xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 6-12 ม.ค.2562

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

1.“บิ๊กป้อม” เดือด ซัดกลับ “ไอ้ทักษิณ” หลังเหน็บ “ยุติธรรมแบบป้อมๆ” ด้าน “ยิ่งลักษณ์” ใช้พาสปอร์ตกัมพูชาตั้งบริษัทในฮ่องกง!
(ซ้าย) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม (ขวา) นายทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีคำพิพากษาศาลฎีกาฯ จำคุก 2 ปีคดีซื้อที่รัชดาฯ
ความเคลื่อนไหวทางการเมืองสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายพรรคเริ่มปราศรัยหาเสียง สำหรับพรรคที่หาเสียงแล้วเป็นประเด็น เช่น พรรคเพื่อชาติ (พ.พ.ช.) ซึ่งนายยงยุทธ ติยะไพรัช และนายจตุพร พรหมพันธุ์ กองเชียร์ พ.พ.ช.ได้ไปร่วมปราศรัยด้วยเมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา

โดยนายยงยุทธกล่าวตอนหนึ่งว่า “เราได้พยายามให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาประเทศไทย 3 ครั้งแล้ว แต่ไม่สำเร็จ จึงขอโอกาสครั้งนี้ ถือว่าเป็นครั้งที่ 4 หากได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนเลือก พ.พ.ช.”

หลังนายยงยุทธปราศรัยว่าจะพาทักษิณกลับบ้าน ผู้สื่อข่าวได้ถามประเด็นนี้กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่ง พล.อ.ประวิตรกล่าวยืนยันว่า ตนไม่เคยห้ามและต้องการให้กลับมาตลอด แต่ต้องกลับมาเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย เพราะนายทักษิณเป็นคนไทย

ด้านนายทักษิณได้ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์เหน็บ พล.อ.ประวิตรว่า “ป้อมบอกให้ผมกลับเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย ทั้งๆ ที่ป้อมส่งคนของป้อมเข้าไปนั่งทั้งนั้น ผมว่าป้อมทำเรื่องของตัวเองให้เคลียร์ดีกว่ามั้ยครับ เอาเด็กหน้าห้องป้อมออก แล้วปล่อยให้คนอื่นเข้ามาพิจารณาเรื่องนาฬิกายืมเพื่อนแทน เพราะกระบวนการยุติธรรมแบบป้อมๆ มันหมดความน่าเชื่อถือไปแล้วครับ”

ขณะที่ พล.อ.ประวิตรฟังนายทักษิณพูดแล้วเดือด จึงสวนกลับว่า “เรื่องนาฬิกาเป็นเรื่องของ ป.ป.ช. กระบวนการป้อมๆ ต้องไปหาไอ้ทักษิณ ไปถามมันเอง ไม่ทราบที่นายทักษิณออกมาตอบโต้ตลอด เขาอยากพูด จะทำอย่างไรได้”

ผู้สื่อข่าวถามว่า สายสัมพันธ์ของนักเรียนเตรียมทหาร (ตท.) ยังพอที่จะคุยกันได้หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “ไม่มีสายสัมพันธ์ของนักเรียนเตรียมทหารที่จะทำให้คุยกัน เพราะเป็นคนละเรื่อง เรื่องของพี่น้องส่วนหนึ่ง แต่เขาไม่นับถือเราเป็นพี่ เรื่องการทำงานก็ว่ากันไป ไม่เกี่ยวกัน เขาเป็นรุ่นน้อง แต่ไม่ใช่น้อง เพราะเป็นรุ่นหลัง”

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่นายยงยุทธ ติยะไพรัช ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคเพื่อชาติ เสนอให้ คสช.ตั้งโต๊ะเจรจากับนายทักษิณ เพื่อสร้างความปรองดองและประกาศจะนำนายทักษิณกลับบ้านว่า ไม่ได้สนใจ ทำไมจะต้องเจรจา เราไปสู้รบกับเขาหรือ “เขาไม่ได้สู้รบกับผม ไม่ใช่สงคราม หลักการของรัฐบาลก็คือ จะเจรจากับผู้หลบหนีคดีไม่ได้ ถ้าคิดว่าไม่มีความผิด ก็กลับมาสู้คดี เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและกฎหมาย ที่มีความผิดก็เป็นกฎหมายปกติ ไม่ใช่เป็นคำสั่งมาตรา 44 ของผมเสียเมื่อไหร่ เป็นกฎหมายปกติทั้งสิ้น”

ขณะที่นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีนายยงยุทธ ประกาศจะพานายทักษิณกลับบ้าน พร้อมเสนอให้เปิดโต๊ะเจรจากับนายทักษิณว่า วิกฤตทางการเมืองหลายครั้ง เกิดจากไม่ยอมรับกฎหมาย นิรโทษเลยซอยเพื่อพวกพ้องตนเองและครอบครัว ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองเคยพิพากษานายทักษิณไว้หลายคดี ที่จ่ออยู่ในศาล สามารถพิจารณาลับหลังจำเลยได้ หากหลบหนีด้วยข้อหาทุจริต คอร์รัปชั่น จะไม่มีอายุความ แปลว่า ถ้าคิดจะหนี ต้องหนีจนตาย ที่พูดไม่ใช่มีเจตนาเยาะเย้อย แต่พูดด้วยข้อกฎหมายที่เป็นหลักการของประเทศล้วนๆ เพราะที่ผ่านมา มีความพยายามทำลายล้างความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมด้วยวลีสองมาตรฐาน แต่ไม่เคยดูความผิดของตน ดังนั้น ไม่มีใครสามารถห้ามคนไทยไม่ให้เข้าประเทศไทยได้ แต่หากใครต้องคำพิพากษาจำคุก ต้องมารับโทษตามกฎหมายเสียก่อน

ส่วนความเคลื่อนไหวของนายทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่หนีคดีไม่ยอมกลับมารับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ นั้น สื่อประเทศจีนรายงานว่า ทั้งคู่ได้เดินทางไปเยี่ยมญาติพี่น้องฝั่งพ่อที่เมืองซัวเถา มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา

เป็นที่น่าสังเกตว่า เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ รายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ใช้พาสปอร์ตกัมพูชาหลบหนีออกจากไทยเมื่อปี 2560 และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังใช้พาสปอร์ตกัมพูชายื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท พีที คอร์ปอเรชั่น ที่ฮ่องกง เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2561 หลังหนีออกจากเมืองไทยเกือบปี โดยบริษัทดังกล่าวมี น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นกรรมการเพียงคนเดียว ซึ่งหลังจากตั้งบริษัทดังกล่าวได้ 4 เดือน น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานของท่าคอนเทนเนอร์สินค้านานาชาติซัวเถา (Shantou International Container Terminals) บริษัทบริหารท่าเรือขนาดใหญ่ในมณฑลกวางตุ้ง ของจีน

อย่างไรก็ตาม ทางการกัมพูชาได้ออกมาปฏิเสธเรื่องพาสปอร์ตของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดย พล.อ.เหมา จันดารา ผู้อำนวยการกรมข้อมูลประชากรของกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ยืนยันว่า รัฐบาลกัมพูชาไม่เคยออกหนังสือเดินทางให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ “เราไม่รู้ว่ามันเป็นของปลอมหรือไม่ แต่เราไม่เคยออกพาสปอร์ตให้ชาวต่างชาติ”

2.อียูปลดใบเหลืองประมงไทยแล้ว ด้าน “บิ๊กตู่” ปลื้มหลัง รบ.พยายามแก้ปัญหาตลอด 4 ปี ขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง!
(ซ้าย) พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี (ขวา) นายเคอเมนู เวลลา กรรมาธิการยุโรปด้านสิ่งแวดล้อม กิจการทางทะเล และประมง
เมื่อวันที่ 8 ม.ค. นายเคอเมนู เวลลา กรรมาธิการยุโรปด้านสิ่งแวดล้อม กิจการทางทะเล และประมง ได้ประกาศแถลงการณ์ผลการพิจารณาปลดใบเหลืองการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุมของไทย หรือไอยูยู แล้ว ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม หลังไทยสอบผ่านการปฏิรูปเพื่อควบคุมการทำประมงผิดกฎหมาย

ด้าน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเดินทางไปร่วมงานแถลงข่าวดังกล่าว เผยหลังพบหารือกับนายเคอเมนู เวลลา ว่า ประเทศไทยได้รับการปลดใบเหลือง หรือประเทศที่ไม่ให้ความร่วมมือในการทำประมงผิดกฎหมายแล้ว ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีและเป็นความสำเร็จที่ทุกภาคส่วนได้ร่วมมือกันพยายามแก้ไขปัญหาการทำประมงไอยูยูมาตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ปี ตั้งแต่ไทยได้ใบเหลือง เมื่อเดือน เม.ย.2558 “ประเทศไทยได้แสดงบทบาทและความรับผิดชอบ ทั้งในฐานะรัฐเจ้าของธง รัฐชายฝั่ง รัฐเจ้าของท่า และรัฐตลาด ในระดับมาตรฐานสากล ส่งผลให้อียูปลดใบเหลืองให้ไทย ซึ่งสะท้อนความสำเร็จที่ไทยได้ยกระดับการทำประมงเชิงพาณิชย์ ทั้งในและนอกน่านน้ำเข้าสู่มาตรฐานสากล และพร้อมที่จะเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือกับอียูเพื่อส่งเสริมการประมงอย่างยั่งยืนทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค และจากนี้ไปรัฐบาลไทยยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะขจัดปัญหาการทำประมงไอยูยู เพราะเห็นความจำเป็นในการรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำ ไม่เพียงเฉพาะประเทศ แต่รวมถึงทรัพยากรของโลกด้วย ส่งผลให้การแก้ไขปัญหาประมงไอยูยูได้ถูกกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ”

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยได้วางรากฐานระบบป้องกันการทำประมงไอยูยูไว้อย่างสมบูรณ์แล้ว ใน 6 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านกฎหมาย 2.การบริหารจัดการประมง 3.การบริหารจัดการกองเรือ 4.การติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวัง 5.ด้านการตรวจสอบย้อนกลับ และ 6.ด้านการบังคับใช้กฎหมาย โดยการดำเนินการระยะต่อไป ทั้งอียูและไทย เห็นชอบร่วมกันเกี่ยวกับแผนงานความร่วมมือเพื่อให้ไทยบรรลุการเป็นประเทศปลอดประมงไอยูยู หรือไอยูยูฟรี ได้โดยสมบูรณ์ รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือในระดับอาเซียนเพื่อแก้ไขปัญหาการทำประมงไอยูยูร่วมกัน

วันต่อมา 9 ม.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้แจ้งเรื่องที่สหภาพยุโรป (อียู) ประกาศปลดใบเหลืองการทำประมงไทย ให้คนไทยทราบทั่วกันอีกครั้ง พร้อมเผยว่า ไทยเป็นเพียงประเทศเดียวที่ได้รับการปลดธงเหลือง ทำให้ประเทศของเราสามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์ ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมในการทำประมงของประเทศ เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งออกสินค้าอาหารทะเลเป็นจำนวนมาก แต่ยังมีในส่วนอื่นๆ ที่เราต้องปรับปรุง และดำเนินการต่อไปให้เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืน

พร้อมกันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ขอบคุณ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี รวมถึงศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งขอบคุณชาวประมงทุกคนที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี จนทำให้การแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายประสบความสำเร็จ และว่า สิ่งเหล่านี้ถือเป็นประวัติศาสตร์หนึ่งที่เราสามารถดำเนินการได้ภายใน 4 ปี ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ดำเนินการตั้งแต่ปีแรกที่เราเข้ามาบริหารประเทศ

3.กกต.มีมติฟัน 3 รมต.-1 อดีต รมต. ปมถือครองหุ้นขัด รธน. เตรียมส่งศาล รธน.ชี้ขาด!
(บนซ้าย) นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (บนขวา) นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ (ล่างซ้าย) นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รมช.คมนาคม (ล่างขวา) ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล อดีต รมช.ศึกษาธิการ
จากกรณีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคเพื่อไทย ได้ยื่นเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบรัฐมนตรี 4 คน คือ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม, นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ว่า ถือครองหุ้นสัมปทานของรัฐ เข้าข่ายกระทำการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 186 ประกอบมาตรา 184 วรรคหนึ่ง (2) มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) หรือไม่ โดยยื่นตั้งแต่เมื่อเดือน ม.ค.2561

ล่าสุด มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 8 ม.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการ กกต.ได้ประชุมพิจารณารายงานผลการตรวจสอบของคณะกรรมการไต่สวนแล้ว ก่อนมีมติว่า การถือครองหุ้นของทั้ง 4 รัฐมนตรีเข้าข่ายทำให้ขาดคุณสมบัติการดำรงตำแหน่ง จึงเห็นควรส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างให้สำนักงาน กกต.ยกร่างคำร้องก่อนเสนอให้ที่ประชุม กกต.พิจารณา และให้ประธาน กกต.ลงนาม เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ

ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ กกต.มีมติว่าการถือครองหุ้นของ 3 รัฐมนตรี และ 1 อดีตรัฐมนตรี ขัดรัฐธรรมนูญ โดยยืนยันว่า 3 รัฐมนตรียังสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งให้หยุดพักการปฏิบัติหน้าที่ระหว่างตรวจสอบ ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล และคาดว่าจะใช้เวลาพิจารณาไม่นาน ส่วนจะมีผลถึงการปรับคณะรัฐมนตรีหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ยังเร็วเกินไปที่จะพูด และเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี

4.โจรใต้เหิมหนัก! ฆ่าแขวนคออดีตครู ก่อนชิงรถทำคาร์บอมบ์ที่สงขลา ตร.เจ็บ 6 นาย ส่วนที่ปัตตานี ยิง อส.ดับ 4
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ผู้ว่าฯ ยะลา เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน มอบแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุคาร์บอมบ์ที่ จ.สงขลา (ล่าง) ร.ต.อ.หญิงสินีนาถ คงพุทธ หรือผู้กองจอย 1 ในผู้บาดเจ็บ
สัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดภาคใต้เกิดขึ้นหลายครั้ง เริ่มด้วยเมื่อวันที่ 8 ม.ค. คนร้ายได้วางระเบิดคาร์บอมบ์ บริเวณริมถนนใกล้ฐาน ตชด.43 ในพื้นที่หมู่ 3 ต.ท่าม่วง อ.เทพา จ.สงขลา ในช่วงเช้ามืด ส่งผลให้เจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 6 ราย ประกอบด้วย ร.ต.ท.สมนึก แก้วหมุน ผู้บังคับหมวดกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 43 ส่วนอีก 5 ราย เป็น ตชด.หญิงทั้งหมด ได้แก่ ร.ต.อ.หญิงสินีนาถ คงพุทธ หรือผู้กองจอย อายุ 28 ปี, ร.ต.อ.หญิงยุภาพร ศิริมุสิกะ อายุ 42 ปี, ร.ต.อ.หญิงศิรดา ริยาพันธ์ อายุ 43 ปี, ส.ต.ท.หญิงอารีนา บินสมิน อายุ 29 ปี และ ส.ต.ท.หญิงรัตติกาล ดีชู อายุ 31 ปี ซึ่งทั้งหมดอาการปลอดภัยแล้ว

จากการตรวจสอบพบว่า รถยนต์ที่คนร้ายนำมาทำคาร์บอมบ์เป็นรถที่ขโมยมา เจ้าของคือ นายอมตะ สโมทานทวี อดีตข้าราชการครู วัย 62 ปี ชาว อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ซึ่งถูกคนร้ายมัดมือมัดเท้า เอาเทปปิดปาก และจับแขวนคอเสียชีวิตภายในบ้าน

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้เชิญผู้ต้องสงสัยมาสอบปากคำ 3 คน ประกอบด้วย นายมนตรี ดอเลาะ อายุ 39 ปี, นายนูรุดดีน ดือเระ อายุ 35 ปี ทั้งสองคนมีประวัติเป็นแนวร่วมก่อความไม่สงบ และมีประวัติเคยถูกเจ้าหน้าที่เชิญมาให้ปากคำแล้ว ส่วนอีกคนคือ นายเดะอาเรฟ มะ อายุ 39 ปี ทั้งหมดเป็นชาว อ.สะบ้าย้อย และปฏิเสธว่า ไม่มีส่วนพัวพันกับระเบิดดังกล่าว นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้เชิญผู้ต้องสงสัยอีก 5 คนมาสอบปากคำ รวมเป็น 8 คน ส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่ อ.สะบ้าย้อย และมีประวัติเป็นแนวร่วมก่อความไม่สงบในพื้นที่

ส่วนที่ปัตตานี ช่วงสายวันที่ 8 ม.ค. ได้เกิดระเบิดริมถนนสายปัตตานี-ยะลา ส่งผลให้เจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 1 นาย คือ ส.ต.ศราวุธ อะมะมูล สังกัดหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 22 ถูกสะเก็ดระเบิดที่ลำตัวและแขน อาการสาหัส เหตุเกิดขณะ ส.ต.ศราวุธ พร้อมกำลังพล 6 นาย กำลังดูแลความปลอดภัยให้ครูและนักเรียนที่เดินทางมาโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 52 ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 100 เมตร

ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงเหตุระเบิดคาร์บอมบ์ที่สงขลาว่า เป็นฝีมือของกลุ่มบีอาร์เอ็น ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 4 ได้จัดชุดทำงานลงไปดูแลสกัดกั้นการทำงานของกลุ่มบีอาร์เอ็นให้มากขึ้นแล้ว

ขณะที่ พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวว่า กลุ่มที่ก่อเหตุระเบิดคาร์บอมบ์ที่สงขลา เป็นกลุ่มของนายบูคอลี หลำโซ๊ะ มีหมายจับตาม ป.วิอาญา เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ 4 อำเภอ จ.สงขลา และเขตรอยต่อ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี และว่า เหตุที่เกิดขึ้น ถือว่ากลุ่มคนร้ายซ้ำเติมพี่น้องประชาชนที่กำลังประสบภัยจากพายุปาบึก

นอกจากเหตุระเบิดคาร์บอมบ์ที่สงขลา และระเบิดที่ปัตตานีเมื่อวันที่ 8 ม.ค.แล้ว ปรากฏว่า วันที่ 10 ม.ค. ได้เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนลอบยิงเจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดน ประจำชุดคุ้มครองตำบลประจัน จ.ปัตตานี ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 4 นาย ซึ่งคนร้ายได้ยึดอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ไปด้วย 4 กระบอก โดยหลังก่อเหตุ คนร้ายได้โรยตะปูเรือใบไว้บนถนน เพื่อสกัดไม่ให้เจ้าหน้าที่ติดตามได้

จากการตรวจสอบเบื้องต้นทราบว่า คนร้ายได้แต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่ทหารพราน เข้าไปในโรงเรียน ทำทีเหมือนเข้ามาตรวจสอบความเรียบร้อย ก่อนใช้อาวุธปืนยิงเจ้าหน้าที่ อส.ที่อยู่ภายในโถงอาคารเรียนเสียชีวิต สำหรับผู้เสียชีวิต ประกอบด้วย นายสุไลมาน แวอุเซ็ง, นายมูฮำมัด เต๊ะเด็ะ,นายอับดุลเลาะ สาและ, นายบือราเฮง จิ หลังเกิดเหตุ ทางโรงเรียนได้ปิดการเรียนการสอนทันที เพื่อความปลอดภัยของครู นักเรียน และเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนทั้งหมด

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 10 ม.ค. เจ้าหน้าที่ได้จับกุมนายดัลยา อูมา ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีความมั่นคง ซึ่งเจ้าตัวสารภาพว่า เป็นผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี และร่วมก่อเหตุในพื้นที่ 4 ครั้ง ทั้งยังลอบยิงนางประพร แก้วมณีรัตน์ อส.จังหวัดปัตตานีเสียชีวิต และร่วมกับพวกลอบยิงฐานปฏิบัติการทหาร ลอบยิงฐานปฏิบัติการชุดคุ้มครองตำบล และลอบวางระเบิดเสาไฟฟ้า

นอกจากนี้ วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้ยิงปะทะกับกลุ่มคนร้ายบริเวณหลังมัสยิดกรือเซะ ต.ตันหยงลุโละ อ.เมืองปัตตานี และควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ 1 ราย ที่เหลือหลบหนี ผู้ที่ถูกควบคุมตัวคือ นายมะกรี อิสอปุเต๊ะ เป็นชาว อ.สะบ้าย้อย ตรวจสอบพบเป็นสมาชิกกลุ่มก่อความไม่สงบระดับแนวร่วม และคาดว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ยิง อส.เสียชีวิต 4 นาย ที่โรงเรียนบ้านบูโกะ อ.ยะรัง เนื่องจากมีระยะทางห่างกันเพียง 10 กิโลเมตร

5.ไทยคำนึงสิทธิมนุษยชน ไม่ส่งสาวซาอุฯ กลับประเทศ หลังหนีแต่งงาน ด้านยูเอ็นเอชซีอาร์ให้สถานะผู้ลี้ภัยแล้ว รอไป ปท.ที่สาม!
(บน) พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง นำทีมแถลง (ล่าง) น.ส.ราฮาฟ โมฮัมเหม็ด เอ็ม อัลคูนัน อายุ 18 ปี ชาวซาอุดีอาระเบีย
สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เกิดกรณี น.ส.ราฮาฟ โมฮัมเหม็ด เอ็ม อัลคูนัน อายุ 18 ปี ชาวซาอุดีอาระเบีย หลบหนีจากครอบครัว เพราะโดนบังคับให้แต่งงาน โดยเธอบินจากคูเวตเพื่อไปขอลี้ภัยยังประเทศออสเตรเลีย แต่มาแวะเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ และถูกเจ้าหน้าที่ไทยควบคุมตัวไว้ และเตรียมพิจารณาส่งตัวกลับประเทศ

โดย พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) เผยเมื่อวันที่ 7 ม.ค.ว่า น.ส.ราฮาฟหนีการแต่งงานมา แต่เนื่องจากไม่มีวีซ่าเข้าประเทศไทย เจ้าหน้าที่จึงได้ปฏิเสธการเข้าเมืองและอยู่ในกระบวนการส่งตัวกลับโดยสายการบินเดียวกับที่เดินทางมาคือ คูเวตแอร์เวยส์ ส่วนกรณีที่เจ้าตัวอ้างว่า ถูกยึดพาสปอร์ตนั้น เจ้าหน้าที่ไม่ทราบ แต่ น.ส.ราฮาฟไม่มีเอกสารอื่นๆ เช่น ตั๋วเครื่องบินโดยสารขากลับหรือเงินติดตัว

ด้าน น.ส.ราฮาฟ ได้ทวีตข้อความผ่านทางทวิตเตอร์ ร้องขอให้รัฐบาลไทยยุติการส่งตัวเธอไปยังคูเวต และขอให้ตำรวจไทยช่วยเดินเรื่องขอลี้ภัยให้ พร้อมอ้อนวอนให้คนที่อยู่สนามบินสุวรรณภูมิช่วยกันประท้วงคัดค้านไม่ให้ทางการไทยส่งตัวเธอกลับประเทศ

ขณะที่องค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชน เช่น ฮิวแมนไรท์วอทช์ ได้เรียกร้องให้ทางการไทยระงับการส่งตัว น.ส.ราฮาฟ กลับประเทศ เนื่องจากเกรงว่าเธอจะได้รับอันตรายตามที่เธอกล่าวไว้ ว่าหากเธอถูกส่งตัวกลับ เธออาจถูกครอบครัวสังหาร

ซึ่งในที่สุด ตำรวจไทยได้เปลี่ยนท่าที โดย พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล เผยหลังเจรจาร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวการท่าอากาศยาน กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) ประจำประเทศไทย ว่า น.ส.ราฮาฟขอพักอาศัยอยู่ในประเทศไทยระยะหนึ่ง ก่อนจะยื่นขอสถานะผู้ลี้ภัยและตัดสินใจว่าจะเดินทางต่อไปยังประเทศใด โดยภายใน 5 วัน จะสรุป และส่งตัวต่อไปโดย น.ส.ราฮาฟจะไม่มีความผิด “วันนี้ถ้าเขาต้องถูกทำร้ายถูกลงโทษ ลงทัณฑ์ ถูกฆ่า อย่างนี้เป็นต้น เราก็คงต้องใช้หลักสิทธิมนุษยชน หลักของศีลธรรม เข้ามาเดินคู่ขนานไปด้วย”

ขณะที่ทางการออสเตรเลียได้สั่งการให้ผู้แทนออสเตรเลียในไทยแจ้งรัฐบาลไทยและยูเอ็นเอชซีอาร์ประจำประเทศไทยว่า ออสเตรเลียมีความห่วงกังวล น.ส.ราฮาฟ และต้องการให้มีการประเมินคำร้องขอสถานะผู้ลี้ภัยของเธอโดยเร็วด้วย

เป็นที่น่าสังเกตว่า บิดาของ น.ส.ราฮาฟได้เดินทางจากซาอุดีอาระเบียมาไทย เพื่อขอพบลูกสาว แต่ น.ส.ราฮาฟไม่อนุญาตให้เข้าพบ โดยเธอยังยืนยันจะขอลี้ภัยในประเทศที่สาม ทั้งนี้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม.ยืนยันว่า กรณี น.ส.ราฮาฟ เป็นเรื่องในครอบครัว ไม่ใช่ปัญหาระหว่างประเทศ หรือการลี้ภัยทางการเมือง ซึ่ง น.ส.ราฮาฟ ต้องการให้ยูเอ็นเอชซีอาร์ดูแล

ต่อมา เมื่อวันที่ 9 ม.ค. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงมหาดไทยออสเตรเลียแถลงว่า ยูเอ็นเอชซีอาร์เห็นชอบให้สถานะผู้ลี้ภัยที่ชอบด้วยกฎหมายแก่ น.ส.ราฮาฟแล้ว และได้ส่งเรื่องดังกล่าวเพื่อให้ออสเตรเลียพิจารณาให้ น.ส.ราฮาฟ มีถิ่นพำนักในออสเตรเลียในสถานะผู้ลี้ภัย

ล่าสุด เมื่อวันที่ 10 ม.ค. นางมาริส เพย์น รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศ กระทรวงต่างประเทศและการค้าออสเตรเลีย ได้เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ก่อนให้สัมภาษณ์หลังเข้าพบว่า ขณะนี้การขอลี้ภัยของ น.ส.ราฮาฟ อยู่ระหว่างการพิจารณาของยูเอ็นเอชซีอาร์ประจำประเทศไทยในการติดต่อประสานงานกับรัฐบาลออสเตรเลีย หากส่งเรื่องถึงรัฐบาลออสเตรเลียเมื่อใด จะนำไปดำเนินการตรวจสอบต่อไป

ขณะที่ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม.ยืนยันว่า ยูเอ็นเอชซีอาร์ให้สถานะผู้ลี้ภัยแก่ น.ส.ราฮาฟเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของยูเอ็นเอชซีอาร์ว่าจะส่งเป็นผู้ลี้ภัยไปยังประเทศใด และต้องรอให้ประเทศปลายทางตอบรับมาก่อน จึงจะสามารถส่งตัวไปได้ ซึ่งต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง หากจะส่งตัวไปประเทศใด สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะอำนวยความสะดวกให้
กำลังโหลดความคิดเห็น...