xs
xsm
sm
md
lg

คนแรกของเมืองไทย! นักวิ่งข้ามภูเขาหิมาลัย "ดร.จุ๋ง-ชุมพล ครุฑแก้ว"

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

วิ่งเทรล 100 กิโลเมตร ที่เขาใหญ่
ไตรกีฬาระยะ Ironman ที่ลังกาวี
วิ่งเทรล 170 กิโลเมตร รอบภูเขาไฟฟูจิ
วิ่งเทรล 298 กิโลเมตร 4 เส้นทางต่อเนื่องในฮ่องกง
วิ่งเทรล 350 กิโลเมตร รอบแนวเทือกเขาแอลป์อิตาลี
และวิ่งผจญภัย 1,600 กิโลเมตร ตามแนวเทือกเขาหิมาลัยข้ามประเทศเนปาล

“ดร.จุ๋ง-ชุมพล ครุฑแก้ว” นักวิ่งข้ามภูเขาหิมาลัยคนแรกของเมืองไทย ที่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำที่ทำมาสิบกว่าปี ออกวิ่งผจญภัย 1,600 กิโลเมตรตามแนวเทือกเขาหิมาลัยข้ามประเทศเนปาล เพื่อท้าทายและก้าวข้ามเป้าหมายของตัวเอง

ตลอดการเดินทางกว่า 1,600 กิโลเมตร ความสูงรวม 83,000 เมตร ในเวลา 48 วันครั้งนั้น ทำให้ ดร.จุ๋งเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทั้งหมดที่ได้รับนำมาถ่ายทอดผ่านหนังสือและภาพยนตร์สารคดี “ผู้ซึ่งหิมาลัยไว้ชีวิต” ทั้งนี้ก็เพื่ออยากส่งต่อแรงบันดาลใจดีๆ ให้แก่ผู้อื่นต่อไป





ชีวิตก่อนออก “วิ่ง”

เดิมทีผมเป็นนักวิจัยด้านคอมพิวเตอร์ จบมาจากประเทศญี่ปุ่น และเริ่มต้นชีวิตการทำงานโดยกลับมาใช้ทุนตามความต้องการของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ที่ NECTEC สวทช.

ระหว่างนั้นผมได้ทำงานไปพร้อมๆ กับการรณรงค์ให้คนรักษาสุขภาพ โดยผมได้มีโอกาสจัดกิจกรรมเกี่ยวกับการวิ่งเพื่อเชิญชวนให้คนมาออกกำลังกาย ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จนะครับ เพราะสามารถชวนคนออกมาออกกำลังกาย ออกมาเดินและวิ่งได้เยอะมาก

นอกจากนี้ ผมยังได้เขียนเพจเขียนเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับวิ่ง และได้กลายมาเป็นนักวิ่ง ผมค่อยๆ พัฒนาตัวเองมาทีละสเต็ป เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น จากระยะทางเริ่มต้น 10 กิโลเมตร มาเป็น 21 กิโลเมตร มาเป็นวิ่งมาราธอน วิ่ง 50 กิโลเมตร วิ่ง 100 กิโลเมตร วิ่งเทรล ไตรกีฬา เป็นต้น

ลงสนามแข่งวิ่งปีละ 1 ครั้ง
เพื่อก้าวข้ามเป้าหมายที่ตั้งไว้

ตั้งแต่นั้นมา... ผมมีเป้าหมายว่าทุกปีจะลงแข่งวิ่ง 1 ครั้ง โดยเลือกเป้าหมายที่ตัวเองคิดว่าทำไม่ได้เพื่อให้เป็นไปได้ขึ้นมา ยกตัวอย่างเช่น ครั้งแรกผมตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะวิ่ง 170 กิโลเมตร รอบภูเขาไฟฟูจิ ประเทศญี่ปุ่น ตอนนั้นเป็นความท้าทายและเป็นเป้าหมายที่ใหญ่มาก เพราะผมอยากรู้เหมือนกันว่าตัวเองจะทำได้ไหม

ในปีนั้นผมใช้เวลาเตรียมตัวโดยตื่นตั้งแต่ตี 4 ออกจากบ้านตี 5 วิ่งจากเมืองทองธานีไปทำงานแถวรังสิต ด้วยระยะทางประมาณ 25-26 กิโลเมตร อีกทั้งแต่ละเดือนผมจะซื้อตั๋วเครื่องบินไป-กลับเชียงใหม่ เดือนละ 1-2 ครั้ง เพื่อไปฝึกซ้อมวิ่งขึ้นเขา-ลงเขา ทำแบบนี้เรื่อยมาจนพิชิต 170 กิโลเมตรได้สำเร็จ

หลังจากที่ผมวิ่ง 170 กิโลเมตร รอบภูเขาไฟฟูจิได้แล้ว ผมก็ตั้งเป้าหมายสูงขึ้นไปอีก โดยไปวิ่งเทรล 350 กิโลเมตร รอบแนวเทือกเขาแอลป์ ในอิตาลี ซึ่งผมก็ทำสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ นั่นคือการสร้างเป้าหมายของผมที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อท้าทายตัวเองเพื่อให้ก้าวข้ามเป้าหมายที่ตั้งไว้ให้ได้ครับ

หลังจากที่ไปวิ่งเทรล 350 กิโลเมตร ที่เทือกเขาแอลป์ อิตาลี เป้าหมายถัดมาจากการวิ่งครั้งนั้นคือ ผมอยากวิ่งตามแนวเทือกเขาหิมาลัย ข้ามประเทศเนปาล ซึ่งเทือกเขาหิมาลัยถือเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในโลก โดยเหตุผลที่ผมไปวิ่งรายการนี้เพราะส่วนตัวผมเป็นคนชื่นชอบภูเขา และเป้าหมายครั้งนี้ถือว่าก้าวกระโดดและท้าทายมากๆ ด้วยครับ

ผมตัดสินใจลาออกจากงานประจำที่ทำมา 16 ปี หลายคนก็ถามนะครับว่าเราคิดยังไง ทำไมถึงยอมทิ้งเงินเดือนสูงๆ แล้วไปเลือกชีวิตที่ไม่แน่นอน ไม่มีรายได้ ซึ่งผมก็มีคำตอบที่ดีแล้วว่า

“เพราะการที่ผมยอมสละหรือเสียสละสิ่งที่มีคุณค่า นั่นหมายถึงงานหรืออาชีพที่มั่นคง ที่มันมีคุณค่ากับผมและครอบครัวมากเหลือเกิน หมายความว่าสิ่งที่ผมเลือกจะทำต่อไปข้างหน้านั้นก็มีค่าไม่น้อยกว่าสิ่งที่ผมยอมสละมา”

วันที่ผมลาออกจากหน่วยงาน ทุกคนช็อกมาก เพราะทุกคนรู้จักผมในฐานะคนที่ทำโครงการรณรงค์ให้คนมาออกกำลังกาย เชิญชวนให้คนมาวิ่งได้เป็นพันๆ คน แต่มันตลกตรงที่ว่าในขณะที่ผมกำลังสับสนวุ่นวายคิดกับตัวเองว่าจะลาออกดีไหม เพื่อนร่วมงานหลายคนกลับบอกผมว่า “ยินดีด้วย” เขามั่นใจว่าสิ่งที่ผมเลือกข้างหน้านั้นดี ผมต้องทำได้ สิ่งนี้แหละครับที่ทำให้ผมมีกำลังใจ มั่นใจ และพร้อมที่ก้าวออกไปทำในสิ่งที่ตัวเองเลือก และผมจะทำให้ดีที่สุด ให้คุ้มค่ากับที่เรายอมสละมา

ดังนั้นผมจึงลาออกจากงานและใช้ประสบการณ์การวิ่งที่ผมสั่งสมมาทั้งหมด สมัครวิ่งใน รายการวิ่ง ‘เกรตฮิมัลเรซ 2017’ ตามแนวเทือกเขาหิมาลัยข้ามประเทศเนปาล ระยะทาง 1,600 กิโลเมตร ความสูงสะสมรวม 83,000 เมตร ระยะเวลาทั้งสิ้น 48 วัน โดยสามารถพักและตั้งแคมป์ได้ทุกคืน

ทุกระยะทางมีความเสี่ยง…

สนามวิ่งนี้มีคนลงสมัครทั้งหมด 30 คน ส่วนใหญ่เป็นสัญชาติฝรั่งเศส อเมริกัน แคนาดา เบลเยียม เอเชียจะมีไทย มาเลเซีย ฯลฯ รวมสตาฟชาวเนปาลด้วยเป็น 40 คน คนที่จะสมัครรายการนี้ได้จะต้องผ่านเกณฑ์หลายๆ อย่าง เช่น ต้องวิ่ง 100 กิโลเมตรได้ภายในกี่ชั่วโมง ต้องมีทักษะการปีนเขา โรยตัวเป็น มีทักษะการช่วยชีวิต ปฐมพยาบาลได้ ดำรงชีวิตในแคมป์ได้ ทำอาหารเองได้ ที่สำคัญต้องเคยผ่านความสูงเกิน 5,000 เมตรมาแล้ว

ต้องบอกก่อนนะครับว่า การมาที่นี่มีความเสี่ยง ก่อนไปผู้จัดการแข่งขันจะให้เซ็นยอมรับก่อน และก่อนไปต้องเตรียมพร้อมหลายอย่างเลย ทั้งร่างกาย จิตใจ ทักษะ อุปกรณ์ อาหาร แผนที่ ฯลฯ

การไปที่นั่นความเสี่ยง ความท้อแท้เกิดขึ้นได้เกือบทุกวันเลยครับ อย่างวันแรกกว่าจะเดินทางไปถึงจุดเริ่มต้นได้ก็ไม่ง่ายเลย เนื่องจากจุดสตาร์ทของการแข่งขันมีความสูง 5,200 เมตร ต้องนั่งเครื่องบินมาต่อรถบัสขึ้นลงเขา 1 วันครึ่ง แล้วต้องเดินเทรกกิ้ง 5 วัน จึงจะถึงจุดสตาร์ท แน่นอนว่าการเดินทางบนที่สูงมีอันตรายหลายอย่าง เพราะเป็นที่ที่เราไม่คุ้นเคย แถมยังต้องแบกเป้ที่ใส่อุปกรณ์ต่างๆ หนักประมาณ 12-15 กิโลกรัมด้วย ซึ่งไม่ง่ายเลยครับ

ส่วนตัวผมเป็นคนแพ้ความสูง ขนาดก่อนหน้านี้ผมมาซ้อมความสูงแล้วก็ยังไม่รอดพ้น โดยอาการแพ้ความสูงจะมีตั้งแต่เวียนหัว ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ถ้าเป็นมากอาจถึงขั้นสมองบวม และอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ ซึ่งถือว่าเสี่ยงมาก ผมเริ่มมีอาการแพ้ความสูงที่ระยะความสูงประมาณ 4,800 เมตร ทรมานมากครับ แต่ผมต้องทนเดินถึง 3 ชั่วโมง กว่าจะถึงจุดสตาร์ท อาการแพ้ความสูงเป็นสิ่งที่ผมเครียดมาก ผมต้องใช้เวลา 2 สัปดาห์แรกในการปรับตัว

นอกจากนี้ ผมยังต้องเจอกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป ความดัน ความกดอากาศน้อยลง อากาศหนาวขึ้น อุณหภูมิที่ลดลงเกือบ 0 องศา

อีกทั้งทัศนวิสัยและเส้นทางต่างๆ ซึ่งเส้นทางเป็นทางที่อาจจะมีชาวบ้านใช้บ้าง สัตว์เดินบ้าง หรือทางที่ชาวบ้านและสัตว์ไม่ได้ใช้ หรือบางเส้นทางก็เป็นหน้าผาชันบ้าง ลื่นบ้าง หิมะตกบ้าง หรือมีพายุหิมะบ้าง

มีครั้งหนึ่งที่ถือว่าหนักมาสำหรับผม คือ วันที่ผมต้องข้ามพาสทาชิลัปซา (Tashi Lapsta pass) ถือว่าสูงสุดในบรรดาทุกพาสและถือว่ายากลำบากที่สุด วันนั้นผมเริ่มออกเดินทางตั้งแต่ตี 3 ขึ้นไปถึงยอดตอนเที่ยง ตอนนั้นน้ำ-อาหารหมดแล้ว แต่หารู้ไม่ว่าวันนั้นเป็นวันที่แย่ที่สุดของผมเลย เพราะปรากฏว่าพอเราขึ้นถึงยอดปุ๊บ อากาศกลับแย่ลง ฝนตก หิมะตกหนัก ทำให้ผมหลงทาง หาทางลงไม่เจอ ทัศนวิสัยมันแย่มาก มองไม่เห็นเลยว่าจะไปทางไหน มีหลายครั้งที่ผมลื่นไถลขากระแทกจนขาเจ็บ เจ็บเข่า เพราะในขณะที่เท้าซ้ายค้างอยู่บนหิน เข่าซ้ายที่งออยู่จึงรับแรงบิดไปเต็มๆ จากนั้นมาผมก็เดินและวิ่งประคองตัวเองเพื่อเอาตัวรอดให้ลงมาให้ได้

เอาจริงๆ มีหลายครั้งที่ร่างกายไม่ไหว เจ็บป่วย แต่เพราะความมุ่งมั่นของจิตใจที่สั่งให้ร่างกายนำเอาแหล่งพลังงานที่ไม่รู้ว่าซ่อนอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ออกมาใช้ ทำให้ผมรอด และฟื้นฟูตัวเองมาหลายครั้งหลายครา จนกระทั่งผมเดินลงมาถึงที่พักประมาณ 3 ทุ่ม โดยที่ไม่ได้กินน้ำ กินอาหารตั้งแต่ตอนเที่ยงเลย ผมใช้เวลาไป 17 ชั่วโมง ถือว่าเป็นกลุ่มแรกๆ ของทั้งหมดเลยก็ว่าได้ครับ

โดยเหตุการณ์ครั้งนั้นมีนักวิ่งที่ติดอยู่บนนั้นหลายคน พวกเขาต้องใช้ถุงนอนและผ้าห่มฉุกเฉินนอนใต้ช่องหินบนเขาสูง 4,800 เมตร จนถึงเช้า และมีนักวิ่งขอถอนตัวออกจากการแข่งขันไปเลยก็มี อย่างมีนักวิ่งคนหนึ่งเขาบอกว่าเขาไม่พร้อมที่จะเสี่ยงไปมากกว่านี้แล้วเพราะเขามีภรรยาที่ตั้งครรภ์อยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งการแข่งขันครั้งนั้นมีนักวิ่งถึงจุดหมายเข้าเส้นชัยทั้งหมด 11 คน และต้องบอกเลยว่าที่นี่เป็นรายการแรกที่ผมวิ่งถือธงชาติไทยเข้าสู่ Finish line พร้อมกับน้ำตา จริงๆ ผมเริ่มน้ำตาไหลพรากตั้งแต่สองสามกิโลเมตร ที่ผมมองเห็นเส้นทางคดเคี้ยวทอดยาวลงไปถึงหมู่บ้าน แต่ก็ต้องรีบดึงสติกลับมาทันที เพราะไม่อยากประมาทกับเส้นทางที่เหลืออยู่ เส้นทางที่นี่กับสภาพร่างกายของผม ถือว่ามีความเสี่ยงแทบจะทุกก้าวครับ


หิมาลัย ทำชีวิตเปลี่ยนไป

ผมมองว่าการเดินทางครั้งนี้ของผมคงเหมือนนวนิยายเรื่องไซอิ๋ว ที่เป็นเรื่องของการเดินทางไปยังชมพูทวีป (อินเดีย) เพื่ออัญเชิญคัมภีร์พระพุทธศาสนาของหลวงจีนชื่อพระถังซัมจั๋ง โดยมีสัตว์ 3 ตัวเป็นเพื่อนร่วมทาง คือ เห้งเจีย (ลิง) ตือโป๊ยก่าย (หมู) และซัวเจ๋ง (ปีศาจปลา) เช่นเดียวกับผมที่เดินทางไปพร้อมๆ กับสมุน 3 ตน คือ 1. ใจของตัวเอง 2. กิเลสของตัวเอง (ความโลภ ความโกรธ ความหลง) และ 3. ความกลัวของตัวเอง

ก่อนหน้านี้เวลาที่ผมไปวิ่งที่ไหนแล้วสำเร็จกลับมา มีหลายคนชื่นชมผม ซึ่งผมยอมรับนะครับว่าผมมักจะกลับมาโม้โอ้อวด หรือพูดอะไรต่างๆ นานาหลังจากที่ไปที่นั่นที่นี่ ผมได้เข้าใจว่าแม้ว่าผมจะตั้งเป้าหมายไว้ยังไง ผมก็สามารถเอาชนะตัวเองได้ แต่หลังจากที่ผมผ่านหิมาลัยมาแล้ว กลับทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า แม้ว่าเราจะก้าวข้ามขีดจำกัดอะไรมามากมายแล้วก็จริง หรือต่อให้เก่งหรือแข็งแรงแค่ไหน แต่เราไม่มีทางชนะธรรมชาติได้ เพราะถ้าธรรมชาติไม่ปรานี เราก็ไม่สามารถกลับมาได้

ผมบอกตัวเองเสมอว่า “48 วันจากพรมแดนฝั่งตะวันออกจนถึงพรมแดนฝั่งตะวันตกของเนปาล บนเส้นทางบนเทือกเขาหิมาลัย 1,600 กิโลเมตร ผมไม่ได้พิชิตอะไรเลย นอกจากการพิชิตใจและร่างกายตัวเอง ผมไม่ใช่คนเก่ง และการที่เป็นคนไทยคนแรกที่ไปพิชิตที่นั่นสำเร็จก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าภาคภูมิใจ เพราะสิ่งที่ทำให้เราจบกลับมาได้ เกิดจากธรรมชาติต่างหากที่ปรานีเรา เพราะหิมาลัยต่างหากที่ปล่อยให้เรากลับมา

หลังจากกลับมาเนปาล ผมเปลี่ยนแนวคิดอะไรหลายๆ อย่าง ผมกลายเป็นคนไม่กลัว ไม่มีข้ออ้างว่าเราไม่ชอบหรือไม่อยากทำ ถ้าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดีและผมน่าจะทำได้ และผมได้พักการวิ่งไปเกือบครึ่งปี เพราะผมรู้สึกอิ่มตัวกลับการท้าทายการวิ่งของตัวเอง ผมมานั่งคิดๆ ดูแล้ว เราไม่จำเป็นที่จะต้องก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองไปเรื่อยๆ ขนาดนั้น ตอนนี้ผมเลยได้มองหาอะไรที่ตัวเองสามารถทำได้ ด้วยศักยภาพ ด้วยบุคลิกภาพของเรา ที่พอจะช่วยสังคมได้ เพราะผมอยากทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมให้มากขึ้น ลึกซึ้งมากขึ้นครับ

ส่วนเป้าหมายการวิ่งของผมตอนนี้เปลี่ยนไปแล้วครับ เนื่องจากด้วยภารกิจต่างๆ ทำให้ผมมีเวลาซ้อมน้อยลง แต่อนาคตผมคิดว่าจะทำงานและออกกำลังกายควบคู่กันไปให้ได้เหมือนเดิม อีกทั้งผมจะพยายามมองหาเป้าหมายอื่นๆ ให้แก่ตัวเองต่อไปด้วยครับ

ร้อยเรียงผ่านตัวหนังสือและภาพยนตร์สารคดี “ผู้ซึ่งหิมาลัยไว้ชีวิต”

ผมไปครั้งนี้ ผมต้องการไปให้คุ้มค่าและมีคุณค่ามากที่สุด ก่อนไปผมยอมเสียสละลาออกจากงานที่ทำมานานเพื่อไปแข่งรายการนี้โดยเฉพาะ ดังนั้น ผมจึงเตรียมตัวไปเพื่อเก็บภาพ เก็บวิดีโอโดยใช้กล้องแอ็กชันแคม (action camera) เพื่อเล่าและบันทึกเรื่องราวที่ผมได้เจอทุกวัน ซึ่งผมทำเช่นนี้จนจบการแข่งขัน 48 วัน บันทึกมาได้ประมาณกว่า 1,000 คลิป

ใน 1,000 คลิปนี้ ผมได้นักเขียนคือ ‘คุณเกริกศิษฏ์ พละมาตร์’ นามปากกา 'พลัง เพียงพิรุฬห์' กวีซีไรต์ ปี พ.ศ. 2559 และเป็นนักวิ่ง ช่วยเรียบเรียงขึ้นมาเป็นหนังสือ “ผู้ซึ่งหิมาลัยไว้ชีวิต” โดยภายในเล่มจะย่อ 48 วันให้กระชับ อ่านเร็ว อ่านง่าย อ่านเพลิน และมีภาพประกอบเยอะมาก หนังสือสามารถหาซื้อได้ที่ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือซื้อได้ที่ https://shop.thai.run ครับ

นอกจากนี้ ผมยังได้นำคลิปทั้งหมดไปให้นักตัดต่อทำออกมาเป็นภาพยนตร์สารคดี ความยาวประมาณ 50 นาที ทั้งหมดเกิดจากผมเป็นคนถ่ายเอง เป็นเหตุการณ์จริง ตอนนี้ภาพยนตร์เสร็จแล้ว และพร้อมที่จะเผยแพร่ทางออนไลน์แล้ว สามารถดูได้ที่ Youtube โดยทำขึ้นแบบไม่มีลิขสิทธิ์ ทุกคนสามารถดาวน์โหลดไปดู และส่งต่อกันได้ครับ

หนังสือและภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้มีหลากหลายมุมมองมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแรงบันดาลใจ การก้าวข้ามผ่านขีดจำกัด ความท้าทาย ความเพียร ความพยายาม ความอดทน ความไม่ท้อถอย รวมไปถึงแง่คิดและปรัชญาหลายๆ อย่างที่ซ่อนอยู่ในนั้น ซึ่งผมอยากจะส่งต่อเรื่องราวเหล่านี้ให้แก่ทุกคนครับ

อยากเริ่มต้น “วิ่ง” ต้องค่อยเป็นค่อยไป

ผมว่าทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วว่าการออกกำลังกายดีอย่างไร ผมว่าทุกคนเชื่อด้วยว่าการออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดี แต่ส่วนใหญ่แล้วอาจจะยังขาดความรู้ ทักษะ พื้นฐาน อย่างบางคนที่เพิ่งเริ่มต้น ทำได้ครั้งสองครั้งก็เลิก ก็เบื่อไป โดยสาเหตุที่เลิก เหตุผลหนึ่งเลยคือ เหนื่อย หรือไม่ก็บาดเจ็บ แน่นอนว่าขึ้นชื่อว่า ‘ออกกำลังกาย’ ยังไงก็ต้องเหนื่อยครับ แต่ถ้าเราเข้าใจ แล้วทำไปจนถึงจุดที่เราทนได้ เราฝืนสักนิดหนึ่ง ครั้งต่อไปเราจะออกกำลังกายได้นานขึ้น หรือถ้าไม่อยากบาดเจ็บ เราต้องเข้าใจพื้นฐานการออกกำลังกายก่อนว่ามันมีข้อจำกัดอะไรบ้าง ทำยังไงเราถึงจะไม่บาดเจ็บ

อย่างการวิ่งก็เหมือนกัน ต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่าเห็นว่าเพื่อนวิ่ง 10 กิโลเมตรได้ ก็จะวิ่งตามเพื่อน อย่าเพิ่งรีบนะครับ ให้เริ่มจากวิ่งทีละ 1-2 กิโลเมตรก่อน จากนั้นค่อยๆ เพิ่มระยะทาง เราจะสนุก ทำยังไงก็ได้ครับให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องสนุก ทำแล้วมีความสุข แล้วจะทำได้นาน

สามารถติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ที่ WWW.DrJung.run

เรื่อง : วรัญญา งามขำ
ภาพ : ธัชกร กิจไชยภณ
คลิปวิดีโอ : ทีมบ้านๆ โปรดักชั่น



กำลังโหลดความคิดเห็น...