xs
xsm
sm
md
lg

โชคดีโลกใบนี้มีพวกคุณ! 6 พลังคน "โนเนม" หัวใจเพื่อสังคม

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


โลกไม่หยุดหมุน เช่นเดียวกับพวกเขาที่ไม่หยุดทำ แม้ไม่ใช่ดารา คนดัง หรือเป็นที่สนใจของสื่อมากนัก แต่ในความเป็นคนตัวเล็กๆ และพร้อมจะขับเคลื่อนเพื่อเปลี่ยนสังคมให้ดีขึ้น นี่คือ 6 คนโนเนมที่อยู่ตามมุมต่างๆ ของสังคม ทว่ามีเป้าหมายเดียวกันคือ สร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อความเป็นธรรมทางสุขภาพบนช่องว่างที่ต้องการความเข้าใจ และการยอมรับ

พิการ ทว่า "พิเศษ"

"วิรุตม์ อภัยวงศ์" คือคนโนเนมที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จัก แต่สำหรับกลุ่มคนพิการ เขาคือแรงบันดาลใจในความทุ่มเท เพราะในความเป็นคนสายตาเลือนลางจากเนื้องอกในสมองตั้งแต่ 10 ขวบ เขามักจะพูดเสมอว่า "ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้"


เห็นได้จาก วิชาบัญชีที่ว่ายาก คนสายตาเลือนลางอย่างเขาก็คว้าเกรด A มาได้อย่างภาคภูมิ, งานวิ่งมาราธอนที่คนตาดีหลายคนชอบไปวิ่ง เขาก็ไปวิ่งจนคว้าถ้วยพระราชทานจากกรมสมเด็จพระเทพฯ รางวัลที่ 1 มาแล้ว หรือการว่ายน้ำในทะเลที่ดูจะเป็นไปได้ยากสำหรับคนสายตาเลือนรางอย่างเขา สุดท้ายก็ผ่านเข้าเส้นชัยมาได้สำเร็จ




นอกจากนั้น ยังร่ำเรียนด้านการจัดการธุรกิจไซเบอร์ วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปัจจุบันทำงานอยู่ที่มูลนิธินวัตกรรมทางสังคม โดยขับเคลื่อนให้คนพิการมีงานทำ เป็นตัวกลางประสานงานให้คนพิการ และบริษัทจ้างงานได้เจอกัน

"ทุกวันนี้ผมทำหน้าที่ดูแลฐานข้อมูลของคนพิการจำนวน 250 คน ช่วยแม้กระทั่งเป็นโค้ชติวเพื่อช่วยคนพิการพร้อมสำหรับการออกไปสัมภาษณ์งาน ผมอยากให้คนพิการทุกคนเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง ผมเชื่อว่าองค์กรใหญ่ๆ ที่จ้างคนพิการหลายร้อยคนเริ่มมาจากคนแรกเสมอ ดังนั้น ต้องทำให้เขาประทับใจ เป็นรักแรกของเขา บริษัทก็จะจ้างคนพิการได้ทำงานมากขึ้น" วิรุตม์พูดไว้บนเวที Voiceless Talk ในงานประชุมวิชาการและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน: ประชากรกลุ่มเฉพาะ จัดโดย สสส. เมื่อเร็วๆ นี้


เกิดมาเทย เพื่อช่วย "เพื่อนกะเทย"


ต่อกันด้วยมุมคิด "เจษฏา แต้สมบัติ" ก่อนจะมาทำมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน ชีวิตเคยเผชิญสถานการณ์ที่หนักหน่วงจากความไม่เข้าใจในครอบครัว เริ่มจากถูกส่งให้ไปบวชเพื่อหวังเปลี่ยนให้เป็นผู้ชาย โดยเชื่อว่า การบวชคือการแก้กรรม หรือถูกพาไปโรงพยาบาลจิตเวชจนนำไปสู่ครอบครัวบำบัด แต่ชีวิตกลับไม่มีความสุุข และต้องหาทางหนีไปเรียนให้ไกลจากบ้านเป็นระยะทาง 1,200 กิโลเมตร เพราะบรรยากาศในบ้านตอนนั้นเปรียบเสมือน "นรก" สำหรับตัวเขา


"เราไปโรงพยาบาลอย่างมีหวังเพื่อสร้างความเข้าใจกับครอบครัว แต่กลับออกจากโรงพยาบาลอย่างสิ้นหวัง ตอนคุยรวมกันทั้งครอบครัว คำถามหนึ่งถูกจุดขึ้น ในตระกูลไม่มีใครเป็นความหลากหลายทางเพศ ทำไมลูกดิฉันไม่เป็น คุณหมอบอกมาประโยคหนึ่งว่า เพราะพ่อไม่สามารถเป็นต้นแบบให้ลูกได้ พอได้ยินดังนั้น คุณพ่อลุกขึ้นและเดินออกจากห้องไปเลยค่ะ เราได้แต่ร้องไห้ เพราะทำให้ครอบครัวผิดหวัง เราทำให้ทุกคนเสียใจ ซึ่งคุณพ่อเป็นแฟลิมี่แมน ดูแลครอบครัวอย่างดี ไม่เคยขาดตกบกพร่องในการเลี้ยงดูเราเลย แต่คุณหมอพูดแบบนั้น ลองคิดดูว่าจะรู้สึกอย่างไร




ตอนนั้นที่บ้านถามคุณหมอว่าจะทำอย่างไรให้ลูกชายกลับมาเป็นลูกชายที่ครอบครัวคาดหวัง คุณหมอให้ทางเลือก และหนึ่งในนั้นคือครอบครัวบำบัด จากบ้านที่เคยมีความสุข พอเข้าสู่กระบวนการนี้ เหมือนถูกติดกล้องวงจรปิดเต็มไปหมด เหมือนถูกจับจ้องแม้แต่ท่าทางในการกิน การเดิน การนอน ถูกห้ามแต่งหน้า ถูกห้ามแต่งหญิง และถูกห้ามคบเพื่อนที่สนิทที่สุดซึ่งเป็นแบบเดียวกับเรา สุดท้ายจึงเลือกไปเรียนมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีในสาขาพัฒนาสังคม เพราะอยากไปให้ไกลจากบ้านให้มากที่สุด"

ปัจจุบันทำงานด้านสิทธิ และความเป็นธรรมทางเพศภายใต้มูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งโครงการแรกที่เริ่มทำคือ การสร้างแนวปฏิบัติสำหรับครอบครัวและผู้ปกครองที่มีบุตรหลานเป็นกะเทย เพื่อพัฒนาเครื่องมือที่ทำให้พ่อแม่ ผู้ปกครองได้เข้าใจความหลากหลายทางเพศ และทำให้คนที่เป็นสาวประเภทสอง ได้เข้าใจคุณพ่อคุณแม่ด้วย


"การทำงานตรงนี้ทำให้เราเข้าใจครอบครัวเหมือนกันนะ การที่คุณพ่อคุณแม่ และพี่สาว รับรู้ว่าเราเป็นสาวประเภทสอง ต้องเผชิญกับแรงเสียดทาง แรงกดดันต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะมาจากญาติพี่้น้อง จากเพื่อนบ้าน คนรอบข้าง และเพื่อนร่วมงาน ซึ่งมักจะโดนถามว่า แกเลี้ยงลูกอย่างไรให้มันผิดเพศ ทำให้พ่อแม่เกิดความกังวล และกลัวว่า ลูกจะไม่มีการงานที่ดีทำ อายุสั้นจากการแปลงเพศ ทำศัลยกรรม กินฮอร์โมน รวมไปถึงการถูกหลอกลวงเรื่องความรัก


ดังนั้นถ้าความกังวลเหล่านี้ไม่ถูกอธิบาย หรือทำให้เข้าใจในประเด็นเรื่องสิทธิทางเพศ หรือสิทธิมนุษยชน ไม่แปลกที่พ่อแม่หลายคนยังกลัว ไม่อยากให้ลูกเป็นสาวประเภทสอง นำไปสู่ความเชื่อที่ว่า ต้องพาไปบวชแก้กรรม หรือพาลูกไปโรงพยาบาลจิตเวช


"ส่วนตัวอยากบอกถึงครอบครัวที่กำลังมีคำถาม หรือสงสัย ว่าลูกของตัวเองกำลังเป็นเพศอะไร 1.คือไม่ต้องหาสาเหตุว่าเพราะอะไร 2. ไม่ต้องหาคนผิด เรื่องแบบนี้ไม่มีใครผิด 3. เด็กและเยาวชนไม่ได้มีแค่เด็กหญิง และเด็กชาย และ 4.ไม่ใช่เรื่องความผิดปกติทางจิต ไม่ใช่เวรกรรม ถ้าเข้าใจในส่วนหลักๆ ตรงนี้ ก็จะเข้า และยอมรับลูกได้มากขึ้น"

มา "เผือก" กันเถอะ



"มาเผือกให้ความรุนแรงสั่นสะเทือน" คือการขับเคลื่อนทางสังคมที่ "ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท" พยายามทำให้ปัญหาที่ถูกมองข้าม กลายเป็นปัญหาที่ถูกมองเห็นในฐานะผู้จัดการแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ ผู้ที่เคยมีประสบการณ์อันเลวร้าย เกือบถูกข่มขืน และทำร้ายร่างกายมาก่อน

"เรามักจะสอนเด็กผู้หญิงว่า ถ้าไม่อยากถูกข่มขื่นก็อย่าแต่งตัวโป๊ แต่เรามักไม่ค่อยได้สอนเด็กผู้ชายให้เข้าใจชัดๆ ว่าเขาไม่มีสิทธิไปล่วงละเมิดทางเพศ หรือละเมิดเนื้อตัวร่างกายของคนอื่น ไม่ว่าจะคนๆ นั้นจะแต่งตัวอย่างไร หรือไปเที่ยวกับใคร เวลาไหน หรือในกรณีคนข้ามเพศ ถ้ากลุ่มนี้ถูกข่มขืน ก็คงไม่น่าจะเป็นอะไรมั้ง เพราะคงชอบเรื่องเพศอยู่แล้ว หรือสามีทำร้ายภรรยา ก็จะมองกันว่ากระทบกระทั่งกันเป็นธรรมดา ภรรยาต้องอดทนเพื่อลูก เพื่อรักษาครอบครัวเอาไว้ แม้ว่าจะถูกใช้ความรุนแรง เราก็ต้องอดทน"


กระบวนการทางสังคมตรงนี้ ทำให้ความรุนแรงกลายเป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ หรือยอมจำนนให้มันเกิดขึ้น ทำให้เธอ และทีมพยายามสื่อสารให้สังคมเข้าใจ และเห็นปัญหา โดยเฉพาะความคุกคามทางเพศบนบริการขนส่งสาธารณะ ซึ่งเป็นปัญหาที่เป็นปัจจุบัน และเกิดขึ้นกับคนทำจำนวนมาก


สอดรับกับผลการสำรวจเมื่อ 2 ปีที่แล้ว พบว่า 45 เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงที่ใช้บริการขนส่งสาธารณะ เคยถูกลวนลามทางเพศขณะที่ใช้บริการขนส่งสาธารณะ และมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์บอกว่าเพิ่งเคยเกิดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า ปัญหาคุกคามทางเพศ เป็นปัญหาที่เป็นปัจจุบัน และเกิดขึ้นกับคนจำนวนมาก


"เรามีการเข้าพบหน่วยงานที่ให้บริการสาธารณะเพื่อที่จะบอกว่า ปัญหาการคุกคามทางเพศเป็นปัญหาความไม่ปลอดภัยของผู้ใช้บริการจำนวนมาก เราจัดอบรมวิธีการรับมือกับปัญหาให้กับพนักงานของบขส. ถ้าเกิดปัญหาขึ้นจะดูแลช่วยเหลือผู้โดยสารอย่างไร นอกจากนั้นยังอบรมให้กับบุคคลทั่วไปเพื่อรับมือหากเกิดการคุกคามทางเพศ ตลอดจนสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ผ่านเฟซบุ๊ก Free From Fear เพื่อให้เห็นว่า ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องน่าอาย และไม่ใช่เรื่องที่พบเห็นจะเพิกเฉย"


"ป้ากุ้ง" ฮีโร่นอกระบบ



"อรุณี ศรีโต" หรือ ป้ากุ้ง แกนนำสร้างเสริมสุขภาวะและวิถีชีวิตที่ยั่งยืนของผู้ขับขี่วินมอเตอร์ไซด์ เธอเดินเก็บข้อมูลในตำบลบางจาก อำเภอพระประแดง สมุทรปราการ พบว่ามีคนขับวิน 1,200 คน จากนั้นเดินหน้าทำงานเพื่อแก้ปัญหาทั้งเรื่องสุขภาพ และชีวิตความเป็นอยู่

"การทำงานกับแรงงานนอกระบบ ต้องใช้ความอดทน และความมุ่งมั่น ทุกวันนี้หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่เหม็นบุหรี่แล้ว ไม่ค่อยกินเหล้าแล้ว นอกจากนั้นหลังจัดกิจกรรมพูดคุยกัน มีการรณรงค์ภายใต้โครงการสสส. ปรากฏว่ามีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แม้จะมีการรับผู้โดยสารนอกเขตก็ไม่โกรธกัน"


ทั้งนี้ เธอมองว่า การจัดกิจกรรมให้เกิดการรวมกลุ่มกันช่วยให้แรงงานนอกระบบมีอำนาจต่อรองในชุมชน


"ถ้าต่างคนต่างอยู่ ก็จะไม่มีกระบวนการแลกเปลี่ยนกัน หรือมีอำนาจต่อรองในการเรียกร้องความเป็นธรรม แต่เหนือสิ่งอื่นใด การส่งเสริมให้คิดได้ วางแผนได้ แรงงานนอกระบบก็จะเป็นพลเมืองดีได้ มีความรู้ได้ สร้างประเทศชาติได้ ประการสำคัญ คือ แรงงานนอกระบบมีมากกว่าแรงงานในระบบมาก แต่คนไม่ค่อยได้ยินเสียง เข้าไม่ค่อยถึงสวัสดิการต่างๆ"


"ล่ามชุมชน" ความหวังของผู้ป่วยชนเผ่า



หากไม่ได้ฟังความในใจของ "หน่อแอริ ทุ่งเมืองทอง" แกนนำผู้หญิงชาติพันธุ์กะเหรี่ยงปะกาเกอะญอ ก็คงไม่เห็นช่องว่างในการสื่อสารระหว่างหมอกับชนเผ่าพื้นเมืองหรือกลุ่มชาติพันธุ์

"ปัญหาการเข้าถึงการรักษาของชนเผ่าพื้นเมือง หรือชาติพันธุ์ เข้าถึงช้ากว่ากลุ่มอื่น เพราะมีช่องว่างระหว่างการเดินทาง การสื่อสาร โดยเฉพาะศัพท์ที่ภาษาหมอใช้กัน" เธอบอก และขยายความให้ฟังต่อว่า "ภาษาหมอเป็นภาษาที่สั้น เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง เช่น ตั๋วถอดรองเท้าแล้วชั่งน้ำหนัก ด้วยความไม่รู้ของคนไข้ก็เอารองเท้าไปชั่ง หรืออีกกรณี หมอถามว่า น้องเป็นอะไรคะ คุณแม่ของเด็กก็ตอบว่า น้องเป็นลูกค่ะ ซึ่งหมอถามไม่ละเอียด แทนที่จะถามว่าน้องไม่สบายเป็นอะไรคะ"


ปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดโครงการล่ามชุมชน เพื่อเป็นสะพานเชื่อมให้กับผู้หญิงชนเผ่าที่เข้าไปรักษาพยาบาล


"เรามีความพยายามพัฒนาล่ามเพื่อเป็นตัวกลางให้หมอได้สื่อสารกับคนไข้ แต่บางทีก็เกิดปัญหา เพราะล่ามมักจะถูกหมอบางคนดุ บางครั้งตอบแทนหมอ ตอบแทนผู้ป่วย หมอก็บอกว่าตั๋วเป็นเองเหรอ มาตอบแทนผู้ป่วย ทำให้ล่ามรู้สึกบั่นทอนจิตใจ หรือเวลาไปหมอเพื่อตรวจภายใน หลายครั้งต้องเจอกับหมอผู้ชาย แต่ผู้หญิงชาติพันธุ์ไม่กล้าที่จะเข้าไปบอกหมอ เพราะในบริบทของชนเผ่า เรื่องเพศถือเป็นเรื่องที่ปกปิด ทำให้เกิดปัญหาด้านการสื่อกับหมอ ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่ละเอียดอ่อน ต้องใส่ใจผู้หญิงชนเผ่า ต้องให้พื้นที่ที่ปลอดภัยจริงๆ ไม่เช่นนั้นก็จะยากเข้าถึงบริการสุขภาพ"


"คนเปลี่ยนคุก" สู่เรือนจำสุขภาวะ

คุกใครว่าเป็นเรื่องไกลตัว หากได้ฟังเรื่องจริงจาก "รศ.ดร.นภากรณ์ หะวานนท์" นักวิชาการอิสระและผู้ทำวิจัยเกี่ยวกับผู้ต้องขังหญิงในฐานะที่เดินเข้าออกเรือนจำมาร่วม 20 ปี จะพบว่า คุกเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างมาก

"ผู้หญิงคนหนึ่งถูกสามีกระทำความรุนแรงทั้งร่างกาย และจิตใจมาเป็นเวลานาน เธอตัดสินใจลงมือฆ่าสามีจนตาย ในทางกฎหมายเธอคืออาชญากร เธอพยายามบอกเล่าเรื่องของเธอให้ตำรวจ อัยการ และผู้พิพากษารู้ แต่ไม่มีใครรับฟัง เธอถูกตัดสินประหารชีวิตในครั้งแรก แต่เพราะรับสารภาพจึงรับโทษจำคุกตลอดชีวิต




อีกหนึ่งกรณี เป็นเรื่องของคุณป้า ทำนามาครึ่งชีวิต ประสบฝนแล้ง พืชผลขายไม่ได้ เป็นหนี้เป็นสินรุมเร้า ทั้งที่ดิน ที่นา และที่บ้านก็จะถูกยึด คุณป้าพยายามต่อสู้และคิดตั้งนานว่าจะทำอย่างไรต่อดี ถ้าบ้านถูกยึด ลูกหลานที่อยู่ด้วยกันในบ้านจะทำอย่างไร กระทั่งมีคนมาเสนอให้คุณป้าช่วยรับของ พรุ่งนี้เช้าจะมีคนมารับเอาไป คุณป้าคิดว่าทำเพียงแค่ครั้งเดียว ทุกอย่างจะเรียบร้อย ปัญหาก็จะหมด สิ่งที่เกิดขึ้นเพียง 2 ชั่วโมงผ่านไป คุณป้าถูกตำรวจจับโดยไม่รู้เลยว่า ในกระเป๋านั้นมียาบ้าอยู่จำนวนเท่าไร แต่ต้องถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต

เรื่องสุดท้าย เด็กสาวคนหนึ่ง เพิ่งเรียนจบปริญญาตรี เพื่อนชายชวนนั่งรถไปด้วยโดยไม่รู้ว่าเพื่อนชายมียาไอซ์วางไว้ที่เบาะหลัง ตำรวจเรียกค้นรถ ทำให้เธอถูกตั้งข้อหาว่า ร่วมกันมียาเสพติดไว้ในครอบครอง ถูกตัดสินจำคุก 14 ปี"


นี่คือตัวอย่างเรื่องจริงที่ทำให้รู้ว่า เรือนจำไม่ใช่เรื่องใกล้ตัว ส่วนพวกเขาต้องเผชิญอะไรในคุกบ้าง คำตอบอยู่ในบรรทัดต่อจากนี้


"คนบางคนบอกว่าการไปอยู่ในเรือนจำคือการได้กินข้าวฟรี บ้านไม่ต้องเช้า ข้าวไม่ต้องซื้อ แต่ชีวิตในเรือนจำไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ไม่ว่าจะเจ็บป่วยอะไร เช่น เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ เราไม่สามารถเลือกอาหารเพื่อให้เกิดคุณค่าต่อร่างกายเราได้ หรือหากไม่สบาย การขอนอนก่อน แล้วค่อยตื่นมากินข้าว ไม่ใช่วิถีของเรือนจำ บ่าย 3 โมงต้องไปอยู่ในเรือนนอน อากาศแทบจะไม่มีที่ยืนให้หายใจ และต้องอยู่ที่นั่นยาวนานถึง 14 ชั่วโมง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในเรือนจำ"


ดังนั้น เรือนจำสุขภาวะจึงถูกนำมาพูดถึงเพื่อให้การชีวิตในคุกอยู่ในสภาวะปกติ หรือทำให้ชีวิตในเรือนจำแตกต่างจากชีวิตในสังคมทั่วไปให้น้อยที่สุด อย่างน้อยๆ ก็ทำให้คุณภาพชีวิตภายในเรือนจำดีขึ้น ลดปัญหาสุขภาพทั้งโรคติดต่อเรื้อรัง โรคซึมเศร้า ช่วยลดการใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อดูแลผู้ต้องขัง และเอางบไปช่วยผู้ขาดโอกาสอื่นๆ ได้มากขึ้น


"ชีวิตในเรือนจำควรจะเป็นชีวิตที่ให้เขาเกิดประสบการณ์ทางบวก มีกิจกรรม มีพื้นที่สีเขียวให้ผ่อนคลาย เพื่อสร้างกำลังใจ ทำให้รู้สึกว่าเหมือนได้อยู่บ้าน และมีความหวังที่จะออกมาเมื่อพ้นโทษ เราเชื่อว่าการปฏิบัติต่อมนุษย์โดยใช้ความเป็นมนุษย์คือสิ่งที่จะช่วยให้สังคมของเรา เป็นสังคมที่มีความอบอุ่น น่าอยู่ ซึ่งเป็นสังคมที่เป็นสุขภาวะอย่างแท้จริง"