ประชุมพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเรื่อง “ช้างเผือกกับนางงาม” ทรงกล่าวถึงเรื่องที่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิได้ช้างเผือกมาสู่พระบารมีถึง ๗ เชือก ความทราบไปถึงกรุงหงสาวดี พระเจ้าบุเรงนองจึงแต่งทูตเข้ามาขอทำไมตรีเป็นบ้านพี่เมืองน้อง จะไม่ทำสงครามกันต่อไป แต่จะขอช้างเผือกช้างหนึ่ง ถ้าไม่ได้ก็จะยกทัพมาทำสงครามใหญ่ สมเด็จพระเจ้าจักพรรดิ์ทรงปรึกษาขุนนางข้าราชการ เห็นพ้องกันว่าเมืองหงสาวดีกำลังมีอำนาจมาก จะสู้รบด้วยก็ลำบาก ครั้งนี้เป็นโอกาสที่จะเป็นไมตรีกัน ช้างเผือกเราก็มีถึง ๗ ช้าง ให้ไปช้างหนึ่งก็จะระงับศึกสงครามทำให้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุขได้ ถ้าบุญเรายังมีก็จะได้ช้างเผือกมาอีก
สมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิก็ทรงเห็นชอบด้วย แต่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระราเมศวร กับเจ้าพระยาจักรีและพระสุนทรสงคราม ผู้สำเร็จราชการเมืองสุพรรณบุรี กราบทูลว่า ช้างเผือกที่ได้มาทั้ง ๗ ช้างนี้เป็นเหตุให้พระบารมีใหญ่โต พระเจ้าหงสาวดียกทัพมาประชิดพระนครครั้งก่อนก็เอาชนะไม่ได้ ต้องยกทัพกลับไป ครั้งนี้มาง้อขอช้างเผือกก็เพราะสู้พระบารมีไม่ได้ หากจะพระราชทานช้างด้วยเกรงใจพระเจ้าหงสาวดี ก็จะเป็นการตัดรอนพระบารมีของพระองค์ให้เสื่อมทรามลง ถ้าแม้นพระเจ้าหงสาวดีไม่ได้ช้างเผือกจะยกทัพมา ข้าพระเจ้าทั้งสามจะขอรับอาสาฉลองพระเดชพระคุณเอาชีวิตถวายต่อสู้กำชัยชนะให้จงได้
สมเด็จพระจักรพรรดิทรงฟังก็หวาดพระราชหฤทัยในคำที่ว่า จะตัดรอนพระบารมีของพระองค์ จึงตอบพระราชสาสน์ของพระเจ้าหงสาวดีไป ซึ่งพระราชนิพนธ์เรื่อง “ ช้างเผือกกับนางงาม” มีข้อความตอนนี้ว่า
“...จึงทรงผ่อนผันแต่งพระราชสาสน์ไปเล้าโลมพระเจ้าหงสาวดี ใจความในพระราชสาสน์นั้นว่า อันนี้เป็นธรรมดาพระมหากษัตริย์ในนานาประเทศทั่วทุกทิศ ช้างเผือกและนางงามเป็นของที่ต้องพระราชประสงค์ พระมหากษัตริย์องค์ใดมีช้างเผือกกี่ช้าง มีนางรูปงามกี่นาง ก็ต้องหวงไว้สำหรับพระบารมีหมด ไม่เป็นที่ผู้อื่นจะขอได้ เหมือนอย่างพระเจ้าหงสาวดีมีอนงคนาฏนารีรัตน์ที่ปรนนิบัติสำหรับพระบารมีอยู่เท่าใด ก็ถ้ากรุงไทยทราบจะไปขอสักนางหนึ่งจะได้หรือ...”
เรื่องนี้ในประชุมพงศาวดารเรื่อง “ไทยรบพม่าครั้งกรุงเก่า” ของ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวว่า ยามนั้นพระเจ้าบุเรงนองแผ่อิทธิพลไม่ทั่ว แต่ไม่มีเหตุอันใดกับกรุงศรีอยุธยา จึงแกล้งเอาเรื่องขอช้างเผือกมาเป็นเหตุ เพราะช้างเผือกเป็นของคู่บารมีของพระมหากษัตริย์ ถ้ายอมถวายตามคำขอก็เท่ากับว่ายอมอยู่ในอำนาจ ถ้าไม่ไม่ยอมถวายก็ถือว่าการขัดขืนนั้นเป็นการหมิ่นประมาท พอเป็นเหตุให้ยกทัพมาได้
หลังได้พระราชสาสน์ตอบ พระเจ้าบุเรงนองก็กรีฑาทัพมา ฝ่ายไทยไม่มีกำลังจะรับมือได้ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์จึงขออย่าทัพ พระเจ้าหงสาวดีเลยขอช้างเผือกไปถึง ๔ ช้าง ทั้งยังขอตัวพระราเมศวร พระยาจักรี และพระสุนทรสงคราม ๓ แรงแข็งขันที่คัดค้านไปด้วย
สงครามครั้งนี้เป็นสงครามครั้งที่ ๓ ระหว่างไทยกับพม่า ที่เรียกว่า คราวขอช้างเผือก


