xs
xsm
sm
md
lg

Papaya Studio : อาณาจักรแห่งความรักใน “ของเก่า”

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

สุพจน์ ศิริพรเลิศกุล ได้เริ่มเก็บของสะสมชิ้นแรกสุดมาไว้กับตนเอง และหลังจากนั้นเขาและของเก่าก็ไม่เคยแยกจากกันจนทุกวันนี้ และด้วยความรักที่เขามีต่อสิ่งนี้นี่เองที่ทำให้เขามาต่อยอดหัวใจของการเก็บของเก่าด้วย Papaya Studio คลังอภิมหาสินค้าของเก่าในละแวกโชคชัย 4 ที่เรียกได้ว่าของประเภทไม้จิ้มฟันยันเรือรบก็มีให้เลือกสรรได้แล้วแต่สะดวกตามความชอบและความสนใจที่พึงมี



• อยากให้คุณช่วยเล่าถึงจุดเริ่มของทางร้านหน่อยครับ

ผมเป็นคนชอบของเก่ามาตั้งแต่เด็กๆ จะเป็นคนชอบสะสมของชิ้นต่างๆ จะชอบตามรุ่นพี่ไปซื้อในที่ต่างๆ อย่างสมัยก่อนจะมีตลาดนัดสนามหลวง ถ้ามีของอะไรก็ซื้อหมด แต่บางทีก็ซื้อมาเก็บ หรือบางชิ้นก็ซื้อมาแล้วขายออกไป จนพอเริ่มซื้อขายเป็นแล้วก็จะมีสินค้าจำพวกซื้อไปแล้วก็ขายไป และมีแบบขายด้วย ซึ่งเมื่อก่อนไม่มีร้าน พอคนอื่นเห็นว่าของดีก็จะมาซื้อต่อ หลังจากนั้นก็เก็บมาเรื่อยๆ

จนกระทั่งมีการทำร้านที่ป้อมมหากาฬ เพราะตรงนั้นเป็นแหล่งขาย เราก็ไปเปิดตรงนั้นเพื่อที่จะเป็นแหล่งซื้อของลูกค้าที่เรามีอยู่ในมือ ใครชอบอะไรเราก็หาไปให้เขา เราก็เก็บมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาเปิดร้านที่เกษรพลาซ่า เราก็ทำร้านผสมกับร้านอาหาร ช่วงนี้ก็ถือว่าไปเอาของจากยุโรปมาขาย แล้วก็เอาของบางส่วนมาใส่ในร้านกาแฟที่ผสมในร้าน ใส่ไปด้วย ขายไปด้วย แต่ว่าของเมืองไทยก็มีขายไปด้วย ตอนนั้นเราสะสมนาฬิกาข้อมือ เปิดร้านนาฬิกาที่เซ็นทรัลเวิลด์ด้วย แต่ก็ยังมีของเก่าอยู่นะ เพราะว่ามันเป็นงานอดิเรกและเลี้ยงตัวเองได้ เราก็เปิดร้านมาเรื่อยๆ

ต่อมาก็ไปเปิดที่บางกอกบาซาร์ แถวราชดำริ ซึ่งเป็นโรงหนังเก่า คล้ายๆ ที่ในปัจจุบัน ก็มีขายทั้งคนไทยและส่งออกไปยุโรป แต่ปัญหาก็คือเราไม่มีที่เป็นของตัวเอง เราก็ต้องเช่าและย้ายไปเรื่อย จนมาถึงย้ายมาที่นี่ก็เป็นเวลา 14 ปีแล้วครับ แล้วลูกค้าทางร้านก็จะเปลี่ยนไปเรื่อย ส่วนใหญ่จะเป็นคนไทยและชาวเอเชียซึ่งจะเป็นคนจีนเป็นหลัก ซึ่งถ้าไม่รักจริงๆ ทำไม่ได้ เพราะเราเช่าที่เขาอยู่แล้วค่าใช้จ่ายมันสูง แค่เอาตัวรอดได้ถือว่าเก่งแล้ว แต่ที่ทำทุกวันนี้ได้เพราะมีความสุข มันสนุกกับการทำ



• เสน่ห์ในการเก็บของเก่าของคุณเอง คิดว่ามันอยู่ตรงไหน

ถ้าเป็นของเก่าที่เก็บมาตั้งแต่เด็กแล้วมันก็เรียนรู้ไม่จบ มันมีมาเป็นสิ่งใหม่ๆ ให้เราเห็นอยู่ตลอดเวลา จากประสบการณ์ที่ซื้อของเก่ามา 40 ปี มันไม่มีชิ้นไหนที่ไม่ซ้ำกันเลย คืออาจจะมีซ้ำกันบ้าง แต่ว่าเราจะรู้ว่าของแต่ละชิ้นอยู่ในยุคสมัยไหน แต่ส่วนใหญ่ที่ซื้อมามันไม่ค่อยสำคัญ เราเล่นทุกอย่าง ทุกแนว มันต้องมีความรู้รอบด้านด้วย เพราะว่าเราซื้อของมาก็ไม่ได้เอาลูกค้าเป็นหลัก แต่เอาตัวเองเป็นหลัก เราก็ต้องมีความรู้ อย่างแต่ละชิ้นแต่ละหมวดเราก็ต้องรู้ด้วยว่าตัวที่สุดของชิ้นนั้นคืออะไร คือถ้าคุณจะสะสมอะไรสักอย่าง คุณก็ต้องมีความรู้ในหมวดนั้นๆ

ตัวอย่างเช่น ในหมวดรูปภาพเก่า เราก็ต้องรู้ว่าอยากจะเก็บศิลปินคนไหนบ้าง อย่างศิลปินไทย เช่น อาจารย์จักรพันธุ์ เราก็ต้องรู้ว่าเป็นยังไง แต่สิ่งที่สำคัญก็คือเราก็ต้องรู้เรื่องราคาตลาด ประมาณว่าอย่างภาพชิ้นนี้มูลค่า 100 คุณควรซื้อเท่าไหร่ ถ้าซื้อ 90 บาทไปไม่ได้นะ อาจจะซื้อในราคาประมาณ 60 บาท คือธุรกิจนี้มันต้องซื้อเก่ง แล้วมันก็ต้องมีประสบการณ์ แล้วก็ต้องไปได้ว่าราคาเท่าไหร่ ถ้าเกิดว่าเราไม่มีความรู้เลย มันไปไม่ถูก อย่างไปเจอของชิ้นหนึ่ง เขาบอกว่า 100,000 บาท แต่เรารู้มูลค่าว่าเป็นล้าน โอเคแต่ใจรักชอบขึ้นมา ต้องมาดูอีกว่าของแท้หรือเปล่า แต่ถ้าราคา 100,000 บาท แล้วกลายเป็นของเก๊ก็จบ (หัวเราะ) แล้วถ้ามันเป็นของแท้แต่คุณเอาไปขายได้ ไม่มีเป้าหมายในการขาย กำไรต่อไปอาจจะได้แค่หมื่นเดียวก็ได้ เพราะคุณไม่มีประสบการณ์ตรงนี้

อย่างรูปของอาจารย์จักรพันธุ์ คุณเป็นคนเจอในราคาแรก 2 ล้านถึง 3 ล้าน ราคาก็ตกใจแล้ว สรุปคืออยู่ที่ราคา ของจริงหรือของปลอม และจะเอาไปขายใคร ถ้าเป็นของสูงจะต้องมีประสบการณ์มาก มีความรู้มาก และมีเป้าหมายที่จะต้องไปได้ ถ้าคุณไม่เป็นอะไรเลยก็จะได้ของที่กะโหลกกะลา มันอาจจะต่อยอดไม่ได้ (หัวเราะ) แต่ถ้าเกิดว่าเราเป็น คนที่หาของให้เราก็เป็น มันก็มีขั้นตอนในการไป เพราะเรานั่งเองอยู่เฉยๆ ไม่หาของ



• แสดงว่าการซื้อของในแต่ละครั้ง ก็มีปัจจัยหลักทั้ง 3 ข้อที่ว่านี้ด้วย

ต้องมีประสบการณ์ ต้องมีอาจารย์ดีๆ ที่สามารถให้คำแนะนำได้เข้าเป้า เหมือนคนถ้าเกิดมีอาจารย์ที่ไม่เก่งอะไรเลย หรือไม่เคยเห็นของแท้ สะสมแต่ของปลอม คุณก็จะเก่งแต่ของปลอม แต่ถ้าเป็นอีกคนหนึ่งที่ให้ดูของแท้ตลอดเวลา ตาคุณก็จะจดจำแต่ของแท้ได้ ทุกอย่างอยู่ที่คำปรึกษาดีๆ อยากรูปอาจารย์ถวัลย์ ถ้ามีรูปที่เหมือนทุกอย่าง สไตล์ก็ใช่ แต่เราจะบอกได้ยังไงว่ามันเป็นของจริงหรือของปลอม ราคาปกติขายกันเป็นล้าน แต่ราคาขายเป็นแสน เราซื้อปุ๊บจะเหลือ 30,000 เลย แต่ถ้าคุณซื้อเองเก็บเอง พันล้านก็ไม่พอ (หัวเราะเบาๆ) มีไม่จบ ของมาทุกวัน แล้วหัวใจของธุรกิจนี้ก็คือซื้อให้เป็น แต่ถ้าคุณซื้อของเก๊แสดงว่าคุณพลาดแล้ว หรือว่าซื้อของจริง คุณก็ต้องกะปริมาณให้พอดี มันก็ไม่มีวันเจ๊ง

• แน่นอนว่าทางร้านมีสินค้าที่เป็นจุดขายล้วนๆ ทำไมคิดว่าถึงเป็นจุดนี้

ผมเป็นนักซื้อ อะไรที่ซื้อมาก็ต้องขายไป แล้วเราเอาไปกลับกันหมวดหมู่ ขายของชิ้นหนึ่ง ซื้อเข้า 2 ชิ้น ทุกวันนี้ซื้อมากกว่าขาย เพราะเราเป็นคนบ้า แต่ขออย่างเดียวให้ธุรกิจมันอยู่ได้ก็พอแล้ว อย่างน้อยก็เป็นที่ศึกษาของคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาดูว่าของพวกนี้มันรวบรวมมาอยู่ที่นี่ที่เดียว แล้วที่ตรงนี้ถ้าภาครัฐเข้ามาสนับสนุน เช่น หาที่อยู่ให้เราฟรี นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยทั่วกรุงเทพฯ ยืมของของผมไปใช้ เพื่อเอาไปสร้าง ทำธีสิส หรือว่าเป็นอุปกรณ์ประกอบฉากละครเวที ผมก็ไม่ว่าอะไร เราก็ช่วยเหลือ หรือยังต่างชาติที่มาเที่ยวที่นี่วันหนึ่งเฉลี่ยประมาณ 100 คน อย่างที่บอกก็คือเราทำด้วยใจรักเพราะว่ามันไม่ใช่เป็นธุรกิจที่สะสมเงินหรือว่าสร้างรายได้ให้เรา


คือถ้าเราได้มีโอกาสช่วยเหลือน้องๆ เหล่านั้นแล้วมันไม่เสียหาย เราก็ยินดีช่วยอยู่แล้ว แต่ในส่วนของนักท่องเที่ยว ถ้ามีองค์กรมาเอาเราเข้าไปแจมด้วยมันก็ถือว่าโอเค จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติเยอะ อย่างที่นี่ผมลงทุนเป็นร้อยล้าน แต่ว่าก็ไม่ได้เก็บค่าบัตรอะไร นักท่องเที่ยวก็มาเที่ยวเล่นแล้วก็ไป (หัวเราะ)

การเก็บของอย่างนี้ก็สร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนอีกรุ่นด้วยเช่นเดียวกัน

อย่างเวลาที่คุณไปเที่ยวตามตลาดรถไฟต่างๆ ก็ถือว่าเป็นลูกศิษย์ผมเลยนะ เราทำเป็นเจ้าแรกๆ ในเมืองไทย ถ้าไปถามร้านต่างๆ ถ้าถามชื่อผม เขารู้จักกันทุกคน เพราะเราเป็นคนที่สร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขา เพราะว่าเราทำมาตลอด แต่ด้วยความชอบของแต่ละคนนั้นก็แล้วแต่เลย ซึ่งเขาเกิดมาเขาก็รู้จักที่นี่แล้ว (หัวเราะ)




• กลุ่มลูกค้าของทางร้าน ส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะไหนบ้างครับ

ลูกค้าที่นี่ก็จะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ คนที่ไม่มีความรู้เลย แต่ชอบ เจอของแต่ละชิ้นแล้วอาจจะถูกใจ เมื่อเทียบกับราคาแล้วอาจจะไม่แพงกว่าของใหม่ ราคาจับต้องได้ และสามารถซื้อกลับไปได้ กับอีกประเภทก็คือ คนที่มีความรู้ ประเภทนี้จะเป็นลักษณะที่ผ่านสังเวียนมานาน เขาก็จะเก็บแต่ของที่หายาก ประเภทหลังนี่เองจะเป็นกลุ่มที่เราหาของยากให้กับเขา อย่างเช่นว่า บางคนอาจจะเก็บของไทย จำพวกผ้าไทย งานไม้ไทย หรืออะไรที่เป็นเฉพาะอย่าง พวกนี้ก็จะมีความรู้มากกว่าเรา อย่างบางชิ้นที่เรามีงานแบบภาพถ่ายเก่าๆ เราอาจจะเรียกเขามาดูก่อนซึ่งประเภทนี้มันมีเยอะ หรือบางคนก็เก็บของเล่น บางคนก็เก็บไม้ไทย



• คือเขาบ้าเฉพาะทางจริงๆ

ใช่ครับ อย่างคนที่ให้ความสนใจในแต่ละด้านมันจะมีความแตกฉานพอสมควร ถ้าเก็บงานเขียนคนหนึ่งก็ต้องเป็นร้อยเป็นพันล้าน ถ้ามีของพื้นๆ ไปเสนอเขา มันไม่ผ่านหรอก แล้วของที่เอามานั้นจะไปเชิดชูเขาได้หรือเปล่า ถ้ามีแต่ของปกติเขาคงไม่ซื้อ แต่ส่วนใหญ่ลูกค้าที่เก็บจะเป็นประเภทคุณค่าทางใจ แล้วก็จะเป็นลักษณะจำพวกที่ว่าไม่มีปัญหาทางด้านเงินทอง เขาเก็บด้วยการมีความรู้จริงๆ ของที่เป็นของจริงและของแท้ มูลค่ามันจะมีแต่เพิ่ม อย่างเช่นผลงานศิลปิน 10 ปีก่อน รูปมีราคาประมาณล้านกว่าบาท พอเวลาผ่านไปมูลค่าของรูปก็เพิ่มสูงขึ้น ยิ่งเก่ามูลค่ายิ่งแพง ของทุกอย่างถ้ามีคุณค่ามันแพงหมด ของสวยของหายากพวกนี้จะแพง

แล้วเขาเก็บก็จะมองของที่สวย เช่น ถ้าได้ช่วงนี้อาจจะขายได้ร้อยนึง แต่ว่าของที่สวยมากก็จะเป็น 300 บาท ฟังดูอาจจะขนลุก คนที่ได้ของสวยยังไงก็อยากได้ ของสวยมันไม่มีที่สิ้นสุด บางทีก็จะเป็นลักษณะว่าเอาอะไรมาแลกก็ไม่ขาย (หัวเราะเบาๆ) คือถ้ามันรวมอะไรที่เราชอบ อย่างเช่นเสื้อยืด ถ้าเราชอบมันก็อยู่ด้วยกัน มันก็มาเติมเต็มความสุขทางกายของเราได้ พอเริ่มเก็บก็จะเริ่มค้นคว้า จากนั้นก็เริ่มหาความรู้ไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด มันก็เป็นกันทุกคน


• แน่นอนว่าปัจจุบันนี้เริ่มมีคนที่ถวิลหาของเก่าอยู่เสมอ คุณคิดว่าอะไรที่ทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ครับ

คือคนทุกคนเขาอยู่ได้ด้วยความรัก อาจจะถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก หรือมีความคุ้นเคยกับมัน พอเริ่มสะสมไปเรื่อยๆ มันก็เหมือนกับอยากที่จะมีให้ครบ ถ้าของเก่ามันดีตรงที่ว่าถ้าวันไหนคุณเดือดร้อนมันสามารถแปรสภาพเป็นเงินได้ เช่นว่าบางอย่างคุณมี 2 ชิ้น อาจจะมีชิ้นหนึ่งเอาไปแลกอย่างที่ผมบอก ซึ่งมันจะมีคนที่ได้เยอะมากก็จะไปจัดการแลกอะไรไป คนที่ไม่ชอบ ยังไงก็ไม่ชอบ แต่ที่สำคัญจริงๆ คือมันต้องเป็นคนที่ชอบก่อน คนที่ไม่ชอบยังไงก็ไม่ชอบ ผมเริ่มซื้อของชิ้นแรกเป็นนาฬิกาแขวน เราเห็นมันแล้วเรามีความสุข หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นของชิ้นต่อไป ไปเจออีกอย่างก็ซื้ออีกอย่าง ซื้อไปซื้อมาจนเต็มห้อง

• ความสนใจของแต่ละบุคคลก็ทำให้พวกเขาไขว่คว้าไปเรื่อยๆ

เล่นของพวกนี้มันต้องลึกแล้ว แต่ถ้าเจออีกสิ่งเสนอให้ไป คุณจะเอาไปทำไม รกบ้าน (หัวเราะ) คือถ้าคุณรู้ว่าคุณรักอะไร คุณจะต้องทำให้ความรักของคุณใหญ่โต แล้วลงทุนซื้อแลกเปลี่ยนเป็นเรื่องราวทำเป็นธุรกิจเลย เราอาจจะรู้ว่าเล่นไหนพิมพ์เท่าไหร่ ประมาณนี้ อย่างเมื่อก่อนผมเล่นนาฬิกา โมเดลนัมเบอร์ จำอยู่ในหัวเลย เอาง่ายๆ เราไปตามร้านขายของเก่าตามที่ต่างๆ เราเข้าไปแป๊บเดียวก็รู้เลยว่าชิ้นไหนมีราคา เราก็ซื้อมาแล้วมาต่อยอดต่อไป



• ความคาดหวังของร้านลักษณะอย่างงี้ คิดว่าจะเป็นยังไงต่อไป

ในมุมมองธุรกิจอย่างนี้ไม่มีวันตาย แต่ก็ไม่มีวันรวย (หัวเราะ) ผมหวังแต่ว่าให้มีความสุขแค่นั้นเอง ธุรกิจและของแบบนี้มักจะไม่มีตังค์ เพราะว่าเอาไปลงที่ของหมด ไม่มีวันจน แต่ไม่มีวันรวย คุณจะไปรวยมหาศาลเลยไม่มีทาง เพราะว่ามันเป็นของที่ซื้อมาแล้วคุณต้องเก็บเข้าไป ไม่รู้ว่าจะขายได้เมื่อไหร่ แต่ถ้าคุณรู้ว่าสถานะของของชิ้นนั้นเป็นยังไง คุณก็สามารถทำอย่างที่บอก แต่ถ้าคุณอยากได้เงินเลย ปล่อยราคาไหนก็ตามก็มีคนซื้อ ประมาณนั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นหน้าเทศกาลต่างๆ แต่ผมก็จะมาเปิดร้านและนั่งทำงานที่นี่ตามปกติ แล้วก็เรื่องของคนรุ่นใหม่ ถ้ามีความสนใจเราก็สอนให้เขาได้ เอาเป็นเรื่องๆ ไป แต่ถ้าไม่มีความรักเลย ก็มาทำธุรกิจแบบนี้ไม่ได้
เรื่อง : สรวัจน์ ศิลปโรจนพาณิช
ภาพ : ปัญญพัฒน์ เข็มราช


กำลังโหลดความคิดเห็น...