xs
xsm
sm
md
lg

เสียงดีจนขนลุก! "จันจิรา ละม้ายเมือง" นักขับเสภาสาวสวย

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

พลันที่ได้ยินเสียงดนตรีไทยจากการวิ่งเล่นตามประสาเด็ก นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ มิน-จันจิรา ละม้ายเมือง ราวกับต้องมนต์สะกดในสิ่งนี้ไปในตั้งแต่เพลานั้น และเมื่อได้รับโอกาสให้ได้ขับร้องกลอนเสภา นั่นยิ่งทำให้สาวน้อยคนนี้ค้นพบว่านี่คือสิ่งที่ “ใช่สำหรับตัวเธอ สิ่งนี้ที่ทำให้จันจิราได้เข้าสู่การเพิ่มประสบการณ์ทางการขับร้องดังกล่าว ผ่านทางพรสวรรค์ที่ตนเองมีอยู่มาจนถึงปัจจุบัน



คุณเริ่มสนใจในเรื่องการขับร้องมาตั้งแต่เมื่อไหร่

เท่าที่จำความได้น่าจะเป็นช่วง ป.3-ป.4 ค่ะ จุดเริ่มต้นมาจากหนูได้มีโอกาสไปดูงานดนตรีไทยงานหนึ่ง แล้วจะมีอาจารย์กับรุ่นพี่ชั้น ป.5-ป.6 กำลังซ้อมดนตรีไทยอยู่ เราก็ไปวิ่งเล่นตามประสาเด็ก จนมาได้ยินเสียงดนตรีไทย เราก็ขึ้นไปฟังเสียงนั้น หลังจากนั้นมาเราก็เริ่มให้ความสนใจและชื่นชอบ แล้วก็เข้าไปสมัครเป็นสมาชิกในชมรมดนตรีไทย นั่นคือจุดเริ่มต้นความสนใจที่จะร้องเพลงไทยเดิมค่ะ คือจะใช้คำว่ามนต์สะกดได้เลยค่ะ เพราะเมื่อได้ยินเสียงดนตรีไทยเป็นครั้งแรก เราก็รู้สึกมีความชอบเลย มันค่อนข้างแปลกสำหรับตัวหนู เพราะในช่วงวัยนั้นเราก็รู้สึกชอบในเสียงดนตรีลักษณะนี้แล้ว มันแตกต่างจากสิ่งที่ควรจะเป็นคือเล่นสนุกสนานตามประสาเด็กทั่วไป

พอได้เข้าชมรมที่ว่านี้แล้วเราก็เริ่มหัดเล่นเครื่องดนตรีต่างๆ คอยเล่นสนับสนุนต่างๆ จนกระทั่งวันหนึ่งรุ่นพี่ที่รับตำแหน่งขับร้องอยู่เดิมนั้นเขามีปัญหาในเรื่องสุขภาพ ไม่สบาย อาจารย์ผู้ควบคุมวงก็มาคัดเลือกอีกทีว่ามีใครในวงที่จะขับร้องได้ ปรากฏว่าไม่มีใครร้องได้ มีแค่หนูคนเดียวที่พอร้องได้โดยอาศัยการจำเอา วันนั้นแน่นอนว่าน่าจะเป็นวัยที่ไม่น่าจะจดจำเนื้อร้องและการเอื้อนได้ พออาจารย์ได้ฟังเสียงปุ๊บ ท่านก็ให้ความเห็นว่าเสียงของหนูน่าจะเป็นการต่อยอดได้ ก็เลยได้ร้องเพลงในวง

ในช่วงนั้นก็คือมีทั้งเล่นดนตรี และอาศัยหัดร้องเอง

ใช่ค่ะ อาศัยร้องเอง โดยหัดจำเอาจากการร้องของทั้งอาจารย์ และรุ่นพี่ บวกกับความชื่นชอบโดยส่วนตัวของเราเองเลยทำให้คอยอาศัยจดจำเอา จนได้มาร้องจริงๆ ก็ตอนอยู่ ป.5 ก็คอยฝึกจากยูทูปเอาค่ะ ถามว่าอะไรคือเสน่ห์ที่ทำให้เราชอบดนตรีไทย หนูตอบไม่ได้เหมือนกันค่ะว่าการที่เราหลงรักสิ่งนี้คืออะไร แต่หนูรู้สึกว่าพอได้ฟังปุ๊บ เราก็มีความรู้สึกชอบ และอยากที่จะอยู่กับสิ่งนี้ไปตลอดชีวิต ถ้าเป็นช่วงประถมมันอาจจะคิดว่าเป็นสิ่งที่เราชอบ แต่พอมาถึงช่วงมัธยม เราก็เลือกที่จะเข้าชมรมดนตรีไทย จนกระทั่งเรียนจบมัธยม หนูก็มีโอกาสที่จะเลือกคณะที่เราอยากจะเรียน เราก็ยังเลือกดนตรีไทย ซึ่งจริงๆ หนูเป็นคนฟังได้ทุกแนวนะคะ แต่ถ้าชอบที่สุดก็คงเป็นดนตรีไทย

แน่นอนว่าการที่ต้องฝึกในสิ่งที่ยากก่อนจากคนทั่วไป มันเหมือนกับเป็นการฝึกที่ยากในลำดับแรกด้วยมั้ย

ในตอนแรกสุดไม่มีค่ะ อาศัยความชอบอย่างเดียว แล้วในช่วงนั้นหนูก็เล่นแต่เครื่องประกอบจังหวะ จนเวลาผ่านไปก็ได้มีโอกาสเล่นเครื่องดนตรีชนิดอื่น เช่น พวกขิม ซอ รวมถึงเครื่องประกอบจังหวะต่างๆ พออาจารย์ได้บอกว่าเห็นแววก็มีการฝึกฝนต่างๆ เรื่อยมา ฝึกทั้งเพลงไทยเดิม และการขับเสภา โดยเฉพาะส่วนหลัง หนูเริ่มฝึกจากการดูละครจักรๆ วงศ์ๆ จริงๆ ซึ่งพอได้เริ่มดูเราก็รู้สึกว่าเรามีพรสวรรค์ทางด้านนี้ หนูก็อาศัยจำแล้วก็ฝึก แล้วการที่ได้รู้จักการขับเสภาก็มาจากการดูละครจริงๆ อีกทั้งการได้ฟังเสียงการขับร้องดังกล่าวจากผู้ชายคนหนึ่งที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร แต่เรารู้สึกว่าเขาเป็นคนที่จะใช้เป็นต้นแบบได้ จนกระทั่งวันหนึ่งได้มาเจอท่าน ก็เป็นสิ่งที่ภาคภูมิใจในส่วนตัวของเราเอง ท่านผู้นั้นคือ พล.ต.ประพาศ ศกุนตนาค ค่ะ

อยากให้น้องมินช่วยเล่าถึงการฝึกขับร้องในช่วงนั้นหน่อยครับ

ช่วงแรกสุดหนูก็พยายามฝึกตามการขับร้องจากในละคร เพราะว่าในช่วงนั้นก็ยังต้องฝึกอ่านทางทีวีอย่างเดียว ยังไม่มีเทคโนโลยีแบบในสมัยนี้ ก็อาศัยผ่านการฝึกมาอย่างละนิดละหน่อย แต่ก็ยังไม่ถึงกับเก่งค่ะ ก็เป็นการต่อยอดมาเรื่อยๆ จนกระทั่งช่วงมัธยม หนูก็ได้เจอกับอาจารย์ที่เชี่ยวชาญทางด้านเสภา ก็ได้ทำการฝึกฝนในการขับร้องด้านนี้ต่อ

ขณะเดียวกัน ในช่วงเวลานี้หนูก็ได้ไปประกวดตามเวทีต่างๆ ด้วย ซึ่งผลการแข่งขันโดยส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่นัก หนูก็ไม่ได้สนใจในเรื่องผลการแข่งขัน แต่คิดแค่ว่าเอาสิ่งที่เราได้แข่งขันมามาเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของเรา ถามว่าในการแข่งขันแต่ละครั้ง หนูก็รู้สึกดีใจสลับกับการกลัวนะคะ

คือถ้ามองย้อนกลับไป หลายๆ คนอาจจะคิดว่าเราเป็นต้นแบบ แต่หนูมองในวันนั้นว่าเราก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เริ่มต้นจากศูนย์เหมือนกัน เพราะว่าตลอดเวลาในการแข่งขันตามเวทีต่างๆ ส่วนใหญ่ก็แพ้กลับมาทุกรอบเลย (ยิ้ม) เพราะจำได้ว่าเรามีทั้งความประหม่าและความตื่นเต้นด้วย อาจจะมีการอ่านผิดบ้าง แต่กรรมการก็ชื่นชอบน้ำเสียงของเรา ...พอมองย้อนกลับไป ก็ขอบคุณจุดนั้นด้วย ที่ทำให้เรามีประสบการณ์ที่สะสมมาเรื่อยๆ

การขับเสภา มันมีความแตกต่างกับการร้องเพลง ยังไงบ้างครับ

มีความแตกต่างค่ะ ถ้าเรารู้จักการขับร้องในลักษณะนี้จริงๆ เราก็ทราบได้เลยว่ามันเป็นการขับเสภา แล้วก็สามารถบอกได้เลยว่าจะสื่อถึงอะไร เช่นว่า ถ้ามีการเกริ่นแบบยาว ก็จะเป็นอารมณ์เศร้า ส่วนถ้าเป็นกลางๆ ก็จะเป็นการบรรยายปกติ และการเกริ่นสั้นก็เป็นลักษณะการโกรธ เพราะฉะนั้น บนขับร้องก็สามรถบอกได้เลยว่า บทนี้สื่อถึงอารมณ์แบบไหน

ถ้าเรามีความเข้าใจตัวบทต่างๆ มันก็ไม่ยากค่ะ อย่างที่บอกว่าถ้าเราผ่านการฝึกฝนมาเยอะๆ เราจะเข้าใจอารมณ์ในแต่ละบท เพราะในช่วงแรกๆ ของการขับร้องแบบนี้ หนูก็มีความรู้สึกว่ายากเหมือนกัน เพราะในตอนนั้นเรายังไม่เข้าใจในตัวบทนั้นๆ เลยทำให้ช่วงแรกๆ อาจจะยังตีความบทต่างๆ ไม่ออกเท่าที่ควร (ยิ้ม)

คุณเข้ามาสู่การขับเสภาในละครจักรๆ วงศ์ๆ ได้ยังไงครับ

เรียกว่าเป็นความบังเอิญดีกว่า เพราะว่าก่อนหน้านี้ก็มีพี่คนหนึ่งทำหน้าที่ตรงนี้เกิดติดธุระไม่สามารถมาทำได้ แล้วมันเป็นบทที่ต้องใช้ออกอากาศ และต้องใช้เสียงของผู้หญิงด้วย อาจารย์ก็เลยพาไปขับเสภาบทนั้นซึ่งเราก็ทำได้ หลังจากนั้นก็มีการฝึกฝนมาเรื่อยๆ จนได้มีโอกาสขับเสภามาตั้งแต่นั้นเลย เรื่องแรกที่ขับเสภา คือ เรื่องอุทัยเทวี

ถ้าย้อนถึงความรู้สึกครั้งแรกในการขับเสภาอยากเป็นอาชีพ หนูก็รู้สึกดีใจนะคะในตรงที่เราได้มีโอกาสที่ได้ทำตรงนั้น โดยส่วนตัวของหนูก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะมีใครมาสนใจเราขนาดนี้ เพราะตอนที่เราเป็นผู้ชมทางทีวี เราก็รู้สึกว่าเสียงคนขับเสภานั้นมีความไพเราะ แต่ก็ไม่ได้คิดถึงขนาดที่ว่าอยากจะเห็นหน้าค่าตาคนคนนั้น คือหนูก็เข้าใจเขาเหมือนกันนะว่าผู้ชมคงไม่ได้สนใจอย่างที่บอกหรอก แต่ในฐานะพี่เป็นคนขับเสภานี้ เรามีความรู้สึกดีใจว่าเรามีส่วนวิธีรักษาอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย แล้วก็เป็นอีกหนึ่งวิทยาทานสำหรับคนที่จะมาศึกษาในศาสตร์แขนงนี้ต่อ

แน่นอนว่า เสียงชื่นชมก็มี แต่อีกฝั่งอาจจะมองว่าเป็นเรื่องล้าสมัยหรือเชย เราคิดเห็นกับตรงนี้ยังไง

หนูอยากบอกว่า หนูเข้าใจค่ะว่าความเห็นของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน แต่อย่างน้อยหนูอยากให้เปลี่ยนเป็นแนวคิดว่าการที่เราไม่ได้มีพรสวรรค์ในด้านนี้ แต่อย่างน้อยเราก็ต้องรู้ว่าสิ่งเหล่านี้คืออะไร เพราะว่ามันเป็นของๆ ไทยค่ะ ยุคสมัยสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ แต่อยู่ที่ใจเรา เราเป็นคนไทยก็ต้องอนุรักษ์ไว้ค่ะ

ตอนที่ได้พบกับน้องมินครั้งแรก คุณลุงประพาศได้เห็นอะไรจากตัวเขาครับ

พล.ต.ประพาศ ศกุนตนาค : ตอนที่เห็นครั้งแรกก็คือ พ่อแม่เขามาฝากผมถึงที่เลย ซึ่งเข้ามาลำบากเลยนะ มาจากหนองหญ้าไซตามที่เขาบอกเลย นั่งรถหลายต่อเพื่อมาที่บ้านผม แล้วพอได้ฟังเสียงเขาจริงๆ นี่คือรู้เลยว่าเด็กคนนี้ไม่ธรรมดา เพราะการร้องขับเสภามันอยู่ที่เสียง พอได้พบกันแล้วผมก็ฝึกเขามาเรื่อยๆ แล้วก็พาไปขับเสภาด้วยกัน

จากการที่คุณลุงได้ฝึกอะไรมาต่างๆ ได้เห็นอะไรจากน้องมินบ้างครับ

พล.ต.ประพาศ : เขาเป็นคนที่ขยัน ฝึกแล้วจำง่าย อีกทั้งมีความพยายามและตั้งใจ แล้วเขาเป็นคนที่เสียงสูงซึ่งจะได้เปรียบกว่าคนเสียงต่ำ เสียงมีกังวาน มีเสน่ห์ ซึ่งผมได้คุยกับครูดนตรีไทยหลายๆ คนเขาพูดแบบเดียวกับผมเลย ผมฝึกเขาจนกระทั่งจบ ม.6 แล้วเสียงอย่างเขานี่คือเรียกได้ว่าแทบจะหายากเลย อย่างเวลาที่วงดนตรีเกี้ยวกร้าวที่มาซ้อมที่นี่ ซึ่งเป็นวงศิษย์เก่าจากจุฬาฯ กับโรงเรียนนายร้อย เขามาฝึกกันที่บ้านผม ซึ่งผมก็สอนในเรื่องการขับร้องให้กับนักร้องของวงไปร้องถวายสมเด็จพระเทพฯ ในการอัดรายการปิยมหาราชเมื่อปีก่อนๆ ซึ่งเล่นดนตรีถวาย แล้วเขามาเป็นครั้งแรก แล้วยังมีความตื่นเต้นอยู่

ได้มีการให้คำแนะนำเพิ่มเติมยังไงบ้างครับ

พล.ต.ประพาศ : อย่างการฝึกเพลงไทยตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็มีผ่านทางชมรม แต่จบไปแล้วก็เลิก เพราะว่าไม่มีเวทีให้เขาแสดง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย แล้วผมก็บอกเขาว่า อย่าเลิกนะ ให้มาซ้อมอยู่ได้เรื่อยๆ เพราะว่าเสียงอย่างนี้แทบหาไม่ค่อยได้

แน่นอนว่า ในการทำงานแต่ละครั้งมันก็มีการท้อบ้าง เราก้าวข้ามสภาวะนี้ยังไงบ้างครับ

ต้องมีความอดทน กับความเข้มแข็งเยอะๆ เพราะว่าหนูมีทั้งทำงานและเรียนด้วย เราก็ต้องไม่ทิ้งเรื่องใดเรื่องหนึ่ง อย่างในช่วงก่อนหน้านี้หนูอยู่บ้านที่สุพรรณบุรี อยู่ในอำเภอหนองหญ้าไซ ห่างจากอำเภอเมืองฯ ไปประมาณ 60 กิโลเมตร แล้วการมาที่กรุงเทพฯ ในแต่ละครั้งก็จะเป็นระยะทางกว่า 170-180 กิโลเมตร เพียงเพื่อมาเรียนการขับเสภา หนูก็เป็นอย่างงั้นมาทุกอาทิตย์ แต่เราก็ไม่มีความย่อท้อนะคะ เพราะว่าเราอยากที่จะทำในสิ่งนี้จริงๆ แล้วพอได้มองย้อนกลับไปก็รู้สึกว่าตัวเองคิดไม่ผิดจริงๆ ถึงแม้ว่าจะมีความเหนื่อยหน่อย อย่างวันจันทร์ถึงศุกร์ เรามีเรียนที่โรงเรียนตามปกติ แล้ววันเสาร์-อาทิตย์ เรามาเรียนตรงนี้อย่างที่บอก แต่ว่ามันก็มีความสุขที่ได้ทำ เพราะที่บ้านก็ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ด้วย

ความคาดหวังข้างหน้าต่อการใช้เสียงของเรา เราคาดหวังกับสิ่งนี้ยังไงต่อไปครับ

หนูก็อยากที่จะทำในสิ่งนี้ต่อไปเรื่อยๆ ค่ะ อยากที่จะสืบทอดให้กับคนรุ่นหลังต่อไป โดยอาจจะเป็นสืบทอดผ่านทางการเป็นอาจารย์ในด้านนี้ ซึ่งจริงๆ ความฝันของหนูมีหลายอย่างมากในชีวิต แต่สิ่งที่จะอยากทำต่อไป อยากที่จะสืบทอดในสิ่งนี้ต่อไปให้กับคนที่สนใจค่ะ
เรื่อง : สรวัจน์ ศิลปโรจนพาณิช
ภาพ : พลภัทร วรรณดี.


กำลังโหลดความคิดเห็น...