุนกับประชาชนได้ แต่บ้านเรารัฐกับทุนเป็นพวกเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจจึงต่างกันมาก คนมีอำนาจเลยทำทุกอย่างเพื่อกดคนจน กดค่าจ้าง กดราคาสินค้าเกษตร

"ถ้าต้องการลดความเหลื่อมล้ำ เราต้องทำให้เงินในกระเป๋าคนมากขึ้น ๆ แล้วชะลอความรวยของคนรวยมาก ๆ ไว้บ้าง ด้วยอัตราภาษีก้าวหน้า เพื่อเอาเงินมาทำโครงสร้างต่าง ๆ สวัสดิการต่าง ๆ เพื่อยกระดับคนจนขึ้นไป ไม่ใช่การแจก แต่ทำให้มีรายได้สูงขึ้นด้วยระบบปกติ เช่น ทำให้คนจนมีความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ไม่เสียเปรียบมาก เรียกว่ามีอำนาจต่อรอง" ดร.ณรงค์ กล่าว

ดร.ณรงค์ กล่าวว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำและยากจน อยู่ที่โครงสร้างของระบบ คนจำนวนหนึ่งมีอำนาจมากเกินไป ทุนมีอำนาจซื้อ รัฐมีอำนาจบังคับปกครอง พอทุนกับรัฐจับมือกันจึงเต็มไปด้วยอำนาจการซื้อและบังคับปกครอง ส่วนประชนถูกจำกัดสิทธิ ยุคตู่ต้นตอเป็นยุคของการเพิ่มอำนาจทุน หนุนอำนาจรัฐ จำกัดอำนาจประชาชน

ด้าน นายเมธา กล่าวว่า นายสมคิดพูดหลอกคนไทยทั้งประเทศ ตัวเลขเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น บอกจีดีพีสูงขึ้นแต่ชาวบ้านกลับบอกซบเซา ส่วนตัวลขส่งออกก็เป็นตระกูลใหญ่เท่านั้น

เห็นภาพชัดว่าการพูดถึงอีอีซีผิดทิศผิดทาง ความเลื่อมล้ำก็มาจากการเดินตามความคิดเสรีนิยม ให้เอกสิทธิพิเศษต่าง ๆ แก่ทุนใหญ่ ความเหลื่อมล้ำไม่ได้ลดลงเลย เป็นความคิดชุดเดิมที่ทำตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจตั้งแต่ฉบับที่ 1 เราก็ส่งเสริมการลงทุนเหมือนเดิมไม่รู้จบ สังคมที่เหลื่อมล้ำ รัฐเกื้อหนุนคนรวยให้รวยขึ้นอีกโดยที่ไม่มีตอบแทนคืนให้สังคม แล้วอ้างว่าอีอีซีจะช่วยนำทุนใหม่เข้ามา ตนอยากให้ประกาศตัวเลขออกมาเลยว่าอีอีซี มีเจ้าเก่ากี่เปอร์เซ็นต์ เจ้าใหม่กี่เปอร์เซ็นต์ เท่าที่ทราบเป็นทุนเก่าราว 90 เปอร์เซ็นต์ แล้วมีใกล้ชิดกับคนของรัฐบาลหรือไม่


กำลังโหลดความคิดเห็น...