xs
xsm
sm
md
lg

กลับสู่มาตุภูมิซึมซับความเป็นไทย! "เด็กกำพร้า" ในอ้อมกอดพ่อแม่ต่างชาติ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


"ทุกๆ 3 ปีเด็กบุญธรรมไทยจะกลับสู่แผ่นดินเกิด เพื่อเรียนรู้รากเหง้า วัฒนธรรมประเพณี รู้จักบ้านเกิด ใครเป็นคนเลี้ยงเขา เมื่อเด็กรักถิ่นเกิด แม้ไปอยู่กับครอบครัวต่างชาติ แต่พวกเขาจะได้กลับมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้กับพี่ๆ น้องๆ ในสถานสงเคราะห์" คือความมุ่งหวังภายใต้โครงการสู่มาตุภูมิที่ ดร.สมคิด สมศรี อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผู้เปรียบเสมือนพ่อใหญ่ของเด็กๆ ในสถานสงเคราะห์ บอกเล่าให้ฟัง ซึ่งโครงการดังกล่าวนับเป็นครั้งที่ 9 แล้ว โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-14 ก.ค.นี้

"เราต้องการให้ลูกๆ ของเราที่ส่งไปเป็นบุตรบุญธรรมในต่างแดน กลับมาพัฒนาบ้านเมืองเรา เพราะในสังคมของประเทศที่เจริญแล้ว เขามีการพัฒนาในเรื่องที่เรายังมองไม่เห็นอีกมาก เด็กเราไปเรียนไอที วันนี้เขาไปเอไอละ ไปหุ่นยนต์แล้ว สิ่งพวกนี้ เราต้องการให้พวกเขานำองค์ความรู้มาพัฒนาประเทศไทย
อย่างที่สอง โดยเชื้อชาติแล้ว เขาคือคนไทย เขาต้องไม่ลืมคนไทย ไม่ลืมวัฒนธรรมไทย หรือสิ่งที่ดีๆ ในความเป็นไทย เพื่อให้เกิดความรัก และหวงแหนประเทศชาติ" อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชนเน้นย้ำถึงความคาดหวังจากโครงการนี้ และเผยต่อไปว่า

"ปัจจุบันมีเด็กไทย (เด็กกำพร้า) ไปโตกับครอบครัวบุญธรรมต่างชาติระหว่างปี 2523-มีนาคม 2562 จำนวน 13,155 คนในจำนวน 30 ประเทศ อายุมากสุดตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 40 ปี หลายคนได้เรียน ได้ทำงาน มีฐานะมั่นคง และกลับมาเป็นอาสาสมัครที่ประเทศไทย เช่น มาแลกเปลี่ยน มาช่วยป้อนข้าวน้องๆ มาช่วยสอนภาษาอังกฤษให้น้องๆ แต่ปัจจุบันยังมีไม่มาก และยังต้องการอีกจำนวนมาก"



ดร.สมคิด สมศรี อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

อย่างไรก็ดี โครงการสู่มาตุภูมิที่จะถึงนี้ นอกจากเชิญครอบครัวบุญธรรมต่างชาติ และเด็กไทยกลับบ้านเกิดเพื่อเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมไทย และเอกลักษณ์ความเป็นไทยแล้ว ยังถือเป็นโอกาสการติดตามผลการเลี้ยงดูในครอบครัวต่างประเทศ รับทราบปัญหา อุปสรรคในการปรับตัว ความเป็นอยู่ของเด็กในครอบครัวบุญธรรม เพื่อช่วยเหลือเด็กไทยต่อไปด้วย ขณะนี้มีครอบครัวที่สนใจเข้าร่วมโครงการแล้วประมาณ 400 คน โดยมีเป้าหมายประมาณ 400-500 คน แบ่งเป็นการจัดงานในกรุงเทพฯ มีการแถลงข่าว และเข้าพบบุคคลสำคัญของไทย และต่างจังหวัดโดยจะพาไปศึกษาขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมที่จ.อุดรธานี และจ.กาฬสินธุ์

"ขอให้พวกเราได้ภาคภูมิใจ เด็กเรา 10,000 กว่าคนที่ส่งไปอยู่กับครอบครัวกว่า 30 ประเทศได้รับการดูแลอย่างดียิ่ง วันนี้พวกเขาหลายคนเติบโต มีฐานะ มีกิจการที่ดีในต่างประเทศ ซึ่งเราพยายามให้พวกเขานำองค์ความรู้มาพัฒนาประเทศไทยให้เกิดประโยชน์ต่อไป ดังนั้นจึงเป็นโครงการที่ต้องช่วยกันสนับสนุน ซึ่งในปีที่ผ่านๆ มาถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก มีผู้เข้าร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนในประเทศไทย จากงานวิจัย พบว่า ครอบครัวไม่มีบุตรเพิ่มขึ้น ถ้ามีความต้องการจริงๆ มีความพร้อม มีความรักเด็กเป็นชีวิตจิตใจก็มายื่นเรื่องได้ครับ" อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชนบอก


ทั้งนี้ จากข้อมูลตัวเลขล่าสุด พบว่า ประเทศที่ขอรับเด็ก 5 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐฯ ฝรั่งเศส เยอรมัน สวีเดน และ สวิสเซอร์แลนด์ โดยระยะหลังๆ ประเทศฝรั่งเศส กับสวิสเซอร์แลนด์ นิยมรับเด็กไทยเป็นบุตรบุญธรรมมากขึ้น ส่วนมากจะเป็นครอบครับที่มีความเข้มแข็ง ส่วนเหตุผลว่าทำไมต่างประเทศนิยมรับเด็กไทยไปเติมเต็มครอบครัวของพวกเขา เนื่องจากเด็กไทยเป็นเด็กที่น่ารัก และมองว่าวัฒนธรรมไทยเป็นคนที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และกตัญญู เป็นเด็กที่เลี้ยงง่าย มีความอ่อนน้อมถ่อมตน



สำหรับการจัดหาครอบครัวบุญธรรมให้แก่เด็กในสถานสงเคราะห์นั้น เป็นไปตามกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.การรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม พ.ศ.2552 เพื่อป้องกันการซื้อขายเด็ก คุ้มครองสวัสดิภาพ และสิทธิของเด็กที่เป็นบุตรบุญธรรม บิดามารดาบุญธรรม และบิดามารดาผู้ให้กำเนิด โดยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมทั้งคนไทยและต่างประเทศจะต้องผ่านการตรวจสอบทั้งคุณสมบัติ ความเหมาะสมทั้งด้านกฎหมาย และสังคม

"เด็กไม่ใช่กล่องกระดาษ ไม่ใช่วัตถุ รับไปแล้วจะเอามาคืนกันง่ายๆ มันไม่ได้ สภาพจิตใจเด็กจะช้ำ ซึ่งเราจะเค้นประวัติ และคัดเลือกอย่างละเอียด ต้องให้เปอร์เซ็นต์การคืนเท่ากับศูนย์ ส่วนใหญ่ที่มารับเป็นลูกบุญธรรมจะขอเด็กไม่เกิน 6 ขวบ แต่ก่อนเราจะไปให้ไป ไม่ว่าจะครอบครัวคนไทย หรือต่างชาติ แน่ๆ คุณต้องรักเด็กเป็นชีวิตจิตใจ ต่อมาคือเกณฑ์อายุ ต้องไม่น้อยกว่า 25 ปี และต้องห่างกับเด็กที่จะขอไปเลี้ยง 15 ปี

นอกจากนั้น ในครอบครัวต้องมีเด็กไม่เกิน 2 คน เพราะถ้าเกินจะเกิดการแชร์ความรักกัน ที่สำคัญคือ การขอเด็กบุญธรรม คุณจะเลือกเด็กไม่ได้ ทางเราจะพิจารณาให้เองตามความเหมาะสม ส่วนเพศสามารถเลือกได้ แต่มีข้อแม้คือ ถ้าในครอบครัวของคุณมีลูกชายอายุ 15 ปี ถ้าจะส่งเด็กหญิงไปอาจเกิดปัญหา ในกรณีนี้เราจะให้เด็กผู้ชาย สุดท้ายคือต้องมีสถานะครอบครัวที่มั่นคง มีรายได้ อาชีพที่มั่นคง ไม่เช่นนั้นในบั้นปลายจะเกิดปัญหาตามมา" อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชนให้ข้อมูล และเผยต่อไปถึงความต้องการในครอบครัวบุญธรรม ซึ่งพบว่าคนไทยกับต่างชาติมีความต้องการที่แตกต่างกัน




"ต่างชาติมีใจอยากทำบุญ เขามักจะเลือกเด็กที่มีปัญหาก่อนเลย เช่น ออทิสติก ส่วนเด็กบุญธรรมในความต้องการของคนไทย ต้องนิสัยดี บางรายมีการมาเฝ้าดู มาแอบดู แต่จะให้หรือไม่ อยู่ในความพิจารณาของเรา ดังนั้นในต่างประเทศประสบความสำเร็จมาก ความต้องการในแต่ละปีอยู่ที่ประมาณ 300 คน ซึ่งกว่าจะรับเด็กไปอยู่ในครอบครัว ต้องผ่านสถานทูต ผ่านกระบวนการวิ่งไปวิ่งมา หรือผ่านกระบวนการทดลองเลี้ยงดู รวมๆ แล้วประมาณ 1 ล้าน นั่นแสดงให้เห็นว่า สถานะครอบครัวต้องดีในระดับหนึ่ง

ขณะที่ครอบครัวบุญธรรมในไทย เกิน 60 เปอร์เซ็นต์เป็นญาติพี่น้อง บางคนไม่มีลูก ต้องนำหลานมาเลี้ยงเป็นลูกเพื่อจะรับมรดก ส่วนมากจะเป็นคนระดับสูง หรือดาราก็มีเข้ามาเหมือนกัน แต่เรายังไม่จดรับรองบุตรบุญธรรมให้ เพราะกลัวว่าจะเอาเด็กไปหาผลประโยชน์ ซึ่งตามกฎหมายมันไม่ได้ ดังนั้นจึงให้ทดลองเลี้ยงก่อน 6 เดือน หากพบว่าเอาไปหาผลประโยชน์ คณะกรรมการก็จะไม่ให้ผ่าน" อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชนเผย และย้ำว่าเด็กต้องได้ประโยชน์สูงสุด อยู่ในอ้อมกอดพ่อแม่บุญธรรมที่อบอุ่น เพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ

เมื่อถามถึงกรณีคนรักเพศเดียวกัน ดร.สมคิด บอกว่า คงต้องรอกฎหมายความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 แต่ที่ผ่านมา ไม่ได้ห้าม แต่ไม่ให้ เพราะเกรงว่าเด็กจะสับสน หรือเป็นการชี้นำ ส่วนอนาคตถ้ากฎหมายออกมา ต้องมีเกณฑ์การพิจารณาที่มากขึ้นกว่าเดิม




"อีกเรื่องที่เราต้องกลับมาทบทวน คืออายุของคนที่มาขอเด็ก ยกตัวอย่างคนหนึ่ง เคยขอเด็กไทยไปเป็นลูกบุญธรรม ตอนนี้เขาอายุเกือบ 80 ปี ส่วนเด็กเพิ่งจะโตเป็นวัยรุ่น ซึ่งมันห่างกันมาก และถ้าในกรณีพ่อแม่เสียชีวิต เด็กก็จะหว้าเหว่ ดังนั้นเรากำลังมานั่งทบทวนในเรื่องอายุกันใหม่ คือไม่ควรเกิน 50 ปี เพราะถ้าเกินจะเป็นปัญหาอย่างที่บอก" อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชนเสริม

ท้ายนี้ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน เผยถึงสถานการณ์เด็กถูกทิ้งในประเทศไทย พบว่า ตัวเลขลดลง แต่เด็กถูกฝากเลี้ยงมีมากขึ้น


"เด็กถูกทิ้งตอนโตยังเป็นปัญหาที่น่าห่วง ซึ่งมาจากพ่อแม่ถูกจับคดียาเสพติด เอามาให้สถานสงเคราะห์เลี้ยง เราพยายามหาครอบครัวอุปถัมภ์ ครอบครัวอุปการะ เช่น ญาติ พี่น้อง แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ ซึ่งยังเป็นปัญหาที่น่าห่วง รัฐยังต้องแบกรับตรงนี้ ปัจจุบันมีเด็กถูกทิ้งตอนโต และถูกทิ้งตอนเล็กภายใต้การดูแลของกรมฯ มีอยู่ประมาณ 8,000 กว่าคน แม้วันนี้ตัวเลขเด็กถูกทิ้งลดลง เหลือประมาณ 120 คนต่อปี เมื่อเทียบกับ 20 ปีที่แล้ว 200 คนต่อปี ดังนั้นทางสถิติวัดได้เลยว่า เด็กถูกทิ้งลดลง แต่เด็กถูกฝากเลี้ยงมากขึ้น ซึ่งเด็กกลุ่มนี้คือ เด็กที่พ่อแม่ถูกจับคดียาเสพติด"

กำลังโหลดความคิดเห็น...