xs
xsm
sm
md
lg

เหตุที่พระยาพัทลุงได้ฉายา “คางเหล็ก! ไก่เจ๊ก ไก่แขก ตีกันไม่แพ้ไม่ชนะ เจ้าของไก่รำมวยใส่กัน! !

เผยแพร่:   โดย: โรม บุนนาค

อนุสาวรีย์พระยาพัทลุง ขุนคางเหล็ก ที่ วัดวัง สร้างโดย มูลนิธิพระยาพัทลุงขุนคางเหล็ก-สุลต่านสุลัยมาน 
พระยาพัทลุงคนนี้ นามเดิมชื่อ ขุน เชื้อสายรุ่นเหลนของสุลต่านสุลัยมานที่เล่าไปเมื่อวันก่อน เกิดที่กรุงศรีอยุธยา เข้ารับราชการในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเมื่ออายุได้ ๑๔ ปี เป็นที่ทราบกันดีว่า ในสมัยนั้นมีมหาดเล็กที่มีชื่อเสียงอยู่ในประวัติศาสตร์ ๓ คน คือ นายทองด้วง (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) นายสิน (สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) นายบุนนาค (เจ้าพระยาอรรคมหาเสนา ต้นตระกูลบุนนาค) ซึ่งสนิทสนมกัน แต่ความจริงยังมี นายขุน ด้วยอีกคน
นายขุน เป็นบุตรของ พระยาราชบังสัน (ตะตา) เจ้าเมืองพัทลุงในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ส่วนพระยาราชบังสัน (ตะตา) เป็นบุตรของ พระยาจักรี (ฮุซเซน) บุตรชายคนกลางสุลต่านสุลัยมาน เป็นพระยาพัทลุงในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

นายสินกับนายขุนเป็นมหาดเล็กอยู่วังหลวงในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศด้วยกัน ทั้งยังมีนิสัยค่อนข้างไปทางนักเลงและชอบตีไก่เหมือนกัน

แต่นายทองด้วงกับนายบุนนาค เป็นมหาดเล็กวังหน้า ในเจ้าฟ้าอุทุมพร กรมขุนพรพินิต นิสัยใจคอก็คล้ายกัน คือมีความสุขุมรอบคอบ

ในหนังสือประวัติพระยาพัทลุง (ขุน) กล่าวไว้ว่า วันหนึ่งนายสินกับนายขุนนัดเอาไก่ไปตีกันที่บ่อน ตีกันหลายยกก็ยังไม่แพ้ไม่ชนะ นายขุนจึงเริ่มเชียร์ไก่ของตัวเองอย่างดุเด็ดเผ็ดมันขึ้นว่า

“เอ้า...ตีเข้าไปลูก ไก่เจ๊กใจเสาะ เดี๋ยวไก่พ่อก็ชนะ...”

นายสินจึงตอบโต้บ้างว่า
“เอ้า...ตีเข้าไปลูก ไก่แขกใจเสาะ เดี๋ยวก็วิ่งหนีแจ้น...”

ต่างเชียร์กันออกรสออกอารมณ์ ไก่ยังไม่ทันแพ้ชนะ เจ้าของไก่ก็รำมวยเข้าใส่กัน ขุนศรีคงยศ นายบ่อนจึงให้คนไปตามนายทองด้วงและนายบุนนาคมาห้าม ทั้งคู่จึงเลิกแล้วต่อกัน กอดคอคืนดีกัน

ก่อนกรุงศรีอยุธยาแตก นายขุนได้เป็น หลวงสิทธินายเวร ครั้นกรุงศรีอยุธยาแตกได้อพยพลงมาอยู่แถบวัดหนังบางขุนเทียน กรุงธนบุรี และได้สมรสกับ ท่านแป้น ธิดาของขุนนางรามัญที่อยู่แถบคลองมอญ

ท่านแป้นมีพี่ชายคนโตชื่อ มะโดด หรือ มะซวน ในสมัยต้นกรุงธนบุรีได้เป็น พระยานครอินทร์ และยังมีพี่สาวชื่อ ทองคำ ได้เป็น ท้าวทรงกันดาร ท่านแป้นจึงมีพี่ชายพี่สาวเป็นข้าราชการทั้งฝ่ายหน้าฝ่ายใน ซึ่งได้ชักนำให้หลวงสิทธินายเวร (ขุน) เข้ารับราชการกับสหายเก่าครั้งยังเป็นมหาดเล็กด้วยกัน และตามเสด็จลงไปปราบก๊กเจ้าพระยานครใน พ.ศ.๒๓๑๒

หลังจากปราบก๊กเจ้าพระยานครแล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงโปรดเกล้าฯให้สหายเก่า เป็น พระยาภักดีนุชิตสิทธิสงคราม ช่วยว่าการเมืองนครศรีธรรมราช ต่อมาในปี พ.ศ.๒๓๑๕ ก็โปรดฯให้เป็น พระยาโกรพพิชัยฯ เจ้าเมืองพัทลุง (ขุน) และมีฉายาปรากฏในประวัติศาสตร์ว่า “ขุนคางเหล็ก”

พงศาวดารจังหวัดพัทลุง ฉบับที่แต่งโดย หลวงศรีวรฉัตร์ (พิญ จันทโรจวงศ์) ซึ่งรวมอยู่ในประชุมพงศาวดารภาคที่ ๑๕ ได้กล่าวถึงพระยาพัทลุง (ขุน) ซึ่งหันมานับถือศาสนาพุทธ และได้เป็นเจ้าเมืองพัทลุงต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ที่ได้ฉายา “ขุนคางเหล็ก” น่าจะมาจากเหตุ ๒ ทาง คือ

ทางหนึ่ง เมื่อครั้งคุมทัพเรือโดยเสด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทในรัชกาลที่ ๑ ไปตีเมืองปัตตานี ระหว่างเดินทางเกิดขาดแคลนน้ำจืด ทหารพากันอดน้ำ พระยาพัทลุง (ขุน) จึงเอาเท้าแช่ลงในทะเล บันดาลให้น้ำเค็มกลายเป็นน้ำจืด พวกพลได้ดื่มและตวงตักไว้รอดพ้นจากความกระหาย ซึ่งต่อมาเจ้าพระยานครฯได้นำความเรื่องนี้กราบทูลฟ้องต่อกรมพระราชวังบวรฯว่า ที่อวดอ้างทำน้ำเค็มเป็นน้ำจืดได้นั้น ถือเป็นการกบฏ แต่พระยาพัทลุง (ขุน) ได้กล่าวแก้ตัวว่า

“...พวกพลอดน้ำได้ความลำบากกันดารนัก จึงเสี่ยงเอาพระบารมีพระเจ้าอยู่หัว น้ำในทะเลจึงบันดาลจืดได้ พวกพลได้รับประทานเป็นกำลังรับราชการต่อไป หาใช่ด้วยอำนาจวาสนาของท่านเองไม่ เป็นคำที่แก้ถูก กลับได้ความชอบ”

อีกทางหนึ่งคือ

“เมื่อครั้งพระเจ้าตากเสียพระสติ รับสั่งถามข้าราชการว่า ใครจะตามเสด็จกูขึ้นสวรรค์ได้บ้าง ต่างคนก็นิ่งอยู่ พระยาพัทลุง (ขุน) จึงทูลว่า เป็นอันเหลือนิสัยผู้หาบุญมิได้จะตามเสด็จขึ้นสวรรค์ในเวลายังมีชีวิตรอยู่ ข้าพระพุทธเจ้าจะคอยตามเสด็จเมื่อหาชีวิตไม่แล้ว พระเจ้าตากโปรดว่าพูดถูก คนอื่นหรือจะมีบุญญาธิการเหมือนพระองค์ เป็นคำที่กล้ากล่าวทูลเพื่อเตือนพระสติ จึงมีนามว่า “คางเหล็ก”...”

คนสมัยนี้อ่านกันแล้วก็คงงง การที่ท่านฉลาดเฉลียว มีปฏิภาณไหวพริบในการใช้คำพูดนั้น ไม่น่าจะเกี่ยวกับ “คางเหล็ก” ตรงไหน แต่คำเปรียบเทียบเปรียบเปรยในแต่ละยุคสมัย อาจจะมีความหมายแตกต่างกันไป คนเก่าเขาเล่าไว้อย่างนี้เลยเอามาเล่าต่อ

ในพงศาวดารฉบับนี้ยังได้กล่าวถึงความเด็ดขาดของพระยาพัทลุง (คางเหล็ก) ไว้อีกเรื่องหนึ่งที่สั่งประหารชีวิตน้องชายตัวเอง เหตุเกิดในครั้ง “สงคราม ๙ ทัพ” ที่พม่ายกเข้ามาตีหัวเมืองทางใต้ด้วย ไทยเราไม่มีกำลังพอจะรับกองทัพพม่าที่โหมเข้ามาทุกทิศได้ จึงใช้ยุทธวิธีจัดการกับทัพพม่าทีละทัพ ส่วนทางใต้ก็ให้ช่วยตัวไปก่อน อย่างที่เกิดวีรสตรี ท้าวเทพกษัตรี และ ท้าวศรีสุนทร ขึ้นที่เมืองถลาง
ที่พัทลุง พระยาพัทลุง (คางเหล็ก) ได้ร่วมกับ พระมหาช่วย วัดป่าแขวงเมืองพัทลุง ซึ่งมีความรู้ทางไสยศาสตร์ ได้ลงเลขยันต์ตะรุดผ้าประเจียดให้พวกพล แต่งทัพไปรับพม่าที่ตำบลคลองท่าเสม็ด พม่าได้มาตั้งค่ายประชิดคนละฟากคลอง แต่ยังไม่ทันรบกันพม่าก็ถอยทัพกลับไป พระยาพัทลุง และพระมหาช่วยได้ไปเฝ้ากรมพระราชวังบวรฯที่ทรงยกทัพมาขับไล่พม่าขณะประทับที่เมืองสงขลา กราบทูลความชอบของพระมหาช่วย จึงโปรดเกล้าฯให้พระมหาช่วยลาอุปสมบท แต่งตั้งให้เป็น พระยาทุกขราษฎร์ ผู้ช่วยราชการเมืองพัทลุง

ในครั้งนั้น มีผู้กราบทูลฟ้องว่า พระยาจะนะ (เณร หรือ อินท์) น้องชายของพระยาพัทลุง (คางเหล็ก) คิดมิชอบ มีหนังสือมีหนังสือไปถึงพม่าข้าศึก โปรดเกล้าฯให้พระยาพัทลุงผู้พี่เป็นตุลาการชำระความ แล้วรับสั่งถามว่าควรประการใด พระยาพัทลุงกราบทูลว่าควรประหารชีวิตตามบทพระอัยการ จึงโปรดเกล้าฯให้ประหารชีวิตพระยาจะนะตามคำตัดสิน แล้วโปรดเกล้าฯให้พระยาพัทลุง (คางเหล็ก) เป็นแม่กองคุมทัพเมืองพัทลุงและไพร่พลเมืองจะนะ เป็นทัพเรือโดยเสด็จไปตีเมืองปัตตานีต่อไป

พระยาพัทลุง (คางเหล็ก) รับราชการอยู่ ๑๗ ปี อนิจกรรม พ.ศ.๒๓๓๒ ในรัชกาลที่ ๑


กำลังโหลดความคิดเห็น...