xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 26 พ.ค.-1 มิ.ย.2562

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


1.“ในหลวง” โทมนัสยิ่ง “พล.อ.เปรม” ถึงแก่อสัญกรรม ด้านทหารคนสนิทเผย "ป๋าเปรม" ตั้งใจนำเงินเก็บทั้งชีวิตช่วยคนยากจน!
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ แทนพระองค์พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ และเชิญพวงมาลาหลวงวางที่หน้าโกศศพ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ณ พระที่นั่งทรงธรรม วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม (27 พ.ค.)
เมื่อวันที่ 26 พ.ค. สำนักพระราชวังได้ออกประกาศเรื่อง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ถึงแก่อสัญกรรมเนื่องจากระบบหัวใจล้มเหลว ณ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า ในวันอาทิตย์ที่ 26 พ.ค.2562 เวลา 9 นาฬิกา 9 นาที สิริอายุ 99 ปี

ประกาศสำนักพระราชวังระบุด้วยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทด้วยความโทมนัสยิ่ง ด้วย พล.อ.เปรม ได้ปฏิบัติงานสนองพระเดชพระคุณด้วยความวิริยอุตสาหะและจงรักภักดีมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก นายกรัฐมนตรี องคมนตรี รัฐบุรุษ และประธานองคมนตรี ทั้งได้ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และประธานองคมนตรีในรัชกาลปัจจุบัน เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยได้สนิท นับเป็นผู้ที่ได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่แผ่นดินเป็นอเนกประการ

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานโกศกุดั่นน้อย ฉัตรเครื่องตั้งประทับ แตรงอน แตรฝรั่ง ปี่กลองชนะประโคมเวลาพระราชทานน้ำหลวงอาบศพและทรงรับศพอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์โดยตลอด พร้อมมีพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมเวลากลางคืน กำหนด 7 คืน (ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 27 พ.ค.ถึงวันอาทิตย์ที่ 2 มิ.ย.2562)

สำหรับวันที่ 27 พ.ค.เวลา 17.00 น. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ แทนพระองค์พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ และเชิญพวงมาลาหลวงวางที่หน้าโกศศพ ณ พระที่นั่งทรงธรรม วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม

วันที่ 2 มิ.ย. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระราชทานในวาระครบ 7 วัน และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บำเพ็ญพระราชกุศล ดังนี้ 15 วัน (วันที่ 10 มิ.ย.2562) 50 วัน (วันที่ 15 ก.ค.2562) 100 วัน (วันที่ 3 ก.ย.2562) ส่วนกำหนดพิธีพระราชทานเพลิงศพ จะประกาศให้ทราบต่อไป

ในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ไว้ทุกข์ในพระราชสำนักเป็นเวลา 21 วัน นับตั้งแต่วันที่ 27 พ.ค.ถึงวันที่ 17 มิ.ย.2562 เว้นวันที่ 3 มิ.ย.2562

ทั้งนี้ การอสัญกรรมของ พล.อ.เปรม นำมาซึ่งความเศร้าโศกเสียใจไม่เฉพาะในประเทศไทย แต่รวมถึงประเทศต่างๆ อีกหลายประเทศที่ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจ เช่น สหภาพยุโรป, สหรัฐอเมริกา, จีน ฯลฯ โดยในประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้ง พร้อมย้ำว่า พล.อ.เปรมเป็นปูชนียบุคคลสำคัญที่สร้างคุณูปการให้กับประเทศชาติตลอดช่วงชีวิตของท่าน พล.อ.เปรมเป็นคนดีแห่งแผ่นดิน เป็นต้นแบบของคนไทยที่รักชาติบ้านเมือง มีความซื่อสัตย์สุจริต และคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวม

ด้าน พล.อ.อู้ด เบื้องบน อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม และนายทหารคนสนิท พล.อ.เปรม กล่าวว่า สิ่งที่ พล.อ.เปรมได้ทำไว้ถือเป็นประโยชน์และคุณูปการต่อแผ่นดินอย่างมาก เป็นแบบอย่างหลายเรื่อง เช่น การเป็นผู้บังคับบัญชาที่ดี ยึดมั่นการปฏิบัติเพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน ที่สำคัญคือ ไม่ทุจริตคอร์รัปชั่นฉ้อราษฎร์บังหลวง

ขณะที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า รู้สึกเศร้าสลดใจและมีความอาลัยอย่างยิ่งต่อการเสียชีวิตของ พล.อ.เปรม เพราะเคยทำงานร่วมกับท่านสมัยที่เป็นรัฐมนตรี โดยได้เห็นการทำงานของท่านที่มีความตั้งใจและความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งถือเป็นแบบอย่างที่หลายคนยังคงนำมาพูดถึงกันจนทุกวันนี้ และคงจะพูดถึงตลอดไป

สำหรับ พล.อ.เปรม เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 16 ของประเทศไทย เคยเป็นนายกฯ 3 สมัย สมัยแรก พ.ศ.2523-2526 สมัยที่สอง พ.ศ.2526-2529 สมัยที่สาม พ.ศ.2529-2531 กระทั่งหลังเลือกตั้ง 29 มิ.ย.2531 พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติไทย ซึ่งได้รับเลือกมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง รวมถึงพรรคที่ได้เสียงรองลงมาอีก 4 พรรค ได้เข้าพบ พล.อ.เปรม เพื่อเชิญให้ พล.อ.เปรมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ พล.อ.เปรม ได้กล่าวขอบคุณ พร้อมพูดว่า “ผมขอพอ” ส่งผลให้ พล.อ.ชาติชาย ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในขณะนั้น

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.เปรมดำรงตำแหน่งองคมนตรี เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2531 และโปรดเกล้าฯ ให้เป็นรัฐบุรุษในวันที่ 29 ส.ค.2531 ต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นประธานองคมนตรีในวันที่ 4 ส.ค.2541

พล.อ.เปรมมีบทบาทในการแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเมืองไทยหลายครั้ง เช่น เมื่อเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบระหว่างวันที่ 17-24 พ.ค.2535 นำไปสู่การปราบปรามและการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารกับประชาชนผู้ชุมนุม มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานองคมนตรี และ พล.อ.เปรม องคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้นำ พล.อ.สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรี และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในวันที่ 20 พ.ค.2535 เพื่อคลี่คลายเหตุการณ์

ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงคุณูปการของ พล.อ.เปรมว่า มีหลายเรื่องที่คนไทยต้องไม่ลืม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำประกาศสำนักนายกฯ ที่ 66/2523 เป็นการยุติการต่อสู้ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์และรัฐบาลไทย สามารถลดความตายในแต่ละปีเป็นจำนวนนับพัน พล.อ.เปรมได้ประกาศคำสั่งยุติความตาย นำคนไทยที่เข้าป่า ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา ประชาชน กลับมาร่วมพัฒนาชาติไทย ต่อมาคือ เรื่องความซื่อสัตย์สุจริตเป็นแบบอย่างหนึ่ง สุดท้ายคือคำว่า ผมพอแล้ว เป็นสัจธรรมทางอำนาจที่ผู้มีอำนาจในยุคหลังควรที่จะเอาเป็นแบบอย่าง ส่วนเรื่องความเห็นที่แตกต่างกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตนในฐานะคนพุทธก็กราบขออโหสิกรรม

ทั้งนี้ พล.อ.พิษณุ พุทธวงศ์ หัวหน้าสำนักงานมูลนิธิรัฐบุรุษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เผยว่า ได้พูดคุยกับ พล.อ.เปรม เมื่อวันที่ 8 พ.ค.ที่ผ่านมา ถึงสิ่งที่ พล.อ.เปรมเป็นห่วง เรื่องการดูแลบ้านเมือง และภารกิจหลัก คือ งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในการถวายน้ำอภิเษก โดยก่อนหน้าจะถึงวันงานพระราชพิธี พล.อ.เปรมได้ซักซ้อมที่บ้านทุกวัน และทำร่างกายให้แข็งแรง เมื่อจบงาน ดูเหมือนว่าท่านสบายแล้ว ถือว่าหมดภารกิจใหญ่ ไม่เป็นห่วง

พล.อ.พิษณุ เผยด้วยว่า พล.อ.เปรมตั้งใจนำเงินเก็บ เป็นเงินเดือนทั้งชีวิตจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี องคมนตรี และส่วนอื่นๆ ไปบริจาคกับคนยากจน ได้ไปประสานกับรัฐบาลผ่านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในการจัดทำโครงการเพื่อช่วยเหลือคนจนและการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นโครงการอะไร หากทำแล้วมีความยั่งยืน

2.โปรดเกล้าฯ ปธ.สภาฯ-ปธ.วุฒิฯ แล้ว ด้าน “ชวน” นัดประชุมร่วมรัฐสภาโหวตเลือกนายกฯ 5 มิ.ย.นี้!
นายชวน หลีกภัย นายสุชาติ ตันเจริญ และนายศุภชัย โพธิ์สุ รับพระราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ คนที่ 1 และ 2 ตามลำดับ
ความเคลื่อนไหวทางการเมืองสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากมีการเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภาเรียบร้อยเมื่อวันที่ 24 พ.ค. รวมทั้งเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้วเมื่อวันที่ 25 พ.ค.คือ นายชวน หลีกภัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แต่ยังไม่ได้เลือกรองประธานสภาผู้แทนราษฎรอีก 2 คน โดยได้มีการประชุมเพื่อเลือกรองประธานสภาฯ เมื่อวันที่ 26 พ.ค. ปรากฏว่า ผู้ได้รับเลือกเป็นรองประธานสภาฯ คนที่ 1 คือ นายสุชาติ ตันเจริญ ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โดยเฉือนชนะ น.ส.เยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) แค่ 2 คะแนน คือ 248 : 246 คะแนน ส่วนผู้ได้รับเลือกเป็นรองประธานสภาฯ คนที่ 2 คือ นายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย (ภท.) โดยได้ 256 คะแนน ชนะ นพ.ประสงค์ บูรณ์พงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ที่ได้ 239 คะแนน

ส่วนผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 8 เชียงใหม่ แทนนายสุรพล เกียรติไชยากร ผู้สมัคร ส.ส.เชียงใหม่ เขต 8 พรรคเพื่อไทย ที่ถูกคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ใบส้ม ผลปรากฏว่า น.ส.ศรีนวล บุญลือ จากพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ชนะเลือกตั้ง

ทั้งนี้ เมื่อนำผลคะแนนการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 8 เชียงใหม่ ไปคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ส่งผลให้จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อของบางพรรคเปลี่ยนแปลงไป โดยมี 2 พรรคได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเพิ่มพรรคละ 1 คน คือ พรรค พปชร. น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี หรือมาดามเดียร์ ได้เป็น ส.ส. และพรรค ปชป. น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร ได้เป็น ส.ส. นอกจากนี้ยังส่งผลให้บางพรรคไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ จากที่ก่อนหน้านี้ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน คือ นายพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค หัวหน้าพรรคไทรักธรรม

ส่วนความเคลื่อนไหวในการจับมือจัดตั้งรัฐบาลนั้น เมื่อวันที่ 27 พ.ค. แกนนำพรรค พปชร.เช่น นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค ฯลฯ ได้เดินทางไปพรรค ปชป.เพื่อเทียบเชิญ ปชป.ร่วมจัดตั้งรัฐบาล หลังจากนั้น วันเดียวกัน แกนนำ พปชร.ได้เดินทางไปเทียบเชิญพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ร่วมจัดตั้งรัฐบาลเช่นกัน ซึ่งบรรยากาศเป็นด้วยความชื่นมื่นทั้ง 2 พรรค

อย่างไรก็ตาม มีข่าวสะพัดในเวลาต่อมาว่า การเจรจายังไม่จบ เพราะพรรค ปชป.ต้องการคุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขณะที่แกนนำกลุ่มสามมิตรของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ในพรรค พปชร.ก็ต้องการคุมกระทรวงเกษตรฯ จึงยังตกลงกันไม่ได้ ทำให้ยังไม่มีความชัดเจนว่า พรรค ปชป.จะร่วมตั้งรัฐบาลกับ พปชร.หรือไม่ นอกจากนี้ยังมีปัญหาเสียงแตกในพรรค ปชป.เอง ที่มีข่าวสะพัดว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรค หากพรรคมีมติร่วมตั้งรัฐบาลกับพรรค พปชร.สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ เนื่องจากสวนทางกับจุดยืนที่นายอภิสิทธิ์เคยประกาศไว้ตอนหาเสียงเลือกตั้ง

ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ส่งสัญญาณว่า ถ้า ปชป.ไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับ พปชร. พรรค ภท.ก็ร่วมไม่ได้เช่นกัน เพราะถ้า ภท.ร่วมรัฐบาลกับเสียงข้างน้อย ก็ถือว่าตนผิดคำพูดที่จะไม่ร่วมรัฐบาลกับเสียงข้างน้อย ถ้าพรรคร่วมรัฐบาลเสียงต่ำกว่า 250 ก็ไปไม่ได้

ต่อมา เมื่อวันที่ 30 พ.ค. แกนนำพรรค พปชร.ได้เดินทางไปเทียบเชิญพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ร่วมจัดตั้งรัฐบาล พร้อมให้เหตุผลว่า ที่มาเทียบเชิญช้า เพราะแต่ละพรรคต่างมีขั้นตอนของตัวเอง พปชร.ในฐานะแกนนำต้องหารือรอบด้าน เมื่อมีความชัดเจน ก็มานำเรียนให้ ชทพ.ทราบ

เป็นที่น่าสังเกตว่า ระหว่างที่พรรค พปชร.ยังรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ ได้เกิดข่าวลือว่า นายกฯ จะใช้อำนาจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินยุบพรรคการเมือง ทำให้ ส.ส.500 คนพ้นสภาพ ร้อนถึง พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต้องรีบออกมาปฏิเสธว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง โดยมีผู้ไม่หวังดีพยายามสร้างข่าวเท็จ เพื่อให้เกิดความสับสนวุ่นวายในช่วงจัดตั้งรัฐบาล และลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

นอกจากนี้ยังมีข่าวว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มสามมิตร จะนำ ส.ส.30 คน ย้ายไปอยู่พรรคเพื่อไทย หากไม่ได้คุมกระทรวงเกษตรฯ และก่อนที่นายสมศักดิ์จะออกมาให้ความชัดเจนเรื่องดังกล่าว ผู้สื่อข่าวได้ไปถามคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย (พท.) ถึงข่าวกลุ่มสามมิตรอยากกลับมาร่วมงานกับพรรค พท. ซึ่งคุณหญิงสุดารัตน์ตอบอย่างไม่ใยดีกับกลุ่มสามมิตรว่า ไปแล้ว ก็ขอให้ไปลับ ก็ได้กรวดน้ำกันไปแล้ว พรรค พท.ไม่มีผลประโยชน์อะไร ต้องเอาคนที่จริงใจต่อประชาชน ไม่ใช่เอาคนที่อ้างประชาชนไปหาประโยชน์ ก็ถือว่าไปแล้ว และได้อโหสิกรรมกันไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องกลับมาแล้ว

ด้านนายสมศักดิ์ได้เปิดแถลงปฏิเสธข่าวที่จะนำ 30 ส.ส.ไปอยู่พรรคเพื่อไทยว่าไม่เป็นความจริง ส่วนกรณีที่คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวถึงนายสมศักดิ์และกลุ่มสามมิตรว่า ไปแล้วขอให้ไปลับนั้น นายสมศักดิ์กล่าวว่า “ส่วนตัวไม่ได้ยินโดยหูของตัวเอง ถ้าคุณหญิงจะพูดอย่างนั้นก็เหมือนสุภาษิตว่า มะนาวหวาน องุ่นเปรี้ยว คุณหญิงสุดารัตน์ เคยไปพบไปเชิญถึงที่บ้านก่อนการเลือกตั้ง แต่ก็ตัดสินใจว่าจะไม่ไปที่นั่น และวันนี้องุ่นเปรี้ยว มะนาวหวานไปแล้ว สิ่งที่คุณหญิงสุดารัตน์ได้พูดบางคำพูด ส่วนตัวคิดว่า ท่านเป็นถึงคุณหญิง จะมาพูดคำอะไรที่ดูแล้ว ไม่น่าที่จะเป็นคำพูดของท่าน แต่ตัวเองก็ได้ยินคนในพรรคของท่านเขาพูดถึงท่าน เหมือนที่ท่านพูดถึงผมเหมือนกัน ผมก็คิดว่าเท่านี้ก็คงพอแล้ว”

ผู้สื่อข่าวถามนายสมศักดิ์อีกว่า หากไม่ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเป็นอย่างไร นายสมศักดิ์ ตอบสั้นๆ อย่างอารมณ์ดีว่า “ร้องไห้”

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 31 พ.ค. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 และ 2 และพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานและรองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 และ 2 สำหรับพิธีรับพระบรมราชโองการฯ มีขึ้นในวันเดียวกัน (31 พ.ค.) ที่อาคารรัฐสภาใหม่ เกียกกาย ด้านนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ให้สัมภาษณ์หลังรับพระบรมราชโองการฯ ว่า จะมีการประชุมสภาฯ และประชุมร่วมรัฐสภาในวันที่ 5 มิ.ย. โดยประชุมสภา เวลา 09.00 น. ให้ 4 ส.ส.ที่ยังไม่ได้กล่าวปฏิญาณตน กล่าวปฏิญาณตนต่อที่ประชุมสภาฯ ก่อนปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ จากนั้น เวลา 11.00 น.จะมีการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณาวาระสำคัญ คือ เลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยสถานที่ประชุมจะใช้หอประชุมใหญ่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ถนนแจ้งวัฒนะ

3.ศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก “หมอโด่ง” อดีตเลขาฯ “บุญทรง” 72 ปี คดีทุจริตระบายข้าวจีทูจี ด้านคนสนิท “เสี่ยเปี๋ยง” โดนด้วย 32 ปี!
พ.ต.นพ.ดร.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ หรือหม่อโด่ง อดีตเลขานุการนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้พิพากษาคดีทุจริตระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ในส่วนของ พ.ต.นพ.ดร.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ หรือหม่อโด่ง อดีตเลขานุการนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นจำเลยที่ 3 และนายสุธี เชื่อมไธสง คนสนิทของเสี่ยเปี๋ยง นักธุรกิจค้าข้าวคนสำคัญ เป็นจำเลยที่ 16

คดีนี้ อัยการสูงสุด โจทก์ ได้ยื่นคำร้องเมื่อปี 2561 ขอให้ศาลนำคดีจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 16 ที่ตัวหนีไประหว่างการพิจารณาคดีเมื่ิอปี 2558 ซึ่งศาลได้ออกหมายจับจำเลยทั้ง 2 ไว้แล้ว ขึ้นมาพิจารณา โดยไม่มีตัวจำเลย ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 28 วรรคสอง หลังจากที่ศาลเคยมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบเป็นการชั่วคราว

ซึ่งคดีดังกล่าว สืบเนื่องจากที่อัยการสูงสุดได้ยื่นฟ้องนายภูมิ สาระผล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายบุญทรง กับเอกชนรวม 28 ราย (ศาลตัดสินจำคุกนายภูมิ กับพวกรวม 18 รายแล้ว เมื่อวันที่ 25 ส.ค.60) ซึ่งระหว่างการพิจารณา กรมการค้าต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 5 ราย ได้ยื่นคำร้องขอให้นายสุธี เชื่อมไธสง คนสนิทของเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 16 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยด้วย

ทั้งนี้ ในการพิจารณาคดี องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาฯ ทั้ง 9 คน พิเคราะห์พยานหลักฐานตามทางไต่สวนและรายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช.แล้ว เห็นว่า พ.ต.นพ.ดร.วีระวุฒิ จำเลยที่ 3 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการนายบุญทรง มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ และเป็นผู้บังคับบัญชาของข้าราชการ นอกจากนี้ยังได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) และอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว ต่อมาก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการ รมว.พาณิชย์ ซึ่งมีพฤติการณ์ว่า จำเลยที่ 3 กับพวกร่วมกันวางแผนโดยแอบอ้างนำบริษัทกว่างตงฯ และบริษัทห่ายหนานฯ เข้ามาทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐตามสัญญาซื้อขายข้าวโครงการจีทูจีกับกรมการค้าต่างประเทศ โดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างไม่เป็นธรรม โดยมีนายสุธี คนสนิทของเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 16 กับพวกสนับสนุนด้วยการนำบริษัทค้าข้าวภายในประเทศมาทำสัญญาซื้อข้าวโครงการจีทูจี กับกรมการค้าต่างประเทศในราคาต่ำกว่าท้องตลาด โดยไม่ได้มีการส่งออกข้าวไปยังต่างประเทศตามโครงการนั้น ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศ ถือว่า พ.ต.นพ.ดร.วีระวุฒิ จำเลยที่ 3 ร่วมกับพวกทุจริตในการระบายข้าวโครงการจีทูจี ส่วนนายสุธี คนสนิทของเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 16 ได้ร่วมสนับสนุนจำเลยที่ 3 กับพวกกระทำความผิดดังกล่าวด้วย

องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาฯ จึงพิพากษาให้จำคุก พ.ต.นพ.ดร.วีระวุฒิ จำเลยที่ 3 รวม 4 กระทงๆ ละ 18 ปี จำคุกทั้งสิ้น 72 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 (3) ให้จำคุกไว้เป็นเวลา 50 ปี ส่วนนายสุธี จำเลยที่ 16 ให้จำคุก 4 กระทงๆ ละ 8 ปี รวมจำคุกทั้งสิ้น 32 ปี และให้จำเลยที่ 16 ชำระค่าเสียหายในส่วนแพ่งให้กับกระทรวงการคลัง ผู้ร้องที่ 5 ด้วย เป็นเงิน 16,912,128,273.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันทำสัญญา ทั้งนี้ ศาลฎีกาฯ ได้มีคำสั่งให้ออกหมายจับเพื่อติดตามจับกุมตัวจำเลยทั้งสองที่ยังหลบหนีมาบังคับคดีตามคำพิพากษาต่อไป

4.ศาลพิพากษาจำคุก “ 2 ป้าทุบรถ” 2 เดือน แต่รอลงอาญา เหตุเครียดสะสม-ผิดไม่ร้ายแรง-เยียวยาผู้เสียหายแล้ว!
(บน) นางมณีรัตน์ แสงภัทรโชติ, นางสาวรัตนฉัตร แสงหยกตระการ 2 ป้าทุบรถที่มาจอดขวางหน้าบ้าน (ล่าง) ภาพเหตุการณ์ขณะทุบรถ
เมื่อวันที่ 30 พ.ค. ศาลจังหวัดพระโขนง ได้นัดฟังคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางมณีรัตน์ แสงภัทรโชติ, นางสาวรัตนฉัตร แสงหยกตระการ จำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ จากกรณีเมื่อวันที่ 18 ก.พ. 2561 น.ส.รัชนิกร เลิศวาสนา ได้ขับรถยนต์กระบะมาจอดรถขวางหน้าบ้านของนางมณีรัตน์ และนางรัตนฉัตร จนจำเลยทั้งสองไม่สามารถขับรถออกจากบ้านได้ จึงบันดาลโทสะ ใช้ขวานและเสียมทุบรถของ น.ส.รัชนิกร ได้รับความเสียหาย

หลังฟังคำพิพากษา นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความจำเลย เผยว่า คดีนี้ศาลเห็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 และ 83 จำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 18,000 บาท แต่การสืบพยานของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 12,000 บาท

นายอนันต์ชัย กล่าวว่า ที่ศาลลงโทษสถานเบา เนื่องจากพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิด เพราะความเครียดและความโกรธสะสมมาเป็นเวลานาน ความผิดที่กระทำไม่ร้ายแรงนัก จำเลยทั้งสองได้บรรเทาผลร้ายจากการกระทำความผิด โดยนำเงินมาวางศาล 50,000 บาท เพื่อชำระแก่ผู้เสียหายตามที่เสียหายจริง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยรับโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสจำเลยทั้งสองกลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี

นายอนันต์ชัย กล่าวอีกว่า ฝ่ายเราต่อสู้ว่า น.ส.รัชนิกร ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง เนื่องจากรถเป็นของพี่สาว ซึ่งศาลก็ได้ยกไป ส่วนเรื่องทุบรถก็ยอมรับจริงๆ ว่าเราทุบ โดยจ่ายค่าเสียหายซ่อมรถเป็นเงินจำนวน 3.7 หมื่นบาท เราก็เยียวยาไป 5 หมื่นบาท ประกอบกับเรามีหลักฐานต่างๆ ที่เเสดงว่า ที่ผ่านมามีเหตุการณ์ที่มีผู้กระทำลักษณะจอดรถขวางหน้าบ้านจำเลยมานาน จนเป็นเหตุให้จำเลยมีความเครียด โกรธสะสม จึงได้กระทำการดังกล่าวลงไป เเต่เมื่อเยียวยาค่าเสียหายไปแล้ว ศาลจึงเมตตาลดโทษ เหลือจำคุก 2 เดือน เเละให้รอลงอาญา

5.ประกาศใช้แล้ว กม.เพิ่มโทษคดีข่มขืน หากข่มขืนแล้วฆ่า โทษหนักถึงขั้นประหารชีวิต!

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 โดยมีสาระสำคัญดังนี้ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นของมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา “กระทำชำเรา” หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น

มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 276 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา 276 ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่า ตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4-20 ปี และปรับตั้งแต่ 80,000-400,000 บาท ถ้าผู้กระทำมีอาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 7-20 ปี และปรับตั้งแต่ 140,000-400,000 บาท ถ้ากระทำผิดดังกล่าวโดยมีอาวุธปืนหรือระเบิด หรือโดยใช้อาวุธ หรือร่วมทำผิดอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงหรือชาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 15-20 ปี และปรับตั้งแต่ 300,000-400,000 บาท หรือจำคุกตลอดชีวิต”

มาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน "มาตรา 277 ผู้ใดกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000-400,000 บาท ถ้ากระทำผิดดังกล่าวต่อเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 7-20 ปี และปรับตั้งแต่ 140,000-400,000 บาท หรือจำคุกตลอดชีวิต ถ้าผู้กระทำมีอาวุธปืนหรือระเบิด ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 10-20 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000-400,000 บาท หรือจำคุกตลอดชีวิต ถ้าการทำผิดดังกล่าว ทำให้ผู้ถูกกระทำเข้าใจว่า ผู้กระทำมีอาวุธปืนหรือระเบิด ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 10-20 ปี และปรับตั้งแต่ 240,000-400,000 บาท หรือจำคุกตลอดชีวิต และถ้ากระทำผิดโดยมีอาวุธปืนหรือระเบิดหรือกระทำผิดอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงหรือเด็กชาย ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต

มาตรา 6 ให้ยกเลิกข้อความในมาตรา 277 ทวิ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา 277 ทวิ ถ้ากระทำผิดตามมาตรา 276 วรรคหนึ่ง หรือมาตรา 277 วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 15-20 ปี และปรับตั้งแต่ 300,000-400,000 บาท หรือจำคุกตลอดชีวิต ถ้าผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต”

มาตรา 10 ให้เพิ่มความต่อไปนี้ เป็นมาตรา 280/1 ถ้าผู้กระทำผิดตามมาตรา 276, 277, 278 หรือ 279 ได้บันทึกภาพหรือเสียงการกระทำชำเราหรือการกระทำอนาจารนั้นไว้ เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นๆ 1 ใน 3 ถ้าผู้กระทำผิดดังกล่าว เผยแพร่หรือส่งต่อภาพหรือเสียงการกระทำชำเราหรืออนาจารที่บันทึกไว้ ต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นๆ กึ่งหนึ่ง

ทั้งนี้ กฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมนี้ เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 พ.ค.2562 เป็นต้นไป
กำลังโหลดความคิดเห็น...