xs
xsm
sm
md
lg

“ปิยะธิดา มานะสถิตพงศ์” คนไทยคนแรกที่พิชิต Appalachian Trail

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

กว่า 3500 กิโลเมตร ที่ต้องฝ่าฟัน บนระยะเวลาประมาณ 6 เดือนที่ต้องเผชิญ ในท่ามกลางเส้นทาง Appalachian Trail จากทางใต้รัฐจอร์เจีย ไปจนถึงทางเหนือรัฐเมน ประเทศสหรัฐอเมริกา ผ่านทั้งประสบการณ์ต่างๆ ในระหว่างทางนี้ ด้วยสองขานี้เองเช่นเดียวกัน ที่ทำให้ ปิยะธิดา มานะสถิตพงศ์ อดีตสัตวบาลในบริษัทใหญ่ ได้ถูกจารึกว่าเป็นคนไทยคนแรกที่สามารถพิชิตการเดินทางครั้งนี้ได้ในที่สุด...



หลังจากที่เรียนจบมา ได้ทำงานที่มั่นคงแล้ว ทำไมถึงตัดสินใจลาออกครับ

เราเรียนจบที่คณะเกษตรศาสตร์ ม.เชียงใหม่ หลังจากนั้นได้เข้าทำงานที่ซีพี ในตำแหน่งสัตวบาล หน้าที่การทำงานก็คือดูแลการจัดการเลี้ยงหมู ตั้งแต่ผสมพันธุ์ทำคลอด ไปจนขายหมู คือมันก็อยู่ได้นะ เงินเดือนก็ดี สวัสดิการก็ดี ข้าว 3 มื้อ แม่บ้านซักผ้าให้ ดีทุกอย่าง แต่ว่ามันเป็นงานประจำที่มันจำเจ แล้วฟาร์มที่เราทำในแต่ละครั้งมันก็อยู่ห่างไกลเมือง เราก็จะไม่ค่อยมีโอกาสได้เข้ามาในเมือง ตื่นตี 5 เลิก 1 ทุ่ม บางวันหมูมันคลอดเราก็ต้องเข้าไปดู กับยาม ตอนตี 1 ตี 2

หรือบางทีขายหมู ต้องตื่นมาตอนตี 4 เพราะหมูมันร้อง เรารู้สึกว่างานมันค่อนข้างจำเจ ก็เลยพอแล้วไม่เอาดีกว่า เพราะชีวิตก่อนหน้านี้เราไม่ค่อยผจญภัยสักเท่าไหร่ แต่โดยพื้นฐานของเราเป็นคนที่ค่อนข้างแข็งแรงนะ ตอนสมัยเรียนก็เป็นนักกีฬาวิ่ง แต่พอมาทำงานในลักษณะนี้ก็คือเวลาหายไปเลย 1 เดือนมีเวลาหยุดแค่ 4 วัน โดยส่วนมากจะใช้ลักษณะว่าสะสมวันหยุดแล้วค่อยกลับบ้านทีเดียว แต่ถ้าเป็นช่วงเทศกาลที่คือลืมไปได้เลย ไม่มีวันหยุด เพราะว่าคนงานแล้วลูกพี่ต้องอยู่เลี้ยงหมู ลูกน้องกลับบ้าน ประมาณนั้น

จุดที่ตัดสินใจเด็ดขาด คืออะไรครับ

ตอนนั้นเราทำงานได้ประมาณ 6 ปีแล้ว ประกอบกับน้องชาย 2 คนก็เริ่มที่จะเรียนจบกันหมดแล้ว ตอนที่เราทำงานเราก็ส่งเขาเรียนหนังสือ พอพวกเขาเรียนจบเราก็รู้สึกว่าภาระก็เริ่มหมดไป รู้สึกว่ามันน่าจะมีชีวิตของเราแล้ว พร้อมกับความเบื่อหน่ายที่บอกไป ก็เลยตัดสินใจลาออกแล้วกลับบ้านที่เชียงใหม่ แต่ช่วงที่ลาออกก็ยังเป็นหนี้อยู่นะ เราก็คิดว่าต่อไปนี้ไม่มีเงินเดือนเข้าแล้วนะ แต่อะไรมันก็มาฉุดไม่ได้แล้ว เพราะว่าใจมันไปแล้ว แล้วด้วยการที่เราต้องไปประจำฝากฟาร์มในที่ต่างๆ แล้วอยู่ที่ว่าเจ้านายเรานั้นจะให้ไปอยู่ที่ไหน อีกทั้งมันเป็นสาขาวิชาชีพที่เหนื่อย ในฐานะที่เราเป็นผู้หญิง แล้วบางครั้งเขาก็ส่งเราไปที่ฟาร์มเปิดใหม่ คนงานที่เป็นลูกน้องเราก็ไม่มีประสบการณ์ บางครั้งการก่อสร้างฟาร์มก็ยังไม่เสร็จดี ก็เลยรู้สึกว่างานค่อนข้างลำบาก แต่ข้อดีที่บริษัทให้มาก็คือ เขาให้ความแข็งแรงและแข็งแกร่งกับเรา

พอลาออกจากงานประจำแล้วมาเปิดร้านต้นไม้ นอกจากความอิสระที่ได้แล้ว ยังได้อะไรเพิ่มเติมครับ

มันเหมือนกับเราได้คิดเองทำเอง ตื่นมาก็ไม่ต้องทำงานประจำ คิดเพียงแค่ว่าจะทำอะไรก่อนหลัง ความอิสระมันมีนะ แต่ก็มีแค่ในเรื่องการทำงาน ส่วนเรื่องอื่นก็ยังไม่มีเหมือนเดิม ยังมีกรงในเรื่องของเวลาอยู่ เพราะช่วงแรกสุดเราทำร้านอยู่คนเดียว จนต่อมาก็ชวนเพื่อนมาทำ แล้วเราก็ไปหาลูกค้าข้างนอกคอยซื้อต้นไม้เข้าร้าน คือช่วงนั้นเราโฟกัสกับงานมาก เพราะว่าเราก็ยังเป็นหนี้เยอะอยู่ ในช่วงแรกของการทำงานนี่คือเงินเดือนไม่เหลือเลย แถมยังเป็นหนี้อย่างที่บอก มันก็เลยเป็นแรงกระตุ้นให้เราต้องทำงาน จนเวลาผ่านไป 7 ปี หนี้ก้อนนั้นก็หายหมด

แต่สุดท้ายชีวิตก็ต้องเดินหน้าต่อ

เพราะว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่แมตช์กับหลายอย่าง พ่อเราก็มีอาการป่วย แต่ตอนที่เรากำลังจะไปจากเมืองไทย พ่อก็หายป่วยพอดี ส่วนพ่อเลี้ยงกับแม่ ท่านทั้งคู่ก็ใกล้ที่จะเกษียณแล้ว แล้วพ่อเลี้ยงเราจะเป็นคนที่ขยัน อยู่นิ่งไม่ได้ เราเคยมีความสุขกับร้านต้นไม้ เราก็เลยให้พ่อเลี้ยงดีกว่าเพื่อที่จะให้ท่านไม่ว่าง ซึ่งร้านในทุกวันนี้ก็ยังอยู่นะ เพียงแต่ไม่ได้รับจัดสวนแล้ว มีแค่ขายอย่างเดียว พอหนี้หมดแล้วเรารู้สึกว่ากรอบเวลาที่มีอยู่มันควรจะหายไปแล้ว ประกอบกับแฟนชวน เราก็ไปเลย

จากคำชวนของเขา ประมาณว่าคำว่าอิสระมันมาพอดีด้วยมั้ย

ใช่ค่ะ มันประจวบเหมาะกับหลายๆ อย่าง พ่อหายป่วย น้องชายทั้งสองคนเรียนจบ พ่อเลี้ยงและแม่เกษียณ และแฟนก็ชวนไปเดินพอดี ก็เลยตัดสินใจไป ตอนถูกชวนน่าจะอยู่ช่วงประมาณปี 2013 แต่มันจะมีเรื่องของเรื่องวีซ่าเข้ามาเกี่ยวข้องก่อน มันเลยค่อนข้างใช้เวลา 1 ปี ถึงจะได้บินไป พอไปอยู่ฮาวายซึ่งเป็นบ้านแฟนในปีแรก เหมือนกับเราไปมีสังคมใหม่ที่นั่น ก็ต้องใช้เวลาปรับตัว เพราะว่าเราไม่เคยไปต่างประเทศเลย เขาก็ชวนไปทำกิจกรรมต่างๆ เช่น พายเรือแคนู หรือเล่นเซิร์ฟ ในช่วงระยะเวลานั้น แล้วก็มีการวางแผนกันว่าปี 2016 จะไปเดินกัน

วันแรกที่เดินทางไป

วันแรกเราก็ขึ้นรถไฟไปถึงเมืองแรกที่จะออกเดินทาง ก็ไปพักที่ Hostel แห่งหนึ่ง ที่นั่นเขาจะสอนวิธีการแพกกระเป๋า พูดถึงเทคนิคต่างๆ พอถึงวันที่เดินทาง เราเดินไปประมาณไม่ถึงกิโลฯ ก็รู้สึกว่ามีอาการเหนื่อย กระเป๋าก็หนัก จนมีความรู้สึกว่ามันจะไหวหรือเปล่า ก็เลยหยุดพัก จนมาทราบว่าเราสะพายกระเป๋าผิดวิธี ก็เลยต้องมีการปรับแก้กันไหม่ ซึ่งระยะทางในวันแรกที่เดินได้ก็คือ 5-6 กิโลเมตร พอหมดวันก็รู้สึกว่าไม่ไหวก็เลยต้องกางเต็นท์นอน ตอนนั้นก็อยู่ในเขตป่าแล้ว ซึ่งใน 3,000 กว่ากิโลเมตร มันจะมีจุดที่เรียกว่าแคมป์ไซต์ ก็จะประมาณ 15-20 กิโลเมตรต่อจุด ถ้าในแต่ละวันเราวางแผนในการเดินดีๆ เราอาจจะไปถึงจุดดังกล่าวได้หรือเดินข้ามจุดที่ว่านี้ก็มี เราคิดว่าสิ่งนี้ก็ค่อนข้างสะดวก

เรียกว่าไปเผชิญหน้ากับสิ่งที่ยังไม่เกิดของจริง

ใช่ค่ะ อากาศก็หนาว เจอทั้งหิมะและฝนตกก็มี แล้วบางครั้งถ้าเราเดินมากก็จะเกิดอาการห้อน้ำในเท้า ซึ่งมันก็จะมีการเสียดสีอยู่ตลอด แล้วถ้าเราหยุดมันก็จะเกิดอาการร้อน หนาว แต่ในแต่ละวันนั้นยังไงก็ต้องเดินให้ถึงแคมป์ไซต์ไปได้ แต่ละจุดนั้นก็จะมีลานกลางแจ้ง กับเพิงหมาแหงน เราเลือกนอนที่ไหนก็ได้ แต่ถ้าจุดเต็มเราก็ต้องกางเต็นท์ ในบางช่วงก็จะมีระยะที่ใกล้ก็มี แต่ในแต่ละช่วงของการเดินไปแคมป์ไซต์ต่างๆ มันก็ต้องเจอเส้นทางที่ต่างกัน ซึ่งในแผนที่นั้นก็จะบอกว่าจุดนี้เป็นยังไง ร้านในแต่ละช่วงนั้นเวลาลงก็ลงสุด ขึ้นก็ขึ้นสุด (ทำท่าประกอบ) คือไม่ใช่ทางตรงซะทีเดียว

แต่ในระยะแรกเรียกว่าเส้นทางไม่หนักเท่าไหร่ มันก็มีต้นไม้สูงๆ ให้เราเห็นอยู่ แต่พอเดินไปเรื่อยๆ เข้าช่วงฤดูใบไม้ผลิ คือทัศนียภาพเริ่มเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่มันจะไปโหดในช่วงท้าย เพราะในแต่ละจุดที่เราเจอนั้นถึงขั้นที่ต้องถอดกระเป๋าออก แล้วต้องเอาตัวเราข้ามเข้าไปจากนั้นก็ดึงกระเป๋าตามเราไปด้วย ที่อยู่จุดเดิมที่เราเจอก็คือเป็นก้อนหินที่ซ้อนแบบใหญ่มาก แล้วเราทำตามอย่างที่บอก คือถ้าเป็นเซลล์ในบางช่วงก็ต้องมีการอ้อมเขาได้ แต่ไม่อ้อมก็ต้องขึ้นสุดแล้วลงสุด แต่แต่ละจุดก็ต้องมีการมาร์กจุดด้วย คือเทรลในอเมริกามี 3 อันหลักๆ เขาเรียกว่า triple crown of hiking มีเส้นทางที่เราเดิน มี Pacific Crest Trail และมี continental devide trail แต่เราเลือกไปอันแรก แล้วมันเป็นระยะทางที่สั้นที่สุด จากจอร์เจียที่อยู่ตอนใต้ไปจนถึงฝั่งตะวันออกที่เกือบถึงแคนาดา อารมณ์ประมาณเบตงไปแม่สาย 2 รอบไปกลับ

แล้วสภาพป่าที่เราไปเจอในแต่ละช่วงก็สาหัสสากรรจ์

คือช่วงแรกอาจจะนานหน่อยเพราะว่าเราเลือกไปในช่วงปลายฤดูหนาวแล้ว น้ำแข็งก็เริ่มละลายแล้ว มันก็เหมือนเริ่มอุ่นขึ้น แต่พอเดินไปฝนก็ตก พอเข้าสู่หน้าร้อนก็จะเป็นช่วงที่ป่ายปีนหิน มันก็เกิดอาการร้อนไปหมด การเดินทางครั้งนี้มีประมาณ 2,000 กว่าแคมป์ไซต์ แต่เทรลนี้จะค่อนข้างอำนวยความสะดวก โดยส่วนใหญ่ก็เป็นพื้นที่ป่า แต่บางครั้งก็มีการไปซื้ออาหารในเมืองเพื่อที่จะเดินต่อ อย่างบางจุดที่ผ่านถนนใหญ่เราก็สามารถโบกรถไปได้ แต่ถ้าเป็นบางจุดที่อยู่ในเขตเมือง ตรงนี้จะสะดวกที่สุด เพราะเราสามารถที่จะเข้าโฮสเทล ชาร์จแบตเตอรี่ และซื้อของได้

แต่อย่างที่บอกว่าช่วงแรกมันจะง่าย แต่ตอนท้ายนี่ยาก เพราะเขตเมืองมันจะไกลออกไป แต่การผ่านเมืองในแต่ละครั้งก็ทำให้คนมีรายได้นะ อย่างบางคนที่มีโรงรถก็เปิดแบบเปล่าๆ ให้เราสามารถไปอาบน้ำ หรือเปลี่ยนเสื้อผ้าได้ หรือปูที่นอนให้เราไปพักได้ หรือบางคนก็เปิดร้านขายของชำก็มี

แสดงว่าการเดินป่าครั้งนี้ต้องเจอทั้งสัตว์ และสถานการณ์ไม่พึงประสงค์ด้วย

มีค่ะ เจอหมีในป่า คือจริงๆ แล้วสัตว์พวกนี้มันไม่ทำร้ายคนหรอก มันจะตามกลิ่นอาหาร แล้วถ้าเป็นหมีที่เป็นแม่เลี้ยงลูก แบบนั้นมันจะดุ เพราะว่ามันต้องปกป้องลูก หรือไม่ก็เจอพวกงูหางกระดิ่งเยอะ แต่เวลาที่เราเดินมันจะทำการเตือนเราก่อน ซึ่งเราก็เคยเจอ ตอนแรกสุดก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำยังไง จนเพื่อนๆ ก็บอกแล้วว่า กระโดดข้ามไปเลยมันจะไม่ทำอะไร มันแค่นอนตากแดดเพราะหนาว แต่ความรู้สึกเราก็ยังกลัวอยู่นะ หรือพวกกวาง กระต่าย ม้า ตัวมูส พวกนี้จะเป็นพวกที่ดูเฉยๆ แตกต่างจากป่าบ้านเรานะที่เป็นลักษณะป่าดงดิบที่จะมีพวกทากต่างๆ ซึ่งถ้ามาเดินในบ้านเราก็คงต้องเตรียมตัวอีกแบบหนึ่ง

แล้วป่าที่นั่นจะมีความปลอดภัยสูง เขาจะมีเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเป็นระยะๆ แต่มันก็เคยมีคดีฆาตกรรมที่มาจากคนโรคจิตที่เข้ามาในป่า ล่าสุดน่าจะเป็นเหตุการณ์ที่ทหารเกษียณมาเดินทริปแล้วโดนคนโรคจิตในป่าฆ่าตาย คือทุกอย่างมันก็มีความเสี่ยงนะ คนร่วมทริปก็จะคอยดูแลซึ่งกันและกัน อย่างเวลาที่เราเดินไป ในจุดต่างๆ มันจะมีสมุด แล้วสามารถทิ้งโน้ตไว้ได้ ว่ามันมีอะไรบ้าง เช่นว่าเดินผ่านงูมา 2 ตัวนะ คนที่มาทีหลังก็จะได้อ่าน จะเตือนกัน

การเดินป่าในลักษณะนี้ก็ต้องมีเรื่องสภาพจิตใจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ตอนแรกสุดมีความตื่นเต้น เพราะคิดว่ามันง่าย แล้วเราเห็นภาพคนที่ไปถึงเส้นชัย คือเขาไปแล้วสำเร็จและก็ถ่ายรูปเหมือนหนังสือรุ่นในแต่ละปี แต่พอไปเดินจริงๆ แล้วรู้สึกว่ายิ่งเดินยิ่งท้อ แถมร่างกายก็ยิ่งปวดเมื่อย แล้วบางครั้งก็ต้องใช้วิธีแบบว่าบิลด์อารมณ์ก็จะเป็นนึกถึงเรื่องเก่าๆ ที่เราเคยประสบปัญหาที่มากกว่านี้ หรือเรื่องเก่าๆ ในชีวิต แม้กระทั่งแฟนหรือทุกคนที่ไปร่วมทริปก็เจอกันหมด แต่ถามว่าเยียวยาได้ไหม เราว่ามันไม่ได้นะเพราะว่าต่างฝ่ายต่างต้องพึ่งพาตัวเอง มันต้องช่วยตัวเอง การเจอเพื่อนร่วมทางในระหว่างทริปมันก็เป็นวิธีที่ช่วยได้ คนที่มาเดินเรียกได้ว่ามีทุกสาขาอาชีพ ทุกชนชั้น ทุกปัญหาเลย

ทุกคนที่มาทริปดังกล่าวเรียกว่าใช้การเดินทริปเป็นการเยียวยาตนเอง แล้วมันคุยกันรู้เรื่องเพราะว่าทุกคนที่มาเดินก็ต้องมีอาการปวดเท้าเหมือนกัน นอกจากนี้ยังเกิดอาการหิวตลอดเวลา กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม หรือบางช่วงเจอตอนฝนตกก็เกิดภาวะเรื่องถุงเท้าเปียก เอามาบิดให้มันแห้งแล้วก็ต้องสวมเข้าไปใส่ต่อ แล้วใส่รองเท้าคู่เดิม ไม่ว่าคุณจะมายังไง คุณก็จะรู้สึกแบบเดียวกันเลย เจอทุกปัญหาเหมือนกันทุกคนในทริป

แต่ในที่สุดก็สำเร็จจนได้ และเป็นคนไทยคนแรกที่พิชิตเส้นทางนี้ด้วย

มันไม่ใช่เพราะใจเราอย่างเดียวนะ ปัจจัยหนึ่งก็คือเพื่อนร่วมทางก็มีส่วน อย่างบางคนเจอแค่ครั้งเดียว มารู้อีกทีก็ถึงแล้ว โดยใช้เวลาแค่ 4 เดือน แล้วก็มีสถิติก็คือมีคนวิ่งตลอดระยะทางใช้เวลาแค่ 45 วัน แต่ว่าปกตินี้มีคนสนับสนุนนะ ประมาณว่าพอถึงระยะเป้าหมายในแต่ละวันก็มีคนมากางเต็นท์ให้แล้ว แต่มันก็ไม่ง่ายเช่นกัน คนนั้นเขาก็จะสะพายกระเป๋าเล็กๆ แล้วก็มีพวกขนม ตื่นเช้ามาเขาก็ออกวิ่งเลย หรือบางครั้งก็เจอบางคนในหลายช่วงเวลา ซึ่งก็เป็นเพื่อนกลุ่มนี้แหละที่ทำให้เราทำภารกิจสำเร็จ

ส่วนการเป็นคนไทยคนแรกนั้น เราก็เพิ่งรู้ตอนถึงครึ่งทางแล้ว คือจะมีองค์กรที่ดูแลในการเดินทริป แล้วมันจะมีจุดให้ลงทะเบียนนักเดินทางต่างๆ หลังจากผ่านไปครึ่งทางแล้วเขาก็จะให้ลงทะเบียนว่าเป็นใครมาจากไหน เจ้าหน้าที่เก็บข้อมูลก็บอกกับเราเหมือนกันว่ายังไม่เคยมีคนไทยคนไหนทำภารกิจนี้มาก่อน เราก็เลยอ้างอิงจากฐานข้อมูลตรงนี้ ส่วนคนเอเชียก็มีชาติอื่นๆ อย่างเช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ เป็นต้น

วินาทีที่ชูธงชาติไทยในเส้นชัย ความรู้สึกเป็นยังไงบ้างครับ

มันไม่มีความรู้สึกตื่นเต้นนะ เพราะเราเจอความตื่นเต้นมาในระหว่างทางแล้ว ทุกความรู้สึกที่สัมผัส อยู่ในทริปนี้หมด อย่างเทรลในจุดระยะทางแค่ 1 กิโลเมตรที่แทบจะวิ่งได้ พอถึงจุดหมายปลายทางก็ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอย่างที่บอก แต่มันย้อนคิดกลับไปที่เราประสบมากกว่า คือเราพกธงชาติมาอย่างน้อยมั่นใจว่าถึงแน่นอน เลยขอนิดนึง (ยิ้ม) ซึ่งวันที่ไปถึงถือว่าโชคดีมาก เพราะวันต่อมาเขาพยากรณ์ว่าหิมะจะตก งั้นคงไม่ได้ภาพสวยๆ แน่นอน จบภารกิจแล้วก็กลับมาที่แคมป์สายสุดท้าย แล้วก็ต่อรถมารับที่ใกล้ที่สุดแล้วก็พักหนึ่งคืน จากนั้นก็กลับบ้าน แต่พอกลับมาบ้านแล้วรู้สึกคิดถึงคลิปนั้นมันกึ่งๆ โรคซึมเศร้าเลย คนที่ผ่านทริปดังกล่าวมาจะเกิดภาวะแบบนี้แทบทุกคน คิดถึงช่วงเวลาดังกล่าว ก็เป็นอยู่พักหนึ่งเหมือนกัน

6 เดือนที่ผ่านมาได้ให้อะไรเพิ่มเติมมั้ยครับ

ถือว่าให้เยอะพอสมควร อย่างเรื่องร่างกายก็ทำให้เราเป็นคนแข็งแรงไปเลย น้ำหนักลดไปเยอะมาก กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน ถือว่าเป็นช่วงที่มีความสุขกับการกินมาก (หัวเราะเบาๆ) กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม แล้วก็มีความสุขในการซักผ้า ด้วยความที่ไม่ได้อาบน้ำหลายวัน พอหลังจากจบทริปนั้น เรากลับมาใช้ชีวิตปกติแล้วซักผ้า ถึงขนาดที่ว่าต้องเฝ้าเครื่องซักผ้าเลย แค่ดูเครื่องหมุนไปก็มีความสุขแล้ว หรือไปเจอเครื่องหยอดน้ำอัดลม ด้วยความที่เรากินน้ำเปล่า น้ำตามแหล่งธรรมชาติต่างๆ พอเห็นปุ๊บเราก็จัดเต็มเลย หรือแม้กระทั่งเรื่องถังขยะ ด้วยการเดินลักษณะอย่างนี้ทำให้เรารวบรวมขยะแล้วไปทิ้งทีเดียว แต่พอกลับมาเจอถังขยะ เรามีความสุขในการทิ้งขยะมาก อย่างน้อยก็ไม่ต้องแบกของสกปรกบนร่างกายอีกแล้ว

แนวคิดหลักที่ได้จากการเดินทริปนี้ครับ

จริงๆ จุดเด่นของการเดินป่ามันไม่ใช่เรื่องของการเจอความลำบาก แต่เราได้ไปเจอเพื่อน ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิต มันทำให้เรารู้สึกว่าจริงๆ ปัญหาของเรามันอาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลยก็ได้ถ้าไปเทียบกับคนอื่น เมื่อก่อนเราอาจจะโทษตัวเองว่าจนที่สุด เศร้าที่สุด ชีวิตรันทด แต่พอฟังเรื่องคนอื่นแล้วกลายเป็นว่าเรื่องของเราเล็กไปเลย บางทีเราก็รู้สึกว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ปล่อยวางบ้าง เหมือนตอนที่เราฉีกกระดาษทิ้ง มันทำให้เรารู้สึกว่าปล่อยวางได้หลายๆ เรื่อง คือยอมรับความเป็นจริงยังไงก็ต้องถึงแน่นอน

แล้วก็ได้แง่คิดที่ว่าความทุกข์มันก็ไม่ถาวร ถ้าเราเกิดอาการหิวแล้วได้กินก็อิ่มแล้ว มันเหมือนเรากลับมา back to basic กลับมามีความสุขในเรื่องง่ายๆ อย่างแผนที่ของทริป พอเราเดินผ่านจุดต่างๆ แล้วทำการฉีกทิ้ง เราก็ได้ฉุกคิดว่าอะไรบางอย่างได้จากไปแล้ว ภาระแต่ละอย่างก็ค่อยๆ หมดไป ถึงแม้ว่าจะฉีกทิ้งไปแค่ 2 แผ่นก็ตาม
เรื่อง : สรวัจน์ ศิลปโรจนพาณิช
ภาพ : ศิวกร เสนสอน และ ปิยะธิดา มานะสถิตพงษ์.


กำลังโหลดความคิดเห็น...