xs
xsm
sm
md
lg

#MGRTOP7 : อาลัย "ป๋าเปรม" | "อีช่อ" วาระแห่งชาติ | ข้าราชการ-ทหารเรือหัวร้อนบนถนน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


MGR Online ขอนำเสนอ “Top 7 ข่าวฮอตในรอบ 7 วัน” สรุปข่าวเด่น ประเด็นฮอตที่พลาดไม่ได้ เป็นประจำทาง mgronline.com และเฟซบุ๊ก MGR Online Live แฮชแท็ก #MGROnline #MGRTOP7

(สรุปข่าวประจำวันที่ 26 พ.ค. - 1 มิ.ย. 2562)

อันดับ 1 : อาลัย "ป๋าเปรม" ประธานองคมนตรีสองแผ่นดิน

เมื่อเวลา 09.09 น. วันที่ 26 พ.ค. พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบจากภาวะระบบหัวใจล้มเหลว ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า สิริอายุได้ 98 ปี 9 เดือน โดยสำนักพระราชวังได้ออกประกาศ ระบุว่า พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทด้วยความโทมนัสยิ่ง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระราชทานน้ำหลวงอาบศพและเชิญพวงมาลาหลวงวางที่หน้าโกศศพ ณ พระที่นั่งทรงธรรม วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม และทรงรับศพอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์โดยตลอด

พล.อ.เปรม มีบทบาทสำคัญทางการเมืองเมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 16 ของไทย ได้ใช้นโยบาย "การเมืองนำการทหาร" ออกคำสั่ง 66/2523 เอาชนะพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แต่เมื่อดำรงตำแหน่ง 8 ปี 5 เดือน เกิดความขัดแย้งในสภาผู้แทนราษฎร จึงตัดสินใจยุบสภา แต่เมื่อ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน หัวหน้าพรรคชาติไทยชนะการเลือกตั้ง เชิญให้กลับมาเป็นนายกฯ ก็ปฏิเสธจนเกิดวลี "ผมพอแล้ว" หลังจากนั้นพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.เปรม เป็นองคมนตรี ยกย่องให้เป็นรัฐบุรุษ และเป็นประธานองคมนตรีในปี 2531 ต่อเนื่องมาถึงรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

อันดับ 2 : "อีช่อ" วาระแห่งชาติ ชาวราชบุรีลั่นไม่รู้จักคำนี้

กลายเป็นวาทะการเมืองที่เดือดทั้งในและนอกสภา สำหรับคำว่า "อีช่อ" เมื่อนางปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ได้เฟซบุ๊กไลฟ์วิจารณ์พรรคอนาคตใหม่ ในตอนหนึ่งกล่าวพาดพิงไปถึง น.ส.พรรณิการ์ วานิช หรือ ช่อ โฆษกพรรคที่ผิดข้อบังคับการประชุม ข้อที่ 22 จะขออภิปรายไม่ใช่จะเดินไปกดปุ่มเปิดไมค์แล้วพูดได้ทันที จะต้องยกมือเหนือศรีษะ และให้ประธานอนุญาตเสียก่อน โดยระบุว่า มาเจอกันจะสอนมารยาทในสภาให้ว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไร โดยเรียกว่า "อีช่อ" ทำเอาผู้สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ต่างไม่พอใจ โจมตีนางปารีณาเป็นจำนวนมาก ถึงขั้นขุดประวัติส่วนตัวของนายทวี ไกรคุปต์ นักการเมืองผู้กว้างขวางในจังหวัดราชบุรีซึ่งเป็นบิดาของเธอ

นางปารีณาอ้างว่า อีช่อ เป็นคำเรียกแถวบ้าน หมายถึงคนที่ไม่อยู่ในระเบียบกฏเกณฑ์ ทำเอานักข่าวต่องถามขยี้ไปยังชาวราชบุรี ล้วนแล้วแต่ไม่เคยได้ยินคำนี้ ถ้าจะพูดถึงประเด็นนี้อยากให้พูดไปถึงตัวบุคคล อย่าเหมารวมชาวราชบุรีทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อมีชาวเน็ตตามไปด่าเธอในเฟซบุ๊กเรื่อยๆ และมีบางส่วนโทรศัพท์มารบกวน ทำให้เจ้าตัวตัดสินใจแจ้งความกับตำรวจ ปอท. ให้เอาผิดกับผู้ใช้โซเชียลมีเดียเข้ามาโจมตีตนเองและครอบครัว อย่างไรก็ตาม นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ ระบุว่า อยากเห็นทั้งคู่ตบกันในสภา และจะไม่ห้ามด้วย ตบกันให้เรียบร้อย ถ้าเหนื่อยก็จะหยุดเอง สุดท้ายก็อาจจะกลับมารักกันได้ในที่สุด

อันดับ 3 : "ข้าราชการกร่าง-ทหารเรือคลั่ง" หัวร้อนบนถนน

เรื่องหัวร้อนบนท้องถนนสนั่นโซเชียลครั้งนี้ กรณีแรกเมื่อวันที่ 27 พ.ค. ชายแต่งชุดข้าราชการ อ้างตัวว่าเป็นปลัด ยืนด่าทอเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิหลักเสียงเซี่ยงตึ๊ง สว่างเมตตาธรรมสถาน นครราชสีมา ระหว่างช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ บริเวณถนนร่วมเริงไชย ในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา ทำนองว่าไม่มีประสิทธิภาพ กีดขวางการจราจร ทำเอาชาวเน็ตไม่พอใจ จากการสืบประวัติพบว่าเป็นเพียงแค่ข้าราชการซี 6 ตำแหน่งนักบริหารงานทั่วไป สำนักปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ทราบชื่อคือ นายนันทภพ ฉายดิลก อายุ 50 ปี ภายหลังเจ้าตัวถูกตั้งคณะกรรมการสอบเอาผิดทางวินัย ต่อมาเจ้าตัวได้เข้าไปขอโทษถึงมูลนิธิ อ้างว่าอารมณ์ร้อนเพราะเพิ่งไปเซ็นใบหย่ากับภรรยามา

อีกกรณีหนึ่ง เมื่อเช้าวันที่ 30 พ.ค. รถเก๋งโตโยต้าวีออส สีบรอนซ์เงิน บีบแตรยาว ก่อนที่คนขับรถสวมชุดคล้ายเครื่องแบบทหารเรือ วิ่งไปถีบรถเก๋งฮอนด้าแจ๊ซ สีขาว แล้ววิ่งหนีขึ้นรถ พยายามขับเบี่ยงออกไป ต่อมาฝ่ายชาย-หญิงเจ้าของรถเก๋งฮอนด้าแจ๊ซ วิ่งออกจากรถลงมาเอาเรื่องคู่กรณีที่จอดรถติดอยู่ เหตุเกิดบนถนนพุทธมณฑล สาย 3 แขวงและเขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ ทราบชื่อภายหลังคือ เรือตรี ธีร์ เทพเสนา อายุ 23 ปี ทหารกองทัพเรือ ส่วนคู่กรณีคือ น.ส.สุนาวรี อินดิบ อายุ 32 ปี ช่างเสริมสวย สาเหตุเพราะเห็นรถอีกฝ่ายนำสติกเกอร์ปิดเลขทะเบียน เรื่องนี้จบลงที่ตำรวจ สน.ศาลาแดง เปรียบเทียบปรับทั้งคู่ พร้อมปรับคู่กรณีเพิ่มข้อหานำสติกเกอร์ปิดเลขทะเบียน

อันดับ 4 : มาเงียบๆ บึ้มเรือขนสารเคมี

ไฟไหม้เรือสินค้าที่ภายหลังพบว่าเป็นสารเคมีอันตรายครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 25 พ.ค. ตู้คอนเทนเนอร์บนเรือส่งสินค้า KMTC HONGKONG สัญชาติเกาหลีใต้ ระเบิดก่อนลุกไหม้ภายในท่าเรือ A2 ท่าเรือแหลมฉบัง ต.ทุ่งสุขลา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ปรากฎว่าหลังจากลอยขึ้นฟ้าแล้วจะมีละอองสีขาวตกลงมา และมีอาการคันตามตัว มีผู้บาดเจ็บ 133 คน อาการแสบคันตามร่างกาย ทีแรกท่าเรือแหลมฉบังระบุว่าไม่ใช่สารเคมี เพราะไม่ได้ขนถ่ายไปยังคลังสินค้าอันตราย แต่ภายหลังตรวจสอบพบเป็นผงแคลเซียมไฮโปรคลอไรต์ 13 ตู้ และสารคลอริเนเตท พาราฟิน แวกซ์

ด้านตัวแทนจากสายการเดินเรือ KMTC อ้างว่าที่บรรทุกสารเคมีโดยไม่สำแดงกับทางเรือแหลมฉบังนั้น เพราะจะนำไปส่งที่ท่าเรือเอกชน ในแม่น้ำเจ้าพระยา จึงต้องไปสำแดงกับท่าเรือกรุงเทพ ขณะที่ประชาชนในเขตเทศบาลนครแหลมฉบัง เดือดร้อนกว่า 1,200 ราย เตรียมรวบรวมข้อมูลเพื่อหาผู้รับผิดชอบค่าเสียหาย ส่วนผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง เตรียมเอาผิดกับเจ้าของเรือที่ไม่แจ้งสำแดงสารแคลเซียมไฮโปคลอไรต์ ส่วนนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รมช.คมนาคม สั่งปิดท่าเรือ A2 ชั่วคราว จนกว่าเรือลำที่เกิดเหตุจะได้รับอนุมัติให้เคลื่อนย้ายออกไป

อันดับ 5 : เบนซ์ชนยับ อ้างแก้วติดแป้นเบรก

อุบัติเหตุสะเทือนใจบนท้องถนนเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 พ.ค. รถยนต์ยี่ห้อเมอร์ซีเดสเบนซ์ สีดำ ที่มีนายนิรัฐภูมิ ลาภผลเหม อายุ 32 ปี เป็นคนขับ พุ่งชนรถยนต์เสียหาย 4 คัน บริเวณถนนงามวงศ์วาน ขาออก ปากซอยงามวงศ์วาน 8 ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี ทำให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย บาดเจ็บ 1 ราย ฝั่งผู้บาดเจ็บระบุว่า คนขับรถเบนซ์อ้างว่าก้มลงไปเก็บแก้วที่ตก ไปติดอยู่ที่แป้นเบรก ทำให้ควบคุมรถไม่ได้จนชน ปรากฎว่าในโซเชียลมีเดียมีการโพสต์คลิป รถเบนซ์พุ่งชนท้ายรถยนต์กระบะอีซูซุ ดราก้อน สีเขียวอย่างแรง จนรถกระบะพลิกคว่ำ โดยพบว่ามีไฟเบรกปรากฎ

หลังจากรถเบนซ์ได้พุ่งชนท้ายรถกระบะแล้ว ร่างของเด็กวัย 7 เดือน กระเด็นออกมาจากรถ นอนอยู่ที่พื้นถนน โดยมีรถยนต์ที่ผ่านมาจอดกั้นไม่ให้รถที่ตามมาข้างหลังชนเด็ก ก่อนจะมีคนช่วยอุ้มเด็กไว้ก่อนนำส่งโรงพยาบาล ตำรวจ สภ.รัตนาธิเบศร์ ระบุว่า ตำรวจตรวจสอบหลังเกิดเหตุมีแก้วจริง และตรวจวัดแอลกอฮอล์แล้วเป็นศูนย์ ฝ่ายรถเบนซ์ยอมรับผิดชอบทั้งหมด ภายหลังฝ่ายผู้บาดเจ็บระบุว่า แม่ของนายนิรัฐภูมิกลับให้ฝ่ายผู้บาดเจ็บไปติดต่อบริษัทประกันเอาเอง อ้างลูกเขาก็เจ็บเหมือนกัน

อันดับ 6 : ข่มขืนต้องประหาร เพิ่มโทษกระทำชำเรา

เมื่อวันที่ 27 พ.ค. ราชกิจจานุเบกษาประกาศพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 โดยมีสาระสำคัญคือการเพิ่มบทลงโทษข่มขืนกระทำชำเรา ได้แก่ หากเหยื่ออายุยังไม่เกิน 15 ปี มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี ปรับตั้งแต่ 100,000-400,000 บาท ถ้ากระทำแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี มีโทษจำคุกตั้งแต่ 7-20 ปี ปรับตั้งแต่ 140,000-400,000 บาท หรือจำคุกตลอดชีวิต หากผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต แต่หากผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต

นอกจากนี้ ยังแก้ไขนิยามคำว่า "ข่มขืนกระทำชำเรา" ให้ใช้เฉพาะอวัยวะเพศเท่านั้น หากเป็นวัตถุแปลกปลอมไม่เป็นการข่มขืนกระทำชำเรา แต่จะถือเป็นอนาจารที่มีโทษเทียบเท่า ส่วนการข่มขืนกระทำชำเราหรือกระทำอนาจาร ถ้าบันทึกภาพหรือเสียงไว้ เพิ่มโทษ 1 ใน 3 หากส่งต่อภาพหรือเสียงนั้น ก็จะต้องบทเพิ่มโทษถึงกึ่งหนึ่ง ที่สำคัญ ต่อไปนี้ข่มขืนบุคคลที่ไม่ใช่คู่สมรส ยอมความไม่ได้ เรื่องนี้มีเสียงตอบรับที่ดีในภาคประชาสัมคม หนึ่งในนั้นคือ นางปนัดดา วงศ์ผู้ดี ที่เคลื่อนไหวเพิ่มโทษคดีข่มขืนนานกว่า 6 ปี แสดงความขอบคุณที่แก้กฎหมายให้เข้ากับยุคปัจจุบัน

อันดับ 7 : 1 ต.ค. 62 ค้างใบสั่ง ต่อภาษีรถยนต์ไม่ได้

ปัญหาส่วนหนึ่งที่ทำให้คนไทยไม่เคารพวินัยจราจร คือ การเบี้ยวไม่จ่ายค่าปรับจราจร นำไปสู่มาตรการที่เด็ดขาดยิ่งขึ้น เมื่อวันที่ 29 พ.ค. กรมการขนส่งทางบก ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เชื่อมโยงระบบใบสั่งจราจร (PTM) หลังทดลองทดสอบการเชื่อมระบบอายัดทะเบียนรถเมื่อมาชำระภาษีรถประจำปี กรณีที่ประชาชนค้างชำระค่าปรับการกระทำความผิดเกี่ยวกับกฎหมายจราจร ทั้งสองหน่วยงานจะเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกันตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2562 ส่งผลทำให้ประชาชนที่มีใบสั่งแล้วไม่มาชำระ จะไม่ได้เครื่องหมายการเสียภาษีประจำปี หรือป้ายวงกลม แต่จะได้หลักฐานการเสียภาษีประจำปีชั่วคราว เมื่อชำระค่าปรับแล้วให้นำหลักฐานใบเสร็จเพื่อรับป้ายวงกลมฉบับจริงได้ภายหลัง

หากเจ้าของรถไม่ดำเนินการใดๆ กับใบสั่ง และใช้หลักฐานการเสียภาษีประจำปีชั่วคราวเกิน 30 วัน จะมีความผิดฐานใช้รถยนต์โดยไม่มีป้ายวงกลม มีโทษปรับ 2,000 บาท ขณะเดียวกัน ตำรวจสามารถแจ้งกรมการขนส่งทางบก ให้งดออกป้ายวงกลมสำหรับรถคันดังกล่าวและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ได้ ทั้งนี้ ในปี 2561 ตำรวจออกใบสั่งให้ผู้กระทำผิดกว่า 11.8 ล้านใบ แต่มีประชาชนจ่ายค่าปรับเพียง 2 ล้านใบ ไม่มาเสียค่าปรับกว่า 9.7 ล้านใบ และในปี 2562 จากต้นปีถึงปัจจุบัน ออกใบสั่งไปแล้ว 7 ล้านใบ มาจ่ายค่าปรับเพียง 1 ล้านใบ ค้างจ่ายค่าปรับกว่า 5.9 ล้านใบ ขณะที่ร้อยละ 75 ของอุบัติเหตุทางถนน เกิดจากการไม่เคารพกฎจราจร
กำลังโหลดความคิดเห็น...