xs
xsm
sm
md
lg

แนวพระราชดำริ ๑๐ รัชกาล! เมืองไทยต่างกับเมืองฝรั่งอย่างตรงกันข้ามในเรื่องปกครองราษฎร!!

เผยแพร่:   โดย: โรม บุนนาค

รัชกาลที่ 1,2 และ 3
ในปี พ.ศ.๒๕๒๖ กระทรวงศึกษาธิการในสมัย นายชวน หลีกภัย เป็นรัฐมนตรีว่าการ ได้จัดทำหนังสือเล่มหนึ่งในชื่อ “แนวพระราชดำริเก้ารัชกาล” เพื่อให้ชาวไทยโดยเฉพาะอนุชน ได้เข้าใจกันอย่างถ่องแท้ว่า พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ ทรงมีความห่วงใยปรารถนาจะให้พสกนิกรและชาติบ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุขเช่นไร

แนวพระราชดำริที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้แม้จะเป็นส่วนน้อยของพระราชกรณียกิจ และที่คอลัมน์นี้นำมาเล่าถ่ายทอดต่อจะน้อยลงไปอีก แต่ก็พอที่จะทำให้เกิดความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของทุกพระองค์ และภูมิใจที่ได้เกิดมาในแผ่นดินนี้

มีผู้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า เมืองไทยเราผิดกับเมืองฝรั่งในเรื่องการปกครองราษฎร คือในเมืองฝรั่ง ฝ่ายราษฎรมักจะเป็นฝ่ายเรียกร้องให้พระเจ้าแผ่นดินตัดทอนเอกสิทธิ์ของจ้าขุนมูลนายลง ยกเลิกธรรมเนียมกดขี่ราษฎร แต่ในเมืองไทย พระเจ้าแผ่นดินจะเป็นผู้ริเริ่มแก้ไขอภิสิทธิ์ต่างๆที่ไม่เป็นธรรมแก่ราษฎรเอง

แนวพระราชดำริรัชกาลที่ ๑
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นช่วงเวลาที่เรากำลังก่อร่างสร้างตัวและสร้างเมืองหลวงใหม่ ซึ่งโชคดีที่ในระยะ ๓ ปีแรกระหว่าง พ.ศ.๒๓๒๕-๒๓๒๘ นั้น พม่าก็เกิดความวุ่นวายภายในจนไม่อาจมารุกรานได้ เมื่อจัดการเรื่องได้แล้วจึงระดมพลมีกำลังมหาศาล จัดเป็น ๙ กองทัพเข้ามาตีทุกทิศ หวังจะบดขยี้ไม่ให้ไทยได้ผุดเกิด ขณะนั้นเราไม่มีกำลังที่จะรับมือพม่าได้ทุกกองทัพ อีกทั้งยุทธวิธีที่ใช้กำแพงเมืองรักษากรุงอย่างสมัยอยุธยาก็ไม่อาจทำได้ เพราะกรุงรัตนโกสินทร์ยังไม่ทันได้สร้างกำแพงเมือง จึงทรงใช้ยุทธวิธียกกำลังเท่าที่มีไปตั้งรับพม่าทีละกองทัพในชัยภูมิที่ฝ่ายเราได้เปรียบ โดยไปยันทัพหลวงของพระเจ้าปดุงไว้ก่อน ส่วนอีก ๘ ทัพให้แต่ละเมืองต้านแค่ถ่วงเวลาไว้ หรือให้พม่ายึดไปก่อน เมื่อจัดการทัพหลวงจนแตกพ่ายไปแล้ว จึงไปหันไปจัดการพม่าทีละทัพ ในที่สุดทั้ง ๙ ทัพพม่าก็ยับเยินกลับไป

ถ้าสงครามครั้งนี้เราเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อีก วันนี้แผนที่โลกอาจจะไม่มีประเทศไทยอยู่ก็ได้

การทำสงครามในสมัยนั้น องค์พระประมุขซึ่งทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย ทรงนำทัพไปด้วยพระองค์เอง ต้องตรากตรำลำบากเช่นเดียวกับทหาร อย่างสงครามกับพม่าใน พ.ศ.๒๓๓๐ หลังจากที่พม่าส่งกองทัพมาย่ำยีไทยถึง ๓ ครั้งแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯทรงมีพระราชดำริว่า ไทยควรจะยกไปตีเมืองของพม่าบ้าง เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าไทยเรามีความเข้มแข็งพอที่จะบุกมาตีพม่าได้แล้ว ทรงนำทหาร ๒๐,๐๐๐ คน ยกกำลังข้ามเขาอันสูงชันไปตีเมืองทวาย ซึ่ง เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ได้บันทึกในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ไว้ว่า

“...ฝ่ายทัพหลวงก็เสด็จขึ้นข้ามภูเขาสูงไป และเขานั้นชันนักจะทรงช้างพระที่นั่งขึ้นไปมิได้ พระบาทสมเด็จพระบรมบพิตรพระเจ้าอยู่หัวดำรัสให้ผูกราว แล้วต้องทรมานพระวรกายเสด็จพระราชดำเนินด้วยพระบาทยึดราวขึ้นไปตั้งแต่เชิงเขา แต่เช้าจนเที่ยงจึงถึงยอดเขา และช้างซึ่งขึ้นเขานั้น ต้องเอางวงยึดต้นไม้จึงเหนี่ยวกายขึ้นไปได้ด้วยความลำบากนัก ช้างที่พลาดพลัดตกเขาลงมาตายทั้งคนทั้งช้างก็มีบ้าง จึงมีพระราชโองการดำรัสว่า “ไม่รู้ว่าทางนี้เดินยาก พาลูกหลานมาได้ความลำบากยิ่งนัก” เมื่อจะลงไปเชิงเขาด้านโน้น ก็เสด็จพระราชดำเนินทรงยึดราวไปเหมือนกัน...”

ทรงมีน้ำพระทัยต่อทวยหาญเหมือนลูกหลาน
ส่วนทวยราษฎรระดับทาส ก็ทรงมีน้ำพระทัยห่วงใยเช่นกัน

ทั้งนี้แค่เดิม ไพร่ที่ต้องขายตัวเป็นทาสนั้น ยังมีภาระต้องทำงานให้หลวงด้วยเช่นกัน โดยทำงานรับใช้นายเงิน ๑ เดือน และทำงานให้หลวง ๑ เดือน ไม่มีเวลาทำมาหากินของตัวเองเลย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯออกเป็นกฎหมายใน พ.ศ.๒๓๒๗ ปันเวลาออกเป็น ๓ ส่วน ทำงานให้หลวง ๑ เดือน รับใช้นายเงิน ๑ เดือน และมีเวลาทำมาหากินของตัวเอง ๑ เดือน

นี่ก็อาจเป็นบันไดขั้นแรกที่เริ่มผ่อนปรนแก่การเป็นทาส จนเลิกทาสได้ในสมัยรัชกาลที่ ๕

ต่อมาในปลายปี พ.ศ.๒๓๓๔ เกิดฝนแล้ง ทำนาไม่ได้ผล ทำให้ข้าวใน พ.ศ.๒๓๓๕ มีราคาแพง เกิดการกักตุนข้าวไว้โก่งราคา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยว่าราษฎรจะเดือดร้อน จึงทรงออกกฎหมายในเดือน ๑๑ ของปี ๒๓๓๕ แก้ไขปัญหานี้ไว้ว่า

“...มีพระราชโองการมานพระบัณฑูรสุรสีหนาทดำรัสถามข้าทูนละอองฯเนืองๆ ด้วยน้ำฝนยังบันดาลตกต้องตามฤดูอยู่ฤาประการใด...ควรแลฤาไม่เมตตาปราณีลูกเมียญาติผู้จะไปทำสงคราม มาขายข้าวขึ้นราคามากมีแต่โลภเจตนา หามีเมตตาแก่กันไม่ แล้วมิได้คิดถึงพระเดชพระคุณ คนจำพวกนี้เหมือนหนึ่งไม่ช่วยบำรุงไพร่บ้านเมืองอันอยู่พระนคร จะให้ยากจนอดโซตาย หาชอบด้วยการแผ่นดินไม่ ให้ห้ามเสียอย่าให้ขายข้าวแก่กันขึ้นเอาราคามาก แลให้ราษฎรซื้อขายกัน ข้าวนาทุ่งคงเกวียนละสองตำลึง ข้าวนาสวนคงเกวียนละ ๑๐ บาท...จะเอาตัวเป็นโทษถึงตาย ส่วนผู้รู้เห็นเป็นใจชักนำซื้อขายได้ส่วนแบ่งปันนั้น จะเอาตัวเป็นโทษเฆี่ยนคนละสามยก ทะเวนบกสามวันทะเวนเรือสามวัน ส่งตัวไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง...”

ในรัชกาลที่ ๑ แม้สงครามจะเป็นความเป็นความตายของประเทศ แต่เมื่อเราฟื้นตัวได้เข้มแข็ง ตอบโต้พม่าไปอย่างสาสมแล้ว บ้านเมืองก็ค่อยสงบมีเวลาพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร พระราชกรณียกิจที่สำคัญยิ่งประการหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชก็คือ การฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมของชาติในด้านต่างๆ ให้กลับมาสู่ความรุ่งเรืองเหมือนในสมัยกรุงศรีอยุธยา

ในด้านวรรณกรรม ทรงสนับสนุนให้เจ้านายและขุนนางช่วยกันสร้างสรรค์งานเขียนขึ้นใหม่ทั้งประเภทร้อยแก้วและร้อยกรอง พระองค์เองก็ทรงใช้เวลาว่างจากว่าราชการทรงพระราชนิพนธ์หนังสือขึ้นหลายเล่ม เช่น นิราศท่าดินแดง บทละครเรื่ออุณรุทและดาหลัง ใน พ.ศ.๒๓๒๘ โปรดเกล้าฯให้ เจ้าพระยาพระคลัง (หน) และคณะ แปลพงศาวดารมอญเรื่อง “ราชาธิราช” เป็นภาษาไทย และในปี พ.ศ.๒๓๔๐ ได้ทรงมีพระราชบรรหารให้ขุนนางที่มีความสามารถทางการประพันธ์ช่วยกันแต่งบทละครเรื่อง “รามเกียรติ์” โดยพระองค์ได้ทรงช่วยพระราชนิพนธ์บางตอน และยังได้ทรงเอาพระราชหฤทัยใส่ช่วยตรวจแก้ไขงานนี้เสมอมา

ศิลปวัฒนธรรมต่างๆที่ได้รับการทำนุบำรุงฟื้นฟูขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชนั้น เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติสืบทอดมาจนถึงวันนี้

ด้านการศาสนา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯทรงถือเป็นพระราชภารกิจอันสำคัญยิ่งที่จะทะนุบำรุงพระศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง ทรงเป็นองค์พระพุทธศาสนูปถัมภก และได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในเรื่องศาสนาอยู่หลายประการ ได้ทรงแก้ไขจัดวางระเบียบวินัยและการปกครองคณะสงฆ์ที่เสื่อมโทรมลงให้มีระเบียบแบบแผนเหมือนเดิม ทรงสั่งสอนขุนนางและประชาชนในเรื่องศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ การทำบุญทำทาน การเจริญธรรมภาวนา การดำเนินชีวิตตามทำนองคลองธรรม ตั้งมั่นอยู่ในความดีงาม ละเว้นจากอบายมุขต่างๆ เช่น เสพสุรา สูบฝิ่น ชนไก่ พนันเด็ดปลีกล้วย และการพนันอื่นๆ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๓๓๑ ได้ทรงจัดให้มีการชำระพระไตรปิฎก ณ วัดมหาธาตุ นับเป็นการสังคายนาครั้งที่ ๙ ในวงการพระพุทธศาสนา และสำเร็จในเวลา ๕ เดือน โปรดเกล้าฯให้จารึกพระไตรปิฎกนี้ลงในใบลานใหญ่ ปิดทองทึบทั้งปกหน้าปกหลังและกรอบ เรียกว่า “พระไตรปิฎกฉบับทอง”

นอกจากนี้ ยังโปรดเกล้าฯให้ขุนนางผู้ใหญ่ไปอัญเชิญพระพุทธรูปต่างๆที่ถูกทอดทิ้งปรักหักพังอยู่ตามวัดร้างในกรุงศรีอยุธยา ลพบุรี และสุโขทัย ลงมากรุงเทพฯเพื่อบูรณะซ่อมแซม แล้วโปรดเกล้าฯให้นำไปประดิษฐานตามพระอารามที่ทรงสร้าง พระองค์ได้ทรงปฏิสังขรณ์พระพุทธรูปรวมทั้งสิ้น ๑,๓๐๐ กว่าองค์
นี่ก็เป็นแนวพระราชดำริส่วนน้อยนิดขององค์พระผู้สถาปนาราชวงศ์จักรีและกรุงเทพมหานคร ซึ่งทรงได้รับการสดุดีจากประชาชนคนไทยที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณว่า มหาราช

แนวพระราชดำริรัชกาลที่ ๒
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงติดตามสมเด็จพระบรมชนกนาถไปราชการสงครามทุกครั้งมาตั้งแต่พระชนมายุ ๘ พรรษา แต่เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ กลับเป็นช่วงระยะเวลาที่ประเทศว่างเว้นสงคราม พระองค์จึงทรงดำเนินตามรอยพระยุคลบาทพระราชบิดาในด้านทำนุบำรุงพระศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณี และศิลปวัฒนธรรมของชาติ ใน พ.ศ.๒๓๖๐ โปรดเกล้าให้ฟื้นฟูประเพณีการจัดงานวันวิสาขบูชาขึ้น เหมือนดังที่เคยจัดทำกันในสมัยกรุงสุโขทัย พรราชพิธีวันวิสาขบูชาซึ่งโปรดเกล้าฯให้จัดขึ้นในครั้งนั้น ได้เป็นประเพณีสืบเนื่องมาจนทุกวันนี้ ซึ่งองค์การสหประชาชาติได้ประกาศเมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๒ ให้วันวิสาขบูชา ตรงกับวันเพ็ญ เดือนพฤษภาคม เป็นวันสำคัญสากลนานาชาติ

ทรงผ่อนปรนประเพณีโบราณให้เข้ายุคสมัยมากขึ้น อย่างประเพณีที่ห้ามแอบดูขบวนเสด็จพระราชดำเนินทั้งทางสถลมารคและชลมารค ถ้ามีคนชะเง้อหน้าหรือโผล่หน้าต่างแอบดูขบวนเสด็จ องครักษ์จะใช้ธนูยิงคนที่ไม่เชื่อฟัง นี่เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยพระมหากษัตริย์ มาตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยา ในสมัยรัชกาลที่ ๒ ขณะที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จกลับจากพระราชทานกฐินที่วัดหนัง วัดนางนอง แขวงบางค้อ เขตจอมทอง ทรงได้ยินเสียงผู้หญิงร้องทุกข์ว่าเจ้าพนักงานในเรือดั้งเอากระสุนยิงถูกตา จึงรับสั่งให้หยุดเรือพระที่นั่งแล้วดำรัสให้หลวงทิพยเนตร เจ้ากรมหมอด้านจักษุโรคซึ่งลงประจำเรือพระที่นั่งไปดูแล หลวงทิพยเนตรกลับมาทูลถวายรายงานว่า กระสุนยิงถูกดวงจักษุแตกเสียแล้ว จึงพระราชทานเงินทำขวัญให้หญิงผู้เสียดวงตานั้น

ที่สำคัญก็คือ ราษฎรสามารถจะหยุดขบวนเสด็จพระราชดำเนินได้ แสดงว่าในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ราษฎรไม่ได้กลัวพระมหากษัตริย์อย่างสมัยกรุงศรีอยุธยา และพระมหากษัตริย์ก็ทรงห่วงใยทุกข์ร้อนของราษฎรจนหยุดขบวนเสด็จพระราชดำเนิน

ทรงห่วงใยชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรอีกอย่างคือการสูบฝิ่นที่แพร่ระบาเดเข้ามา ทรงพระราชดำริว่า การสูบฝิ่นก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายของผู้สูบฝิ่น บั่นทอนกำลังและปัญญา ก่อให้เกิดอาชญากรรม จึงทรงออกพระราชบัญญัติห้ามขายฝิ่นสูบฝิ่นขึ้นครั้งแรกใน พ.ศ.๒๓๕๔ แต่ก็ยังมีผู้ลักลอบกระทำความผิดขึ้นอีก จึงทรงปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัตินี้อีกครั้งใน พ.ศ.๒๓๖๒ เพื่อจะทรงพระราชสงเคราะห์ผู้สูบฝิ่นให้เลิกได้ มีความตอนหนึ่งว่า

“...แต่บรรดาผู้สูบฝิ่น กินฝิ่น ที่เคยสูบมาแต่ก่อนวันละมากน้อยเท่าใด ก็ให้ลดหย่อนผ่อนสูบให้น้อยลงมากกว่าแต่ก่อนจงทุกวัน กว่าจะอดได้ให้เด็ดขาดแต่ในกำหนดเดือน ๔ ปีเถาะ เอกศกนี้ (พ.ศ.๒๓๖๒) ถ้าถึงขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๕ ปีมะโรงโทศก (พ.ศ.๒๔๖๓) ถ้าผู้ใดยังขืนสูบฝิ่นกินฝิ่นอยู่อีก จับได้พิจารณาเป็นสัจ ให้ลงพระราชอาญาเฆี่ยน ๓ ยก ริบราชบาตรเอาทรัพย์สิ่งของเป็นหลวงสิ้นเชิง ทเวนบก ๓ วัน ทเวนเรือ ๓ วัน ส่งตัวไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง...”

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นสมัยที่วรรณคดีรุ่งเรืองมาก พระองค์เองก็ทรงเป็นกวีเอก และทรงพระราชนิพนธ์งานสำคัญไว้หลายเรื่อง เช่น บทละครเรื่อง อิเหนา รามเกียรติ์ ไชยเชษฐ์ คาวี ไกรทอง มณีพิชัย สังข์ทอง กาพย์เห่เรือ บทพากย์โขนตอนนาคบาศและนางลอย ฯลฯ โดยเฉพาะเรื่องอิเหนา ถ้อยคำสำนวนมีความไพเราะเพราะพริ้งมาก อีกทั้งยังมีควากระทัดรัดเข้าจังหวะท่ารำและจังหวะดนตรีได้อย่างดียิ่ง จนวรรณคดีสโมสรในสมัยรัชกาลที่ ๖ ยกย่องให้พระราชนิพนธ์บทละครเรื่องอิเหนาของรัชกาลที่ ๒ เป็นยอดของกลอนบทละครรำ

นอกจากนั้นศิลปะแขนงต่างๆ เช่น การประพันธ์ การดนตรี การแกะสลัก และการปั้น ก็ทรงพระปรีชาสามารถอย่างมาก

ในด้านการดนตรี ทรงโปรดการเล่นซอสามสาย ทรงมีซอคู่พระหัตถ์พระราชทานนามว่า “ซอสายฟ้าฟาด” ส่วนพระราชนิพนธ์ทำนองเพลงนั้น แม้ขณะบรรทมก็ยังทรงพระสุบินเป็นทำนองเพลงอมตะได้

พงศาวดารรัชกาลที่ ๒ กล่าวว่า คืนหนึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงซอสามสายอยู่จนดึก พอเข้าบรรทมก็ทรงพระสุบินว่า พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปในสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งสวยงามราวกับสรวงสวรรค์ ขณะนั้นทอดพระเนตรเห็นดวงจันทร์ลอยเลื่อนเข้ามาใกล้ๆ สาดแสงอำไพไปทั่วบริเวณ ทันใดก็ทรงได้สดับเสียงดนตรีอันไพเราะเสนาะพระกรรณ พระองค์จึงประทับยืนทอดพระเนตรความงามและสดับเสียงดนตรีทิพย์ด้วยความเพลิดเพลินพระราชหฤทัย จนดวงจันทร์ค่อยๆเลื่อนลอยห่างออกไปในท้องฟ้า ทั้งเสียงดนตรีก็ค่อยๆจางหายไปตามดวงจันทร์ พลันพระองค์ก็ตื่นจากบรรทม แต่เสียงดนตรีในท่วงทำนองอันไพเราะนั้นยังก้องกังวานอยู่ในพระโสต

โปรดให้ตามเจ้าพนักงานดนตรีมาทันทีในคืนนั้น ทรงบรรเลงเพลงในพระสุบินให้ฟังจนจบ และพระราชทานนามว่า “บุหลันลอยเลื่อน” หรือ “บุหลันลอยฟ้า” ซึ่งนักดนตรีทั้งหลายได้จดจำกันต่อๆมา แต่เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ “เพลงพระสุบิน” ซึ่งเป็นเพลงอมตะมาจนทุกวันนี้ เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนนิยมดนตรีไทย และเคยใช้เป็นเพลงสรรเสริญพระบารมีก่อนเปลี่ยนมาใช้ทำนองแบบฝรั่งในปัจจุบัน

ในด้านการปั้น ทรงปั้นหุ่นพระพักตร์พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก ซึ่งเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม ลักษณะของหุ่นพระพักตร์เป็นแบบที่ทรงคิดขึ้น ในด้านการแกะสลัก พระองค์ทรงแกะหน้าหุ่นคู่หนึ่งด้วยไม้รัก คือหน้าพระใหญ่กับพระน้อย เรียกกันว่า พระยารักใหญ่ พระยารักน้อย นอกจากนี้ยังทรงแกะสลักบานประตูวิหารวัดสุทัศน์เทพวราราม ร่วมกับช่างฝีมือชั้นเยี่ยมในสมัยนั้น บานประตูที่แกะนี้เป็นรูปป่าเขาลำเนาไพรและสิงสาราสัตว์นานาชนิด ดูงดงามมีชีวิตชีวา จนหางานแกะสลักอื่นมาเทียบเคียงได้ยาก ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๐๒ บานประตูนี้ถูกไฟไหม้บางส่วน จึงถอดไปเก็บรักษาไว้ ณ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านาลัยถือเป็นยุคทองของศิลปกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น และศิลปะแขนงต่างๆที่ได้รับการบำรุงส่งเสริมในสมัยนี้ ได้เป็นมรดกทางด้านศิลปะสำคัญของชาติที่สืบทอดมาจนทุกวันนี้

นอกจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จะทรงเป็นกษัตริย์ที่ปกครองประเทศชาติได้สงบร่มเย็นเป็นสุขแล้ว ในวงการศิลปะยังถือกันว่าพระองค์ทรงเป็นบรมครูด้วย นับเป็นเป็นบุคคลที่หาได้ยากยิ่งผู้หนึ่ง

แนวพระราชดำริรัชกาลที่ ๓
ตั้งแต่ครั้งยังดำรงพระยศเป็น พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ กำกับราชการกรมท่าในรัชการที่ ๒ ทรง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเน้นด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก ทรงจัดสำเภาไปค้าถึงเมืองจีนและประเทศต่างๆย่านใกล้เคียง มีเงินเหลือสะสมในพระคลังเป็นจำนวนมาก จนพระราชบิดาเรียกพระองค์ว่า “เจ้าสัว” และเมื่อขึ้นครองราชย์ ก็ทรงขยายพระราชกรณียกิจในด้านนี้แผ่ขยายยิ่งขึ้น ทรงนำเงินจากการค้าสำเภานี้ใส่ในถุงผ้าเก็บไว้ เรียกกันว่า “เงินถุงแดง” รับสั่งเหมือนทรงคาดเดาอนาคตได้ว่า “เก็บไว้ไถ่ประเทศ” แล้วก็ได้ใช้ไถ่จริงๆในสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อฝรั่งเศสนำเรือรบฝ่าแนวป้องกันที่ปากน้ำเจ้าพระยาเข้ามา เกิดการปะทะกัน ล้มตายด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย แต่ฝรั่งเศสกลับบังคับให้ไทยจ่ายค่าเสียหายจำนวนมหาศาลแก่ฝ่ายบุกรุก พระบรมวงศานุวงศ์ต่างขายแก้วแหวนเงินทอง เอาเงินมารวมกับ “เงินถุงแดง”ไถ่ประเทศ

อนุสรณ์อีกอย่างหนึ่งของพระองค์ก็คือ ตุ๊กตาหินแบบจีนที่ตั้งอยู่ตามวัดต่างๆ มีมากที่วัดโพธิ์และวัดพระแก้ว ก็เพราะสินค้าไทยที่ส่งไปขายเมืองจีนนั้น ส่วนใหญ่เป็นข้าวและไม้ซึ่งมีน้ำหนักมาก แต่สินค้าขากลับส่วนใหญ่เป็นผ้าและแพรซึ่งมีน้ำหนักเบา เมื่อสำเภาออกทะเลเจอคลื่นลมจึงทำให้โคลงมาก พระองค์จึงทรงให้ซื้อตุ๊กตาหินเหล่านี้กลับมา เพื่อถ่วงน้ำหนักเรือ

พระราชดำริที่สำคัญในรัชกาลอีกอย่างก็คือ ทรงเอาพระราชหฤทัยใส่ในความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างมาก อย่างเช่นในปี พ.ศ.๒๓๘๖ เกิดภาวะฝนแล้ง ข้าวในนาเสียหาย ทำให้ข้าวในตลาดขาดแคลนและมีราคาสูงถึงสัดละบาท จึงทรงพระเมตตาหาทางช่วยเหลือราษฎรโดยรับสั่งให้นำข้าวในฉางหลวงออกมาจำหน่ายให้ประชาชนในราคาสัดละสลึง และยังทรงแก้ปัญหาระยะยาวโดยส่งเสริมให้ทำนาปีละ ๒ ครั้ง เพื่อให้ได้ข้าวมากพอเพียง โปรดเกล้าฯให้เรียกเจ้าเมืองในย่านที่ทำนาของภาคกลางมาประชุมกันที่กรุงเทพฯ แนะนำวิธีทำนาปีละ ๒ ครั้ง และให้นำไปเผยแพร่กับราษฎร เพื่อในปีต่อๆไปจะไม่ขัดสนข้าวเช่นนี้อีก

ก่อนรัชกาลที่ ๓ นาของข้าราชการหรือที่เรียกกันว่า นารายคด นั้นไม่ต้องเสียอากรค่านา ส่วนนาของราษฎรที่เรียกว่า นารายคง ต้องเสียค่านา ทั้งบางเมืองนารายคงยังต้องขายข้าวจำนวนหนึ่งให้รัฐบาลในราคาถูกอีกด้วย ในปีแรกที่ขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ.๒๓๖๗ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระราชดำริว่า การเก็บค่านาในแบบนี้เป็นการไม่ยุติธรรมต่อราษฎรอย่างยิ่ง จึงทรงออกกฎหมายค่านาใหม่ ให้เลิกการบังคับซื้อข้าวจากราษฎร และให้เก็บอากรค่านาทั้งนารายคดและนารายคงให้เหมือนกัน โดยกำหนดไว้ว่า ถ้าจ่ายเป็นข้าวจะเก็บไร่ละ ๒ ถัง ถ้าจ่ายเป็นเงินจะเก็บไร่ละ ๑ สลึง ๑ เฟื้อง นอกจากนี้ยังทรงกำหนดขนาดของถัง สัดตวง และวางกฎเกณฑ์อีกหลายข้อ เพื่อป้องกันเจ้าพนักงานคดโกงราษฎร ซึ่ง ชัย เรืองศิลป์ นักประวัติศาสตร์ท่านหนึ่ง ได้แสดงความเห็นต่อกฎหมายฉบับนี้ไว้ว่า

“การรอนเอกสิทธิ์ของข้าราชการครั้งนี้ เห็นจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมืองไทย ต้องนับว่าเป็นความห้าวหาญชาญชัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างน่าชม ที่กล้าเสี่ยงต่อความไม่พอใจของผู้ค้ำราชบัลลังก์ของพระองค์”

ในด้านศาสนา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเลื่อมใสศรัทธาและใฝ่พระราชหฤทัยในการบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างมาก กล่าวกันว่าใครสร้างวัดก็เป็นคนโปรดประจำรัชกาล จึงมีขุนนางข้าราชการสร้างวัดกันมากในรัชกาลที่ ๓

ทรงพระราชดำริว่า ศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองได้ก็ต่อเมื่อมีพระสงฆ์รู้พระไตรปิฎกเป็นอย่างดีเป็นผู้เผยแผ่ศาสนา จึงโปรดเกล้าฯให้พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ช่วยกันอบรมสั่งสอนกุลบุตรให้รู้พระปริยัติถึงเปรียญ เอก โท ตรี จัตวา เพื่อจะได้เป็นธรรมทายาทช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสืบไป

ในสมัยรัชกาลที่ ๓ สงครามกับพม่าเบาบางลง เนื่องจากพม่าต้องทำสงครามกับอังกฤษ พระบาสมเด็จพระนั่งเกล้าฯจึงได้ทำครามกับญวนอย่างจริงจัง และยืดเยื้อยาวนานเกือบ ๑๕ ปี โดยมี เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เป็นแม่ทัพแต่ผู้เดียวมาตลอด พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯได้ทรงส่ง นักองค์ด้วง เจ้านายเขมรซึ่งฝักใฝ่ฝ่ายไทยและเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ให้ออกไปช่วยเจ้าพระยาบดินทรเดชา เมื่อสงบศึกแล้ว เจ้าพระยาบดินทร์ฯจึงได้อภิเษกนักองค์ด้วงขึ้นเป็นกษัตริย์เขมร เมื่อนักองค์ด้วงมากราบถวายบังคมลา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯได้

พระราชทานพระบรมราโชวาทหลายประการแล้ว ทรงมีพระราชกระแสถึงการช่วยเหลือเมืองเขมรว่า พระองค์ไม่ต้องพระราชประสงค์ผลประโยชน์สิ่งใดในเมืองเขมรเลย จะเอาแต่พระเกียรติยศสืบไปภายหน้าว่า ทรงกู้เมืองเขมรขึ้นไว้เพื่อมิให้พระพุทธศาสนาเสื่อมสูญ

ในวันอาทิตย์ เดือน ๓ ขึ้น ๘ ค่ำ พ.ศ.๒๓๙๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงประชวรมานานจนทรุดหนัก ได้มีกระแสพระราชดำริกับขุนนางที่เข้าเฝ้า เกี่ยวกับผู้ที่จะสืบราชสมบัติต่อจากพระองค์ว่า โปรดเกล้าฯให้เป็นไปตามประสงค์ของพระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวง ปรึกษาหารือกัน เมื่อเห็นว่าพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใดที่มีวัยวุฒิคุณวุฒิที่เหมาะสม ก็ยกพระองค์นั้นขึ้นครองราชย์ ซึ่งเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) ได้แสดงความเห็นเรื่องนี้ไว้ว่า

“...มิได้รอไว้ให้เนิ่นช้าจนเวลาพระอาการหนักลงไม่ทรงดำริได้โดยปกตินั้น ก็เป็นการมหัศจรรย์ยิ่งนัก ยากที่พระมหากษัตริย์พระองค์อื่นจะทรงได้ เพราะพระบรมราชวิสัยเป็นอุดมบัณฑิตมหาสาธุสัปบุรุษผู้ประเสริฐ มีพระมหากรุณาแก่นิกรมหาชนหาที่สุดมิได้”

หลังจากทรงมีกระแสพระราชดำริเกี่ยวกับผู้สืบราชสมบัติแล้ว อีกสองวันต่อมา ได้โปรดเกล้าฯให้ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ซึ่งเป็นขุนนางคนสนิทเข้าเฝ้าในพระที่ ทรงปรารภถึงเรื่องต่างๆหลายเรื่อง เรื่องหนึ่งทรงมีกระแสถึงแนวทางคิดกับต่างประเทศในอนาคต ซึ่งปรากฏในภายหลังว่าเป็นไปตามกระแสพระราชดำริทุกประการ คือ

“การคึกสงครามข้างญวนข้างพม่าก็เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีอยู่ก็แต่ข้างพวกฝรั่ง ให้ระวังให้ดี อย่าให้เสียทีแก่เขาได้ การงานสิ่งใดของเขาที่คิดควรจะเรียนเอาไว้ ก็ให้เอาอย่างเขา แต่อย่าให้นับถือเลื่อมใสไปทีเดียว...”

การมองการไกลของพระองค์ยังทรงพระราชดำริว่า สำเภาซึ่งเป็นพาหนะสำคัญในการเดินทะเลในยุคสมัยของพระองค์นั้น วันข้างหน้าจะไม่มีอีกแล้ว จึงโปรดเกล้าฯให้สร้างสำเภาจำลองไว้ที่วัดยานนาวา ถนนตก เพื่อลูกหลานในวันข้างหน้าได้รู้ว่า สำเภานั้นรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร สมดังที่นักปราชญ์ทางการปกครองในสมัยนี้ให้ข้อคิดไว้ว่า

“นักการเมืองคำนึงถึงแต่การเลือกตั้ง รัฐบุรุษคำนึงถึงอนุชนรุ่นหลัง”

ส่วนแนวพระราชดำริของรัชกาลต่อๆไป ขอต่อในตอนต่อไปนะครับ
กำลังโหลดความคิดเห็น...