xs
xsm
sm
md
lg

พระแสงราชศัสตราประจำเมือง!พระราชทานราชสิทธิ์ให้เจ้าเมืองตัดสินพิพากษาได้ถึงประหารชีวิต!!

เผยแพร่:   โดย: โรม บุนนาค

พระแสงราชศาสตราประจำเมืองกำแพงเพชรนำมาเฉลิมฉลองในวันเฉลิมพระชนมพรรษา  พ.ศ.๒๕๕๐
พระแสงราชศัสตราเป็นสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายแทนพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์

เมื่อที่พระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระแสงราชศัสตรา ให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใดมีความหมายว่าพระองค์มีพระราชประสงค์ให้บุคคลผู้นั้นมีอำนาจราชสิทธิ์เด็ดขาดในการปฏิบัติราชกิจแทนพระองค์บุคคลผู้ที่ได้รับพระราชทานพระแสงราชศัสตราจึงเปรียบเสมือนเป็นผู้แทนพระองค์ในการใช้อำนาจราชสิทธิ์ มีอำนาจเต็มในการออกคำสั่งได้ทุกเรื่องสามารถตัดสินพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดถึงขั้นสูงสุด คือสั่งประหารชีวิตโดยไม่ต้องกราบบังคมทูลให้ทรงทราบก่อน

ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงพระราชดำริที่จะให้ผู้ว่าราชการมณฑลและเจ้าเมืองทั้งหลายที่ทรงแต่งตั้งออกไปบริหารราชการและดูแลทุกข์สุกของราษฎรต่างพระเนตรพระกรรณได้ปฏิบัติหน้าที่ได้โดยสะดวก และสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้รวดเร็วโดยไม่ต้องกราบทูลหรือรายงานมายังส่วนกลางก่อนจึงมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานพระแสงราชศัสตรา หรือจะเรียกได้อีกอย่างว่า พระแสงราชาวุธไว้ประจำมณฑลและเมืองต่างๆ เป็นเครื่องหมายพระราชอำนาจของพระองค์ในการปกครองแผ่นดินดังที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายไว้ในหนังสือ“พระราชหัตถเลขาคราวเสด็จมณฑลฝ่ายเหนือ” ตอนหนึ่งว่า

“...จึงโปรดฯให้สร้างพระแสงราชาวุธขึ้นสำหรับพระราชทานไว้ประจำจังหวัดละองค์ จังหวัดอันเป็นที่ตั้งที่ว่าการมณฑลเป็นพระแสงด้ามทอง ฝักทองลงยาราชาวดีจังหวัดนอกนั้นเป็นพระแสงด้ามทอง ฝักทอง เมื่อเสด็จไปถึงเมืองไหนก็พระราชทานพระแสงสำหรับจังหวัดนั้น และมีพระราชกำหนดว่า

ถ้าเสด็จไปประทับในจังหวัดใด เมื่อใดให้ถวายพระแสงราชาวุธสำหรับจังหวัดมาไว้ประจำพระองค์ตลอดเวลาที่เสด็จประทับอยู่ในจังหวัดนั้นอย่างหนึ่ง และให้ชุบน้ำพิพัฒน์สัตยาด้วยพระแสงนั้นด้วยอย่างหนึ่ง...”

คือไม่ได้พระราชทานพร้อมกันทุกจังหวัด เมื่อเสด็จไปจังหวัดใดจึงพระราชทานให้เป็นรายๆไปและเมื่อพระองค์เสด็จไปประทับอีก ก็ต้องถวายคืนชั่วระยะที่พระองค์ประทับอยู่และจะพระราชทานคืนให้เมื่อเสด็จกลับ

ในช่วงรัชกาลที่ ๕ ได้พระราชทานพระแสงราชศัสตรานี้ ๑๓ เมือง คือ ๑.มณฑลกรุงเก่า ๒.เมืองอ่างทอง๓.เมืองสิงห์บุรี ๔.เมืองชัยนาท ๕. เมืองอุทัยธานี ๖.มณฑลนครสวรรค์ ๗.เมืองพิจิตร ๘.มณฑลพิษณุโลก๙.เมืองพิชัย ๑๐.เมืองกำแพงเพชร ๑๑.เมืองตราด ๑๒.มณฑลจันทบุรี ๑๓.มณฑลปราจีนบุรี

ในสมัยรัชกาลที่๖ ได้พระราชทานอีก ๑๓ เมือง คือ ๑.มณฑลราชบุรี ๒. เมืองเพชรบุรี ๓.เมืองประจวบคีรีขันธ์ ๔.มณฑลปัตตานี ๕.เมืองสายบุรี ๖.เมืองนราธิวาส ๗.มณฑลนครศรีธรรมราช ๘.เมืองตรัง๙.เมืองนครศรีธรรมราช ๑๐.มณฑลชุมพร ๑๑.เมืองระนอง ๑๒.มณฑลภูเก็ต ๑๓.มณฑลนครชัยศรี

ส่วนสมัยรัชกาลที่ ๗ พระราชทานเพียง ๖ เมือง คือ ๑.เมืองลำปาง ๒.เมืองแพร่ ๓.เมืองเชียงราย๔.เมืองเชียงใหม่ ๕.เมืองลำพูน ๖.เมืองพังงา

ต่อมามีการยุบเมืองพิชัยรวมเข้ากับเมืองอุตรดิตถ์ และยุบเมืองสายบุรีเข้ากับเมืองปัตตานี จึงได้ถวายคืนลักษณะของพระแสงราชศัสตราประจำเมือง มีความคล้ายคลึงกันทุกรัชกาล เป็นดาบไทยยาวประมาณ ๑๐๐เซนติเมตร

ในสมัยรัชกาลที่ ๕ และที่ ๖ มีคำจารึกที่ใบดาบ “พระแสงสำหรับมณฑล...” และ
“พระแสงสำหรับเมือง...” ส่วนในรัชกาลที่ ๗ ไม่มีจารึก

สำหรับฝักพระแสงซึ่งมีลายสวยงาม จะสะท้อนภาพวิถีชีวิตและภูมิประเทศของเมืองนั้นๆเช่นฝักพระแสงของหัวเมืองภาคเหนือ จะเป็นป่า เขา ช้าง และสัตว์ป่านานาชนิด ฝักพระแสงทางภาคใต้จะเป็นทะเล เรือ และสัตว์น้ำ ส่วนภาคกลาง อย่างมณฑลราชบุรี จะเป็นบ้านเรือน ทะเลและป่ากำแพงเมืองและป้อม ปืนใหญ่ เป็นต้น

ในจำนวนนี้ พระแสงของเมืองกำแพงเพชรนับว่าพิเศษกว่าทุกเมือง
เดิมเป็นพระแสงดาบประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงได้พระราชทานแก่พระยากำแพงเพชร (นุช) เป็นบำเหน็จเมื่อครั้งไปราชการทัพที่เมืองปัตตานีจึงเป็นดาบประจำตระกูลมาตลอด จนถึงวันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๔๙ หลวงพิพิธอภัย (หวล)บุตรพระยากำแพงเพชร (อ้น) ได้นำฝักดาบทองประจำตระกูลนี้ทูลเกล้า ฯถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อเสด็จฯเมืองกำแพงเพชรและได้พระราชทานให้เป็นพระแสงราชศัสตราประจำเมืองกำแพงเพชรไว้ โดยพระยาวิเชียรปราการผู้ว่าราชการเมือง เป็นผู้รับพระราชทาน

พระแสงองค์นี้มีความยาว ๘๘.๕ ซ.ม. ด้ามเป็นไม้เนื้อหอมหุ้มทองคำยาว ๓๙.๕ ซ.ม. ตัวฝักยาว ๔๙ ซ.ม.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้กรมศิลปากร
บูรณะซ่อมพระแสงราชศัสตราองค์นี้ เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๐

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงไม่มีการพระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำเมืองอีกส่วนพระแสงองค์เก่าก็เก็บรักษาไว้ในคลังของแต่ละจังหวัด
ในสมัยรัชกาลที่ ๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชนิยมโปรดกล้าฯให้สร้างพระพุทธนวราชบพิตรพระราชทานไปประดิษฐานในจังหวัดต่างๆแทน และยังทรงอนุรักษ์สืบสานโบราณราชประเพณีทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯรับการถวายพระแสงราชศัสตราประจำเมืองคืนขณะพระองค์เสด็จไปประทับ ณ
เมืองนั้น และเมื่อจะเสด็จพระราชดำเนินกลับ ก็ได้พระราชทานคืนให้จังหวัดรักษาไว้ดังเดิม

นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามในความเป็นมาของชาติไทย


กำลังโหลดความคิดเห็น...