xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 23-29 ธ.ค.2561

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

1.“บิ๊กป้อม” รอด ป.ป.ช.มีมติ 5 ต่อ 3 เชื่อ “นาฬิกาหรู” ของเพื่อน “แหวน” ของแม่ ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.!
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ความคืบหน้ากรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สวมใส่นาฬิกาหรูและแหวนเพชรถ่ายรูปร่วมกับคณะรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล แต่ไม่แจ้งทรัพย์สินดังกล่าวในรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2557 โดยมีผู้ร้องเรียนให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบว่า พล.อ.ประวิตร จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบหรือไม่

ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช.ได้แถลงผลการตรวจสอบและมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ต่อเรื่องดังกล่าว ซึ่ง พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. ได้ขอถอนตัวไม่เข้าร่วมพิจารณา คาดว่า เนื่องจากกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์ก่อนหน้านี้ว่า พล.ต.อ.วัชรพล เคยเป็นอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของ พล.อ.ประวิตร จึงถือว่ามีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องนี้

ทั้งนี้ ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ให้ พล.อ.ประวิตร ชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวถึง 4 ครั้ง ซึ่ง พล.อ.ประวิตร ชี้แจงว่า นาฬิกาทั้งหมด 22 เรือน ยืมจากนายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ เพื่อนสนิทและได้คืนไปหมดแล้ว ส่วนแหวนมีทั้งที่เป็นมรดกของบิดาที่มารดามอบให้ระหว่างที่ พล.อ.ประวิตร ดำรงตำแหน่งดังกล่าว

ขณะที่บางวงเป็นแหวนรุ่นหรือแหวนวัตถุมงคลมีมูลค่าไม่สูงมาก จากการสอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง และขอเอกสารหลักฐานจากผู้แทนจำหน่ายนาฬิกาหรูในประเทศไทย รวมทั้งขอเอกสารและความร่วมมือจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมศุลกากร และกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อตรวจสอบการสำแดงรายการนาฬิกาที่นำเข้าจากต่างประเทศ รวมทั้งผู้จำหน่ายนาฬิกาในต่างประเทศ ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ เป็นนักธุรกิจที่มีฐานะทางการเงินและมีทรัพย์สินเป็นจำนวนมากและชอบสะสมนาฬิการาคาแพง ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ช. ตรวจสอบพบว่า มีการเก็บรักษานาฬิการาคาแพงอยู่ในบ้านของนายปัฐวาท จำนวนมากกว่าที่ร้องเรียน

ซึ่งจากคำให้การของพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง ได้ข้อเท็จจริงว่า นายปัฐวาท เป็นคนมีฐานะดี คอยช่วยเหลือสนับสนุนทางด้านการเงินให้กับกลุ่มเพื่อนที่เคยศึกษาที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล และได้ให้เพื่อนยืมนาฬิการาคาแพงไปสวมใส่ ซึ่งรวมถึง พล.อ.ประวิตร เพื่อนร่วมห้องเดียวกับนายปัฐวาท ที่มีความสนิทสนมกันด้วย นอกจากกลุ่มเพื่อนในโรงเรียนเซนต์คาเบรียลแล้ว นายปัฐวาท ยังให้เพื่อนกลุ่มอื่นยืมนาฬิกาไปสวมใส่ด้วยเช่นกัน

เมื่อพิจารณาภาพของนาฬิกา 25 เรือนที่ปรากฏเป็นข่าวพบว่า มีภาพซ้ำกัน 3 คู่ จึงมีนาฬิกาที่ต้องตรวจสอบจำนวน 22 เรือน โดยพบว่าอยู่ในบ้านของนายปัฐวาท 20 เรือน และพบใบรับประกันนาฬิกาอีก 1 เรือน แต่ไม่พบตัวเรือน รวมเป็น 21 เรือน โดยใน 21 เรือนดังกล่าวพบหลักฐานว่า นายปัฐวาท เป็นผู้ซื้อจากผู้จำหน่ายในต่างประเทศจำนวน 1 เรือน ซื้อต่อจากผู้อื่นจำนวน 2 เรือน ส่วนที่เหลือไม่พบหลักฐานการซื้อจากผู้จัดจำหน่ายภายในประเทศ และกรมศุลกากรก็ไม่สามารถตรวจสอบยืนยันการนำเข้านาฬิกาจากต่างประเทศได้ เพราะผู้นำเข้าบางรายไม่สำแดงข้อมูลรายละเอียดของนาฬิกา ในส่วนของการขอข้อมูลการซื้อขายนาฬิกาจากต่างประเทศ บางประเทศปฏิเสธที่จะให้ข้อมูล ขณะที่บางประเทศตอบว่าไม่สามารถตรวจสอบได้

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานฟังได้ว่า นาฬิกาที่ปรากฏเป็นข่าวเก็บรักษาอยู่ในบ้านของนายปัฐวาท และเป็นส่วนหนึ่งของนาฬิการาคาแพงที่นายปัฐวาท ได้สะสมไว้ แม้ไม่ปรากฏเอกสารการซื้อขายว่านายปัฐวาท เป็นผู้ซื้อนาฬิกาดังกล่าว แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1369 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ที่ยึดถือทรัพย์สินนั้นไว้เป็นการยึดถือเพื่อตน จึงต้องด้วยบทสันนิษฐานตามกฎหมายดังกล่าวว่า นายปัฐวาทเป็นเจ้าของนาฬิกาตามภาพข่าวจำนวน 21 เรือน และได้ให้ พล.อ.ประวิตร ยืมใช้ในโอกาสต่างๆ ประกอบกับนายปัฐวาทได้ให้เพื่อนคนอื่นยืมใช้นาฬิการาคาแพงด้วย จึงรับฟังว่า เป็นการกระทำโดยปกติของนายปัฐวาท ที่ช่วยดูแลกลุ่มเพื่อนเก่าโรงเรียนเซนต์คาเบรียลที่สนิทสนมกัน รวมถึงเพื่อนกลุ่มอื่นด้วย

ส่วนนาฬิกาอีก 1 เรือน ที่ไม่พบตัวเรือนและไม่พบใบรับประกันนั้น จากการตรวจสอบยังไม่พบรายละเอียดข้อมูลนาฬิกาเรือนดังกล่าว แต่เมื่อนาฬิกาเป็นสังหาริมทรัพย์ที่เคลื่อนย้ายได้ง่าย และนายปัฐวาท ได้เสียชีวิตไปแล้ว และเมื่อรับฟังว่า พล.อ.ประวิตรได้ยืมนาฬิกาจากนายปัฐวาท มาสวมใส่ในการออกงานต่างๆ จำนวน 21 เรือน จึงรับฟังได้ว่า พล.อ.ประวิตร ได้มีการยืมนาฬิกาเรือนที่ยังตรวจสอบไม่พบมาสวมใส่เช่นกัน นอกจากนี้ ไม่ปรากฏว่านายปัฐวาท และบริษัท คอม-ลิ้งค์ เข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมแต่อย่างใด

ส่วนกรณีแหวนที่ปรากฏตามภาพข่าวที่ พล.อ.ประวิตร สวมใส่จำนวน 12 วงนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้พิจารณาคำชี้แจงของ พล.อ.ประวิตร แล้วเห็นว่า พยานหลักฐานรับฟังได้ว่า แหวนจำนวน 3 วงเป็นทรัพย์มรดกของบิดาของ พล.อ.ประวิตร ที่ได้รับจากมารดาในขณะดำรงตำแหน่งรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จึงไม่มีหน้าที่ต้องแสดงแหวนดังกล่าวในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินกรณีเข้ารับตำแหน่งดังกล่าว ส่วนแหวนที่เหลือเป็นแหวนที่เป็นสัญลักษณ์หน่วยทหาร หรือแหวนวัตถุมงคลที่มีราคาไม่มาก นำมาใส่เพื่อเป็นศิริมงคล หรือใส่เพื่อแสดงสัญลักษณ์ของสังกัด จึงไม่ต้องแสดงในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เช่นกัน

จากพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 3 เสียงว่า กรณียังไม่มีมูลเพียงพอว่า พล.อ.ประวิตร จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ หรือมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินนั้น ขณะที่กรรมการ ป.ป.ช.เสียงข้างน้อยเห็นว่า พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะวินิจฉัยได้ ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม นอกจากนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้แจ้งข้อมูลนาฬิกาจำนวน 22 เรือน ต่อกรมศุลกากรเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

ทั้งนี้ มีรายงานว่า กรรมการ ป.ป.ช. เสียงข้างมาก 5 คน ได้แก่ นายปรีชา เลิศกมลมาศ, นายณรงค์ รัฐอมฤต, นายวิทยา อาคมพิทักษ์, นายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร และ พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์ ส่วนเสียงข้างน้อย 3 คน ได้แก่ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ, น.ส.สุวณา สุวรรณจูฑะ และ พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง

ด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เตรียมเคลื่อนไหวล่ารายชื่อประชาชน 2 หมื่นชื่อเพื่อยื่นถอดถอน ปปช.เสียงข้างมากทั้ง 5 คนที่ลงมติยกคำร้องกรณีนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร โดยจะตั้งโต๊ะขอรายชื่อประชาชนบริเวณด้านหน้าร้าน CHA-SRISUWAN หน้าตลาดยิ่งเจริญ (ประตู 3) สะพานใหม่ ดอนเมือง ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 30 ธ.ค. นี้เป็นต้นไป ระหว่างเวลา 09.00 - 21.00 น. ของทุกวัน

2.“ป๋าเปรม” แนะ “บิ๊กตู่” ทำเป็นตัวอย่าง เห็นต่างอย่างมิตร ไม่ใช่ศัตรู ด้าน ชทพ.ร้าว ศึก 2 ตระกูล!
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.นำ ครม. เข้าอวยพร พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ
สถานการณ์การเมืองในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าอวยพร พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ เนื่องในเทศกาลปีใหม่ เพื่อความเป็นสิริมงคลและเพื่อขอพรจากผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่ทุกคนให้ความเคารพนับถือ ตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา

ทั้งนี้ พล.อ.เปรม ได้ขอบคุณนายกฯ และคณะรัฐมนตรีที่มาอวยพร พร้อมให้พรนายกฯ และ ครม.ตอนหนึ่งว่า คิดว่าสิ่งสำคัญที่บ้านเมืองไปได้ราบรื่นในการบริหารของนายกฯ และรัฐบาลชุดนี้ เนื่องจากเราเป็นมิตรกัน ...คิดว่า หากนักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเห็นแก่ความเป็นมิตร ทุกอย่างจะไปได้ราบรื่นและสวยงาม โดยทุกคนเห็นต่างกันได้ แต่ต้องเป็นมิตรกัน ก็จะดีมาก ขอให้นายกฯ เห็นว่า แม้ฝ่ายค้านเห็นต่าง ก็เห็นต่างกันอย่างมิตร อย่าเห็นต่างเป็นศัตรู ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีประโยชน์ “ขอให้นายกฯ จำคำนี้ไว้ว่า จะเห็นต่างกับฝ่ายค้านก็โอเค เพราะเห็นต่างกันอยู่แล้ว แต่ต้องเห็นต่างกันอย่างมิตร ผมอยากให้นายกฯ ทำเป็นตัวอย่างว่า ถึงผมเห็นต่างกับคุณ ผมก็เป็นเพื่อนกับคุณ คงจะทำให้ทุกอย่างราบรื่น ขอฝากนายกฯ อาจจะจำไปใช้ตามที่ผมพูดก็ได้ เพราะผมเคยใช้มาแล้วได้ผลดีมาก”

พล.อ.เปรมกล่าวด้วยว่า “ขอชมเชยนายกฯ ที่บริหารประเทศมาด้วยความโลดโผน และความมุ่งมั่นที่ทำให้ชาติบ้านเมืองของเรามีความสงบสุข คนไทยจะได้หายยากจนไปบ้าง เป็นการกระทำที่ได้บุญ ได้กุศล และเป็นตัวอย่างที่ดีของผู้นำประเทศ”

ส่วนความเคลื่อนไหวของพรรคต่างๆ นั้น พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เริ่มลงพื้นที่ต่างจังหวัดปราศรัยชู พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ อีกสมัย โดยเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานยุทธศาสตร์ภาคเหนือ พรรค พปชร. ได้ปราศรัยในงานเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดพิษณุโลกและสุโขทัยของพรรคที่ จ.พิษณุโลกถึงเหตุผลที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่ออีกสมัยว่า เพราะทำให้ประเทศสงบ พร้อมชูนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ซึ่งพรรคจะทำอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ได้ออกมาปรามในเวลาต่อมาว่า เห็นหลายพรรคชูประยุทธ์ตลอดทุกพรรค แต่ส่วนตัวยังไม่ได้ตัดสินใจสักพรรค ฉะนั้นขอให้ระมัดระวังด้วย การจะเสนอหรือกล่าวชื่อตนในเวทีโน้นเวทีนี้ ขอเตือนไว้ด้วย ตราบใดที่ตนยังไม่ตอบรับกับใคร ก็อย่าพูดถึง ขอให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่มีอยู่ ถ้าจะมีพรรคใดเสนอตนมา อาจจะรอเรื่องของกฎหมายต่างๆ ที่ยังไม่เรียบร้อยอยู่ก็ได้ ถึงช่วงนั้นค่อยว่ากันอีกที ตนก็ต้องพิจารณาอีกครั้ง จะทำต่อไปหรือไม่ และจะตอบรับพรรคใด ก็ต้องไปดูกันตรงโน้น ขอให้เคารพการตัดสินใจของตนด้วย

ขณะที่พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ เมื่อนายจองชัย เที่ยงธรรม ทิ้งพรรค ชทพ.ไปอีกคน ไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และจะลงสมัคร ส.ส.เขต 3 จ.สุพรรณบุรี ชนกับนายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรค ชทพ. ทำให้ น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค ชทพ.ถึงกับเครียด โดยบอกว่า นายจองชัยถือเป็นผู้ใหญ่ที่ตนและนายวราวุธ ศิลปอาชา น้องชาย ให้ความเคารพอย่างมาก ไม่ต่างจากที่นายจองชัยให้ความเคารพนายบรรหาร ศิลปอาชา บิดา นายจองชัยถือเป็นเสาหลักมีบทบาทช่วยนายบรรหาร ทำพรรคมาตั้งแต่สมัยพรรคชาติไทย (ชท.) จึงไม่เคยอยู่ในความคิดเลยว่า จะมีวันที่นายจองชัยจะทิ้ง ชทพ.ไปอยู่พรรคอื่น โดยจะเยียวยาด้วยการพูดคุย

ด้านนายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรค ชทพ.ก็เครียดเช่นกันที่นายจองชัยประกาศลงสมัคร ส.ส.เขต 3 จ.สุพรรณบุรีในนามพรรค ภท.เขตเดียวกับตน เนื่องจากไม่พอใจที่นายยุทธนา โพธสุธน หลานตนลงสมัคร ส.ส.เขต 4 จ.สุพรรณบุรี ในนามพรรค พปชร. ซึ่งเป็นเขตที่ ชทพ.จะส่งนายเสมอกัน เที่ยงธรรม บุตรชายนายจองชัย เป็นผู้สมัคร โดยกล่าวว่า ยอมรับว่าเครียดมาก และกำลังเคลียร์ปัญหาเรื่องนี้อยู่ ตนไม่อยากให้สุพรรณบุรีมีปัญหา เพราะที่นี่เป็นหัวใจของพรรค ชทพ.

3.เลือก ส.ว.กันเองระดับประเทศ 200 คนแล้ว กกต.เตรียมชง คสช.คัดเหลือ 50 ด้าน “อดีตทนายทักษิณ” เข้ารอบด้วย!
(บน) บรรยากาศการเลือก ส.ว.กันเองระดับประเทศ จาก 2,675 คน ให้เหลือ 200 คน (ล่าง) นายศุภชัย สมเจริญ อดีตประธาน กกต. ผ่านเข้ารอบ 200 คน
เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้จัดให้มีการคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กันเองในระดับประเทศ เพื่อให้ได้ผู้สมัคร ส.ว.จำนวน 200 คน ก่อนเสนอชื่อให้ คสช. คัดเลือกเหลือ 50 คน เพื่อไปรวมกับ สว.แต่งตั้ง 6 คนจากผู้บัญชาการเหล่าทัพ และอีก 194 คนที่ คสช.เลือกมาจากกระบวนการสรรหา รวมเป็น 250 คน

หลังการเลือก ส.ว.ระดับประเทศ 200 คนแล้วเสร็จ นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.แถลงสรุปภาพรวมให้สื่อมวลชนทราบว่า การเลือก ส.ว.ระดับประเทศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยมีผู้สมัคร ส.ว.ที่ผ่านเข้ามาสู่การเลือกระดับประเทศจำนวน 2,746 คน แบ่งเป็นสมัครด้วยตนเอง 2,294 คน, องค์กรแนะนำรายชื่อ 452 คน แต่มีผู้มารายงานตัวก่อนการคัดเลือก 2,675 คน ไม่มารายงานตัว 71 คน สำหรับการเลือก ส.ว.ระดับประเทศครั้งนี้ มีตัวแทนจากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย

นายอิทธิพรเผยด้วยว่า การคัดเลือก ส.ว.ครั้งนี้ มีประเด็นร้องเรียนในกลุ่มที่ 4 หรือกลุ่มอาชีพกสิกรรม ซึ่งกรรมการประจำหน่วยได้จดคำร้องเรียน เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาในขั้นตอนต่อไปแล้ว โดยหลังจากนี้ กกต.จะนำส่งรายชื่อ 200 คนดังกล่าวให้ คสช.คัดเลือกให้เหลือผู้ที่จะทำหน้าที่เป็น ส.ว.50 รายชื่อ และขึ้นบัญชีสำรอง 50 รายชื่อ

มีรายงานว่า ผู้ที่ผ่านการคัดเลือก ส.ว.ระดับประเทศ 200 คน ได้แก่ นายศุภชัย สมเจริญ อดีตประธาน กกต, นายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ อดีตกรรมการ กกต.,นายธนา เบญจาทิกุล อดีตทนายความส่วนตัวนายทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีคำพิพากษาศาลฎีกาฯ จำคุก 2 ปีคดีซื้อที่รัชดาฯ, พ.ต.ท.อัศวิน ณรงค์พันธ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 (ผบช.ภ.4) และอดีตที่ปรึกษานายอภิชาต สุขัคคานนท์ อดีตประธาน กกต.,พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปประเทศ (สปท.) ฯลฯ

ขณะที่นายศุภชัย สมเจริญ อดีตประธาน กกต. ซึ่งได้รับเลือกมาเป็นอันดับที่ 2 ในกลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม กล่าวว่า หลังจากนี้ยังต้องไปลุ้นกันอีกว่า คสช.จะเลือกตนหรือไม่ แต่มองว่า คสช.ไม่จำเป็นต้องเลือกคนที่ได้คะแนนสูงสุดในแต่ละกลุ่มแต่ละสายไปอยู่ในบัญชี 50 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นดุลยพินิจที่ไม่ขอก้าวก่าย เพราะเป็นอำนาจของ คสช.โดยตรง อย่างไรก็ตาม หากได้รับเลือก ตนจะใช้ประสบการณ์ในฐานะอดีตประธาน กกต. ในการทำงาน ส่วนการเลือกนายกรัฐมนตรี ส่วนตัวยังไม่ได้มองไปขนาดนั้น เพราะยังไม่รู้ว่า คสช.จะเลือกตนเข้าไปเป็นหนึ่งในนั้นหรือไม่

4.สนช. ผ่าน กม.ปลดล็อกใช้ “กัญชา-กระท่อม” ทางการแพทย์ ด้านภาค ปชช.ยื่น ป.ป.ช.เอาผิดอธิบดีกรมทรัพย์สินฯ ไม่ยกเลิกคำขอสิทธิบัตรกัญชา!
เครือข่ายประชาสังคมกัญชาเพื่อการแพทย์สำหรับประชาชน ยื่นหนังสือให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ยกเลิกสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับกัญชา
เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ วาระ 2 และ 3 จำนวน 28 มาตรา ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษพิจารณาเสร็จแล้ว

โดยสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ได้แก่ ให้กัญชาและกระท่อมออกจากการเป็นยาเสพติดประเภท 5 สามารถนำไปศึกษาวิจัยเพื่อรักษาโรคได้ ภายใต้การควบคุมดูแลทางการแพทย์ และเพิ่มกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษเฉพาะวาระที่เกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษประเภท 5 จำนวน 8 ตำแหน่ง ซึ่ง 8 ตำแหน่งดังกล่าวเป็นข้าราชการระดับอธิบดีกรมต่างๆ

รายงานแจ้งว่า การขออนุญาตและการออกใบอนุญาตเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ เพื่อประโยชน์ทางราชการ การแพทย์ การรักษาผู้ป่วย หรือการศึกษาวิจัยพัฒนา รวมถึงเกษตรกรรม พาณิชยกรรม วิทยาศาสตร์ หรืออุตสาหกรรม เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ต้องได้รับอนุญาตจากเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ อย. ส่วนการผลิต นำเข้า ส่งออก ครอบครอง หรือจำหน่ายกัญชา เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กระทรวงกำหนด และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ พร้อมกำหนดให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ให้ความเห็นชอบการกำหนดโซนนิ่งในการปลูกกัญชา หรือผลิต ทดสอบ เสพ หรือครอบครองในปริมาณที่กำหนด รวมทั้งมีอำนาจกำหนดให้ท้องที่ใดเป็นพื้นที่เสพกระท่อมได้โดยไม่เป็นความผิด โดยเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดในกฏกระทรวง

ทั้งนี้ หลังจากสมาชิก สนช.พิจารณาสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษครบทุกมาตราแล้ว ที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ด้วยคะแนน 166 ต่อ 0 งดออกเสียง 13 ให้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายต่อไป

หลัง สนช.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย ได้ออกมาโจมตีรัฐบาลว่า ไม่สนใจปกป้องคนไทย โดยกล่าวว่า แม้ร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดฯ จะได้รับความเห็นชอบจาก สนช. แต่ที่ผ่านมา คาดหมายว่าจะมีการยกเลิกการยื่นขอสิทธิบัตรเกี่ยวกับกัญชาก่อนกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ กลับปรากฏว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้ดำเนินการตามที่นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ให้ข่าวไว้ว่าจะยกเลิก 3 คำขอสิทธิบัตร ซึ่งจะเหลือ 7 คำขอ กลับกลายเป็นว่า ทั้ง 10 คำขอยังไม่ได้ยกเลิก เท่ากับไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่ได้ฟังเสียงประชาชน แล้วอนาคตจะฝากความหวังได้อย่างไร “ผมไม่เลือกพรรคพลังประชารัฐแน่นอน มีหลายเหตุผล รวมทั้งเหตุผลนี้ชัดเจนมาก...”

ด้านเครือข่ายประชาสังคมกัญชาเพื่อการแพทย์สำหรับประชาชน ได้ร่วมกันแสดงจุดยืนที่มหาวิทยาลัยรังสิตเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. เรียกร้องขอความเป็นธรรมกรณีขอให้ยกเลิกคำขอสิทธิบัตรกัญชาที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย และทวงถามความรับผิดชอบของรัฐบาล โดยนายปานเทพ พัวพงศ์พันธ์ คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ที่ให้ใช้กัญชาและกระท่อมทางการแพทย์ได้ ซึ่ง สนช.ผ่านร่างไปนั้น ไม่ได้ก่อประโยชน์แก่คนไทย แต่เอื้อประโยชน์นายทุน เพราะยังไม่ยกเลิกคำขอสิทธิบัตรกัญชา ทั้งที่ภาคประชาสังคมเรียกร้องให้ยกเลิกก่อนผ่านร่างกฎหมาย โดยกำหนดเวลา 15 วันต้องยกเลิกทั้งหมดที่เป็นปัญหา ซึ่งครบกำหนดวันที่ 27 ธ.ค. 2561 แต่กรมทรัพย์สินทางปัญญากลับนิ่งเฉย วันต่อมา 28 ธ.ค. ทางเครือข่ายฯ จึงไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ตรวจสอบอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่ยกเลิกเพิกถอนสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับกัญชาทั้งหมด

ด้านนายคมสันต์ โพธิ์คง อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยว่า กระบวนการทางกฎหมายจะเริ่มในเดือน ม.ค.2562 โดยจะฟ้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ และศาลปกครองกลาง โดยอาจจะขอให้พิจารณาไต่สวนฉุกเฉินเร่งด่วนเพื่อให้คุ้มครองคนไทย โดยยกเลิกคำขอสิทธิบัตรกัญชาจากต่างชาติทั้งหมดประมาณ 32 คำขอ เพราะเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 ทั้งเรื่องการผลิตที่ไม่ใช่สิ่งใหม่ และยังเป็นสารธรรมชาติที่ไม่สามารถจดสิทธิบัตรได้

5.โจรใต้เหิม ยึดสถานีอนามัยยิงถล่มฐานชุดคุ้มครองฯ ที่นราธิวาส ขณะที่สงขลา หาดสมิหลาก็โดนบึ้ม รูปปั้นนางเงือกหางขาด!
(บน) รูปปั้นนางเงือกทอง หางขาดจากเหตุระเบิดที่หาดสมิหลา จ.สงขลา (ล่าง) ความเสียหายจากเหตุระเบิดและยิงถล่มของกลุ่มโจรใต้ที่ จ.นราธิวาส
เมื่อกลางดึกคืนวันที่ 26 ธ.ค. ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้นบริเวณหาดสมิหลา แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครสงขลา 2 จุด จุดแรกบริเวณรูปปั้นนางเงือกทอง ส่วนอีกจุดบริเวณรูปปั้นหนูกับแมว ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 200 เมตร โชคดีไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ

ทั้งนี้ แรงระเบิด ส่งผลให้รูปปั้นนางเงือกทอง สัญลักษณ์ของหาดสมิหลา ทั้งยังเป็นเหมือนแลนด์มาร์คของเมืองสงขลา บริเวณส่วนหางของนางเงือกทองถูกแรงระเบิดขาดออกจากลำตัว

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (อีโอดี) ได้เข้าเคลียร์พื้นที่ และมีการตรวจพบวัตถุต้องสงสัย จึงเก็บกู้ยิงทำลาย 3 ครั้ง และยิงทำลายวัตถุต้องสงสัยในช่วงเช้าวันต่อมาอีก 2 ครั้ง

ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงเหตุระเบิดที่ จ.สงขลาว่า ขณะนี้รู้ตัวคนร้ายแล้ว เจ้าหน้าที่กำลังติดตามตัวอยู่ พร้อมคาดว่า น่าจะเป็นการสร้างสถานการณ์ในช่วงปีใหม่ พล.อ.ประวิตร ยืนยันด้วยว่า ก่อนเกิดเหตุ หน่วยงานด้านความมั่นคงไม่ได้รับแจ้งเตือนมาก่อน ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตรมองว่า มูลเหตุของระเบิดดังกล่าว ไม่น่าจะเกี่ยวกับสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยืนยันว่าเป็นเรื่องการเมือง แต่ใช้คนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาก่อเหตุ “มองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการสร้างสถานการณ์ เพราะไม่มีประชาชนและนักท่องเที่ยวได้รับบาดเจ็บ ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับที่ผมลงพื้นที่ จ.สงขลา เพื่อไปแจกโฉนดที่ดินคืนให้กับประชาชน”

ขณะที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) กล่าวถึงเหตุระเบิดที่หาดสมิหลาว่า จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบมีระเบิดทั้งหมด 5 ลูก เป็นระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายประกอบขึ้นเอง ทำงานโดยตั้งเวลาจุดชนวนระเบิด มีรัศมีทำลายล้างประมาณ 200 เมตร ส่วนสาเหตุของการลอบวางระเบิด พล.ต.อ.ศรีวราห์เชื่อว่า คนร้ายต้องการสร้างสถานการณ์ในพื้นที่ ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง พร้อมเชื่อว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในภาคใต้ที่ต้องการสร้างสถานการณ์ ส่วนจะหวังอะไร ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างแน่นอน โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบกล้องวงจรปิดและรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อติดตามจับกุมคนร้าย

พล.ต.อ.ศรีวราห์ ยังมองด้วยว่า เหตุระเบิดที่ จ.สงขลา เป็นเรื่องปกติที่คนร้ายมักก่อเหตุในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา หลังมีผู้ใหญ่ลงพื้นที่ “มันเป็นปกติ เพราะเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2547 ...พอเวลาเจ้านายลงพื้นที่ไปตรวจเยี่ยมจะต้อนรับ เป็นอย่างนี้เสมอมา เมื่อวานนี้ (26 ธ.ค.) เจ้านาย (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ไปแจกโฉนด พอกลับ กลุ่มนี้ก็ก่อเหตุ ก็มีการประชุมและกำชับให้เข้มงวดแล้ว”

หลังเกิดเหตุระเบิดเมื่อคืนวันที่ 26 ธ.ค. นายวีรนันทน์ เพ็งจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ได้สั่งการให้ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยพื้นที่เสี่ยงของ จ.สงขลาเป็นระดับสูงสุด โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ที่จะมีการจัดงานเคาท์ดาวน์ เพื่อเร่งสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว

ไม่เพียงเหตุระเบิดที่ จ.สงขลา เพราะ 2 วันต่อมา ช่วงเย็นวันที่ 28 ธ.ค. คนร้ายไม่ทราบจำนวนได้ก่อเหตุป่วนที่ จ.นราธิวาส หลายจุด เริ่มตั้งแต่กลุ่มคนร้ายนับสิบคนพร้อมอาวุธสงครามได้แฝงตัวเข้าไปในอาคารที่ทำการของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลกาลิซา ใน อ.ระแงะ จ.นราธิวาส พร้อมควบคุมตัวเจ้าหน้าที่ 4 คน ซึ่งทำงานล่วงเวลาให้เข้าไปหลบในอาคารที่ทำการ ก่อนใช้ของแข็งทุบกำแพง และใช้เป็นที่กำบัง จากนั้นใช้ระเบิดแสวงเครื่องแบบขว้างที่ผลิตขึ้นเอง 32 ลูก ขว้างเข้าใส่ฐานปฏิบัติการชุดคุ้มครองตำบลกาลิซา สลับกับการใช้อาวุธปืนสงครามยิงถล่มใส่ฐาน โจมตีฐานปฏิบัติการชุดคุ้มครองตำบล จากนั้นทั้งสองฝ่ายได้เปิดฉากยิงปะทะกัน กระทั่งสุดท้าย คนร้ายได้ล่าถอยไป

ในเวลาไล่เลี่ยกัน กลุ่มคนร้ายได้แยกย้ายกันก่อเหตุระเบิด 4 จุด ใน อ.จะแนะ โชคดีไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ นอกจากนี้ยังมีคนร้ายก่อเหตุระเบิดในพื้นที่ อ.ศรีสาคร 2 จุด จุดที่ 1 บริเวณหัวสะพานบ้านซากอ ส่งผลทำให้ชาวบ้านที่ขี่รถจักรยานยนต์ผ่านไปมาได้รับบาดเจ็บ 4 ราย ประกอบด้วย น.ส.สมใจ นวลจริง, นางมาสินี ยูโซะลีเมาะ, น.ส.อารีณี หะยีสะกันดา และ น.ส.อามีนา หะยีสะกันดา ส่วนใหญ่มีอาการหูอื้อ แน่นหน้าอก จุดที่ 2 บริเวณเสาไฟฟ้าบ้านละโอ ส่งผลให้เสาไฟฟ้าหักโค่น 1 ต้น ไม่เท่านั้น ยังมีคนร้ายวางระเบิดบริเวณเสาไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บ้านโคกยามู ในพื้นที่ อ.ตากใบ ส่งผลให้เสาไฟฟ้าหักโค่น 1 ต้น

หลังเกิดเหตุคนร้ายป่วนหลายจุดใน จ.นราธิวาส พล.ต.ต.ดุษฎี ชูสังกิจ ผบก.ภ.จว.นราธิวาส ได้สั่งการให้ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร และสารวัตรสถานีตำรวจภูธร ทั้ง 13 อำเภอ เพิ่มความเข้มในการปฏิบัติหน้าที่เฝ้าเวรยาม หากเกิดเหตุร้าย สามารถใช้มาตรการขั้นรุนแรงในการตอบโต้กลุ่มคนร้ายได้ทันที
กำลังโหลดความคิดเห็น...