xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 30 ธ.ค.2561-5 ม.ค.2562

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

1.สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 4-6 พ.ค.62 !

เมื่อวันที่ 1 ม.ค. สำนักพระราชวังได้ออกประกาศ เรื่อง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยเลขาธิการพระราชวังรับพระราชโองการเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมให้ประกาศให้ทราบทั่วกันว่า โดยที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทย ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา กราบบังคมทูลในนามของปวงชนชาวไทยนั้น

ทรงมีพระราชดำริว่า เป็นโอกาสอันควรที่จะได้ประกอบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามพระราชประเพณี เพื่อความเป็นสวัสดิมงคลของประเทศชาติและราชอาณาจักร ให้เป็นที่ชื่นชมยินดีของประชาชนผู้มีความหวังตั้งใจอยู่ทั่วกัน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้น ดังนี้

วันที่ 4 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562 พระราชพิธีบรมราชาภิเษก และเสด็จออกมหาสมาคม พระบรมวงศานุวงศ์ คณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล จากนั้น พระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร

วันที่ 5 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562 พระราชพิธีเฉลิมพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย และสถาปนาฐานันดรศักดิ์พระบรมวงศานุวงศ์ จากนั้น เสด็จเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค

วันที่ 6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562 เสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรยปราสาท พสกนิกรเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล จากนั้น เสด็จออก ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท คณะทูตานุทูตและกงสุลต่างประเทศเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล

ส่วนการเสด็จเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีขึ้นในช่วงการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ปลายปีพุทธศักราช 2562

วันต่อมา 2 มกราคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้อ่านแถลงการณ์ของสำนักพระราชวัง เรื่อง การพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ให้ประชาชนได้ทราบโดยทั่วกันอีกครั้ง พร้อมกล่าวว่า รัฐบาลได้ทราบประกาศด้วยความยินดียิ่ง และบัดนี้เป็นโอกาสสำคัญที่รัฐบาลจะได้ร่วมกับพสกนิกรชาวไทยเตรียมการจัดงานสนองพระราชดำริและพระมหากรุณาธิคุณให้สมพระเกียรติตามพระราชประเพณี

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า รัฐบาลได้เตรียมการชั้นต้นมาบ้างแล้วเกี่ยวกับการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ขณะนี้ถือว่ามีความชัดเจน จึงต้องเตรียมการพระราชพิธีที่เป็นทางการตามจารีตประเพณี “จะมีการหารือกันและแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดพระราชพิธีดังกล่าว ซึ่งที่ประชุมมอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เป็นหัวหน้าเตรียมการดังกล่าว นอกจากนี้จะกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นประธาน เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย”

2.“ในหลวง” พระราชทาน ส.ค.ส.2562 พร้อมอำนวยพรปีใหม่ให้คนไทยมีความสุขความเจริญ!
ส.ค.ส.พระราชทาน
เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานบัตรอวยพรประจำปีพุทธศักราช 2562 แก่ประชาชนชาวไทย โดยด้านในบัตรอวยพร มีพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร อยู่ด้านบน และมีพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร อยู่ด้านล่าง

ทั้งนี้ ด้านล่างของบัตรอวยพร มีข้อความลายพระหัตถ์ที่ได้พระราชทานพรว่า “ส.ค.ส.2562 ด้วยใจรัก ด้วยใจบริสุทธิ์ ให้ปีใหม่นี้ เป็นปีแห่งความสดใส สุขกาย สุขใจ สติปัญญารุ่งโรจน์ มีกำลังใจ ที่มีศรัทธาที่จะสร้างความสุขให้แก่ตน และทุกๆ คน ด้วยความปรารถนาดีต่อกัน เพื่อความสุขตลอดปีและตลอดกาล”

นอกจากนี้ยังมีภาพการ์ตูนฝีพระหัตถ์พร้อมข้อความ โดยด้านซ้ายมีข้อความ “ครอบครัวสุขสันต์ ช่วยกันดูแล” เป็นภาพครอบครัวช่วยกันทำความสะอาดรถ และรดน้ำต้นไม้ ส่วนด้านขวา มีข้อความ “ยามว่างแบ่งปัน สร้างสรรค์ความดี” เป็นภาพครอบครัวร่วมกันทำกิจกรรมต่างๆ ตามโครงการจิตอาสา “เราทำความดีด้วยหัวใจ” ทั้งการทำความสะอาด และการประกอบอาหาร

วันต่อมา 31 ธ.ค. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสอำนวยพร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2562 แก่ประชาชนชาวไทย ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ความว่า “บัดนี้ ถึงวาระดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2562 ข้าพเจ้าขอถือโอกาสนี้ส่งความปรารถนาดีและอำนวยพรแก่ทุกๆ ท่าน ให้มีความสุขความเจริญ ให้มีกำลังกาย กำลังใจ และสติปัญญาที่แจ่มใส เข้มแข็ง ตลอดจนสุขภาพที่แข็งแรง ประสบแต่ความสุขความเจริญ อันเป็นมงคลยิ่งๆ ขึ้นไป”

“เมื่อเรามีความรัก ความปรารถนาดี มีสติปัญญาและเหตุผล มีความรู้จักความพอเหมาะพอเพียง มีความอดทนพากเพียร รู้เหตุผล รู้วิธีการแก้ปัญหา ซึ่งจะนำพาซึ่งความสุขที่เกิดขึ้นในใจตน และนำไปสู่ความสุขต่อครอบครัว ต่อสังคม และประเทศชาติ ทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหา และฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น ให้ผ่านไปได้ด้วยดี ทำให้ชาติบ้านเมืองเจริญก้าวหน้าและมั่นคงได้”

“ขอพระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั้งปวง จงปกป้อง คุ้มครอง รักษา ให้ทุกท่านมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง มีขวัญและกำลังใจ สติปัญญาที่แจ่มใส ในการที่จะเป็นพลังที่เข้มแข็ง มั่นคง ต่อประเทศชาติและบ้านเมืองของเราต่อไป”

3.ส่อเลื่อนวันเลือกตั้งเป็นเดือน มี.ค. เพื่อไม่ทับซ้อนกิจกรรมพระราชพิธีบรมราชาภิเษก กกต.รอเคาะหลังโปรดเกล้าฯ พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง ส.ส.!
(ซ้าย) นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. (ขวา) นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี
ความเคลื่อนไหวทางการเมืองในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังสำนักพระราชวังออกประกาศว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกระหว่างวันที่ 4-6 พ.ค.2562 หลายฝ่ายเริ่มสงสัยว่าจะมีการเลื่อนการวันเลือกตั้งหรือไม่ จากที่คาดว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นในวันที่ 24 ก.พ.2562 เมื่อผู้สื่อข่าวไปถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เมื่อวันที่ 2 ม.ค. พล.อ.ประยุทธ์ตอบเพียงว่า เรื่องเลื่อนเลือกตั้งหรือไม่ เป็นเหตุและผลของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่วนตัวไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง ยังยึดหลักการตามโรดแมป ที่หลังจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มีผลบังคับใช้ในวันที่ 11 ธ.ค.2561 จะต้องมีการเลือกตั้งภายใน 150 วัน

ทั้งนี้ วันต่อมา 3 ม.ค. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้เข้าหารือกับ กกต. ก่อนแถลงในเวลาต่อมาว่า ได้นำรายละเอียดของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกมาอธิบายให้ กกต.ประกอบการพิจารณากำหนดวันเลือกตั้ง เพราะที่รับรู้โดยทั่วไป คือ พระราชพิธีจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 พ.ค. เพียง 3 วัน แต่ในรายละเอียดยังมีพระราชพิธีหรือกิจกรรมอื่นๆ ก่อน 15 วัน และหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีอีก 15 วัน

นายวิษณุกล่าวด้วยว่า “วันเลือกตั้งจะมีเมื่อไหร่ ไม่ได้มีผลต่อพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ถึงอย่างไรการเลือกตั้งต้องมีก่อนพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแน่ เพราะอยู่ในช่วง 150 วันนับจากวันที่ 11 ธ.ค.61-9 พ.ค.62 แต่สิ่งที่รัฐบาลเป็นห่วงคือ ช่วงเวลาหลังจากวันเลือกตั้ง ที่จะต้องมีการประกาศผลภายใน 60 วัน สมมุติเลือกตั้งวันที่ 24 ก.พ. จะประกาศผลหลังวันที่ 24 เม.ย.ไม่ได้ เพราะช่วงเวลาเดียวกันกับการทำพิธีน้ำอภิเษก กิจกรรมการเมืองกับกิจกรรมพระราชพิธีฯ จึงต้องไม่ทับซ้อนกัน ดังนั้น การประกาศรับรองผลเลือกตั้ง ส.ส.ที่เหมาะสมควรจะเกิดขึ้นหลังพระราชพิธีฯ คือ วันที่ 20 พ.ค. หาก กกต.จะยืนยันจัดการเลือกตั้งวันที่ 24 ก.พ. ก็ทำได้ แต่ระยะเวลาหาเสียงจะน้อยลง”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตามเงื่อนไขดังกล่าว เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 10 มี.ค.หรือ 17 มี.ค. นายวิษณุกล่าวว่า “ไม่ทราบ เพราะขึ้นอยู่กับ กกต. ยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้แนะนำวันที่เหมาะสมในการจัดการเลือกตั้ง ส่วนจะเลื่อนวันที่เท่าไหร่ จะเลื่อนหรือไม่เลื่อนขึ้นอยู่กับ กกต.”

มีรายงานว่า ในการหารือเรื่องวันเลือกตั้ง มีการเสนอวันอาทิตย์ที่ 24 มี.ค.และวันอาทิตย์ที่ 31 มี.ค. ซึ่ง กกต.จะประชุมเพื่อหาข้อสรุปอีกครั้งในวันที่ 4 ม.ค.

อย่างไรก็ตาม หลังประชุมเมื่อวันที่ 4 ม.ค. นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.เผยว่า ที่ประชุมได้รับทราบข้อมูลการเตรียมการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกและกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องตามที่นายวิษณุแจ้งให้ทราบแล้ว ยืนยันว่า กกต.มีความพร้อมในการจัดการเลือกตั้ง ส.ส. ส่วนการกำหนดวันเลือกตั้งนั้น กกต.จะพิจารณาและกำหนดวันเลือกตั้งเมื่อพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว

ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เผยเมื่อวันที่ 3 ม.ค.ว่า ขณะนี้ พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.ยังไม่กลับลงมา จึงถือว่ายังอยู่ในพระราชอำนาจ เมื่อมี พ.ร.ฎ.ลงมาแล้ว กกต.ต้องประกาศกำหนดวันเลือกตั้งภายใน 5 วัน

ส่วนความเคลื่อนไหวทางการเมืองอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้กล่าวเมื่อวันที่ 31 ธ.ค.ว่า ขณะนี้การเมืองแบ่งเป็น 3 ขั้ว (พรรคประชาธิปัตย์-พลังประชารัฐ-เพื่อไทย) โดยพรรค ปชป.ขอเป็นหนึ่งในทางเลือกของประชาชนที่จะเข้ามาเป็นผู้กำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาของประเทศ นายอภิสิทธิ์ยังประกาศโดยเอาตำแหน่งหัวหน้าพรรคเป็นเดิมพันด้วยว่า ถ้าพรรคได้ ส.ส.ต่ำกว่า 100 เสียง ยินดีลาออก เพราะถือว่าทำให้พรรคตกต่ำ แต่ถ้าได้เกิน 100 เสียง เส้นทางเดินข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ก็ต้องคุยกันก่อน ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชารัฐ หรือพรรคเพื่อไทย หากอุดมการณ์ตรงกัน ไปด้วยกันได้ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้มีการคุยกัน ยังไม่มีท่าทีออกมา

ขณะที่ก่อนเข้าสู่ศักราชใหม่ มีการทำโพลที่น่าสนใจอยู่ 2 โพล โพลแรก สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เผยผลสำรวจเรื่อง “เกาะติดเสียงประชาชนที่สุดแห่งปี” จากกลุ่มตัวอย่าง 2,437 คน ระหว่างวันที่ 10-29 ธ.ค.2561 พบว่า ผลงานของรัฐบาลและ คสช. ที่ประชาชนพอใจมากที่สุดในปี 2561 คือ การทำบ้านเมืองสงบสุข แก้ปัญหาผู้มีอิทธิพล รองลงมาคือ แก้ปัญหาค้ามนุษย์ ตามด้วยการจัดระเบียบสังคม เมื่อถามถึงบุคคลที่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย พบว่า อันดับ 1 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร้อยละ 23.7 อันดับ 2 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ร้อยละ 16.6 อันดับ 3 นายอภิสิทธิ์ เวยชชาชีวะ ร้อยละ 11.5 อันดับ 4 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ร้อยละ 11.0

ด้านสวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนในหัวข้อ “ที่สุดแห่งปี 61” จากกลุ่มตัวอย่าง 8,347 คน ระหว่างวันที่ 10-28 ธ.ค.2561 พบว่า นักการเมืองชายที่ชอบมากที่สุด คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร้อยละ 47.17 ตามด้วยนายทักษิณ ชินวัตร ร้อยละ 31.25 และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 21.58 ส่วนนักการเมืองหญิงที่ชอบมากที่สุด คือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ร้อยละ 34.20 รองลงมาคือ น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร ร้อยละ 33.47 และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ร้อยละ 32.33

4.พายุโซนร้อน “ปาบึก” ถล่มภาคใต้ของไทย น้ำท่วม-บ้านเรือนเสียหาย พบผู้เสียชีวิต 3 ราย สูญหาย 1 !
(บน) การอพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่เสี่ยงต่อพายุปาบึกเพื่อไปพักยังจุดที่เตรียมไว้ (ล่าง) ความเสียหายหลังพายุปาบึกถล่ม
สัปดาห์ที่ผ่านมา กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเตือนให้พี่น้องคนไทยโดยเฉพาะในจังหวัดภาคใต้ระวังพายุโซนร้อน "ปาบึก" (PABUK) บริเวณทะเลจีนใต้ ซึ่งช่วงแรก พายุลูกนี้ยังเป็นเพียงพายุดีเปรสชัน ที่กรมอุตุฯ คาดว่า จะเคลื่อนผ่านปลายแหลมญวน และเคลื่อนลงอ่าวไทยในช่วงวันที่ 2-3 ม.ค.โดยจะมีผลกระทบต่อภาคใต้ของไทยในช่วงวันที่ 3-5 ม.ค. คือทำให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง

แต่ต่อมา ช่วงเย็นวันที่ 1 ม.ค. กรมอุตุฯ ได้ออกประกาศฉบับที่ 5 ว่า พายุดีเปรสชันบริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่างได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน “ปาบึก” แล้ว คาดว่าจะเคลื่อนผ่านปลายแหลมญวน และเคลื่อนลงอ่าวไทยในช่วงวันที่ 2-3 ม.ค. และมีผลกระทบต่อภาคใต้ในวันที่ 3-5 ม.ค. ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากในวันที่ 3-4 ม.ค.บริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส กระบี่ ตรัง และสตูล ส่วนวันที่ 4-5 ม.ค. จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล พร้อมขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 5 ม.ค.

ทั้งนี้ กรมอุตุฯ ได้ออกประกาศเตือนประชาชนเป็นระยะๆ โดยเมื่อคืนวันที่ 3 ม.ค. ได้ออกประกาศว่า พายุโซนร้อน “ปาบึก” ได้เคลื่อนตัวลงสู่อ่าวไทยตอนล่างแล้ว คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราชในช่วงค่ำของวันที่ 4 ม.ค. ซึ่งจะทำให้มีฝนตกเป็นบริเวณกว้าง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ โดยคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันจะมีกำลังแรง ชาวเรือควรงดการเดินเรือตั้งแต่วันที่ 3-5 ม.ค.

ต่อมา วันที่ 4 ม.ค. พายุโซนร้อน “ปาบึก” ได้เคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณระหว่างอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ทำให้ภาคใต้มีฝนตกเป็นบริเวณกว้าง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ กรมอุตุฯ ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก

ทั้งนี้ ผลจากพายุโซนร้อนปาบึก ทำให้เกิดภาวะคลื่นลมแรงและน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ บ้านเรือนพังเสียหาย ต้นไม้ใหญ่โค่นทับบ้านเรือนและรถเสียหาย หลายพื้นที่เสาไฟฟ้าหักโค่น ส่งผลให้ไฟฟ้าดับ จังหวัดที่คาดว่าได้รับผลกระทบหนักสุด คือ จ.นครศรีธรรมราช อย่างไรก็ตาม ก่อนพายุจะเคลื่อนขึ้นฝั่งที่นครศรีธรรมราช รัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ เพื่อไปพักอยู่ในจุดที่จัดเตรียมไว้เพื่อความปลอดภัย

ต่อมา ช่วงเช้ามืดวันที่ 5 ม.ค. กรมอุตุฯ ออกประกาศว่า พายุโซนร้อน “ปาบึก” มีศูนย์กลางอยู่บริเวณอำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ จากนั้นช่วงสาย พายุโซนร้อนปาบึกได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชัน โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่บริเวณอำเภอทับปุด จังหวัดพังงา ก่อนเคลื่อนลงทะเลอันดามันเมื่อเวลา 09.00 น. ซึ่งกรมอุตุฯ เตือนว่า ยังทำให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่ โดยจะมีผลกระทบต่อไปอีก 1 วัน ขอให้ประชาชนระวังน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก รวมทั้งขอให้ชาวเรือควรงดการเดินเรือต่อไปอีก 1 วัน

สำหรับผลกระทบและความเสียหายจากพายุโซนร้อนปาบึกนั้น นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เผยว่า สถานบริการสาธารณสุขได้รับผลกระทบทั้งสิ้น 4 จังหวัด รวม 27 แห่ง คือ นครศรีธรรมราช 12 แห่ง สงขลา 10 แห่ง นราธิวาส 4 แห่ง และปัตตานี 1 แห่ง ส่วนใหญ่มาจากลมพัดแรงทำให้กระเบื้องหลังคาเสียหาย รวมถึงปัญหาไฟฟ้าดับ มีน้ำท่วมเข้าโรงพยาบาลบางแห่ง อาคารที่พักเจ้าหน้าที่ได้รับความเสียหาย แต่สถานพยาบาลยังสามารถให้บริการได้ 100% ซึ่งโรงพยาบาลแต่ละแห่งได้ใช้เงินบำรุงของโรงพยาบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาไปก่อน ทางส่วนกลางจะสำรวจความเสียหายทั้งหมดและจัดสรรงบประมาณลงไปช่วยเหลือต่อไป

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวนั้น นพ.สุขุมเผยว่า มีผู้เสียชีวิตจากพายุปาบึก 3 ราย อยู่ที่ จ.นครศรีธรรมราช 2 ราย รายแรกเกิดจากการขับรถชนต้นไม้ อีกรายจมน้ำเสียชีวิตขณะเอาเรือเข้าฝั่ง และที่ จ.ปัตตานี 1 ราย เกิดอุบัติเหตุเรือล่ม ซึ่งยังมีผู้สูญหายอีก 1 รายด้วย สำหรับศูนย์อพยพในจังหวัดต่างๆ ขณะนี้ทยอยปิดศูนย์ ส่งประชาชนและผู้ป่วยกลับบ้านแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ติดอยู่ตามเกาะต่างๆ เช่น เกาะพยาม และเกาะช้าง จ.ระนอง รวม 200 กว่าคน ได้มีการประสานเรือรบหลวงสงขลาในการไปรับตัวขึ้นฝั่งแล้ว

นพ.สุขุม กล่าวอีกว่า แม้พายุโซนร้อนปาบึกได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันและเคลื่อนตัวออกไปแล้ว แต่หลายพื้นที่ยังคงได้รับผลกระทบจากปลายหางพายุอยู่ ซึ่ง สธ.ได้เฝ้าระวังทั้ง 16 จังหวัด เนื่องจากยังมีปัญหาฝนตกในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี และระนอง จึงต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลาก รวมถึง จ.นครศรีธรรมราช ที่ต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมด้วย เพราะมีปริมาณน้ำฝนสะสมสูง 200-300 มิลลิเมตร จะทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากได้

5. 7 วันอันตรายปีใหม่ ยอดตาย 463 ศพ ด้าน “เซนติเมตร” สไตลิสต์ชื่อดัง นั่งซีอาร์วี ถูกวีออสชนตกคลองดับ!
(บน) ภาพจากกล้องวงจรปิดขณะเกิดอุบัติเหตุ (ล่าง) ภาพหลังเกิดเหตุ (ภาพเล็ก) นายจตุรภัทร เข็มนาค หรือ “เซนติเมตร” อายุ 28 ปี สไตลิสต์ชื่อดัง และพิธีกรรายการ “ล้นตู้” ผู้เสียชีวิต
เมื่อวันที่ 3 ม.ค. นายสุธี มากบุญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงสรุปผลการดำเนินงานลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2562 ว่า ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน (ศปถ.) สรุปอุบัติเหตุทางถนนระหว่างวันที่ 27 ธ.ค.2561-2 ม.ค.2562 ว่า เกิดอุบัติเหตุรวม 3,791 ครั้ง ลดลงจากปี 2561 จำนวน 50 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บรวม 3,892 ราย ลดลงจากปี 2561 จำนวน 113 ราย มีผู้เสียชีวิตรวม 463 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2561 จำนวน 40 ราย

สำหรับจังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิตมี 4 จังหวัด ได้แก่ แพร่, ตาก, สมุทรสงคราม และสตูล จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด คือ นครราชสีมา 25 ราย ขณะที่สาเหตุหลักของอุบัติเหตุ ยังคงเกิดจากการดื่มแล้วขับ และขับรถเร็ว

ด้าน พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เผยยอดยึดรถและดำเนินคดีผู้กระทำผิดช่วงเทศกาลปีใหม่ 27 ธ.ค.2561-2 ม.ค.2562 ตามมาตรการ “ดื่มไม่ขับ จับยึดรถ” ว่า มีการกระทำผิดในลักษณะที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ 310,012 ครั้ง, เจ้าหน้าที่เก็บรักษารถที่ฝ่าฝืนมาตรการดื่มไม่ขับไว้ 5,164 คัน, ยึดใบขับขี่ไว้ 8,312 คน, ส่งดำเนินคดี 245,954 คน

ทั้งนี้ เมื่อคืนวันที่ 2 ม.ค. เวลาประมาณ 21.30 น. ได้เกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนกันบริเวณแยกสิบสองปันนา ถนนคันคลองชลประทาน ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ โดยรถคันที่ถูกชนตกลงไปในคลอง จนมีผู้เสียชีวิต 2 ราย คือ นายจตุรภัทร เข็มนาค หรือ “เซนติเมตร” อายุ 28 ปี สไตลิสต์ชื่อดัง และพิธีกรรายการ “ล้นตู้” และนายศุภกิจ เกิดซ้ำ หรือ “โจ้” อายุ 30 ปี ผู้จัดการเน็กซ์ทู นอร์มอล ร้านมัลติ แบรนด์ในเครือเซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้งกรุ๊ป

จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบว่า ขณะเกิดเหตุ รถยนต์ฮอนด้า ซีอาร์วี ที่นายศุภกิจและนายจตุรภัทรขับมา เตรียมเลี้ยวขวาเพื่อข้ามสะพาน แต่ถูกรถเก๋งโตโยต้าวีออส ที่อยู่เลนขวาสุดวิ่งมาด้วยความเร็วและพุ่งชนอย่างจัง ส่งผลให้รถฮอนด้า ซีอาร์วี ไถลไปพุ่งชนขอบกั้นสะพานและตกลงไปในคลองทันที ขณะที่รถโตโยต้า วีออส จอดค้างอยู่บนขอบสะพาน

หลังเกิดเหตุ น.ส.วิจิตรา ปุกบุญเรือง คนขับรถโตโยต้า วีออส ให้การว่า ขณะจอดรถติดไฟแดงบริเวณสี่แยก รถตนอยู่เลนขวา ส่วนรถฮอนด้า ซีอาร์วี ของคู่กรณีจอดอยู่เลนกลางด้านหลัง เมื่อเปลี่ยนเป็นสัญญาณไฟเขียว ตนขับรถมุ่งหน้าไปทางตรง แต่รถยนต์ของคู่กรณีขับปาดหน้าเลี้ยวขวาเพื่อข้ามสะพานกะทันหัน ตนจึงพุ่งชนเต็มแรงจนรถฮอนด้า ซีอาร์วี กระแทกราวสะพานคอนกรีตจนพังและตกลงไปในคลองชลประทาน ส่วนรถตนจอดค้างบนราวสะพาน

น.ส.วิจิตรา กล่าวในเวลาต่อมาอีกว่า ก่อนเกิดเหตุ ตนอยู่ในเลนขวาสุดติดขอบสะพาน เมื่อขับมาเห็นเป็นไฟแดงจึงจอดรถ เมื่อไฟเขียว จึงเหยียบไปเลย เห็นรถคันดังกล่าวเปิดไฟเลี้ยวแล้วเลี้ยวเลย ด้วยความที่ตนขับรถอยู่ จึงเหยียบเบรกและหักพวงมาลัยไปทางขวา ทำให้รถคันนั้นครูดรถตนไป คิดว่าคู่กรณีขับมาเร็วเหมือนอยู่เลนซ้ายสุดแล้วจะเลี้ยวขวา เมื่อต้องแซงรถตนก็ต้องปาด ขณะที่ตนเมื่อเป็นไฟเขียวจึงต้องออกรถ “รู้สึกตกใจมาก พอชนก็ตั้งสติได้ เท้ายังเหยียบเบรกอยู่ เลื่อนเกียร์รถไปที่ตัว P แล้วดับรถ เดินลงมาถามพี่ที่เห็นเหตุการณ์ว่า หนูจะทำอย่างไรดี เขาก็ถามว่ามีประกันหรือไม่ ก็รีบโทรหาประกันและโทรหาพี่ที่ทำงานให้มาเป็นเพื่อน”

ด้าน พ.ต.ท.ธงชัย บัวเงิน พนักงานสอบสวน สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดและลงพื้นที่จุดเกิดเหตุ ตรวจสอบเส้นแบ่งการจราจร ถนนคันคลองชลประทาน (ขาออกเมือง) จุดเกิดเหตุ มีสัญญาณไฟ ถนนมี 3 ช่องทาง โดยช่องทางซ้ายสุดให้รถวิ่งไปทางตรง ช่องกลางเป็นช่องที่รถสามารถไปทางตรงและเลี้ยวขวาได้ และช่องขวาสุดเป็นช่องสำหรับกลับรถ โดยมีเครื่องหมายตีเส้นจราจรสีขาวแบ่งไว้ชัดเจน “จากภาพของกล้องวงจรปิด ช่องทางการเดินของรถคู่กรณีทั้ง 2 คัน พบรถยนต์ฮอนด้า ซีอาร์วี ขับมาตรงช่องทางถูกต้อง และสามารถเลี้ยวขวาได้ ไม่ได้ทำผิดกฎจราจร ส่วนรถเก๋งโตโยต้า วีออส หมายเลขทะเบียน สศ 9790 กรุงเทพมหานคร อยู่ช่องขวา ซึ่งเป็นช่องที่ใช้สำหรับยูเทิร์นเท่านั้น แต่ น.ส.วิจิตรา กลับขับไปทางตรงไม่ได้ยูเทิร์น กระทั่งชนรถฮอนด้า ซีอาร์วี ดังกล่าว”

ส่วนที่มีข้อสงสัยว่า หากรถฮอนด้า ซีอาร์วี ไม่เปิดไฟเลี้ยวขวา จะมีความผิดหรือไม่นั้น พ.ต.ท.ธงชัยกล่าวว่า คงต้องขอดูคลิปให้ชัดอีกครั้ง เนื่องจากเป็นรถวิ่งทางเดียว หากไม่เปิดไฟเลี้ยว ก็เป็นการกระทำผิดกฎจราจรเรื่องการไม่เปิดให้สัญญาณไฟเท่านั้น แต่รถเก๋งโตโยต้า วีออส ที่อยู่เลนขวาสุดกระทำผิดกฎหมายชัดเจนในเรื่องของ พ.ร.บ.จราจร

ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหา น.ส.วิจิตรา ฐานขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนผู้อื่นถึงแก่ความตาย และทรัพย์สินเสียหาย
กำลังโหลดความคิดเห็น...