xs
xsm
sm
md
lg

เปิดใจ “ไอซ์ พาริส” ดาวดวงใหม่ที่สาวๆ เทใจกรี๊ด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

เป็นอีกหนึ่งหนุ่มนักร้องนักแสดงที่กำลังมาแรงในเวลานี้ สำหรับ “ไอซ์-พาริส อินทรโกมาลย์สุต” ที่สร้างชื่อมาจากบท “ฉี” หนุ่มหน้านิ่ง ยิ้มน้อย ในละครยอดฮิตเรื่อง “เลือดข้นคนจาง” รวมทั้งการรับบทเป็น “เวียร์” สุภาพบุรุษตัวท็อป เจ้าของตำแหน่ง The Greatest จากซีรีย์ Great Men Academy แถมยังเป็นเจ้าของเสียงร้องสุดเท่จากโปรเจกต์ 9x9 (ไนน์ บาย นาย)

แม้อายุจะยังน้อย แต่มุมมองและความคิดของไอซ์ พาริส ถือว่าไม่ธรรมดา
ยิ่งฟังเขาเล่าถึง 3 สิ่งที่เป็นความสุขในชีวิต
เราก็ยิ่งเข้าใจเลยว่า วุฒิภาวะและการเติบโตทางความคิดมีอยู่แน่นๆ ในหนุ่มน้อยคนนี้



คงต้องย้อนไปตั้งแต่เด็กเลยครับ ผมจะเป็นคนที่ชอบกิจกรรมในลักษณะร้องเพลงที่โรงเรียนตั้งแต่ประถมเลย ถ้าที่โรงเรียนมีงานแบบเล่นดนตรีหรือว่าโชว์ความสามารถ โชว์การร้องเพลงหรือเล่นเราจะสนุกกับมันมาก เหมือนกับพยายามคิดโชว์ทำนู่นทำนี่ อยากที่จะมีโชว์เดี่ยว เราก็จะมีความสุขกับตรงนี้มาก หรืออย่างในทุกๆ เช้าตอนสมัยประถม เขาก็จะมีการนำไปเต้นแอโรบิก แล้วผมจำได้ว่าเพื่อนทุกคนในห้องจะไม่ชอบกิจกรรมนี้ แต่ผมจะเป็นคนเดียวที่ชอบกิจกรรมนี้ ชอบที่จะอยู่ตรงกลางแล้วคอยจัดแถวให้เพื่อน ทุกคนก็จะทำตามท่าของเรา แล้วเราจะมีความสุขมาก แล้วเราก็ชอบมาทางนี้อยู่แล้ว ชอบแนวศิลปะ ชอบการแสดงออก

แต่พอมาถึงช่วง ม.5 ก็เกิดเหตุการณ์ที่คุณพ่อเสีย ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตเลย เป็นจุดเปลี่ยนที่เหวี่ยงไปไกลมาก จากเหตุการณ์นั้นมันทำให้ผมคิดว่าทำไมชีวิตมันสั้นจัง จากที่วันหนึ่งที่มีเขาอยู่ด้วย แต่พอเป็นอีกวันเขาก็ไม่อยู่แล้ว สิ่งที่เรากลัวมาตลอดก็คือความตาย ซึ่งมันนำมาสู่ความเวิ้งว้างที่ไม่มีเลย แต่พอมีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในชีวิต มันก็ทำให้ได้ฉุกคิดอีกอย่างหนึ่งว่าสิ่งที่เรากลัวมันอาจจะไม่ใช่ความตาย แต่มันคือการที่ไม่ได้ใช้ชีวิตจริงๆ ทำให้คิดว่าเราจะมานั่งเป็นอะไรที่คนอื่นมองว่ามันดีอยู่ไม่ได้แล้ว เราจะมานั่งเป็นแบบที่คนอื่นอยากให้เป็นไม่ได้แล้ว ชีวิตนี้มันควรจะมีสิ่งที่สำคัญมากกว่าเงิน ชื่อเสียงหรือความมั่นคง แต่มันคือความสุข ผมรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ควรจะต้องหาให้ได้

ผมก็เลยเริ่มมองหาในสิ่งที่เราอยากทำมาตั้งแต่แรก ซึ่งผมเป็นคนชอบดูหนังฟังเพลงอยู่แล้ว แล้วก็มีไอดอลเป็นนักดนตรี และนักแสดง พวกลีโอนาโด ดิคาปริโอ จอห์นนี เดปป์ ซึ่งก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราอยากที่จะลองทำ เพราะว่าฟังดนตรีเราก็เคยมีวงดนตรีแล้ว แล้วด้านฝั่งนักแสดงที่เราไม่เคยลองทำซักที ก็เลยรู้สึกว่าอยากจะลองทำสิ่งนี้ดู เราก็เลยไปแคสต์ในหลายๆ ที่ ที่ไหนมีให้แคสต์อะไรเราก็ไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งเราได้ไปเจอกับค่ายๆ หนึ่ง นั่นก็เหมือนกับเอาเราไปเป็นเด็กฝึก แต่ตอนนั้นก็ได้ฝึกให้นิดเดียวนะครับ ประมาณ 1-2 เดือน แล้วเขาก็พามาที่นี่ จนกระทั่งได้ทำงานและเซ็นสัญญากับนาดาว ก็ได้เข้า project 9x9 หลังจากนั้นก็ได้เล่นเลือดข้น น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นจริงๆ

• มุมหนึ่งก็คือการแสดงก็เป็นความฝันลึกๆ ของคุณด้วยเหมือนกัน

มันอาจจะไม่ใช่ความฝันแรกเริ่มของผม เพราะว่าผมเริ่มมาจากดนตรีที่เราทุ่มเทกับมันก่อน แต่ว่าการแสดงมันเริ่มมาจากช่วง ม.3 ม.4 ช่วงนั้นมันจะมีวิชาเลือกของภาษาอังกฤษ แล้วด้วยความที่โรงเรียนที่ผมเรียนมันเป็นระบบสองภาษา มันจะมีวิชาในส่วนของทางทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แล้วเรียนสายวิทย์โดยส่วนใหญ่ก็จะเลือกวิชาทางด้านวิทย์ เช่น เคมี ชีวะ ฟิสิกส์ ทุกคนก็จะเลือกในลักษณะนี้ แต่ผมกลับเลือกวิชาการแสดง มันอาจจะเป็นเพราะว่าผมชอบดูหนัง ชอบงานศิลปะ ซึ่งเราชอบมันมาตั้งนานแล้ว เพียงแต่ว่าเราอยากที่จะลอง ซึ่งพอแล้วเข้าไปเรียนมันทำให้เรารู้สึกสนุกมาก เรามีความสุขในการสวมคาแรกเตอร์ทำอะไรใหม่ๆตลอดเวลา เรารู้ว่าตัวเองมาตั้งแต่เด็กแล้ว ตั้งแต่ที่เราได้ไปเที่ยวออฟฟิศของป้า เรารู้ตั้งแต่ตอนนั้นเลยว่าชีวิตนี้คงจะไม่ทํางานออฟฟิศ พวกเรารู้สึกว่าเราคงไม่สามารถใช้ชีวิตแบบนี้ได้ เรารู้สึกว่าเราอยากที่จะทำอะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา แล้วการแสดงก็เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ที่ว่านี้ คือพอได้รับบทบาทใหม่ๆ มันรู้สึกว่าตอบตัวเองในส่วนนี้ได้

• ครอบครัวที่บ้านก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เราเป็นเราในทุกวันนี้

ณ ตอนนี้ ผมก็อยู่กับคุณแม่และพี่สาว เอาจริงนะแต่เด็กพูดน่าจะเป็นคนปล่อย คือเราสามารถไปเที่ยวข้างนอกได้ตั้งแต่ช่วงประถมต้นโดยที่พ่อแม่ไม่ต้องตามแล้ว เมื่อเทียบกับพ่อแม่ของเพื่อนนะครับ ถามว่าพ่อแม่ช่วยสนับสนุนให้ไปที่ต่างๆ ไหม ก็มีบ้างนะครับ แต่ว่าแม่ผมจะเป็นสไตล์ที่แบบว่าไม่ค่อยมายุ่ง จะเป็นสไตล์ว่าให้ผมไปลองเอง ถ้ามีเรื่องผิดพลาดอะไรก็กลับมาหาเขาได้ เขาจะเป็นเหมือนกับสายแบ็กอัพเราอีกที เขาจะเป็นสายที่จะให้เราไปเผชิญก่อน ถามว่ามีการให้กำลังใจมั้ย ก็มีตลอดเวลานะครับ แต่อาจจะไม่ใช่แนวที่ไปรับไปส่งหรือคอยทำให้ตลอดเวลา แต่จะเป็นแนวแบบว่าให้เราไปเรียนรู้แล้วก็ลำบากเอง แต่ถ้าวันไหนที่เรารู้สึกไม่ไหวท้อหรือเหนื่อยมาก เราสามารถที่จะกลับไปหาเขากอดเขา เหมือนเขามีวิธีพูดที่ทำให้ผมสบายใจในทุกๆ ครั้งเลยนะ คุณแม่ก็จะเป็นคนที่รู้ตัวผมตลอด ท่านจะรู้ว่าผมไม่สบายใจอะไร แล้วก็จะมีวิธีพูดให้ผมสบายใจทุกครั้ง ท่านก็จะคอยสนับสนุนผมในส่วนๆ นี้มากกว่า

แล้วพอเราเข้า Nine by Nine ด้วยวิธีการซ้อมที่หนักมาก อย่างบางวันก็เลิกเที่ยงคืนกว่า ถึงบ้านก็ตี 1 ไหนจะอาบน้ำแล้วนอนอีก มีอาการที่เหนื่อยมากแล้วขอสะสมเข้าไปเรื่อยๆ ร่างกายมันก็จะส่งผลกับเราเลย อย่างเช่นว่าตอนขับรถกลับบ้าน จู่ๆ ก็ร้องไห้โดยไม่มีสาเหตุเลย กลับบ้านไปก็กอดแม่แล้วท่านก็พูดให้แค่ประโยคสองประโยคก็ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นแล้ว ก็จะเป็นสไตล์นั้นมากกว่า

(นิ่งคิด) ผมอาจจะจำคำสอนหลักๆของพ่อไม่ค่อยได้ แต่สิ่งที่จำได้มากที่สุดกลับเป็นคำสอนที่ไม่ตั้งใจ แล้วผมมาเรียนรู้หลังจากที่ท่านเสียไปแล้วด้วย คือด้วยความที่คุณพ่อของผมเป็นคนชอบรถมาก ถึงขั้นใช้คำว่าบ้าได้เลย สามารถตอบได้ทุกอย่างจากการแค่ดูพวงมาลัยรถ แล้วท่านก็เคยทำงานในบริษัทรถยนต์ แต่ว่าเป็นตำแหน่งที่ไม่ได้สูงอะไร แต่เขามีความสุขมากที่ได้ทำงานอาทิตย์นี้ ณ ที่แห่งนี้ แต่วันหนึ่งเขาได้ข้อเสนอที่ให้ไปทำงานในแห่งหนึ่ง ซึ่งตำแหน่งที่เขาได้มันค่อนข้างสูง เหมือนกับว่าให้ครอบครัวเราโอเค สบาย

คือตั้งแต่นั้นมาเขาไม่ได้แสดงผ่านสีหน้าของเขานะ แต่ในทุกๆ วันที่ผมเห็นเขาไปทำงาน เขาก็ไม่ได้มีความสุขขนาดนั้นนะ เขาไม่ได้ดูชอบที่จะเป็นหัวหน้าใคร แต่พอเรามานั่งคิดอีกทีเราเห็นว่าเขาพยายามทำงานเหนื่อยมาก แต่เขาต้องทำเพื่อครอบครัว แม้ว่าจะไม่มีความสุขในการทำงานก็ตาม ซึ่งพอท่านเสียไปมันก็ทำให้เรากลับมานั่งคิดว่าถ้าเราเป็นอย่างนี้ต่อไปมันจะเหมือนกับตอนที่คุณพ่อเป็นหรือเปล่า เราทำทุกๆ อย่างเพื่อคนอื่น แต่เราไม่ได้คิดถึงความสุขของตัวเองเลย ซึ่งเราเกิดมาจากพลังงานบวกของทั้งพ่อและแม่ ผมคิดว่าจุดเริ่มต้นของชีวิตมันเริ่มมาจากพลังงานบวกนะ เพราะฉะนั้น เราเกิดมาเราไม่ควรที่จะมานั่งรับพลังงานลบใส่ตัว มันควรที่จะเป็นอะไรบวกให้กับเรามากกว่า ผมคิดว่าถ้าเป็นเรื่องความสุข ต่อให้เอาอะไรมาแลกก็ไปคุณแล้ว ณ ตอนนั้น เหมือนกับเรากลัวไปแล้วที่จะไม่ได้ใช้ชีวิตจริงๆ มันเลยกลายเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดที่ผมคิดได้ ถ้าเป็นสิ่งที่ได้จากคุณพ่อ

• ในเรื่องของการได้ช่วยเหลือคนอื่น คุณได้ให้คำนิยามตรงนี้ยังไงบ้าง

สำหรับผมมันก็คือความสุขและเอาจริงๆ เราไม่เคยรู้ถึงจุดจุดนี้เลยนะ เราไม่เคยรู้สึกว่ามันเป็นความสุขจริงๆ เราคิดตลอดเลยว่าการมีความสุข มันต้องทำอะไรให้ตัวเองสิ มันต้องดูแลตัวเอง ทำอะไรให้กับตัวเอง อย่างนั้นมันคือความสุข แต่พอเรามานั่งคิดดีๆ ในหลังจากเหตุการณ์หลายๆ อย่างที่ผมประสบมา แล้วมานั่งคิดดีๆ ความสุขมันมาจาก 3 อย่าง คือ 1. ได้ทำตามฝันของตัวเอง การได้ทำสิ่งที่เราอยากทำ 2. คือการความสัมพันธ์กับคนรอบตัว ครอบครัว เพื่อน แฟน หรือใครก็ตาม และ 3. การได้ช่วยเหลือคนอื่น ซึ่งมันเป็นอะไรที่เรารู้สึกได้ในช่วงหลังนี่เอง ในเรื่องของความสุขที่เราได้เห็นคนอื่นมีความสุข มันมาเติมเต็มเรายังไงไม่รู้ มันเป็นอะไรที่แปลกแต่ว่า มันทำให้เรารู้สึกเติมเต็ม อย่างบางครั้งมันเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆ มาก หรือเรามองข้ามไปเลย

อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ ผมไปเที่ยวต่างจังหวัด แล้วผมไปเติมน้ำมัน แล้วเราจอดรอต่อจากรถคันข้างหน้า แล้วเขาให้ทิปกับพนักงานเติมน้ำมัน 20 บาท แล้วมันมีเด็กอีกคนหนึ่งที่วิ่งเข้ามาที่รถคันนั้นเพื่อที่จะอยากได้เงินกับเขาบ้าง แต่ไม่ได้ ผมเห็นหน้าเขาแล้วรู้สึกเศร้ามาก ผมก็เลยเรียกเด็กคนนั้นมาที่รถ แล้วให้เงินไป 50 บาท สำหรับเรามันคือน้ำกับขนม 2 ถุง แต่พอเรายื่นให้เขาไป หน้าของเด็กคนนั้นเขาเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มสดใส ทำให้เรารู้สึกว่าเราสามารถเรียกบางอย่างให้กับโลกใบนี้ได้ แค่การยื่นกระดาษใบหนึ่งให้คนคนหนึ่ง คือการที่เราได้ทำตามความฝัน มันช่วยเติมเต็มในส่วนของเรา แต่เราอาจจะไม่ได้ MAKE IT DIFFERENT คือผมรู้สึกว่าถ้าเราอยากที่จะอยู่บนโลกใบนี้ หรือถ้าเราจากโลกนี้ไปแบบที่คนจดจำแล้วมีคุณค่าจริงๆ เราต้องทำลักษณะนี้ในตอนที่เรายังอยู่ คือมันเป็นความรู้สึกที่อธิบายยากมาก แต่มันมาเติมเต็มอย่างที่บอก

• กลายเป็นว่าสิ่งเหล่านี้ช่วยมาเติมเต็มให้เรามีกำลังใจในการทำงานต่อไป

มันอาจจะเป็นความโชคดีตรงที่เราได้เจอสิ่งที่เราชอบและความฝันของเรา แล้วพอได้ขึ้นไปบนเวที เรามีความสุขมาก มันมากจนบางทีก็ล้นจนเกินไป สำหรับคนคนหนึ่ง ผมเลยอยากจะแชร์ให้กับคนอื่น ซึ่งพอเราได้ทำสิ่งนี้ พลังงานบวกมันก็จะเด้งไปมา แล้วมันจะทำให้ในบริเวณนั้น มันเป็นพลังงานบวกอย่างที่บอก แล้วทำให้เรารู้สึกโล่ง อิสระ สบายใจ ผมเลยรู้สึกว่าอยากให้ทุกคนได้ลอง อาจจะเป็นอะไรก็ได้ ได้ช่วยเหลือใครสักคน ซึ่งถ้าเขารู้สึกดีใจกับสิ่งที่เราให้จริงๆ มันเป็นอะไรที่อธิบายไม่ได้เลย

แล้วคุณแม่ผมก็จะชอบสอนหรือพาไปที่บ้านเด็กตาบอดหรือพิการ ซึ่งผมจะชอบไปเล่นกับน้องๆ ผมรู้สึกว่าน้องๆเป็นเด็กที่บริสุทธิ์มาก แล้วทุกๆ อย่างที่เขาแสดงออกมามันคือความสดใสจริงๆ แล้วเขาก็ไม่ต้องการอะไรเลยนอกจากแค่ว่าแค่เขาเข้าไปกอดแค่นี้ ซึ่งเขากอดแน่นมากแล้วไม่ยอมปล่อยเลย ซึ่งมันเป็นความรู้สึกที่เราชอบมาก แล้วทำให้วันๆ หนึ่งของเด็กคนนึง มันเป็นวันที่ดีขึ้นมาเลย คือใครๆ ก็อยากที่จะให้เรารู้สึกว่าเราเป็นคนดี ใครๆ ก็ชอบแบบนั้นมั้ง ประมาณนั้นครับ
เรื่อง : สรวัจน์ ศิลปโรจนพาณิช
ภาพ : พลภัทร วรรณดี



กำลังโหลดความคิดเห็น...