xs
xsm
sm
md
lg

7 มิถุยายน “วันความปลอดภัยอาหารโลก” FAO เผยอาหาร-น้ำปนเปื้อนคร่าชีวิตมนุษย์มากกว่าโรคเอดส์

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


อาหารปนเปื้อนทำให้ประชากรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกล้มป่วยกว่า 275 ล้านคนต่อปี ส่งผลกระทบต่อการค้าสินค้าเกษตร และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 225,000 คนในแต่ละปีในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก

นางกุณฑ์ทาวี กถิรสาน ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่และผู้แทนองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก กล่าวในงาน “วันความปลอดภัยอาหารโลก” ซึ่งจัดขึ้นปีนี้เป็นปีแรกว่า ในแต่ละปีทั่วโลก อาหารที่ไม่ปลอดภัยหรือน้ำที่ไม่สะอาดได้คร่าชีวิตมนุษย์ไปมากกว่าโรคเอดส์ โรคมาลาเรียและโรคหัดรวมกันเสียอีก และตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจังมากขึ้น การเสียชีวิตและความเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคอาหารที่ไม่ปลอดภัยในหลายๆกรณีนั้นไม่น่าจะเกิดขึ้น และน่าจะป้องกันได้ หากทุกคนช่วยกัน

“ในแต่ละปีทั่วโลกมีผู้ป่วยด้วยโรคที่มีสาเหตุจากอาหารประมาณ 600 ล้านคนต่อปี เสียชีวิต 420,000 คนต่อปี ในจำนวนนี้ร้อยละ 30 เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ในขณะที่ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกมีประชากรล้มป่วยด้วยสาเหตุจากอาหารถึง 275 ล้านคนต่อปี สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาด้านสาธารณสุขอย่างชัดเจน ผู้ป่วยไม่สามารถที่จะทำงานได้อย่างเต็มที่ ทำให้สูญเสียรายได้ ทำให้การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนช้าลง โดยเฉพาะการขจัดความหิวโหยบนโลกให้หมดไปภายในปี 2573 (Zero hunger by 2030)”

ภาพรวมความปลอดภัยด้านอาหารในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก อาหารปนเปื้อนในภูมิภาคนี้เกิดจากหลายสาเหตุ ส่วนใหญ่มาจากการจัดการอาหารที่ไม่ถูกสุขอนามัย เช่น อาหารริมทางและอาหารในตลาดสดที่ถูกทิ้งไว้เป็นเวลานานหลายชั่วโมงในสภาพอากาศร้อน อาหารที่ปรุงไม่สุกและไม่ได้แช่เย็นในอุณหภูมิที่เหมาะสม การปรับปรุงข้อปฏิบัติด้านสุขอนามัยในภาคการเกษตรและการผลิตอาหารจะช่วยลดการเกิดและการแพร่กระจายของเชื้อโรคในห่วงโซ่อาหารและในสภาพแวดล้อม การให้ความรู้เรื่องความปลอดภัยด้านอาหารแก่ผู้บริโภคจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการลดความเสียงจากโรคที่เกิดจากอาหารได้ ซึ่งเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

“การปรับปรุงความปลอดภัยด้านอาหารในประเทศต่างๆ การที่รัฐบาลของประเทศในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกได้เล็งเห็นว่าเรื่องนี้เป็นทั้งปัญหาทางด้านสาธารณสุข เป็นอุปสรรคต่อการค้าระหว่างประเทศโดยเฉพาะสินค้าเกษตรทำให้มีการเรียกร้องให้มีการปรับปรุงความปลอดภัยด้านอาหารในภูมิภาคแห่งนี้เพิ่มขึ้น ธนาคารโลกประมาณการว่าในประเทศที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง อาหารที่ไม่ปลอดภัยทำให้เกิดการสูญเสียเงินไปถึง 95 พันล้านเหรียญสหรัฐ”

นางกุณฑ์ทาวี กล่าวอีกว่า ตลอดห่วงโซ่อาหาร ควรคำนึงถึงความปลอดภัย ภาคการผลิตอาหารและการเกษตรควรปฏิบัติตามมาตรฐานอาหารปลอดภัย ประเทศสมาชิกของ FAO ร้องขอคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปรับปรุงระบบการจัดการอาหารปลอดภัย โดย FAO ร่วมกับองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารที่เรียกว่า Codex Alimentarius ให้ประเทศสมาชิกปฏิบัติตาม

ความปลอดภัยด้านอาหารเป็นความรับผิดชอบและเป็นหน้าที่ของทุกคน FAO สำนักงานประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ได้สนับสนุนการจัดกิจกรรมวันความปลอดภัยอาหารโลกขึ้นเป็นครั้งแรก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความปลอดภัยด้านอาหาร เพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอันจะนำมาซึ่งความมั่นคงทางอาหาร สำหรับการจัดงานในปีนี้จัดขึ้นภายใต้ หัวข้อ ความปลอดภัยด้านอาหารเป็นความรับผิดชอบและเป็นหน้าที่ของทุก คน ( Everyone’s responsibility and Everyone’s business ) เจ้าหน้าที่รัฐต้องให้ความมั่นใจว่ากฎเกณฑ์มีความโปร่งใสและถูกบังคับใช้อย่างยุติธรรม ส่วนหน้าที่ความรับผิดชอบของภาคเอกชนคือการนำมาตรฐานอาหารปลอดภัยและระบบการจัดการที่ดีไปใช้เพื่อให้มั่นใจว่าอาหารที่ผลิตมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ทั้งนี้ในส่วนของผู้บริโภคเองก็มีหน้าที่ต้องช่วยกันระมัดระวังและเพิ่มความตระหนักรู้ในเรื่องหลักปฏิบัติที่ดีและถูกต้องเกี่ยวกับความปลอดภัยด้านอาหาร ทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน และโรงเรียนด้วยเช่นกัน

“โดยวัตถุประสงค์ของการจัดงานวันความปลอดภัยอาหารโลก คือการสร้างความตระหนักรู้ว่าผลของการบริโภคอาหารที่ไม่ปลอดภัยมีผลร้ายแรงต่อสุขภาพเพียงใด โดยเฉพาะอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ เช่น อาหารที่ปรุงไม่สุก อาหารปนเปื้อนจากการจัดการที่ไม่ถูกสุขลักษณะเป็นสาเหตุหลักที่คร่าชีวิตผู้คน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าความเจ็บป่วยเหล่านี้เกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นและทุกคนสามารถมีบทบาทสำคัญในการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้” นางกุณฑ์ทาวี กล่าวปิดท้าย

ทั้งนี้ วันความปลอดภัยอาหารโลกถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะทำความเข้าใจถึงวิธีการป้องกันและลดความเสี่ยงจากโรคที่เกิดจากอาหารโดยผู้ร่วมงานจะได้เรียนรู้วิธีการจัดการอาหารอย่างถูกต้องตลอดห่วงโซ่อาหารตั้งแต่ผู้ผลิตจนถึงผู้บริโภค







กำลังโหลดความคิดเห็น...