"ระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช" ระบุกรณีจ่อยุบพรรคไทยรักษาชาติ ตัดสิทธิ์ลูกชาย "ปรีชาพล" ตลอดชีวิต "ทุกอย่างมีลิขิตมาแล้ว อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด" แต่ขอความเมตตา ล่าสุด ฟ้องหมิ่นประมาท 2 เฟซบุ๊กโจมตี ปฏิเสธไม่เคยพูด "เขาสั่งมาให้เสนอพระนามฯ"
วันนี้ (14 ก.พ.) ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อาคาร B ชั้น 4 เมื่อเวลา 12.00 น. นางระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช อายุ 68 ปี ในฐานะนายกสมาคมเสริมสร้างครอบครัวให้อบอุ่นและเป็นสุข เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.นิติพัฒน์ วุฒิบุณยสิทธิ์ ผกก. (สอบสวน) บก.ปอท. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ใช้เฟซบุ๊ก "เสาวนิต การสุทธิ์" และ "Paul PK" ที่โพสต์ข้อความหมิ่นประมาทโดยพาดพิงถึงตนเอง และ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ(ทษช.) บุตรชายของตน ซึ่งสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของพรรค และครอบครัว
นางระเบียบรัตน์ กล่าวว่า กรณีที่ผู้ใช้เฟซบุ๊ก "เสาวนิต การสุทธิ์" ได้โพสต์ข้อความ เมื่อ 11 ก.พ. อ้างถึงคำพูดที่ รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง พูดออกรายการทีวีทำนองว่า เขาสั่งมาให้เสนอพระนามฯ โดยที่ลูกชายไม่ทราบมาก่อนนั้น ยืนยันว่าตนไม่เล่นและไม่มีเฟซบุ๊ก และไม่เคยพูดข้อความหรือออกรายการโทรทัศน์ใดๆ แต่เชื่อว่า ดร.สุขุม ไม่เกี่ยวข้อง เพราะตนกับ ดร.สุขุม ก็เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งหลังเกิดเหตุก็ยังไม่ได้พูดคุยกันถึงกรณีดังกล่าว ซึ่งถ้าหากมีอะไรคงต้องพูดคุยกันก่อนแล้ว ส่วนผู้ใช้เฟซบุ๊ก "Paul PK" โพสต์ข้อความทำนองว่า ตนเอาแต่ต่อว่าผู้อื่น แต่เมื่อลูกชายทำไม่เหมาะสม กลับไม่อบรมสั่งสอน และกล่าวพาดพิงพรรคไทยรักษาชาติว่า เป็นพรรคชายกระโปรง ถือเป็นการเหยียดหยามทางเพศซึ่งตนเองรับไม่ได้
เมื่อถามว่า หากในวันนี้ศาลรัฐธรรมวินิจฉัยยุบพรรค และตัดสิทธิการเมือง ร.ท.ปรีชาพล จะดำเนินการอย่างไรต่อ นางระเบียบรัตน์ กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า ทุกอย่างมีลิขิตมาแล้ว อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ครอบครัวดิฉันพร้อมยอมรับ แต่อยากขอความเมตตา เพราะเชื่อว่าลูกชายมีความรู้ความสามารถ ที่จะมุ่งมั่นตั้งใจทำงานเพื่อบ้านเมือง ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนก็พร้อมทำงานเพื่อประเทศชาติ ดิฉันมีความภูมิใจในตัวลูกชายของตนอย่างมาก
ด้าน พ.ต.อ.นิติพัฒน์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทตามกฎหมายอาญา และหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา เนื่องจากมีการเผยแพร่บนเฟซบุ๊ก ส่วนความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์นั้น ยังต้องตรวจสอบพยานหลักฐานที่ผู้เสียหายนำมาร้องเรียน และขยายผลเพิ่มเติมต่อไป ล่าสุดทราบว่าผู้ใช้เฟซบุ๊กทั้งสองรายได้ลบโพสต์ดังกล่าวทิ้งไปแล้ว


