จังหวัดนราธิวาส ถือได้ว่าเป็นจังหวัดหนึ่งที่อยู่ปลายด้ามขวานใต้สุดของประเทศไทย นอกจากจะเป็นสามจังหวัดชายแดนใต้แล้ว ณ ที่แห่งนี้ยังเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีความหลากหลายต่างๆ ทั้งในเรื่องการท่องเที่ยวที่ถือได้ว่ามีจุดเด่นในเรื่องของการรักษาสถานที่ท่องเที่ยวที่แทบจะสมบูรณ์ที่สุดก็ว่าได้ หรือเรื่องของสังคมพหุวัฒนธรรม ที่นับว่าเป็นจุดเด่นอันเป็นเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์ของดินแดนแห่งนี้เสมอมา...
สถานีรถไฟสุไหงโก-ลก
อาจจะเรียกได้ว่า สถานีรถไฟแห่งนี้เป็นสถานีสุดท้ายของรถไฟสายใต้ทางฝั่งตะวันออกก็ว่าได้ เพราะเป็นเส้นทางที่มีระยะทางที่ไกลที่สุดเมื่อวัดจากกรุงเทพมหานคร แม้ว่าสถานีแห่งนี้อาจจะมีความเงียบเหงาอยู่บ้างในปัจจุบัน แต่ในอนาคตข้างหน้า ณ ที่แห่งนี้จะกลับมาคลาคล่ำด้วยผู้คนอีกครั้ง
ด้วยแผนงานที่จะมีการปรับปรุงสถานีรถไฟแห่งนี้ จากการใช้งบประมาณโครงการเมืองต้นแบบการค้าชายแดนระหว่างประเทศ “สามเหลี่ยม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ทำให้สถานีแห่งนี้จะฟื้นคืนชีวิตด้วยพื้นที่จอดรถ และจุดแลนด์มาร์ก เพื่อให้ประชาชนมาใช้บริการและพักผ่อน โดยมีห้องสมุดรถไฟที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงต้นปี 2562 ที่ผ่านมา และกำลังอยู่ในช่วงขยายพื้นที่ไปเชื่อมโยงกับโครงการดังกล่าวในระยะที่ 2 ต่อไป
ทะเลหมอก 2 แผ่นดิน ณ ผืนป่า ฮาลา-บาลา
ผืนป่าดงดิบชื้นเขียวขจีแห่งนี้ หากใครได้มาเยือนคงจะต้องมนต์สะกดเลยก็ว่าได้ นอกจากจะมีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติแล้ว ที่นี่ยังมีความหลากหลายในเชิงนิเวศมากแห่งหนึ่งของผืนป่าดงดิบในโลก และยังเป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำสายสำคัญ คือ แม่น้ำสายบุรี แม่น้ำปัตตานี และแม่น้ำโก-ลก
ผืนป่าฮาลา-บาลา ได้รับการประกาศจัดตั้งเป็นพื้นที่อนุรักษ์ของประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2539 อันเป็นแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย ครอบคลุมผืนป่าบริเวณทิวเขาสันกาลาคีรี ถือว่าเป็นเส้นทางธรรมชาติระหว่างประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย ประมาณกว่า 280,000 ไร่
ปัจจุบันได้มีการตัดถนนทางหลวงหมายเลข 4062 ไปตามเทือกเขาสันกาลาคีรี เพื่อทำให้การเข้าถึงพื้นที่ได้สะดวกขึ้น อีกทั้งยังได้เห็นสองข้างทางมีสภาพเป็นป่าดงดิบที่สมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย และเมื่อได้มาท่องเที่ยวในช่วงเช้าก็จะได้เห็นทะเลหมอกที่ปกคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้างทั้งสองเทือกเขาทั้งฝั่งไทยและมาเลเซีย สวยงามประทับใจอีกด้วย
ถิ่นทองคำ “สุคิริน”
หากได้มาเยือนถิ่นอำเภอสุคิรินแล้ว สิ่งหนึ่งที่จะขาดไม่ได้เลยนั่นคือวิถีชีวิตของชาวบ้านในท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บ้านภูเขาทอง ด้วยสภาพในพื้นที่ที่ยังคงเป็นแหล่งแร่ทองคำสำคัญ บวกกับยังมีร่องรอยบางส่วนของเหมืองทองคำที่เคยทำกิจการมาตั้งแต่อดีตก่อนจะทำการเลิกสัมปทานจนปิดตัวในเวลาต่อมา แต่ความสมบูรณ์ในวัตถุดังกล่าวยังคงอยู่ นั่นจึงเป็นวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ในปัจจุบัน
สำหรับการร่อนทองของที่นี่นั้นเหมือนกับการร่อนทองในที่อื่นๆ แต่ชาวบ้านที่นี่จะทำการร่อนทองด้วยการใช้ “ชะเลียง” ที่มีรูปร่างคล้ายกระทะที่ทำจากไม้หลุมพอ แล้วลงตำแหน่งน้ำไหลที่น่าจะมีแร่ทองคำลงไปร่อนแร่ และเมื่อเจอแร่แล้วก็จะได้ทองคำขึ้นมาให้รวบรวมนำไปขาย หากรู้จุด-รู้ตำแหน่งน้ำไหล และวิธีการแยกทองออกจากเศษดินทรายแล้ว โอกาสที่จะได้ทองจากที่แห่งนี้มีถึง 80-90 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
การร่อนทองของชาวชุมชนท้องถิ่นนั้นถือเป็นอาชีพเสริม โดยสมาชิกของแต่ละบ้านเมื่อเสร็จงานจากอาชีพหลักแล้วก็จะมาร่อนทองในช่วงเวลาเย็นในทุกวัน สนนราคาขายกันประมาณกรัมละพันกว่าบาท บางบ้านก็ขายทองกันได้วันละหลักหลายร้อยบาทต่อวัน หรือบางรายโชคดีหน่อยก็จะได้เป็นหลักพันบาทเลยทีเดียว
ปลากุเลาตากใบ สุดยอดของปลาเค็ม
หากจะให้นึกถึงของฝากจากชายแดนใต้แล้ว “ปลากุเลาตากใบ” นับว่าเป็นของที่ขึ้นชื่อที่ใครหลายคนมักจะซื้อไปฝากญาติสนิทมิตรสหาย เพราะนอกจากที่จะหากินได้ยากแล้วนั้น ความอร่อยที่เป็นปัจจัยเสริมที่ส่งผลให้กลายเป็นอีกหนึ่งของดีที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง
ด้วยกระบวนการผลิตที่เป็นการตกผลึกภูมิปัญญาพื้นบ้าน ...สะสมกันมาจากรุ่นสู่รุ่น โดยการนำปลาไปห้อยหัวปลาลง แล้วให้ถูกกับแสงแดดจนทำให้ปลาเป็นสีเหลืองทอง บวกกับแหล่งที่มาของปลาที่เรียกได้ว่ามาจากธรรมชาติจริงๆ ทำให้ปลาชนิดดังกล่าวถูกให้ความสนใจกันในวงกว้าง ในปัจจุบันนั้นมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยกิโลกรัมละ 1,300-1,500 บาท (ขึ้นอยู่กับขนาดของปลา)
สำหรับภาพรวมของการท่องเที่ยวในจังหวัดนราธิวาสนั้น มัณฑนา ภูธรารักษ์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนราธิวาส กล่าวโดยสรุปว่า ด้วยการผสมผสานกันระหว่างสถานที่ท่องเที่ยวในเชิงธรรมชาติ และในบางจุดที่เป็นที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ กับความเป็นอยู่ในตัวอย่างของด้านพหุวัฒนธรรม ทำให้จังหวัดนราธิวาสเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าจับตาอีกแห่งหนึ่งของปัจจุบันนี้เลยก็ว่าได้
“ทิศทางการท่องเที่ยวของจังหวัดนราธิวาส เราเน้นในเรื่องพลิกมุมมองใหม่ของการท่องเที่ยว เราจะนำเสนอในเรื่องของการขายของแหล่งท่องเที่ยวที่สดใหม่ ไร้การปรุงแต่ง และความเป็นมิตรของคนในท้องที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมาแหล่งท่องเที่ยวของเราได้ทำการฟื้นฟูตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ ซึ่งเราได้กระแสความนิยมในเรื่องของแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดนราธิวาสที่ชาวต่างชาติเริ่มเข้ามาท่องเที่ยวทุกวัน นั่นคือพิพิธภัณฑ์อันกุรอาน แหล่งรวมคัมภีร์ดังกล่าวที่เขียนด้วยมือ ตั้งแต่อายุสองร้อยถึงพันกว่าปี อยู่ในอำเภอเมืองนราธิวาส เป็นแหล่งรวมจากทั่วโลกเลย แล้วเรายังมีพิพิธภัณฑ์เมืองนราธิวาส ที่ตั้งอยู่ศาลากลางแห่งเก่า โดยที่แห่งนี้จะเป็นการรวบรวมข้อมูลตั้งแต่การก่อสร้างเมืองนราธิวาสเลย
“ส่วนเรื่องวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ เรามีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและแตกต่างจากที่อื่น นั่นคือสังคมพหุวัฒนธรรมที่หลอมรวมกันระหว่างชาวไทยพุทธ ชาวไทยมุสลิม และชาวไทยเชื้อสายจีน อีกทั้งยังมีอาหารการกินที่ขึ้นชื่ออย่างเช่น ไก่กอและ หรือปลากุเลาเค็มที่แพงที่สุดในโลก เนื่องจากกรรมวิธีค่อนข้างที่จะประณีต และชาวประมงที่เป็นพี่น้องมุสลิมได้ทำการออกเรือหาปลาด้วยเรือกอและ ซึ่งในแต่ละลำก็มีลักษณะที่วิจิตรตระการตา มีการลงสีที่เป็นสีสันต่างๆ ฉะนั้น นราธิวาสจะมีจุดเด่นในเรื่องการท่องเที่ยว ในเรื่องของอาหารการกิน และวิถีชีวิตวัฒนธรรม”
“แต่ถ้านักท่องเที่ยวได้เดินไปในที่ต่างๆ แล้วมีการพูดอีกภาษาหนึ่ง โปรดจงเข้าใจด้วยว่าในพื้นที่คนโดยส่วนใหญ่เป็นชาวไทยเชื้อสายมลายู จะใช้ภาษามลายูท้องถิ่นในการสื่อสาร ซึ่งจะมีความใกล้เคียงกับภาษามลายูกลางในฝั่งประเทศมาเลเซีย แล้วบางครั้งเขาก็จะมีความขี้อายตรงด้วยความที่ไม่ค่อยได้พูดภาษาไทยเพราะอาจจะไม่แข็งแรงเท่าไหร่ แต่เขาก็อยากจะมาพูดคุยกับนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ ข้อมูลการท่องเที่ยวของจังหวัดในปีที่ผ่านมา เรามีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวมาเลเซียประมาณเกือบ 7 แสนคน และรายได้จากการท่องเที่ยวของจังหวัดอยู่ที่ประมาณ 3,000 ล้านบาท โดยรวมของนักท่องเที่ยวที่มา 3 จังหวัด คือ 1.7 ล้านคน ก็มีรายได้จากนักท่องเที่ยวกว่า 7,000 ล้านบาท ซึ่งเราพึ่งรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียอยู่ที่ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์”
เรื่อง : สรวัจน์ ศิลปโรจนพาณิช
ภาพ : สรวัจน์ ศิลปโรจนพาณิช และ ทศฤทธิ์ วัฒนราษฏร์