xs
xsm
sm
md
lg

ฤาจะเสียกรุงกันอีกครั้ง! พลังความสามัคคีและการแตกสามัคคี เห็นเด่นชัดมาแล้วในประวัติศาสตร์!!

เผยแพร่:   โดย: โรม บุนนาค


นักประวัติศาสตร์ในอดีต ได้สรุปความเห็นบันทึกไว้ในพงศาวดารแล้วว่า เหตุที่กรุงศรีอยุธยาต้องเสื่อมถอยหมดกำลังลง จนต้องเสียกรุงแก่พม่า ก็เพราะคนไทยเข่นฆ่ากันเองจากการแย่งชิงอำนาจหลายต่อหลายรุ่น

นับตั้งแต่สิ้นรัชสมัยพระเจ้าอู่ทอง ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา การเข่นฆ่าเพื่อชิงอำนาจก็มีมาตลอด ทำให้บ้านเมืองเสื่อมถอยอ่อนกำลังลงทุกที จนก่อนจะเสียกรุงครั้งแรก การเมืองก็แบ่งขั้วออกเป็นสองฝ่าย พี่น้องต้องแปรพักตร์ไปอยู่ข้างข้าศึก ทั้งยังมีคนไทยขายชาติเปิดประตูเมืองให้พม่า ประวัติศาสตร์จึงต้องจารึกถึงการเสียกรุงครั้งที่ ๑

เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงประกาศอิสรภาพ เพียง ๑๕ ปีในรัชกาลของพระองค์ เมื่อคนไทยรวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเพราะมีผู้นำที่เข้มแข็ง มุ่งทำเพื่อชาติ พลังความสามัคคีก็สามารถสร้างชาติคืนสู่ความเป็นปึกแผ่นได้อย่างรวดเร็ว จนกรุงศรีอยุธยากลับเป็นเมืองที่รุ่งเรืองร่มเย็นเป็นสุขที่สุดในเอเซียอาคเนย์

แต่แล้วเพียงสิ้นรัชสมัยของสมเด็จพระเอกาทศรถ ที่ต่อจากสมเด็จพระนเรศวรเท่านั้น การเข่นฆ่าเพื่อชิงอำนาจก็กลับคืนมาอีก ชะตาของกรุงศรีอยุธยาเริ่มนับถอยหลังและอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ ไม่เหลือขุนนางดีมีความสามารถทำงานให้บ้านเมือง ต้องไปจ้างคนต่างชาติมาเป็นผู้บังคับบัญชาทหาร มาเป็นขุนนาง แม้แต่ตำแหน่งอัครมหาเสนาบดียังต้องใช้คนสัญชาติกรีก จนมาได้ผู้นำที่อ่อนแอ ขุนนางข้าราชการเหลือแต่คนไร้ความสามารถ กรุงศรีอยุธยาจึงถึงชะตาขาด ไม่อาจฟื้นคืนมาได้อีก

และเพียง ๑๕ ปีอีกเหมือนกัน ในสมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงผนึกกำลังความสามัคคีของคนไทย กอบกู้บ้านเมืองขึ้นมาได้ใหม่ จนพระราชอาณาจักรแผ่ไพศาลยิ่งกว่าสมัยใด

การแตกความสามัคคี และ พลังความสามัคคี จึงเป็นบทเรียนที่เห็นเด่นชัดในประวัติศาสตร์

เหตุการณ์วิกฤติของบ้านเมืองยามนี้ เป็นสิ่งที่น่าวิตก คนไทยกำลังถูกปั่นหัวให้เข่นฆ่ากันเอง ในยุทธการชิงอำนาจของคนที่เห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง สงครามกลางเมืองที่เลือดไทยนองแผ่นดินไทย จึงเป็นสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้อีก ถ้าคนไทยยังไม่สำนึกถึงบทเรียนในประวัติศาสตร์

การเมืองไทยในช่วงที่ผ่านมาและกำลังเป็นอยู่ ดูจะคล้ายกับยุทธการชิงอำนาจในสมัยกรุงศรีอยุธยาเข้าไปทุกที

แม้การแย่งชิงอำนาจจะไม่มีเกิดขึ้นในช่วง ๑๕๐ ปีแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ แต่พอเปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบประชาธิปไตยใน พ.ศ.๒๔๗๕ วัฏจักรของการแย่งชิงอำนาจก็กลับมาอีก มีการยึดอำนาจกันด้วย “ปืน” หลายต่อหลายครั้ง

แน่นอนว่าฝ่ายตรงกันข้ามกับผู้ชนะย่อมถูกกำจัดให้ออกไปพ้นทาง คนดีมีความสามารถถูกปลดออกไป “นั่งตบยุง” บ้างก็เอาไปใส่คุกด้วยข้อหาที่ไม่ชัดเจน บ้างก็ตั้งศาลพิเศษขึ้นมาเฉพาะเพื่อกำจัดเสี้ยนหนามทางการเมืองที่หาหลักฐานมากล่าวหาไม่ได้ จนถึงขั้นพิพากษาประหารชีวิตหมู่ หรือยิงทิ้งศัตรูทางการเมืองเสียดื้อๆในสมัยที่ถูกขนานนามว่า “ยุคทมิฬครองเมือง”

ประชาชนถูกกำจัดเสรีภาพจนไม่มีทางร้อง ได้แต่ภาวนาหา “อัศวินม้าขาว”
แต่กลับได้ “นกกระสาฝูงใหม่” ที่เลวร้ายยิ่งไปกว่าฝูงเก่า

ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๐ เป็นต้นมา การเมืองไทยยิ่งจมหนักขึ้นไปอีก มุ่งกันแต่ “อำนาจและเงิน” การคอร์รัปชั่นแผ่กระจายไปทั่วทุกเส้นเลือดของประเทศ จนถือเป็นประเพณี เพราะคนโกงถูกปกป้องด้วยคนโกงด้วยกัน จนยากที่กฎหมายจะเอาตัวมาลงโทษได้ ทำให้มีคนกล้าโกงมากขึ้น

ในช่วงที่เผด็จการครองเมือง มีกบฏและรัฐประหารเกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง ชนะเป็นรัฐประหาร แพ้เป็นกบฏ แต่ประชาชนก็ไม่แน่ใจว่า การยึดอำนาจนั้นเพื่อเข้ามากำจัดคอรัปชั่น หรือเข้ามาเพื่อขอมีโอกาสคอรัปชั่นบ้าง จึงหมดความหวังที่จะฝากอนาคตไว้กับ “อัศวินม้าขาว” ทั้งยังไม่มีโอกาสอ้าปากเรียกร้องหาความเป็นธรรม ได้แต่ติดตามข่าวการรัฐประหารแต่ละครั้งเหมือนดูถ่ายทอดการชกมวย อยากรู้แต่เพียงใครจะชนะ

เมื่อนิสิตนักศึกษาและประชาชนทนไม่ไหวกับการย่ามใจของผู้ครองอำนาจ ลุกฮือขึ้นต่อต้านทรราชในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ประชาธิปไตยเบ่งบาน ...แต่ก็ในช่วงสั้นๆ เท่านั้น

ในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ กลุ่มผู้สูญเสียอำนาจดิ้นอีกเฮือก ใช้ชมรมวิทยุปลุกปั่นหัวประชาชน สร้างข่าวเท็จใส่ร้ายป้ายสีนิสิตนักศึกษา เข่นฆ่าด้วยวิธีป่าเถื่อนที่สุดในประวัติศาสตร์ เพื่อให้เกรงกลัวไม่กล้าหือ

อย่างไรก็ตาม แม้กลุ่มอำนาจเก่าจะทำได้ผล แต่ประชาชนก็ตื่นขึ้น
ฉะนั้นเมื่อกลุ่มผู้หลงอำนาจจะนำวิธีโหดร้ายอำมหิตมาปราบปรามประชาชนให้ยำเกรงด้วยวิธีเก่าอีกในเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ จึงต้องถูกสาปแช่งไปทั้งเมืองและทั่วโลก ทำให้การยึดอำนาจด้วยรัฐประหารเป็นที่รังเกียจอย่างหนัก จนเชื่อกันว่าไม่สามารถนำวิธีนี้มาใช้ได้อีกในสังคมไทย

“การเลือกตั้ง” ถูกเรียกร้องว่าเป็นเสียงสวรรค์

แต่แล้วการยึดอำนาจด้วย “เงิน” ก็ถูกนำมาใช้เป็นรูปแบบใหม่แทนยึดอำนาจด้วย “ปืน”

แต่กลับเลวร้ายยิ่งกว่า มีการ “ถอนทุน” พร้อมกำไร เพื่อเตรียมใช้ยึดอำนาจในครั้งต่อไป

และใช้เงินซื้อทุกอย่าง ตั้งแต่คนที่จะเข้าไปยกมือให้ในสภา ซื้อคนที่สามารถรับใช้ในหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนองค์กรอิสระที่จะมาคานอำนาจ

แต่เงินก็ไม่สามารถซื้อได้ทุกอย่าง การต่อสู้ขัดขวางการ “กินเรียบทั้งเมือง” จึงเกิดขึ้น ทำให้ระบอบประชาธิปไตยถึงทางตัน จนเกิด “วิกฤติที่สุดในโลก” ขึ้น
การรัฐประหารที่น่ารังเกียจ จึงถูกนำมาใช้อีกในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ แต่กลับได้รับความชื่นชมจากคนจำนวนไม่น้อย เพราะพฤติกรรมของนักการเมืองน่ารังเกียจยิ่งกว่า

และรัฐประหารที่ไทยเราเชี่ยวชาญ ก็สามารถผ่าตัดรักษาโรคของประชาธิปไตย จนสามารถก้าวเดินต่อไปได้

แต่คนทำเกิดกลัวๆ กล้าๆ กับคำว่า “รัฐประหาร” กลัวคำครหาของต่างชาติที่ไม่เข้าใจการเมืองไทย หรือแกล้งไม่เข้าใจ จึงไม่กล้าใช้ความเด็ดขาดเข้าผ่าตัดต้นตอของวิกฤติ เลยทำให้วิกฤติกลับคืนมาได้อีกครั้ง

ความจริงรัฐประหารก็ไม่ได้เป็นความเลวร้ายทั้งหมด ขึ้นอยู่ที่เจตนาและพฤติกรรม
อย่างการทำรัฐประหารครั้งแรกในระบอบประชาธิปไตยของไทย เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๔๗๖ ที่นำโดย พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา และ พ.ท.หลวงพิบูลสงคราม เป็นรัฐประหารที่ตรงกันข้ามกับการรัฐประหารทั่วไป คือยึดอำนาจเพื่อเปิดสภาผู้แทนราษฎรและนำรัฐธรรมนูญกลับมาใช้ให้ครบทั้งฉบับ เนื่องจากรัฐบาลเผด็จการพลเรือนลุแก่อำนาจ สั่งการโดยพละการให้ปิดสภาผู้แทนราษฎรและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ทำให้ประชาธิปไตยที่เพิ่งเกิดชะงักอยู่เพียงแค่นั้น และทำท่าว่าจะถอยหลังลงคลอง

การรัฐประหารครั้งนั้นจึงทำให้ระบอบประชาธิปไตยก้าวเดินต่อไปได้ และเดินมาจนถึงทุกวันนี้

เพราะฉะนั้นอย่ายึดติดกับคำว่า “รัฐประหาร” หรือ “การเลือกตั้ง”
มีทั้งดีทั้งชั่ว ขึ้นอยู่เจตนาและพฤติกรรม

อด๊อฟ ฮิตเลอร์ ที่ทำให้ประชากรโลกต้องตายไปหลายสิบล้านคน ก็มาจากการเลือกตั้ง

ความวุ่นวายทางการเมืองในยุคของรัฐบาลที่มาจาก “การเลือกตั้ง” ก็เพราะประชาชนไม่ยอมให้อ้างคำว่า “มาจากการเลือกตั้ง” แล้วใช้ “อำนาจเผด็จการ”โดยไม่คำนึงถึงจริยธรรมและคุณธรรม

และถ้ายังคงใช้ระบบนี้กันต่อไป ปล่อยให้กลุ่มนายทุนธุรกิจใช้เงินยึดอำนาจได้ มีอำนาจแต่เพียงกลุ่มเดียว คนจำนวนมากที่รู้ทันก็จะไม่ยอมให้เอาประเทศชาติเป็นแหล่งทำธุรกิจการเมืองของคนเพียงหยิบมือเดียว

ความขัดแย้งแบ่งขั้วในสังคมยังต้องมีอยู่ต่อไป ไม่มีใครยอมใคร

คำว่า “สมานฉันท์” จึงเป็นแค่คำเรียกร้องที่ไร้เดียงสา หรือพราวไปด้วยกลมารยา
เพราะเป็นไปไม่ได้ ตราบที่ยังไม่สามารถแก้ไขต้นตอของความขัดแย้ง

เห็นทีประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยกับสมัยกรุงศรีอยุธยา

ฤาจะเสียกรุงกันอีกครั้ง!

ลองมองย้อนอดีต เปรียบเทียบกับปัจจุบัน อาจจะคาดเดาอนาคตได้


กำลังโหลดความคิดเห็น...