xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 30 มิ.ย.-6 ก.ค.2562

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

1.“บิ๊กตู่” ทูลเกล้าฯ รายชื่อ ครม.แล้ว ด้าน "กลุ่มสามมิตร" ยอมถอย เลิกงอแง!
(ซ้าย) นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ  (พปชร.) และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำกลุ่มสามมิตร (ขวา) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
ความเคลื่อนไหวสถานการณ์การเมืองสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังนายอนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท กลุ่มสามมิตร พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ออกมาแถลงข่าวแสดงความไม่พอใจการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีที่มีข่าวว่าตนเองหลุดโผ ครม.จากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง รวมทั้งไม่พอใจที่มีข่าวว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำกลุ่มสามมิตร ถูกสลับเก้าอี้จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรววงอุตสาหกรรม พร้อมพูดเหมือนเตือนความจำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่เปลี่ยนโผ ครม.เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ เคยบอกกับหัวหน้าพรรคแล้วว่าโผ ครม.จบแล้วตั้งแต่วันที่ 11 มิ.ย. ห้ามมีการเปลี่ยนแปลงเด็ดขาด

ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 1 ก.ค. แกนนำกลุ่มสามมิตร เช่น นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายอนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท ฯลฯ ได้ประชุมที่พรรค โดยมี ส.ส.กลุ่มสามมิตรกว่า 30 คนเข้าร่วม หลังประชุม นายอนุชาได้แถลงผลประชุม โดยยังตอกย้ำความต้องการไม่ให้มีการปรับเปลี่ยนโผ ครม.พร้อมเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์จะยังรักษาคำพูดที่ให้ไว้เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. นายอนุชายังส่งสัญญาณเหมือนขู่ด้วยว่า หากมีการประกาศรายชื่อ ครม.อย่างเป็นทางการแล้ว ไม่ตรงกับความเห็นของกลุ่มสามมิตร ทางกลุ่มจะหารือเพื่อแสดงจุดยืนอีกครั้ง

ไม่เท่านั้น ด้านนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรค พปชร.ในนามกลุ่มสามมิตร ยังแถลงข่าวที่ไม่มีใครคาดคิดด้วยว่า วันที่ 2 ก.ค. จะมีการประชุม ส.ส.ของพรรคประจำสัปดาห์ ตนจะเสนอญัตติขับไล่นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค พปชร.ออกจากตำแหน่ง โดยอ้างว่า นายสนธิรัตน์เป็นภัยต่อความมั่นคงของพรรคและรัฐบาลเป็นอย่างสูง ถ้าปล่อยให้เป็นเลขาธิการพรรคต่อไป จะเป็นอันตรายต่อพรรคมาก เพราะนายสนธิรัตน์บริหารงานผิดพลาดหลายเรื่อง และไม่มีภาวะความเป็นผู้นำ... และว่า นายสนธิรัตน์ต้องรับผิดชอบ ต้องเสียสละให้กับพรรคด้วยการไม่รับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีชุดนี้

วันเดียวกัน (1 ก.ค.) นายสนธิรัตน์ ได้แถลงข่าวยืนยันว่า ตั้งแต่เข้ามาทำงานการเมือง ตนมีความทุ่มเทตั้งใจรับใช้ชาติบ้านเมืองในตำแหน่งต่างๆ ส่วนกระแสข่าวที่จะให้ไปดำรงตำแหน่งในกระทรวงพลังงาน ตนรู้สึกเสียใจที่เกิดปัญหาขึ้น พร้อมยืนยัน ไม่ได้เข้าไปมีส่วนรับรู้หรือเกี่ยวข้องกับการดำรงตำแหน่งดังกล่าวแต่อย่างใด นายสนธิรัตน์ยังประกาศด้วยว่า ไม่มีความประสงค์และไม่ขอรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และหวังว่าทุกอย่างจะคลี่คลายไปในทางที่ดี เพื่อพวกเราจะได้ร่วมมือกันทำงานเพื่อบ้านเมืองต่อไป

ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งอย่างหนักในพรรค พปชร.เกี่ยวกับการตั้ง ครม.ปรากฏว่า พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจออกสารนายกรัฐมนตรีชี้แจงปัญหาที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า ในฐานะที่เป็นบุคคลที่พรรคเสนอชื่อเป็นนายกฯ รู้สึกไม่สบายใจ และต้องขอโทษพี่น้องประชาชนแทนพรรค พปชร.เนื่องจากมีข่าวสารความขัดแย้งภายในพรรคปรากฏตามสื่อต่างๆ ยืนยันว่า นายกฯ จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด พร้อมยอมรับว่า การบริหารบุคลากรเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ทุกคนพึงพอใจ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ทำอย่างไรประชาชนจะมีความเชื่อมั่นในรัฐบาลและทุกพรรคการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านให้มากที่สุด

สารของนายกฯ ยังระบุด้วยว่า หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกอย่างจะดินหน้าต่อไปเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน ในฐานะรัฐบาลของคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งจะถือเป็นการเริ่มต้นปฏิรูปทางการเมืองของรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อมิให้การดำเนินการทางการเมืองกลับไปเป็นปัญหาเช่นเดิม จนต้องเกิดการแก้ไขปัญหาแบบเดิมๆ ที่ทุกคนไม่ต้องการขึ้นอีก...

เป็นที่น่าสังเกตว่า หลัง พล.อ.ประยุทธ์ ออกสารดังกล่าว หลายฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายค้านอย่างพรรคเพื่อไทย และพรรคอนาคตใหม่ ต่างแสดงความไม่พอใจ อ้างว่า พล.อ.ประยุทธ์จะแก้ปัญหาการเมืองด้วยการรัฐประหารอีกรอบ

ขณะที่แกนนำกลุ่มสามมิตรท่าทีอ่อนลงและกลับลำทันทีหลัง พล.อ.ประยุทธ์ออกสารดังกล่าว โดยนายอุตตม สาวนายน หัวหน้า พปชร. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มสามมิตร เปิดแถลงยืนยันว่า ความเห็นที่แตกต่างระหว่างกลุ่มจบลงแล้ว กลุ่มสามมิตรพร้อมจะเดินหน้าต่อไปกับ พปชร. ปล่อยให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นหน้าที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ กลุ่มสามมิตรจะไม่มีเงื่อนไขอีก พร้อมขอยกเลิกข้อเรียกร้องที่ว่า จะกำหนดจุดยืนใหม่หากการประกาศรายชื่อ ครม.ไม่เป็นไปตามที่ได้เรียกร้องไว้ ไม่ว่านายกฯ จะตัดสินใจอย่างไร ทางกลุ่มจะไม่มีการทบทวนท่าทีใหม่อย่างแน่นอน และขอหยุดดำเนินการที่จะยื่นญัตติต่อที่ประชุม ส.ส.พรรคเพื่อขับไล่นายสนธิรัตน์ออกจากเลขาธิการพรรค เพราะได้ทำความเข้าใจหลักการและเหตุผลเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 4 ก.ค. พล.อ.ประยุทธ์ ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว แม้ไม่ได้ตอบตรงๆ แต่ก็ชัดเจนว่า มีการทูลเกล้าฯ รายชื่อ ครม.แล้ว โดยกล่าวว่า “เร็วๆ นี้ กลางเดือนนะจ๊ะ เรียบร้อยหมด” เมื่อถามว่า กลางเดือน ก.ค.จะเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตนได้ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ พยักหน้า พร้อมกล่าวว่า “ก็โปรดเกล้าฯ ลงมาเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น อีกไม่นานหรอก...”

รายงานข่าวจากพรรค พปชร.แจ้งว่า รายชื่อ ครม.ที่มีการสลับปรับเปลี่ยนผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนนำรายชื่อ ครม.ขึ้นทูลเกล้าฯ ประกอบด้วย 1.พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ ควบ รมว.กลาโหม 2.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ 3.นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ 4.นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ 5.นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์ 6.นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ ควบ รมว.สาธารณสุข 7.พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย 8.นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย 9.นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย 10.พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม

11.นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง 12.นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง 13.นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม 14.นายถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม 15.นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม 16.นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน 17.นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม 18.นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ 19.น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ 20.นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯ

21.นายณัฐฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ 22.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ 23.น.ส.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ 24.นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 25.นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 26.นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม 27.นายดอน ปรมิตถ์วินัย รมว.การต่างประเทศ 28.นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 29.นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม 30.นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 31.ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.แรงงาน 32.นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.ท่องเที่ยว 33.นายวีระศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.พาณิชย์ 34.นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข 35.ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ และ 36.นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมต.ประจำสำนักนายกฯ

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 5 ก.ค. ผู้สื่อข่าวได้ถาม พล.อ.ประยุทธ์ ว่า โผ ครม.เป็นไปตามที่สื่อนำเสนอหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สื่อก็ไปตัดและคาดการณ์กันเอาเองว่าแต่ละคนจะนั่งกระทรวงไหน โดยเฉพาะนายธรรมนัส ไม่น่าจะจริงมั้ง และว่า หากรายชื่อเปิดเผยออกมาแล้วไม่มีนายธรรมนัสเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แล้วใครจะรับผิดชอบ สื่อรับผิดชอบหรือไม่

2.“บิ๊กช้าง” แจ้งความ ปอท.ฟันคนกล่าวหาพัวพันช่วยมือทุบ “จ่านิว” ด้าน “จ่านิว” ลั่นจะรีบแข็งแรงรับใช้อุดมการณ์ ปชต.!
นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว นักเคลื่อนไหวทางการเมือง อาการดีขึ้นหลังถูกรุมทำร้าย
ความคืบหน้ากรณีที่นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ถูกรุมทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บสาหัสเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. ที่บริเวณปากซอยรามอินทรา 109 แขวงและเขตมีนบุรี กทม. ซึ่งหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ได้โพสต์เฟซบุ๊กในลักษณะเหมือนกล่าวหาว่ารัฐบาลคุกคามประชาชน ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) จับคนร้ายให้ได้ และรายงานให้ทราบเป็นระยะ

ด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก หัวข้อ “หยุดพวกชังชาติ” ข้อความว่า “ต่อเหตุการณ์ของจ่านิว ผมคาดไม่ผิดที่หัวหน้าพรรคพรรคหนึ่ง จะฉวยโอกาสปลุกระดมสร้างความเกลียดชังขึ้นมา ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏ จ่านิวเองเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง มีทั้งคนชอบและไม่ชอบ... ผมคิดว่าการแสดงความเห็นที่เป็นการด่วนตัดสินไปแล้ว และนำเสนอเพื่อปลุกระดมประชาชนให้แบ่งแยก ชิงชัง เป็นรูปแบบที่หัวหน้าพรรคนี้ได้กระทำมาอย่างต่อเนื่อง อยากเรียกร้องให้หยุดพฤติกรรมชังชาติได้แล้ว เพราะเมืองไทยเราเป็นชาติที่มีสิทธิและเสรีภาพมากอันดับต้นๆ ของโลก...”

ทั้งนี้ วันเดียวกัน (30 มิ.ย.) ตัวแทน 7 พรรคร่วมฝ่ายค้านได้นำกระเช้าเข้าเยี่ยมนายสิรวิชญ์ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ขณะที่ น.ส.พัฒน์นรี ชาญกิจ แม่ของนายสิรวิชญ์ เผยว่า อาการของจ่านิวทรงตัว หมอจะผ่าตัดจมูกที่ยุบลงไปจากการถูกตี ทำให้หายใจลำบาก โดยหมอจะผ่าตัดกระดูกออกมาเพื่อให้หายใจคล่องขึ้น

วันต่อมา 1 ก.ค. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) ได้ออกมาปฏิเสธกรณีมีข่าวลือว่า นายวัน อยู่บำรุง ส.ส.กทม. พรรค พท.บุตรชาย ส่งคนไปทำร้ายนายสิรวิชญ์ เพื่อหวังผลทารการเมือง โดยบอก ก่อนอื่นขอสาปแช่ง ใครก็ตามที่เป็นผู้สั่งการและเป็นผู้ปฏิบัติการทำร้ายนายสิรวิชญ์ ขอให้วิบัติและมีอันเป็นไป ตระกูลตนไม่มีอย่างนี้แน่นอน เชื่อว่าเป็นคนในเครื่องแบบ โดยมีผู้มีอิทธิพลทางการเมืองเป็นแบ๊ก

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ ผบ.ตร.ติดตามดูแลคดีนี้อย่างดีที่สุดเช่นเดียวกับคดีอื่นๆ พร้อมสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปเยี่ยมเยียน ดูแลความต้องการของนายสิรวิชญ์ด้วย โดยเฉพาะการรักษาพยาบาลต่างๆ ต้องดูแลให้ดีที่สุด พร้อมย้ำ ตนไม่ใช่ศัตรูของเขา การทำร้ายซึ่งกันและกันไม่ควรจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม

ด้าน น.ส.พัฒน์นรี แม่ของนายสิรวิชญ์ ได้เข้ายื่นหนังสือถึง ผบ.ตร.เพื่อเร่งให้สืบคนร้ายที่ก่อเหตุทำร้ายลูกชายเช่นกัน นอกจากนี้ยังไปยื่นหนังสือถึงพรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่อขอความเป็นธรรมให้ลูกชายด้วย

ขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาพูดถึงกรณีที่นายสิรวิชญ์ถูกทำร้ายว่า ขอให้ตัดประเด็นเรื่องทวงหนี้และเรื่องชู้สาวออกไปเลย เพราะฟันธงเลยว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องการเมืองเท่านั้น และว่า ทราบมาว่า มีนายตำรวจบางคนให้คนร้าย 2 ใน 4 คน พักอยู่ที่บ้าน

ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีสื่อสังคมออนไลน์มีการโพสต์ เกี่ยวกับคดีทำร้ายร่างกายนายสิรวิชญ์โดยอ้างว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องให้การช่วยเหลือผู้ก่อเหตุ ประกอบกับมีการนำชื่อ พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รอง ผบ.ตร. ลงข้อความเผยแพร่ในลักษณะที่สร้างความเสียหายต่อบุคคลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วยว่า ขณะนี้ พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ได้ใช้สิทธิในทางส่วนตัว แจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน บก.ปอท.ให้ดำเนินคดีกับผู้ที่นำเข้าและเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จดังกล่าวแล้ว ตลอดจนขยายผลไปยังผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ให้การสนับสนุน สมรู้ร่วมคิดทั้งหมด และจะใช้สิทธิฟ้องร้องในทางแพ่งตามขั้นตอนของกฎหมายด้วย

ส่วนความคืบหน้าทางคดีนั้น มีรายงานเมื่อวันที่ 4 ก.ค.ว่า ชุดสืบสวนได้สอบปากคำพยานไปแล้ว 9 ปาก ทั้งบุคคลที่อาศัยอยู่ในซอยเดียวกับนายสิรวิชญ์ และแยกตรวจสอบว่าอาวุธที่ใช้ก่อเหตุมีลักษณะอย่างไร รวมถึงยานพาหนะที่ใช้ในการหลบหนี พบว่าเป็นยี่ห้อฮอนด้า พีซีเอ็กซ์ ต้องรอผู้เชี่ยวชาญมายืนยันอีกครั้ง

รายงานข่าวระบุด้วยว่า กลุ่มคนร้ายไม่ใช่บุคคลในพื้นที่ แต่จะต้องวางแผนมาเป็นอย่างดี เนื่องจากการหลบหนีนั้น คนร้ายรู้ทุกจุดที่มีกล้อง มีการหลบมุมกล้อง จุดสุดท้ายที่กล้องวงจรปิดจับภาพได้ คือหน้าโรงพยาบาลนพรัตน์ ส่วนข่าวที่ว่าสเกตช์ภาพคนร้ายได้แล้วนั้น เป็นการสเกตช์ภาพตำหนิ รูปพรรณสัณฐาน ส่วนสูง ผิวพรรณ พร้อมทั้งสเกตช์ภาพรถจักรยานยนต์ที่ใช้ว่ามีลักษณะใด แต่ยังไม่มีการขอออกหมายจับแต่อย่างใด

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 3 ก.ค. นายสิรวิชญ์ ได้กล่าวขอบคุณประชาชนที่ส่งกำลังใจให้ว่า ขอบคุณประชาชนผู้รักประชาธิปไตยจำนวนมากที่มีความเป็นห่วงในตัวผมและยืนเคียงข้าง ช่วยเหลือในทุกๆ ด้าน ผมซึ้งในน้ำใจของทุกคน และรับทราบสิ่งที่เพื่อนๆ ทุกคนกำลังดำเนินการให้ทั้งในสภาและนอกสภา ทั้งเรื่องคดีความและการทวงถามความยุติธรรม อาการล่าสุดของผม ก็ยังถือว่าทรงตัว ตาและจมูกยังมีเลือดซึมอยู่ มีอาการเดินเซเล็กน้อย ต้องใช้เวลาในการรักษาตัว “ขอให้กรณีของผม เป็นกรณีสุดท้ายที่ถูกกระทำด้วยวิธีการรุนแรง ป่าเถื่อน โหดร้าย และไร้ความเป็นมนุษย์ ผมจะกลับมาแข็งแรงในเร็ววัน เพื่อรับใช้อุดมการณ์ประชาธิปไตย ตอบแทนคุณของประชาชนที่มอบให้ในครั้งนี้และทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา”

ล่าสุด วันนี้ 6 ก.ค. นายสิรวิชญ์ ได้ให้เพื่อนช่วยโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยเผยความคืบหน้าการรักษาตัวว่า ดีขึ้นตามลำดับ “ส่วนอาการเรื่องตา ต้องใช้เวลาประมาณครึ่งปีในการฟื้นฟูให้กลับมาเป็นปกติ คาดว่าอีกไม่กี่วันนี้ จะกลับไปพักฟื้นรักษาตัวที่บ้านได้ต่อไป ส่วนเรื่องทุนเรียนต่อที่อินเดีย ผมได้ประสานเพื่อเลื่อนออกไปก่อน เนื่องจากต้องรักษาสุขภาพตาให้ดีกว่านี้ ซึ่งหากเป็นไปได้ ผมก็ไม่อยากเสียโอกาสตรงนี้ไป..."

3.“บิ๊กตู่-พปชร.” รอด กกต.ยก 5 คำร้องของ “เรืองไกร” หวังสกัด “บิ๊กตู่” นั่งนายก-ยุบพรรค พปชร.!
(ซ้าย) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี (ขวา) นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.)
เมื่อวันที่ 2 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ได้มีหนังสือลงวันที่ 26 มิ.ย.แจ้งผลการพิจารณายกคำร้อง 5 ประเด็นที่เกี่ยวกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปยังนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ที่เป็นผู้ร้อง ได้รับทราบ

โดย 5 ประเด็นดังกล่าว ประกอบด้วย 1.กรณีที่ขอให้ กกต.ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรค พปชร. เนื่องจากเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีของพรรค ไม่เป็นไปตามข้อบังคับ พปชร. พ.ศ.2561 ข้อ 90 และ 91 โดยนายทะเบียนพรรคการเมืองเห็นว่า การลงมติเพื่อเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกฯ ของพรรค พปชร.ดำเนินการโดยชอบแล้ว โดยมีการเสนอชื่อ 3 คน คือ พล.อ.ประยุทธ์, นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และนายอุตตม สาวนายน และมีหนังสือยินยอมของ พล.อ.ประยุทธ์ ให้เสนอชื่อได้ 2.กรณีกรณี พล.อ.ประยุทธ์เป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ซึ่งต้องห้ามมิให้เสนอชื่อเป็นนายกฯ นั้น นายทะเบียนพรรคการเมืองเห็นว่า กกต.มีมติไปแล้วว่า การประกาศชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ชอบด้วยกฎหมาย

3.กรณี พล.อ.ประยุทธ์ เปิดเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม เว็บไซต์ เข้าข่ายเป็นเจ้าของกิจการสื่อ มีผลให้ต้องห้ามเป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ นั้น กกต.มีมติแล้วว่า ยังไม่ถือว่าเข้าข่ายเป็นเจ้าของกิจการสื่อมวลชน จึงไม่มีลักษณะต้องห้ามฯ 4.กรณี พปชร.จัดกิจกรรมระดมทุนด้วยการขายโต๊ะจีนราคา 3 ล้านบาท พิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่เข้าข่ายการแสวงหากำไรมาแบ่งปันกัน แม้จะกำหนดราคาโต๊ะจีนสูง แต่ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้เข้าร่วมกิจกรรมระดมทุน โดยกฎหมายได้จำกัดวงเงินผู้สนับสนุนเอาไว้แล้ว กรณีดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นการขายสินค้าในลักษณะแสวงหากำไรมาแบ่งปันกัน ยังไม่เป็นเหตุให้ยุบพรรคการเมือง และ 5.กรณีร้องว่า นายอุตตม สาวนายน ได้รับเลือกเป็นหัวหน้า พปชร.โดยยังไม่ได้สมัครเป็นสมาชิก พปชร. พิจารณาแล้วเห็นว่า มีการปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ตั้งแต่การจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมือง จัดประชุมตั้งพรรคการเมืองในส่วนของผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรค จากนั้นเมื่อสภาพนิติบุคคลเกิดขึ้น เมื่อนายทะเบียนรับการจดตั้งพรรค ก็มีการเปิดรับสมัครสมาชิกในวันที่ 13 พ.ย.2561 และในวันดังกล่าว นายอุตตมก็สมัครเป็นสมาชิกพรรค ชำระค่าบำรุงตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้นการเป็นหัวหน้าพรรคของนายอุตตมจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว และไม่เป็นเหตุให้ยุบพรรคแต่อย่างใด

ทั้งนี้ นายทะเบียนพรรคการเมืองแจ้งด้วยว่า หากนายเรืองไกรมีพยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่การพิจารณา สามารถแจ้งให้พิจารณาได้

นอกจากนี้ สำนักงาน กกต.ยังออกเอกสารข่าวชี้แจงกรณีมีการตั้งกระทู้ในสภาฯว่า ผ่านมา 3 เดือนแล้ว กกต.ยังไม่เปิดเผยคะแนนเลือกตั้งรายหน่วยให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป โดยยืนยันว่า เมื่อเสร็จสิ้นการนับคะแนนเลือกตั้งแล้ว กกต.ได้เปิดเผยผลคะแนนเลือกตั้งทั้งในวันเลือกตั้งและหลังวันเลือกตั้งเรียบร้อยแล้ว

4.ศาลชั้นต้นยกฟ้อง 7 นปช.จำเลยชุดสอง คดีเผาศาลากลางมุกดาหาร ขณะที่ 13 จำเลยชุดแรก ศาลอุทธรณ์สั่งจำคุก 15 ปี!
จำเลยชุดสองคดีเผาศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร
เมื่อวันที่ 5 ก.ค. ศาลจังหวัดมุกดาหารได้อ่านคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดมุกดาหารเป็นโจทก์ฟ้องนายสมคิด โพธิ์ไทรย์ กับพวกรวม 7 คนเป็นจำเลย ได้แก่ นายบรรญัติ แท่นกลาง นางไกรแก้ว พันนะ นายสนุก บับภาร นายธีระพงษ์ จิตวานิช นายหนูเย็น บุญศรี และนายนันท์ธวัช วะชุม เป็นจำเลย ในความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง กรณีเผาศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร เหตุเกิดเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553 (วันสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์) โดยศาลพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 7 คน เนื่องจากพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันกระทำความผิด

สำหรับจำเลยทั้ง 7 คนดังกล่าว เป็นผู้ต้องหากลุ่มที่ 2 ซึ่งถูกออกหมายจับและดำเนินคดีหลังจากผู้ต้องหากลุ่มแรกจำนวน 13 คนถูกดำเนินคดีไปก่อนหน้านี้ และถูกศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุกคนละ 15 ปี

นายอนุสรณ์ โพธิ์ศิริ ทนายความ เผยว่า คดีนี้เป็นคดีประวัติศาสตร์คดีหนึ่งของพี่น้องชาวจังหวัดมุกดาหาร เป็นคดีต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2553 กลุ่ม นปช.มุกดาหารมีการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ต่อสู้กันมาหลายคดี รุ่นนี้เป็นรุ่นที่ 2 ศาลได้พิพากษายกฟ้อง ขอขอบคุณทางศาลที่ให้ความเป็นธรรมและความยุติธรรม เพราะพี่น้อง นปช.เสื้อแดงมุกดาหารไม่ได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหา

ทั้งนี้ คดีดังกล่าว สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 มีการเผายางหน้าศาลากลางจังหวัด โดยผู้ชุมนุมขอพบผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อเจรจาขอตั้งเวทีชุมนุมกดดันรัฐบาลให้ยุติสลายการชุมนุมในกรุงเทพฯ แต่ไม่ประสบผล ทำให้ผู้ชุมนุมไม่พอใจ ปีนรั้วเข้าไปในศาลากลางและลำเลียงยางเข้าไปวางตรงทางเข้า มีการพยายามโยนไฟเข้ากองยาง แต่ก็มีการห้ามปรามและช่วยกันดับไฟ กระทั่งมีวัยรุ่นกลิ้งยางเข้าไปใกล้อาคารหลังเก่า จากนั้นเกิดไฟลุก แล้วลามอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่จึงเข้าสลายการชุมนุมและดับไฟ

ต่อมามีการจับกุมผู้ชุมนุมในที่เกิดเหตุ 16 คน ในจำนวนนี้มี 1 คนเป็นเยาวชน โดยผู้ที่ถูกจับกุมถูกตั้งข้อหาร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์และบุกรุกสถานที่ราชการ ต่อมาได้มีการตามจับกุมผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม รวมมีจำเลย 29 คน ศาลยกฟ้อง 16 คน ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยกลุ่มแรก 13 คน ๆ ละ 20 ปี ส่วนคดีเยาวชนขึ้นศาลเยาวชน พิพากษาว่ามีความผิดฐานบุกรุกและให้คุมประพฤติ ทั้งนี้ ระหว่างที่คดีอยู่ในชั้นอุทธรณ์ นายประคอง ทองน้อย 1 ใน 13 จำเลยได้เสียชีวิตลง

ต่อมา วันที่ 30 ก.ย.2558 ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาแก้ ลดโทษจำคุกจำเลยกลุ่มแรก 13 คน จาก 20 ปี เหลือ 15 ปี และเมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2560 นายดวง คนยืน จำเลยได้เสียชีวิตลงอีกคน เนื่องจากเป็นมะเร็งที่ถุงน้ำดีและมะเร็งตับระยะสุดท้าย ทางเรือนจำจังหวัดมุกดาหารส่งมารักษาตัวที่โรงพยาบาลมุกดาหารนาน 2 เดือนเศษก็เสียชีวิต

5.ศาลพิพากษาจำคุก “พีท แผงแตก” พ่อค้าลอตเตอรี่ลวงโลก 2 ปี 15 วัน กุเรื่องหวย 90 ล้าน!
นายธนวรรธน์ คำแหงพล หรือฉายา พีท แผงแตก พ่อค้าลอตเตอรี่กุเรื่องหวง 90 ล้าน
จากกรณีที่นายธนวรรธน์ คำแหงพล อายุ 35 ปี พ่อค้าขายลอตเตอรี่ อ้างว่าเก็บสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ถูกรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 1 ก.ย.2561 มูลค่ารางวัล 90 ล้านบาท ให้ลูกค้า จนกลายเป็นข่าวโด่งดังก่อนหน้านี้ และกลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ มีลูกค้าไปซื้อลอตเตอรี่ที่ร้านนายธนวรรธ์จำนวนมาก จนเป็นที่มาของฉายา “พีท แผงแตก” ซึ่งต่อมา พบว่าเรื่องดังกล่าวไม่จริงตามที่เจ้าตัวอ้าง ส่งผลให้ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

ล่าสุด เมื่อวันที่ 2 ก.ค. ศาลจังหวัดสมุทรสาครได้นัดฟังคำพิพากษาคดีนี้ โดยนายธนวรรธน์ได้เดินทางไปฟังคำพิพากษาพร้อมด้วยว่าที่เรือตรีศักดิ์ชาย มีสมบูรณ์ ทนายความส่วนตัว และ น.ส.นงลักษณ์ โสดาจันทร์ แฟนสาว

หลังฟังคำพิพากษา ว่าที่เรือตรีศักดิ์ชายเผยว่า ศาลตัดสินจำคุกนายธนวรรธน์ 3 ข้อหา คือ 1.ขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา จำคุก 1 เดือน ปรับ 2,000 บาท นายธนวรรธน์รับสารภาพ ศาลลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 15 วัน ปรับ 2,000 บาท 2.ข้อหาปลอมและใช้เอกสารปลอม ศาลสั่งจำคุก 1 ปี และ 3.ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ศาลจำคุก 1 ปี รวมเป็น 2 ปี 15 วัน ส่วนข้อหาฉ้อโกงประชาชนนั้น ศาลยกฟ้อง สำหรับ น.ส.นงลักษณ์ แฟนสาวของนายพีท ศาลพิพากษาจำคุก 1 ปี ปรับ 2,000 บาท ข้อหาขายสลากกินแห่งรัฐบาลเกินราคา แต่จำเลยให้การรับสารภาพ จึงลดโทษ เหลือจำคุก 15 วัน ปรับ 2,000 บาท แต่จำเลยไม่เคยต้องโทษมาก่อน จึงให้รอลงอาญา 2 ปี

ทั้งนี้ ครอบครัวนายธนวรรธน์ได้ยื่นหลักทรัพย์ขอประกันตัวด้วยวงเงิน 400,000 บาท ซึ่งศาลอนุญาตให้ประกันตัวได้ ส่วนนายธนวรรธน์จะยื่นอุทธรณ์คดีหรือไม่ ทนายความเผยว่า อยู่ระหว่างหารือ
กำลังโหลดความคิดเห็น...