xs
xsm
sm
md
lg

รัฐมนตรี“สากกะเบือ”นำทีมตามหลวงพ่อศิลา! ถูกขโมยหายไป ๑๘ ปี เอาคืนจากอเมริกามาได้!!

เผยแพร่:   โดย: โรม บุนนาค

คณะติดตามหลวงพ่อศิลาเข้าเฝ้า ถวายหลวงพ่อศิลา
เมื่อสัปดาห์ก่อนได้อ่านข่าวอดีตรัฐมนตรีและดาวดังของรัฐสภาเจ้าของฉายา “สากกะเบือ” ถูกคำพิพากษาของศาลให้จำคุกในคดีที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง ก็สลดใจที่คนเคยมีชีวิตรุ่งเรืองถึงขั้นเป็นรัฐมนตรี แต่ต้องตกต่ำถึงขนาดนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียใจ โดยเฉพาะรายนี้ที่ครั้งหนึ่งได้ทำคุณความดีจนได้รับพระมหากรุณาจากพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ รับสั่งชมว่า
“เรามีอานิสงส์ร่วมกันนะ เก่งจริงๆ..” ก็น่าจะยึดมั่นเป็นสิริมงคลคุ้มเกล้าคุ้มกระหม่อมไปชั่วชีวิต แต่ปุถุชนคนเราถ้าไม่ยึดมั่นความดีให้มั่นคง ก็อาจจะหลงทางไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตได้

เหตุการณ์ที่ทำให้อดีตรัฐมนตรีผู้นี้สร้างคุณงามความดีมีชื่อเสียงกระเดื่องเมือง เริ่มขึ้นในเดือนเมษายน ๒๕๓๘ นิตยสารศิลปวัฒนธรรมได้ตีพิมพ์จดหมายของผู้ใช้นามว่า “กลุ่มอนุรักษ์ต่างแดนในลอนดอน” ซึ่งใช้ที่อยู่วัดพุทธประทีป นครลอนดอน ส่งข่าวมาว่า ได้พบพระพุทธรูปศิลานาคปรกที่ถูกขโมยไปจากวัดทุ่งเสลี่ยมแล้ว โดยมีพ่อค้าของเก่ารายหนึ่งเป็นผู้ซื้อ จนตกไปอยู่กับสถาบันโซเทบี้ ในกรุงลอนดอน ซึ่งทางสถาบันกำลังจะออกประมูลขาย พร้อมทั้งส่งภาพของหลวงพ่อศิลามาด้วย โดยถ่ายมาจากแมกกาซีนวัตถุโบราณที่นำมาเปิดประมูล

“หลวงพ่อศิลา” เป็นพระพุทธรูปนาคปรกปางสมาธิ แกะสลักจากหินทราย ศิลปะสมัยลพบุรี สันนิษฐานว่าอายุกว่า ๘๐๐ ปีแล้ว เดิมประดิษฐานอยู่ในถ้าเจ้าอาม อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย ต่อมาก็ถูกอัญเชิญจากถ้ำมาไว้ที่วิหารวันทุ่งเสลี่ยม

หลวงพ่อศิลาประดิษฐานอยู่ที่วัดทุ่งเสลี่ยม ๒๘ ปี จนกระทั่งคืนวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๒๐ ก็ได้อันตรธานไปจากวิหาร ทางวัดมาทราบในตอนเช้าจึงเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งชาวบ้านยังช่วยกันออกติดตาม แต่ก็คว้าน้ำเหลว

หลวงพ่อหายไปถึง ๑๘ ปีก็ไม่มีวี่แวว ข่าวนี้จึงทำให้ชาวสุโขทัยตื่นเต้นมีความหวังกันขึ้นมา พอดีกับที่มีแถลงการณ์ออกมาว่า สมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบธ ที่ ๒ พระราชินีแห่งอังกฤษ จะเสด็จเยือนประเทศไทย เพื่อถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เนื่องในพระราชพิธีกาญจนาภิเษก ชาวทุ่งเสลี่ยงจึงส่งตัวแทนมาพบ ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แจ้งให้ทราบว่า ชาวสุโขทัยจะมายื่นหนังสือเรียกร้องขอคืนหลวงพ่อศิลาในโอกาสนี้ และจะมากันเป็นเรือนหมื่นเรือนแสนทีเดียว
ร.ต.ท.เชารินได้กล่าวถึงตอนนี้ไว้ว่า

“ผมนึกภาพผู้คนจำนวนมากขนาดนั้นมายืนถือป้ายทวงคืนหลวงพ่อศิลาตอนเสด็จมาถึงไทย เพียงแค่นึกก็ขนลุกขนพอง เพราะเป็นพระราชอาคันตุกะ แล้วรัฐบาลจะอยู่ไปได้อย่างไร”

ก่อนจะกลับ ตัวแทนชาวทุ่งเสลี่ยงได้บอกกับ รมช.เชาวรินว่า จะมายื่นหนังสือเรียกร้องต่อรัฐบาลก่อน โดยจะแสดงพลังให้เห็นเป็นตัวอย่าง ร.ต.ท.เชาวรินขอร้องว่าอย่ามากรุงเทพฯให้ลำบากเลย หนังสือเสร็จเมื่อไหร่ให้บอกมา จะเดินทางไปรับที่ทุ่งเสลี่ยมด้วยตัวเอง

หลังจากนั้น ร.ม.ช.เชาวรินได้เดินทางไปที่วัดทุ่งเสลี่ยม มีประชาชน กำนัล ผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการและนักเรียนมาชุมนุมแน่นวัด พร้อมกับป้ายเขียนข้อความเกี่ยวกับหลวงพ่อศิลา และชูภาพของหลวงพ่อศิลากันสลอนเต็มลานวัด ซึ่งแสดงว่าหลวงพ่อศิลามีความสำคัญต่อชาวทุ่งเสลี่ยงมากแค่ไหน
ด้วยความกลัวว่าคนเหล่านี้จะยกเข้าไปกรุงเทพฯระหว่างที่ควีนอลิซาเบธเสด็จเยือนไทย ซึ่งจะทำให้ภาพพจน์ของประเทศเสียหาย และจะกระทบต่อเบื้องพระยุคลบาท รมช.เชาวรินจึงรับปากกับชาวทุ่งเสลี่ยมขณะที่ปราศรัยไปว่า

“พี่น้องครับ ผมขอให้คำมั่นสัญญากับท่านทั้งหลายว่า ผมจะพยายามทุกวิถีทางในการติดตามหลวงพ่อศิลา ผมจะอัญเชิญหลวงพ่อศิลากลับคืนมาให้จงได้”

เสียงปรบมือโห่ร้องจึงดังก้องลานวัด หน้าตาของผู้คนที่หมองเศร้าเปลี่ยนเป็นสดชื่นยิ้มแย้มกันทั่วหน้าเมื่อได้ยินคนระดับรัฐมนตรีให้คำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่น แต่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ไปด้วยต่างตกใจที่ท่านรัฐมนตรีรับปากไปเช่นนั้น ทั้งๆที่เป็นแค่ข่าว

รมช.เชาวรินก็กลัดกลุ้มไปไม่น้อยที่เผลอพูดไปแบบฆ่าตัวตายต่อชาวบ้าน และนึกถึงคำพูดของพลเอกชาติชาย ชุณหะวันขึ้นมาทันที ที่ว่า

“พูดอะไรออกไปแล้ว คำพูดจะเป็นนายเรา ต้องทำให้ได้”
และครุ่นคิดถามตัวเองว่า ทำไมถึงพูดไปอย่างนั้น
“ผียัดปากให้พูดหรือย่างไรนี่”

ข่าวที่ รมช.เชาวรินไปรับปากกับชาวบ้านทุ่งเสลี่ยม ทำให้ นางพิมพา ลิมปพยอม ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกระทรวงพาณิชย์ในยุคที่นายอุทัย พิมพ์ใจชน เป็นรัฐมนตรีว่าการ มาขอพบในฐานะที่เคยเดินทางไปราชการต่างประเทศด้วยกัน แสดงความประสงค์ว่าจะขอช่วยงานติดตามหลวงพ่อศิลาด้วย รมช.เชาวรินจึงเซ็นคำสั่งแต่งตั้งให้นางพิมพาเป็นที่ปรึกษาทันที พร้อมกับลงนามในหนังสือถึง เซอร์จอห์น แลง ประธานหอการค้าอังกฤษ ซึ่งมีศักยภาพติดต่อกับส่วนราชการอังกฤษ เพราะดูแลบริษัทของราชวงศ์ ทำงานร่วมกับเจ้าชายฟิลิป พระสวามี เพื่อขอให้ท่านเซอร์ช่วยติดต่อขอข้อมูลจากส่วนราชการที่อาจเกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์หรือตำรวจ ซึ่งนางพิมพาบอกว่าคุ้นเคยกับท่านเซอร์พอสมควร และได้ติดต่อพูดคุยทางโทรศัพท์ไว้ก่อนแล้ว

เมื่อส่งหนังสือไปแล้ว นางพิมพาก็แนะนำ รมช.เชาวรินว่าควรจะเดินทางไปเจรจากับหน่วยราชการของอังกฤษโดยตรง โดยท่านเซอร์จะช่วยประสานงานให้ รมช.เชาวรินจึงได้เดินทางไปอังกฤษพร้อมกับอธิบดีกรมศิลปากรและข้าราชการอีก ๓-๔ คน โดยเกรงว่าหากไม่มีความคืบหน้าให้ชาวทุ่งเสลี่ยง ก็อาจจะยับยังการรวมตัวมากรุงเทพฯไม่สำเร็จ

หลังจากไปขอความร่วมมือจากทางราชการอังกฤษ กลับมาเมืองไทยได้ไม่นาน รมช.เชาวรินก็ได้รับรายงานว่า หลวงพ่อศิลาได้ถูกประมูลจากอังกฤษไปเมื่อปี ๒๕๓๐ หรือ ๙ ปีมาแล้ว ลูกนำไปแสดงในนิทรรศการศิลปวัตถุที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คาดว่าขณะนี้หลวงพ่อศิลาถูกนำต่อไปอเมริกาแล้ว เพราะผู้ประมูลได้เป็นชาวอเมริกัน

สหรัฐอเมริกานั้นกว้างใหญ่ไพศาล มีประชาชนกว่าสองร้อยแปดสิบล้านคน จึงมืดแปดด้านไม่รู้จะเริ่มต้นไปตามที่จุดไหน
ขณะนั้นมีแถลงการณ์จากทำเนียบขาวแจ้ว่า ประธานาธิบดี บิลล์ คลินตัน ได้กำหนดวันเดินทางมาเยื่อนไทยเป็นพระราชอาคันตุกะ เพื่อถวายพระพรในปีกาญจนาภิเษก จึงสั่งการให้กรมศิลปากรตั้งคณะกรรมการติดตามหลวงพ่อศิลาเพื่อมุ่งไปที่สหรัฐอเมริกา และตั้งนางพิมพา ลิมปพยอมกับรองศาสตราจารย์ ดร.พรชุลี อาชวอำรุง แห่งคณะคุรุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้สำเร็จปริญญาตรี โท เอก จากสหรัฐอเมริกา ทั้งยังมีความกระตือรือร้นที่จะหาตัวผู้ครอบครองหลวงพ่อศิลา แต่ก็ยังไม่รู้จะเริ่มจากจุดไหนเช่นกัน คณะกรรมการจึงขอร้องกระทรวงศึกษาธิการให้แต่งตั้งเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน กับกงสุลใหญ่นครแองเจลิส เป็นผู้แทนรัฐบาลไทยในการติดตามหลวงพ่อศิลาด้วย
ขณะที่ทางสหรัฐอเมริกายังไม่รู้ว่าจะเริ่มจากจุดไหน
ร.ต.ท.เชาวรินซึ่งมีประสบการณ์ในด้านตำรวจมาก่อน จึงชี้ช่องให้เริ่มที่กรมศุลกากรสหรัฐ ตรวจสอบว่าในปี ค.ศ.๑๙๘๗ หรือ พ.ศ.๒๕๓๐ นั้น มีผู้ใดขออนุญาตนำเข้าพระพุทธรูปแกะสลักจากหินทรายเมาบ้าง

ในที่สุดก็ได้ตัวผู้ขออนุญาตนำเข้าซึ่งอยู่ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย จึงขอให้กงสุลใหญ่นครลอสแองเจลิสเปิดการเจรจากับผู้ครอบครองทันที หลังจากเจรจาอยู่หลายรอบกับทนายของผู้ครอบครอง ก็ได้ข้อยุติที่ผู้ครอบครองเรียกร้องเงิน ๒๐๐,๐๐๐ เหรียญสหรัฐเท่าที่ประมูลมา ซึ่งอัตราแลเปลี่ยน ๒๐๐,๐๐๐ เหรียญสหรัฐขณะนั้นเป็นเงิน ๕ ล้านบาทเศษ

ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ขณะนั้นรัฐบาลของนายบรรหาร ศิลปอาชา ประกาศยุบสภา รมช.เชาวรินเป็นเพียงรัฐมนตรีรักษาการ ซึ่งตามประเพณีไม่ควรสั่งใช้งบประมาณแผ่นดินจำนวนมากได้ ร.ต.ท.เชาวรินนึกถึงคนที่เคยบริจาคเงินจำนวนมากเพื่อสาธารณะประโยชน์ ในที่สุดก็ตัดสินใจเข้าพบนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการเครือโภคภัณฑ์ เพื่อขอความสนับสนุน นายธนินทร์ยินดีขอรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด รวมทั้งค่าเดินทางไปอัญเชิญหลวงพ่อศิลากลับมาด้วย

หลังจากได้รับอนุมัติจากประธานเครือซีพี ขณะนั้น รมช.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ พ้นจากตำแหน่งแล้ว ทั้งยังเป็น ส.ส.สอบตกด้วย มีเวลาเดินทางไปไหนได้สะดวก จึงพานางจริยา ภรรยา พร้อมด้วยคณะไปสหรัฐอเมริกาทันที

ปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือ ในคณะทั้ง ๕ คนที่ไปอเมริกานี้ ไม่เคยมีใครเคยเห็นหลวงพ่อศิลามาก่อนเลย เพียงแต่กรมศิลปากรนำรูปหลวงพ่อศิลาที่ชาวสุโขทัยมีไว้บูชาประจำบ้าน ซึ่งชัดเจนมาก เปรียบเทียบกับภาพถ่ายหลวงพ่อศิลาในแมกกาซีนของสถาบันโชเทบี้ ตรวจสอบรอยกะเทาะของหินที่พระนลาฏ (หน้าผาก) ที่พระอุทร (ท้อง) ปลายหางพญานาค รอยแตกที่ลำตัวพญานาค ซึ่งนักวิชาการโบราณคดีได้ลงความเห็นว่าถ่ายมาจากองค์เดียวกัน ทั้งกองพิสูจน์หลักฐานกรมตำรวจ ก็ให้คำรับรองว่า เป็นภาพถ่ายจากหลวงพ่อศิลาแน่นอน

ปัญหาจึงมีต่อไปว่า พระพุทธรูปที่ทางฝ่ายผู้ครอบครองจะมอบให้นั้น จะเป็นองค์เดียวกับในภาพถ่ายหรือไม่เท่านั้น
การไปเปิดเจรจากับ นายมอริส แคท ทนายความของผู้ครอบครอง ร.ต.ท.เชาวรินไม่ลืมที่จะประสานงานไปยัง เอฟ.บี.ไอ.ประจำนครลอสแองเจลิส และอัยการของนครลอสแองเจลิสด้วย แต่การเจรจากับผู้ครอบครองครั้งนี้กลับมีท่าทีที่แปลกไป คล้ายไม่อยากจะคืนเสียแล้ว

ถึงขั้นนี้ก็ต้องใช้วิชามารกันหน่อย อัยการของลอสแองเจลิสได้บอกกับทนายมอริส แคทว่า ถ้าไม่ยุติปัญหานี้ ผู้ครอบครองอาจถูกดำเนินคดีในข้อหาสำแดงราคาอันเป็นเท็จ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร เพราะตอนนำเข้านั้นได้แจ้งราคาต่ำกว่า ๒๐๐,๐๐๐ เหรียญ

โดนไม้นี้เข้าผู้ครอบครองก็ยอมจำนน แต่ก็ยังเกี่ยงว่าตอนนี้หลวงพ่อศิลาไม่ได้อยู่ในลอสแองเจลิส หากจะให้ส่งมาที่นี่ต้องเสียค่าขนส่งและค่าประกันอีก ๑,๐๐๐ เหรียญ
ร.ต.ท.เชาวรินอยากเห็นหลวงพ่อศิลาเต็มที่จึงยอมตกลง
ทนายความกำหนดจะนำหลวงพ่อศิลามามอบให้ในวันรุ่งขึ้น คือ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๓๙ ที่ร้านแกลเลอรีแห่งหนึ่งในแอลเอ โดยท่านกงสุล สุพจน์ ธีรเกาศัลย์ จะเป็นผู้นำแคชเชียร์เช็คจำนวนเงิน ๒๐๐,๐๐๐ เหรียญมามอบให้ และขีดเส้นตายในเวลา ๑๒.๐๐ น. หลังจากนั้นจะไม่มีการเจรจาใดๆกันอีก เพราะผู้ครอบครองจะต้องออกไปนอกเมืองเพื่อพักผ่อนประจำปีกับครอบครัว ซึ่งมีหมายกำหนดการไว้ล่วงน้าแล้ว
สิ่งแรกหลังการเจรจา นางพิมพา ลิมปพะยอมได้รีบโทรศัพท์ติดต่อกับบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ แต่นายธนินทร์เดินทางไปเซี่ยงไฮ้ ทางกรุงเทพฯไม่มีใครสั่งการเรื่องนี้ได้

การหาเงิน ๒๐๐,๐๐๐ เหรียญให้ทันก่อนเที่ยงวันรุ่งขึ้นไม่ใช่เรื่องง่าย ร.ต.ท.เชาวรินนึกถึงที่ก่อนมา ภรรยาได้ลงชื่อในสัญญากู้เงินเกินบัญชีกับธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสภากาชาด ไว้เป็นจำนวน ๑๒ ล้านบาทเพื่อเตรียมปลูกบ้านใหม่ จึงให้ภรรยาลองโทรศัพท์ไปคุยกับผู้จัดการเล่าความเป็นมา และขอให้ช่วยโอนเงิน ๒๐๐,๐๐๐ เหรียญเข้าบัญชีสถานกงสุลไทย ณ นครลอสแองเจลิส

โชคดีที่ผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์เข้าใจในความสำคัญของเรื่องนี้และกล้าตัดสินใจ ส่งแฟกซ์ใบเบิกเงิน มายังสถานกงสุลไทยนครลอสแองเจลิส ให้นางจริยา ลัทธศักดิ์ศิริเซ็น แล้ว ร.ต.ท.เชาวรินเซ็นค้ำประกัน พร้อมกับส่งสำเนาหนังสือเดินทางไปด้วย

จากนั้นคณะติดตามหลวงพ่อศิลาก็นั่งรอผลด้วยใจระทึก บ่ายวันนั้นท่านกงสุลก็ได้รับแจ้งจากธนาคารไทยพาณิชย์ สาขานครลอสแองเจลิสว่า เงิน ๒๐๐,๐๐๐ เหรียญได้โอนเข้าบัญชีเรียบร้อยแล้ว ท่านกงสุลจึงขอทำแคชเชียร์เช็ค

เมื่อถึงเวลานัดทุกคนตื่นเต้นเมื่อเห็นลังหลวงพ่อศิลาถูกยกออกมา หลวงพ่อศิลาถูกบรรจุอยู่ในลังไม้กว้างประมาณฟุตครึ่ง สูงประมาณตู้เย็น ๕.๕ คิว ครั้นพอเปิดฝาลัง ต่างก็ตะลึงเมื่อเห็นหลวงพ่อศิลายิ้มละมุนเหมือนในรูปที่เห็นกันจนชินตา ต่างช่วยกันตรวจดูรอยตำหนิต่างๆที่ท่องกันจนขึ้นใจ รอยกะเทาะที่พระนลาฏ เป็นจุดบิ่นเล็กๆ พระอุทรมีรอยตำหนิเป็นทางยาว ๓ เส้น แต่ละเส้นยาวประมาณ ๑ นิ้วเศษอยู่ตรงใกล้กับพระนาภี (สะดือ) ส่วนด้านหลังของปลายขนดหางพญานาคเจ็ดเศียร มีรอยหินแตกอีกแห่ง

“ใช่แล้ว” ทุกคนร้องเป็นเสียงเดียวกัน

เมื่อตรวจดูจนแน่ใจแล้ว ท่านกงสุลจึงยื่นแคชเชียร์เช็คให้ทนายเซ็นรับ และช่วยกันอุ้มหลวงพ่อศิลากลับลงลัง อัญเชิญไปที่วัดไทยในแอลเอซึ่งนัดหมายกันแล้วว่าจะให้หลวงพ่อมาพักชั่วคราว ซึ่งทางวัดได้เตรียมแท่นไว้กลางพระอุโบสถ เปิดโอกาสให้คนไทยในอเมริกาได้สักการบูชา และจะมีพิธีเจริญพระพุทธมนต์ในคืนนั้น

ท่านกงสุลได้ติดต่อสายการบินเพื่ออัญเชิญหลวงพ่อกลับไทย แต่เครื่องบินไทยอินเตอร์เกิดไม่ว่าง มีแต่สายการบินอีวาแอร์ของไต้หวัน ทางคณะจึงถือศักดิ์ศรีว่าหลวงพ่อต้องกลับด้วยสายการบินแห่งชาติของคนไทยเท่านั้น จึงได้เลื่อนไปกลับในวันที่ ๑๘ ธันวาคม ถึงกรุงเทพฯในวันที่ ๑๙

ในคืนนั้น ปรากฏว่าที่วัดมีคนไทยในอเมริกามากันเนืองแน่น เพราะวิทยุท้องถิ่นภาคภาษาไทยได้ออกข่าว และที่น่าแปลกใจก็คืออัยการนครลอสแองเจลิสก็มาด้วย เพราะถือว่ามีส่วนร่วมในเรื่องนี้ โดยเป็นผู้ยื่นคำขาดจนผู้ครอบครองต้องยอมคืนหลวงพ่อศิลา และประทับใจมากที่เห็นคนไทยสักการะหลวงพ่อด้วยดอกไม้ธูปเทียน

เมื่อหลวงพ่อศิลายังไม่กลับในวันรุ่งขึ้น ทางวัดจึงขอสมโภชน์ต่ออีกคืนเพราะคืนแรกคนแน่นจนเข้าไม่หมด คืนที่ ๒ ก็เช่นกัน ต้องทยอยกันเข้าสักการะเป็นชุดๆ

เมื่อหลวงพ่อศิลากลับมาถึงดอนเมือง หลายฝ่ายไปต้อนรับกันเนืองแน่น เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้จัดห้องวีไอพีให้ ร.ต.ท.เชาวรินแถลงข่าว จากนั้นจึงอัญเชิญหลวงพ่อศิลาไปพุทธมณฑล ปรากฏว่ารถที่อัญเชิญหลวงพ่อไปนี้ได้กลายเป็นรถบุปผาชาติไป เพราะประชาชนได้นำดอกไม้ธูปเทียนมาสักการะจนเต็มคันรถ

ร.ต.ท.เชาวรินได้ทำหนังสือถึงราชเลขาธิการขอเข้าเฝ้ากราบบังคมทูลน้อมเกล้าฯถวายหลวงพ่อศิลา ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เข้าเฝ้าได้ในวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ การเข้าเฝ้าครั้งนี้ ร.ต.ท.เชาวรินบอกว่าจะต้องจดจำไปชั่วชีวิต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้รับสั่งเมื่อได้กราบบังคมทูลถวายรายงานจบแล้วว่า

“เชาวริน เรามีอานิสงส์ร่วมกันนะ เก่งจริงๆ ตามคืนมาจนได้”
ทรงรับสั่งต่อไปว่า

“ขอบใจมากที่นำพระพุทธรูปมามอบให้ พระพุทธรูปมีลักษณะงดงาม คนซื้อเขารักษาได้ดี”

ทรงพิจารณาหลวงพ่อศิลาอย่างใกล้ชิด แล้วรับสั่งถามว่า

“จะนำพระพุทธรูปศิลาไปสุโขทัยวันนี้เลยหรือ”

อดีต รมช.เชาวรินกราบทูลว่า

“ข้าพระพุทธเจ้าและคณะทำงานจะอัญเชิญกลับวัดทุ่งเสลี่ยมตามเส้นทางถนนสายเอเชีย อัญเชิญไปฉลองที่วัดต่างๆ ๙ จังหวัด จนถึงวัดทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย พระพุทธเจ้าข้าฯ”
ทรงมีพระราชดำรัสกับนายธนินทร์ เจียรวนนท์ว่า

“จะไปด้วยหรือเปล่า”

นายธนินทร์ได้กราบทูลว่า

“ข้าพระพุทธเจ้ามอบให้คุณวัลลภไปแทนพะย่ะค่ะ”

ทรงรับสั่งกับนางพิมพา ลิมปพยอมว่า

“ได้ทราบเรื่องทางจดหมาย ได้อ่านข่าวจากทางหนังสือพิมพ์ และดูโทรทัศน์แล้ว”

การเข้าเฝ้าทูลเกล้าฯถวายหลวงพ่อศิลา เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานไปประดิษฐาน ณ วัดทุ่งเสลี่ยงในครั้งนี้ คณะติดตามทวงคืนหลวงพ่อศิลาและผู้สนับสนุนการทำงานตามพากันปลาบปลื้มใจจนหายเหนื่อย

จากพระที่นั่งจิตรลดารโหฐาน คณะได้อัญเชิญหลวงพ่อศิลาไปยังอาคารซีพีเทาเวอร์ ถนนศรีลม เปิดให้ประชาชนได้สักการบูชา เช้าวันรุ่งขึ้นจึงมีการเจริญพระพุทธมนต์ฉลอง โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ และสมเด็จพระญาณวโรดม วัดเทพศิรินทร์ ทำพิธี

ช่วงบ่ายขบวนอัญเชิญหลวงพ่อศิลาจึงเคลื่อนออกจากอาคารซีพีเทาเวอร์ แวะที่โรงพิมพ์ไทยรัฐ ถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อขอบคุณที่ให้การสนับสนุนและประชาสัมพันธ์การติดตามหลวงพ่อศิลามาโดยตลอด ก่อนที่จะไปให้ประชาชนสักการะที่ศาลากลางจังหวัดปทุมธานีเป็นแห่งแรก

หลวงพ่อได้แวะที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท นครสวรรค์ กำแพงเพชร พิษณุโลก จนถึงวัดทุ่งเสลี่ยง จังหวัดสุโขทัยในวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์

ชาวสุโขทัยได้ต้อนรับการกลับมาของหลวงพ่อศิลาอย่างมืดฟ้ามัวดิน ประชาชนนับหมื่นได้เข้าร่วมขบวนแห่ ผู้เฒ่าผู้แก่ต่างแต่งกายสดใสตามประเพณีล้านนา ฟ้อนรำร่วมขบวนไปด้วยความดีใจ บ้างก็น้ำตาอาบแก้มด้วยความปลื้มปีติ ทำให้คณะที่อัญเชิญหลวงพ่อศิลามาจากกรุงเทพฯอดใจไม่ไหว ต้องลงจากรถไปฟ้อนรำกับชาวบ้านด้วย ในจำนวนนี้รวมทั้ง ร.ต.ท.เชาวริน โต้โผ และ น.ส.ปาริชาติ ศิลปอาชา ลูกสาวของอดีตนายกฯบรรหาร ซึ่งอยู่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยมีประชาชนจำนวนแสนยืนเรียงรายตลอดสองข้างทางที่ผ่าน

หลวงพ่อศิลาได้กลับมาประดิษฐานที่วัดทุ่งเสลี่ยมหลังจากถูกขโมยและธุดงค์ไปรอบโลกนานถึง ๑๙ ปี จนชาวสุโขทัยหมดหวังที่จะได้หลวงพ่อกลับคืนมาแล้ว แต่แล้วหลวงพ่อก็ปาฏิหาริย์กลับมาอย่างไม่ตาดคิด

นี่ก็เป็นผลงานของ ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการการทรวงศึกษาธิการ คนที่ชอบแต่งเครื่องแบบลูกเสือเป็นประจำ ซึ่งไม่น่าจะเป็นคนๆเดียวกับที่ติดคุกเมื่อสัปดาห์ก่อนเลย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ พระราชทานหลวงพ่อศิลากลับวัดทุ่งเสลี่ยม
หลวงพ่อศิลา
ชาวสุโขทัยต้อนรับหลวงพ่อศิลา
หลวงพ่อศิลาเมื่อกลับคืนวัดทุ่งเสลี่ยม
กำลังโหลดความคิดเห็น...