xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 2-8 มิ.ย.2562

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

1.“บิ๊กตู่” นั่งนายกฯ สมัยที่ 2 หลังชนะ “ธนาธร” 500 : 244 ด้าน “อภิสิทธิ์” ลาออกจาก ส.ส.!
(ซ้าย) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (ขวา) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 29 สมัยที่ 2
สถานการณ์การเมืองสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนจะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 มิ.ย. ปรากฏว่า วันที่ 4 มิ.ย. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคและ ส.ส.ของพรรค เพื่อตัดสินใจว่า จะร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โดยนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เข้าร่วมประชุม

ทั้งนี้ ในการประชุม ส.ส.ของ ปชป.ส่วนใหญ่เห็นด้วยให้พรรคเข้าร่วมรัฐบาล เพราะเสียงประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้ร่วมรัฐบาล แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อและอดีตหัวหน้าพรรคได้อภิปรายไม่เห็นด้วยที่จะโหวตให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ เพราะพรรคควรยึดอุดมการณ์มากกว่าที่จะเลือกเผด็จการสืบทอดอำนาจ

ขณะที่นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช ปชป. ไม่เห็นด้วยที่พรรคจะร่วมรัฐบาล โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ เช่นกัน แต่หากพรรคมีมติอย่างไร ตนก็พร้อมปฏิบัติตาม

ซึ่งในที่สุด หลังที่ประชุมได้แสดงความเห็นนาน 5 ชั่วโมง ได้มีการลงมติด้วยการลงคะแนนลับ ผลปรากฏว่า ฝ่ายที่เห็นด้วยกับการร่วมรัฐบาลมี 61 เสียง ฝ่ายไม่เห็นด้วยมี 16 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง บัตรเสีย 1 ใบ

ต่อมา 5 มิ.ย. ก่อนที่การประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกฯ จะเริ่มขึ้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อและอดีตหัวหน้าพรรค ปชป.ได้แถลงลาออกจากการเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรค โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากได้ประกาศไว้ตอนหาเสียงว่า ไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ เมื่อพรรค ปชป.มีมติร่วมรัฐบาลและสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ตนก็เคารพมติ แม้จะไม่เห็นด้วย แต่ยืนยันว่า สมาชิกทุกคนต้องเคารพและทำตามมติพรรค “ขอโทษทุกคนที่ลงคะแนนเลือกพรรค ปชป.ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยเข้าใจว่าพรรคจะรักษาจุดยืนและอุดมการณ์ แต่จะให้ผมเดินออกไปขานว่าสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ คงไม่ได้”

ทั้งนี้ การตัดสินใจลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อ ปชป.ของนายอภิสิทธิ์ ได้รับเสียงชื่นชมจากหลายฝ่ายในแง่การเป็นนักการเมืองที่รักษาสัจจะ เป็นที่น่าสังเกตว่า นอกจากนายอภิสิทธิ์จะลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อ ปชป.แล้ว ยังมีนายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือไอติม หลานชายนายอภิสิทธิ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม.พรรค ปชป.โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ปชป.ด้วย รวมถึงนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตผู้สมัคร ส.ส.สมุทรสงคราม พรรค ปชป., นายธนัตถ์ ธนากิจอำนวย อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม. พรรค ปชป. รวมทั้ง น.ส.นัฏฐิกา โล่ห์วีระ อดีตผู้สมัคร ส.ส.ชัยภูมิ เขต 1 พรรค ปชป. ได้ประกาศยุติบทบาททางการเมืองและลาออกจากพรรค ปชป.เช่นกัน

และเมื่อนายอภิสิทธิ์ลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชป. ผู้ที่จะได้เลื่อนขึ้นมาเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อแทนนายอภิสิทธิ์คือ นายสุทัศน์ เงินหมื่น ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 21 ของพรรค ปชป.

ส่วนบรรยากาศการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีของที่ประชุมร่วมรัฐสภานั้น นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค พปชร. เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ขณะที่ น.ส.ศรีนวล บุญลือ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) เสนอชื่อนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค อนค.เป็นนายกฯ ตามที่ 7 พรรคที่อ้างตัวว่าอยู่ฝ่ายประชาธิปไตยที่นำโดยพรรคเพื่อไทย (พท.) มีมติสนับสนุนนายธนาธรเป็นนายกฯ โดยมี ส.ส.และ ส.ว.เข้าร่วมประชุมทั้งหมด 747 คน

ทั้งนี้ หลังที่ประชุมอภิปรายประเด็นต่างๆ ตั้งแต่ 11.00-22.00 น.รวม 11 ชั่วโมง นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา จึงให้ยุติการอภิปราย และให้สมาชิก ส.ส.และ ส.ว.ลงความเห็นชอบบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการลงคะแนนแบบเปิดเผย โดยให้เลขาฯ สภาขานชื่อเรียงลำดับตัวอักษร ปรากฏว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับเลือกให้เป็นนายกฯ ด้วยคะแนน 500 เสียง ส่วนนายธนาธรได้ 244 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง ส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 สมัยที่ 2

เป็นที่น่าสังเกตว่า ผู้ที่งดออกเสียง นอกจากประธานและรองประธานรัฐสภาแล้ว ยังมีนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ด้วย ซึ่งหลายฝ่ายสงสัยว่าเหตุใดนายสิริพงศ์จึงโหวตสวนมติพรรค ภท.ที่มีมติหนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ซึ่งภายหลัง นายสิริพงศ์ ชี้แจงเหตุผลว่า เนื่องจากได้รับปากประชาชนในพื้นที่ว่า จะเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท.เป็นนายกฯ เพียงคนเดียว ผิดจากนี้ เป็นใครก็เลือกไม่ได้ เมื่อสัญญาแล้ว ก็ต้องทำตามสัญญาให้บรรลุผล เมื่อถามว่า กลัวหรือไม่ที่จะถูกกล่าวหาว่าเป็นงูเห่าของพรรค นายสิริพงศ์กล่าวว่า แล้วแต่คนจะคิด เรารู้อยู่ว่าทำเพราะอะไร ทำเพื่ออะไร และทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ และตนไม่มีความจำเป็นต้องไปรับเงินใคร

ด้านนายธนาธร แถลงหลังที่ประชุมสภามีมติให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ด้วยคะแนน 500 เสียง โดยแถลงเหมือนไม่ยอมแพ้ และอ้างว่า ถูกปล้นชัยชนะไป "ก่อนอื่นขอโทษพ่อแม่พี่น้องที่เราทำไม่สำเร็จ การหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจ คสช.ไม่อาจทำได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่วันนี้เราไม่ได้พ่ายแพ้ หากแต่เป็นเพราะว่าชัยชนะของเราถูกปล้นไป..."

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ขอบคุณประธานสภาฯ ประธานวุฒิสภา และสมาชิกของทั้ง 2 สภา ที่ให้การสนับสนุน และทำให้การประชุมเป็นไปอย่างเรียบร้อย รวมทั้งขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนที่ทำให้การเลือกตั้งที่ผ่านมาสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีจนถึงวันนี้ พร้อมยืนยัน จะปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุด เพื่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน นอกจากนี้ยังได้ขอบคุณ ส.ส.บางส่วน ที่แม้จะไม่สนับสนุนตน แต่ได้ทำหน้าที่ของผู้แทนประชาชนอย่างเต็มที่ โดยจากนี้ไป อยากให้ทุกคนร่วมมือกันทำงานด้วยเจตนารมณ์ที่คำนึงถึงประเทศชาติและประชาชน

2.ศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก “ทักษิณ” 2 ปี ไม่รอลงอาญา คดีออกหวยบนดินมิชอบ-ส่อทุจริตไม่นำรายได้นับแสนล้านเข้ารัฐ!
นายทักษิณ ชินวัตร จำเลยหนีหมายจับหลายคดี และหนีคำพิพากษาจำคุกหลายคดี
เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้อ่านคำพิพากษาคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต เป็นเหตุให้ผู้หนึ่งผู้ใดเสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญา, ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 กรณีถูกกล่าวหาร่วมกับกลุ่มรัฐมนตรีในรัฐบาลทักษิณ 2 ปี 2549 และอดีตผู้บริหารสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล รวม 47 คน ดำเนินโครงการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 และ 3 ตัว (หวยบนดิน) ตั้งแต่งวดวันที่ 1 ส.ค.2546-16 ก.ย.2549 โดยมิชอบ

คดีนี้ เมื่อปี 2561 ป.ป.ช.โจทก์ ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลนำคดีซึ่งยื่นฟ้องตั้งแต่ปี 2551 ที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราว เนื่องจากจำเลยหลบหนี ขึ้นมาพิจารณาใหม่ หลังจากปี 2560 มีการแก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 ให้ศาลพิจารณาคดีโดยไม่ต้องมีตัวจำเลยมาศาลหรือพิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้

ซึ่งเมื่อเริ่มพิจารณาใหม่ จำเลยไม่มาศาลและไม่ตั้งทนายความเข้ามาไต่สวนพยานสู้คดี โดยศาลได้ไต่สวนพยานฝ่าย ป.ป.ช.โจทก์แล้ว ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า วัตถุประสงค์การออกสลากกินแบ่ง เพื่อหาเงินรายได้เข้ารัฐ โดยก่อนจำหน่ายสลากหวยบนดิน มีการศึกษาข้อกฎหมายและผลกระทบทางสังคมแล้ว ป.ป.ช.ได้ทักท้วงจำเลยที่ 1 ให้ทราบว่า การออกสลากหวยบนดินอาจเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยับยั้งความเสี่ยง และยังปรากฎข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้สั่งการให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง จำเลยที่ 10 และผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (ขณะนั้น) จำเลยที่ 42 เร่งดำเนินการออกสลากเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว โดยไม่ต้องรอเครื่องพิมพ์สลาก แสดงว่าจำเลยที่ 1 ต้องการออกสลากหวยบนดินโดยไม่คำนึงถึงวัตถุประสงค์ของกองสลาก และไม่แก้ไขข้อกฎหมายก่อน เข้าลักษณะเป็นเจ้ามือรับกินใช้ ซึ่งมีเงื่อนไขเดียวกับหวยใต้ดิน เป็นการพนันขันต่อให้มัวเมาประชาชน อีกทั้งการนำเรื่องเสนอต่อคณะรัฐมนตรีก็เข้าสู่วาระจร เป็นเหตุให้ ครม.อนุมัติโดยเข้าใจว่า เป็นการกระทำโดยชอบตามกฎหมาย

แม้การออกสลากหวยบนดินจะมีรายได้ 123,339,890,730 บาท แต่มีผลขาดทุน 7 งวด จำนวน 1,668,192,060 บาท นอกจากนี้ยังปรากฎข้อเท็จจริงว่า กองสลากยังได้เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารออมสินประมาณ 20,000 ล้านบาท เพื่อเป็นเงินสำรอง แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ย่อมรู้อยู่แล้วว่ามีความเสี่ยง แต่ไม่มีการป้องกันความเสี่ยงเหมือนขั้นตอนการออกสลากอย่างที่เคยเป็นมา

นอกจากการกระทำดังกล่าวจะเป็นการจัดให้มีการพนันโดยที่กองสลากเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ ที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจแล้ว การใช้จ่ายเงินรายได้ก็ไม่มีการกำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน และไม่ปรากฏว่าได้รับการตรวจสอบรับรองจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินในทุกกรณี อีกทั้งไม่ได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามระเบียบราชการในทุกขั้นตอน โดยเมื่อหักค่าใช้จ่าย, ค่าตอบแทน, เงินสมทบ, ค่าบริหาร และเงินคืนสู่สังคมแล้ว ยังคงมีเงินรวมประมาณนับแสนล้านบาทที่ไม่ได้นำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ซึ่งเงินที่ไม่นำส่งนั้นก็ไม่ปรากฏค่าใช้จ่ายแต่ละรายการเช่นเดียวกับการเสนอขอใช้งบประมาณแผ่นดินในโครงการอื่น โดยการออกสลากที่ไม่ได้ผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายก่อน แสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ต้องการให้เงินจากการขายสลากถูกจัดสรรเข้าเป็นรายได้แผ่นดิน อันจะส่งผลให้การใช้จ่ายเงินนั้นต้องเป็นไปตามช่องทางปกติตามวิธีการงบประมาณ

องค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คน จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดโดยร่ว มกระทำการกับ รมช.คลัง จำเลยที่ 10, ประธานบอร์ดกองสลาก จำเลยที่ 31 และ ผอ.กองสลาก จำเลยที่ 42 (ซึ่งจำเลยทั้งสามศาลได้มีคำพิพากษาจำคุกไปแล้ว) ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 83

ส่วนความผิดอื่นที่ ป.ป.ช. โจทก์ ยื่นฟ้องฐานผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการฯ เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต, ฐานผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้ามามีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นฯ, ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จ่ายทรัพย์ได้จ่ายทรัพย์นั้นเกินกว่าที่ควรจ่ายเพื่อประโยชน์ตนเองหรือผู้อื่นนั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 ยังไม่ปรากฎความผิดในข้อหาดังกล่าว จึงยกฟ้องในส่วนนี้

องค์คณะผู้พิพากษามีมติเสียงข้างมาก พิพากษาให้จำคุกนายทักษิณ จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี และให้ออกหมายจับจำเลยมาบังคับคดีตามคำพิพากษา

ด้านนายพัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผอ.สำนักคดี ปปช. เผยว่า คดีนี้ ป.ป.ช. ฟ้องขอให้ศาลลงโทษจำเลยหลายมาตรา แต่มีบางมาตราที่ศาลเห็นว่าไม่เป็นความผิด ดังนั้นจะนำผลคำพิพากษาไปแจ้งต่อที่ประชุมคณะป.ป.ช. เพื่อพิจารณาว่า พอใจผลคำพิพากษาหรือจะอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาฯ ให้ลงโทษจำเลยในฐานความผิดอื่นด้วย ส่วนเรื่องความเสียหายทางแพ่งนั้น ศาลฎีกาฯ ไม่ได้พูดถึง แต่ตามกฎหมายให้อำนาจหน่วยงานต้นสังกัด คือกระทรวงการคลังพิจารณาดำเนินการเรียกค่าเสียหายได้

3."ศรีสุวรรณ" จี้ กกต.สอบ "อนค." อ้างถูกทุ่มซื้องูเห่า 120 ล้าน ชี้หากไม่มีมูล ต้องเอาผิดฐานอ้างเท็จ!
(บน) น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ พร้อม ส.ส.พรรคบางส่วนแถลงอ้าง มีขบวนการทุ่มซื้อตัว ส.ส.ของพรรค (ล่าง) นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย
เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ก่อนหน้าจะถึงวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี 1 วัน ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ได้เปิดแถลงข่าวอ้างว่ามีขบวนการซื้องูเห่าจากพรรค อนค. โดย น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษก อนค.กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญในการชี้ขาดเลือกนายกรัฐมนตรี คือ เรื่องงูเห่า โดยเฉพาะงูเห่าสีส้ม ส.ว.ออกแบบมาเพื่อให้ช่วยโหวตนายกฯ แต่พรรคการเมืองที่ไม่มีเสียง 250 เสียง หรือเป็นเสียงปริ่มน้ำ ก็ไม่สามารถบริหารประเทศได้ จึงจำเป็นต้องซื้องูเห่าจากพรรคอื่น เพื่อโหวตสนับสนุนรัฐบาลร่างทรงของ คสช. “ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ติดต่อถูกซื้อเยอะมาก น่าจะเกือบครบทุกคน อาจเพราะเราหน้าใหม่ หรือฝ่ายตรงข้ามมองว่าเราซื้อได้ด้วยเงิน ซึ่งเป็นการประเมินที่ผิด วันนี้คนที่มาร่วมแถลงข่าวล้วนเคยถูกติดต่อเพื่อให้เป็นงูเห่า..."

อย่างไรก็ตาม น.ส.พรรณิการ์ไม่ยอมเปิดเผยชื่อหรือบุคคลที่อ้างว่าเป็นผู้ติดต่อขอซื้องูเห่าจาก อนค. โดยอ้างว่า เพื่อความปลอดภัยของผู้สมัครของพรรค “เรายืนยันว่าจะไม่เปิดเผยตัวแทนที่ติดต่อเรื่องงูเห่า เพราะเราคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้สมัครของเรา และเหตุผลที่สำคัญกว่า คือคนที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนติดต่อนั้น จริงๆ แล้วไม่ได้มีความสำคัญที่สุด หากเปรียบกับขบวนการค้ายาเสพติด ก็เป็นเหมือนคนเดินยา จับเขาก็ไม่ได้ทำให้ขบวนการซื้องูเห่าหมดไป"

ด้านนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรค อนค. ซึ่งร่วมแถลงข่าวด้วย กล่าวว่า ได้รับการติดต่อตั้งแต่หลังการเลือกตั้ง เสนอให้ 30 ล้านบาท ผ่านคนสนิท ซึ่งตนปฏิเสธไป แต่ยังมีการติดต่อเรื่อยๆ จาก 50 ล้านบาท เป็น 70 ล้านบาท จนสัปดาห์ที่ผ่านมาเสนอให้ 120 ล้านบาท แต่ตนปฏิเสธไป เพราะคิดว่าการที่เราเป็นผู้แทนประชาชน เราแบกความหวังของประชาชนไว้ ความไว้วางใจของพี่น้องประชาชนนั้นมากกว่า 120 ล้านบาทแน่นอน

ทั้งนี้่ หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า หากมีกระบวนการซื้องูเห่าจากพรรค อนค.ตามที่ทางพรรคแถลงจริง เหตุใดจึงไม่เปิดเผยชื่อ หรือเปิดหลักฐาน หรือฟ้องดำเนินคดี เพื่อให้มีกระบวนการพิสูจน์ความจริง เพื่อไม่ให้ถูกมองว่า เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอยๆ เพื่อดิสเครดิตหรือให้ร้ายพรรคตรงข้าม

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และนายทะเบียนพรรคการเมือง ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณี ส.ส.พรรคอนาคตใหม่แถลงข่าวอ้างว่า มีบุคคลติดต่อขอซื้อตัว ส.ส. ของพรรคแล้ว

นายศรีสุวรรณ กล่าวด้วยว่า กรณีที่พรรค อนค.ออกมาเปิดเผยนั้น มีความผิดตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง มีโทษถึงขั้นยุบพรรค ดังนั้นพรรค อนค. จำเป็นต้องดำเนินการเอาผิดทางกฎหมาย เพราะการซื้อตัว ส.ส. เป็นอันตรายต่อระบบรัฐสภา หากพรรค อนค.ไม่ดำเนินการใดๆ สาธารณชนอาจมองได้ว่า เป็นการหวังผลทางการเมือง หรือดิสเครดิตทางการเมืองกับพรรคการเมืองอื่น จึงเข้ายื่นหนังสือต่อ กกต. ขอให้ทำหนังสือเรียกกรรมการบริหารพรรคและ ส.ส.อนค.ที่ร่วมกันแถลงข่าวมาให้ข้อมูล หากมีหลักฐานจริงก็เป็นผลดีต่อการดำเนินการทางกฏหมาย แต่หากไม่มีหลักฐาน พรรค อนค.ก็ต้องรับผิดชอบ เพราะการไขข่าวอันเป็นเท็จมีความผิดตาม พ.ร.ป.พรรคการเมืองเช่นกัน กกต.ต้องเอาผิดกับกรรมการบริหารพรรค นายศรีสุวรรณยังเรียกร้องให้พรรค อนค.ทำความจริงให้ปรากฏ ไม่เช่นนั้นจะถูกกล่าวหาว่าเป็นเด็กเลี้ยงแกะ

4.“หมวดจรูญ” เฮ ชนะคดียกแรกหวยอลเวง หลังศาลชี้ “ครูปรีชา” ไม่ใช่เจ้าของหวย 30 ล้าน!
(บน) ร.ต.ท.จรูญ วิมูล อดีตข้าราชการตำรวจ (ล่าง) นายปรีชา ใคร่ครวญ หรือครูปรีชา
เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ศาลจังหวัดกาญจนบุรีได้นัดฟังคำพิพากษาคดีหวย 30 ล้าน ที่นายปรีชา ใคร่ครวญ หรือครูปรีชา เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ร.ต.ท.จรูญ วิมูล อดีตข้าราชการตำรวจ ในคดีอาญาข้อหายักยอกทรัพย์ รับของโจร ซึ่งทั้งคู่ต่างอ้างว่าเป็นเจ้าของสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 1 งวดประจำวันที่ 1 พ.ย. 2560 เลข 533726 จำนวน 1 ชุด 5 ใบ เงินรางวัล 30 ล้านบาท

ทั้งนี้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหายักยอกสลากกินแบ่งรัฐบาลชุดที่ถูกรางวัลที่ 1 ซึ่งโจทก์ทำหายหรือรับสลากกินแบ่งรัฐบาลดังกล่าวโดยรู้อยู่แล้วว่า เป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยการกระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์สินหาย จึงต้องวินิจฉัยก่อนว่า สลากกินแบ่งรัฐบาลชุดที่ถูกรางวัลที่ 1 เป็นทรัพย์สินของโจทก์ที่ทำหายซึ่งเป็นข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอกสำหรับความผิดตามฟ้องหรือไม่

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานเกี่ยวกับการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลชุดที่ถูกรางวัลที่ 1 ดังกล่าว มีเพียงพยานบุคคลที่อ้างว่าเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการซื้อขายเท่านั้น แต่ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนคำเบิกความของพยานบุคคล อีกทั้งคำเบิกความของพยานบุคคลดังกล่าวก็มีข้อพิรุธและขัดแย้งกันเองในหลายประการ ทั้งเรื่องความสามารถของพยานแต่ละคนในการจดจำเลขสลากกินแบ่งรัฐบาล การโทรศัพท์ติดต่อนัดหมายไปรับสลากกินแบ่งรัฐบาลระหว่างโจทก์กับ น.ส.รัตนาพร สุภาทิพย์ (เจ๊บ้าบิ่น) การแจ้งความหลังทราบผลการออกรางวัล และที่สำคัญคำเบิกความของพยานบุคคลที่โจทก์นำสืบล้วนขัดแย้งกับข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่และพื้นที่การใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโจทก์ในวันที่ 31 ต.ค.2560

เมื่อพิจารณาประกอบกับพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่จำเลยนำสืบหักล้างแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ไปซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลจาก น.ส.รัตนาพร ที่ตลาดเรดซิตี้ในวันศุกร์ที่ 27 ต.ค.2560 โดยไม่ได้เดินทางไปตลาดเรดซิตี้ในวันที่ 31 ต.ค.2560 แต่โจทก์กลับใช้วิธีนำสืบโดยหยิบยกเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 27 ต.ค.2560 มากล่าวอ้างว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 31 ต.ค.2560

เมื่อปรากฏว่า สลากกินแบ่งรัฐบาลชุดที่ถูกรางวัลที่ 1 ยังวางขายอยู่บนแผงขายสลากกินแบ่งรัฐบาลของ น.ส.พัชริดา พรมตา (เจ๊พัช) ในวันที่ 30 ต.ค.2560 แต่โจทก์ไปซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลจาก น.ส.รัตนาพรในวันที่ 27 ต.ค.2560 แสดงว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลที่โจทก์ซื้อไปจาก น.ส.รัตนาพร ไม่ใช่สลากกินแบ่งรัฐบาลชุดที่ถูกรางวัลที่ 1 แต่เมื่อทราบผลการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 1 พ.ย.2560 น.ส.รัตนาพรเห็นภาพถ่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลบนแผงขายของ น.ส.พัชริดา ซึ่ง น.ส.พัชริดาถ่ายรูปไว้เมื่อวันที่ 30 ต.ค.2560 ปรากฏภาพสลากกินแบ่งรัฐบาลเลข 533726 อยู่บนแผง น.ส.รัตนาพรจึงคิดว่าตนเองซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลชุดดังกล่าวไปจาก น.ส.พัชริดา แล้วนำไปขายต่อให้โจทก์ น.ส.รัตนาพรจึงไปบอกโจทก์ว่าถูกรางวัลที่ 1 ในครั้งแรกโจทก์ก็ยืนยันว่า สลากกินแบ่งรัฐบาลที่โจทก์มีเลขสามตัวหน้าไม่ตรงกับรางวัลที่ 1 แต่เมื่อ น.ส.รัตนาพรพูดย้ำหลายครั้งว่าโจทก์ถูกรางวัลที่ 1 ทำให้โจทก์เริ่มลังเล จนในที่สุดก็เข้าใจไปด้วยอีกคนว่า ตนได้ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลชุดที่ถูกรางวัลที่ 1 ตามที่ น.ส.รัตนาพรบอก แม้ว่าขณะนั้นโจทก์จะไม่มีสลากกินแบ่งรัฐบาลชุดที่ถูกรางวัลที่ 1 อยู่ในครอบครอง

จนกลายเป็นที่มาของการไปแจ้งความว่า โจทก์ทำสลากกินแบ่งรัฐบาลชุดที่ถูกรางวัลที่ 1 ตกหาย ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว โจทก์ไม่ได้ซื้อกินสลากแบ่งรัฐบาลชุดดังกล่าวมาตั้งแต่แรก เมื่อคดีอาญา โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ได้ความว่า มีการกระทำความผิดตามฟ้องเกิดขึ้นจริง แต่พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบล้วนแต่มีข้อพิรุธน่าสงสัยและขัดแย้งกับพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในหลายประการตามที่กล่าวมา ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า โจทก์ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลชุดที่ถูกรางวัลที่ 1 มาจาก น.ส.รัตนาพร สลากกินแบ่งรัฐบาลที่จำเลยนำไปขอรับเงินรางวัลไม่ใช่ทรัพย์สินของโจทก์ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ศาลจึงพิพากษายกฟ้อง

ทั้งนี้ หลังฟังคำพิพากษา นายษิธา เบี้ยกำเนิด หรือทนายตั้ม ทนายจำเลย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “ด่วน หวย 30 ล้าน ศาลยกฟ้อง!! พวกเราทำสำเร็จ #ลุงจรูญชนะคดี!!

ด้าน ร.ต.ท.จรูญ กล่าวว่า วันนี้รู้สึกโล่งใจขึ้นเยอะ หลังจากที่ต้องรอคอยมาปีกว่า ซึ่งก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างไร ส่วนเรื่องอื่นคงต้องขอไปปรึกษากันก่อน และว่า ต้องขอบคุณท่านผู้บัญชาการสอบสวนกลางคนเก่า พร้อมทีมงานของท่าน ที่ได้ทำความจริงให้มันปรากฏ และขอขอบคุณผู้ที่มาให้กำลังใจ ซึ่งก็ไม่รู้จะขอบคุณทุกได้อย่างไร จึงขอฝากขอบคุณผ่านสื่อมวลชนด้วยก็แล้วกัน ขอบคุณครับ

ขณะที่ครูปรีชา กล่าวกับสื่อมวลชนว่า ตอนนี้ตนยังไม่อยากพูดอะไรมาก เพราะยังต้องใช้สมาธิในการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ให้สมบูรณ์ เพื่อจะยื่นอุทธรณ์ แม้ว่าทางทนายตั้มและลุงจรูญจะบอกว่า จะไม่ฟ้องกลับตน หากตนสำนึกผิดและไม่ยื่นอุทธรณ์ก็ตาม และว่า ทนายตั้มและลุงจรูญจะพูดอะไรก็เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แต่ตนยังยืนยันจะใช้สิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ตามกฎหมาย เพราะทุกสิ่งที่ตนเคยพูดมาว่า ล็อตเตอรี่ชุดที่ถูกรางวัลเป็นของตนนั้น เป็นความจริง และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสำนึกผิดหรือขอโทษแต่อย่างใด

5.ตำรวจออกหมายเรียก 13 ดารา-เน็ตไอดอลรับทราบข้อกล่าวหารีวิวสินค้า “เมจิกสกิน”!

เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. พล.ต.อ.วิรชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) พร้อมด้วยนายประพนธ์ อางตระกูล ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ร่วมกันแถลงการดำเนินคดีออกหมายเรียกกลุ่มศิลปิน ดารา เน็ตไอดอล ที่ร่วมกันกระทำความผิดในการรีวิวสินค้าเครือเมจิกสกิน ที่กระผิดกฎหมาย พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 โฆษณาเครื่องสำอางด้วยข้อความที่เป็นเท็จหรือเกินความจริงและ พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 โฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารอันเป็นเท็จ หรือเป็นการหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร จำนวน 13 คน

พล.ต.อ.วิระชัย กล่าวว่า ตามที่มีการจับกุมเครื่องสำอางที่ผิดกฎหมายของกลุ่มบริษัทเมจิกสกิน และได้มีการส่งตัวผู้ต้องหาบางส่วนฟ้องศาลไปแล้ว บางส่วนอยู่ระหว่างการพิจารณาของอัยการ ส่วนของกลางได้เผาทำลายไปแล้วตามคำสั่งศาล ในส่วนศิลปินดาราที่ร่วมกันรีวิวสินค้าเครือเมจิกสกิน ทาง อย.ได้พิจารณาแล้วมีผู้กระทำความผิดทั้งหมด 13 ราย และได้เข้าร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนเป็นที่เรียบร้อยแล้วตามความผิด พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 โฆษณาเครื่องสำอางด้วยข้อความที่เป็นเท็จหรือเกินความจริง จำนวน 10 คน และความผิด พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 โฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารอันเป็นเท็จ หรือเป็นการหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร จำนวน 3 คน โดยให้มาพบพนักงานสอบสวนวันที่ 11, 12 และ 13 มิ.ย.นี้

พล.ต.อ.วิระชัย เผยด้วยว่า “คดีนี้ได้เรียกศิลปินดารามาให้ปากคำทั้งหมด 54 คน พบความผิด 13 คน และยังเหลือดาราที่คาดว่าจะเข้าข่ายความผิดอีก 24 คน ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของ อย. ส่วนที่เหลือนอกจากนี้อีก 17 คน ได้เปรียบเทียบปรับไปแล้ว เพราะเป็นความผิดเล็กน้อย อัตราเปรียบเทียบปรับไม่เกิน 5,000 บาท”

รายงานแจ้งว่า ศิลปินดาราที่ถูกออกหมายเรียกครั้งนี้ ประกอบไปด้วย 1."ปันปัน" สุทัตตา อุดมศิลป์ 2."ขวัญ" อุษามณี พูลเกิด 3."ไต้ฝุ่น KPN"กนกฉัตร มารยาทอ่อน 4."เพชรจ้า" วิเชียร กุศลมโนมัย 5."นิวเคลียร์" หรรษา จึงวิวัฒนวงศ์ 6."เมย์" พิชญ์นาฏ สาขากร 7."ไซร่า" 8."มาร์ช" จุฑาวุฒิ ภัทรกำพล 9."ฝ้าย แอมฟายน์" 10.ณัฐหทัย แสงเพชร 11."ก้อย" รัชวิน วงศ์วิริยะ 12.จุฑารัตน์ net idol เอสเธอร์ 13."ดุจดิว" ธีรวัฒน์ บุตรตะยา

ด้านนายประพนธ์ อางตระกูล ที่ปรึกษา อย.ได้เตือนไปยังผู้บริโภคด้วยว่า เวลารับฟังข้อมูลการโฆษณา ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือเครื่องสำอางให้พิจารณาให้ดี เนื่องจากอาหารเป็นสิ่งค้ำจุนชีวิต ไม่สามารถที่จะมาโฆษณาในเรื่องของการบำบัด บรรเทา หรือรักษาโรค ยิ่งการโฆษณาที่อ้างว่าสามารถลดสัดส่วนได้ เปลี่ยนสีผิวได้ ถือว่าเป็นการแสดงสรรพคุณที่เกินเลยขอบเขต เช่นเดียวกับเครื่องสำอาง วัตถุประสงค์คือใช้เพื่อทำความสะอาดและความสวยงามและต้องใช้ภายนอกร่างกายเท่านั้น ขณะนี้วิวัฒนาการทางการแพทย์ยังไม่มีผลิตภัณฑ์ใดเปลี่ยนแปลงสีผิวได้อย่างถาวร
กำลังโหลดความคิดเห็น...