xs
xsm
sm
md
lg

ย้อนรอย ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔! คนวิ่งหนีระเบิดเล่านาทีเฉียดตายอย่างสนุกสนาน!!

เผยแพร่:   โดย: โรม บุนนาค

“ฝนเหล็ก” จากเครื่องบินของฝ่ายสัมพันธมิตร
ในสงครามมหาเอเชียบูรพา แม้ฝ่ายสัมพันธมิตรจะมุ่งเป้าถล่มจุดยุทธศาสตร์ทางทหารของญี่ปุ่น แต่คนไทยในบริเวณใกล้เคียงต่างก็ถูกลูกหลงกันอ่วม ย่านที่โดนหนักที่สุดแห่งหนึ่งก็คือ บ้านบุ แหล่งทำขันลงหินมีชื่อ ซึ่งอยู่ติดกับชุมทางรถไฟบางกอกน้อย ต้นทางการลำเลียงทหารและยุทธปัจจัยของญี่ปุ่นลงสู่แหลมมลายูโดยทางรถไฟสายใต้ของไทย และเข้าสู่พม่าโดยทางรถไฟสายมรณะ

เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๖ ศูนย์ส่งเสริมการท่องเที่ยวของกรุงเทพมหานคร ได้จัดรายการเดินเท้าตามรอยสงครามมหาเอเชียบูรพา ไปพบคนที่มีชีวิตอยู่ในช่วงนั้นที่บ้านบุ ให้เล่าบรรยากาศตอนวิ่งหนีลูกระเบิดให้ฟัง ซึ่งก็นับว่าเป็นหนังตัวอย่างที่ดี ทำให้เห็นภาพชะตากรรมของคนไทยในยุคนั้น เลยขอนำมาเล่ารำลึกความหลังกันอีกครั้งในวันครบ ๗๗ ปีที่กรุงเทพมหานครเข้าสู่ยุคใต้ฝนเหล็ก

จากศูนย์ส่งเสริมการท่องเที่ยวของ กทม. ที่ริมฝั่งเจ้าพระยา เชิงสะพานานพระปิ่นเกล้า ผู้จัดพาไปลงเรือเลียบฝั่งไปดูสถานที่ที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับสงครามครั้งนี้

ใกล้ๆกับสะพานพระปิ่นเกล้าไปทางเหนือ จะเห็นตึกสีขาว ๓ ชั้นหลังหนึ่ง มีป้ายเลขที่ ๑๙ เป็นเลขไทยติดไว้ตัวโตที่หน้าบ้านด้านถนนพระอาทิตย์ ขณะนี้เป็นบ้านรับรองของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แต่สมัยก่อนเป็นที่รู้จักกันในนาม “ทำเนียบท่าช้าง” ที่พักของนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ผู้เป็นต้นคิดเปลี่ยนแปลงการปกครอง และเป็นเจ้าของรหัส “รู๊ธ” หัวหน้าขบวนการเสรีไทย ซึ่งใช้บ้านหลังนี้เป็นกองบัญชาการเสรีไทยด้วย

เหนือขึ้นไปอีกหลังที่อยู่ใกล้กัน มีชื่อว่า “บ้านมะลิวัลย์” เดิมเป็นวังเก่าของกรมพระนเรศวรฤทธิ์ พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๔ ที่มีบทบาทสำคัญในรัชกาลที่ ๕ ซึ่งรัชกาลที่ ๖ ทรงสร้างบ้านหลังนี้พระราชทาน ตอนนี้เป็นที่ทำการขององค์การยูนิเซฟ ใต้หลังคาทรงสูงของบ้านนี้มีห้องลับอยู่ห้องหนึ่ง กล่าวกันว่าเมื่อตอนสงครามเป็นที่ซ่อนตัวของร้อยเอกทหารอเมริกันคนหนึ่งอยู่เป็นปี คอยส่งข่าวการเคลื่อนไหวของทหารญี่ปุ่นที่สถานีรถไฟบางกอกน้อยซึ่งอยู่เยื้องฝั่งตรงข้ามให้ฝ่ายสัมพันธมิตร ญี่ปุ่นก็สงสัยว่าขนทหารทีไรถูกบอมบ์ทุกที และโรงเลื่อยที่ปากคลองบางกอกน้อยซึ่งเลื่อยไม้ให้กองทัพญี่ปุ่นก็ถูกบอมบ์เสียราบ

ส่วนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่อยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟธนบุรีพอดี นอกจากจะเป็นที่ซ่องสุมกำลังและอาวุธของเสรีไทยแล้ว ยังเป็นที่กักขังเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรด้วย เชลยที่เป็นทหารจะถูกลอบนำลงเรือออกไปปากอ่าวไทย เพื่อส่งให้เรือดำน้ำของฝ่ายสัมพันธมิตรนำกลับไป

ที่สถานีรถไฟธนบุรี ลุงประจวบ ทองคำสุก ในวัย ๘๐ เศษ พกความทรงจำเก่าๆ มาเล่าให้ฟังที่โคนต้นไม้ใหญ่ริมคลองบางกอกน้อย ย่านนี้โดนระเบิดเกลื่อนไปหมด ขนาดพระอุโบสถวัดอมรินทรารามยังหายไปทั้งหลัง เหลือแต่วิหารหลวงพ่อโบสถ์น้อย เลยร่ำลือกันว่าหลวงพ่อท่านศักดิ์สิทธิ์ มีคนอ้างว่าเห็นท่านยื่นมือขึ้นไปปัดลูกระเบิด

ลุงประจวบเล่าว่า คนย่านนี้ก็รู้ตัวกันดีว่าอยู่ติดกับจุดยุทธศาสตร์ มีโอกาสถูกลูกระเบิดได้มาก หลายคนจึงอพยพไปอยู่ที่อื่น แต่หลายคนเป็นห่วงบ้านอยู่เฝ้าบ้าน เลยไปทั้งบ้านทั้งคน

ลุงประจวบก็เป็นคนหนึ่งที่อยู่ล่อลูกระเบิด และต้องวิ่งใจหายใจคว่ำอยู่เป็นประจำ อย่างวันหนึ่งพอหวอมาต่างคนต่างวิ่ง ลุงประจวบวิ่งไปที่ท่าน้ำ เพราะไม่รู้จะไปไหน พอดีมีเรือแจวผ่านมาเลยขอกระโดดลงไปด้วย พอเรือพ้นท่าออกมาได้ไม่เท่าไหร่ระเบิดก็ลงที่โป๊ะพอดี ขืนไม่ลงเรือก็คงโดนระเบิดหัวแตกไปแล้ว คนแจวจ้ำสุดชีวิตข้ามไปฝั่งธรรมศาสตร์ คิดว่ามีเชลยฝรั่งอยู่คงไม่ทิ้ง ที่ไหนได้พอเทียบเรือเข้าที่เขื่อน ระเบิดก็หลงมาลงกลางสนามธรรมศาสตร์ เลยข้ามฟากอีกทีหวังเอาโรงพยาบาลศิริราชเป็นที่พึ่ง พอจอดเรือที่ท่าพรานนก หรือเรียกกันว่าท่าฉางเกลือ ระเบิดก็ลงมาที่ใกล้ๆฉาง ห่างโรงพยาบาลไม่เท่าไหร่ เลยต้องรีบแจวไปอาศัยพระปรางค์วัดอรุณอีกที ก็พอดีมีหวอปลอดภัย เลยรอดชีวิตไปได้พัก ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะพักยาวแค่ไหน เพราะบางทีหวอปลอดภัยสิ้นเสียงไปหยกๆ หวอสัญญาณภัยทางอากาศก็ดังขึ้นมาอีก ต้องวิ่งหลบกันแบบไม่มีเวลาทำมาหากิน
ทหารญี่ปุ่นที่มาตั้งค่ายอยู่ที่สถานีรถไฟธนบุรี พอเย็นลงก็นุ่งผ้าเตี่ยวผืนเดียวเดินโทงๆไปลงแม่น้ำ สาวๆไม่ค่อยมีใครกล้าผ่านย่านนี้ แต่ทหารญี่ปุ่นก็ดีในเรื่องนี้ ไม่มีใครลวนลามสาวไทย อย่างดีก็แค่กระเซ้าเย้าแหย่ แต่ถ้านายทหารมาเจอเข้า แค่กระเซ้ายังถูกตบคว่ำ การตบหน้าเป็นการลงโทษขั้นพื้นฐานของทหารญี่ปุ่น

สิ่งที่ญี่ปุ่นเกลียดมากก็คือขโมย แต่คนไทยก็ชอบขโมยของทหารญี่ปุ่น ไม่มีความกลัวเกรงการลงโทษด้วยมาตรการรุนแรง เพราะนอกจากความเกลียดชังแล้ว ยังยากแค้นไปทุกอย่าง ทั้งของกินของใช้ญี่ปุ่นก็กว้านซื้อไปหมด ขนาดบ้านที่โดนระเบิด บางบ้านไฟไหม้ พอไฟดับยังแย่งกันเข้าไปงัดตะปูขาย ขนาดตะปูไฟไหม้ก็ยังขายกันถึงกระป๋องนมละ ๔๐-๕๐ บาท ลุงประจวบรับว่าแกเองก็เคยเข้าไปขโมยของในโกดังญี่ปุ่นเหมือนกัน เจอเอาพริกไทยป่นเป็นห่อๆ หยิบได้ไม่กี่ห่อทหารญี่ปุ่นมาเลยต้องเผ่น ยังคิดว่าถ้าเผ่นไม่ทันก็จะใช้ระเบิดพริกไทยป่นนี่แหละสู้กับปืน

ที่โรงรถจักรธนบุรี นอกจากจะมีโบกี้ที่ญี่ปุ่นเคยใช้ขังเชลยสัมพันธมิตรตั้งไว้ให้ชมแล้ว ยังมีหัวรถจักรไอน้ำสมัยนั้นอยู่อีก ๓ คัน ซึ่งไทยยึดไว้ตอนสิ้นสงคราม และซ่อมไว้ออกวิ่งในโอกาสสำคัญๆเท่านั้น

ตรอกบ้านบุเป็นตรอกแคบๆ อยู่ระหว่างทางรถไฟกับคลองบางกอกน้อย จากโรงจักรไปจนถึงสำนักงานเขตบางกอกน้อยและวัดสุวรรณาราม เพราะอยู่ชิดติดกับจุดยุทธศาสตร์เช่นนี้เลยรับลูกหลงไปเต็มๆ

ที่ศาลาโรงธรรมของชุมชนบ้านบุ ยังมี ๓ ผู้อาวุโสผ่านศึกอีกชุด มาเล่าประสบการณ์ให้ฟัง

ลุงวีระ รุ่งแสง ซึ่งรอดตายอย่างหวุดหวิดมาหลายครั้งได้เล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นอายุ ๑๕ เรียนอยู่ที่ ร.ร.อำนวยศิลป์ ปากคลองตลาด เครื่องบินมาทิ้งระเบิดลงกลางห้องเรียนพอดี แต่เผอิญเป็นวันมาฆะบูชา เลยไม่มีใครไปโรงเรียน

อีกทีฝนตกหนักน้ำลงไปขังอยู่ในหลุมหลบภัยที่บ้าน กำลังวิดน้ำอยู่หวอก็ดังขึ้นพอดี ทุกคนในบ้านลงหลุมไม่ได้ เลยวิ่งไปหลบภัยที่วัดสุวรรณาราม ปรากฏว่าระเบิดลงกลางหลุม พอหวอปลอดภัยเพื่อนบ้านมาตะโกนเรียกชื่อแต่ละคนไม่มีใครตอบ ก็เลยนึกว่าย้ายสำมะโนครัวกันไปหมดแล้ว แต่พอเห็นทุกคนเดินกลับมาจากวัดเป็นขบวน เลยดีใจว่ายังอยู่ครบ

ยายบุญชิต ธีระรังสรรค์ เล่าว่า เกือบทุกบ้านในบ้านบุจะมีหลุมหลบภัย ใครไม่มีก็ต้องวิ่งลงหลบตามริมตลิ่งคลองบางกอกน้อย หวอมาทุกคนต่างวิ่งหาที่หลบกันทั้งนั้น ครั้งหนึ่งคนในบ้านลุงนำวิ่งลงหลุมหลบภัยกันหมด แต่ตัวลุงนำกลับเมาแอ๋อยู่บนบ้าน ใครเรียกก็ไม่ลง ปรากฏว่าลูกระเบิดลงกลางหลุมหลบภัยพอดี ลุงนำเลยรอดชีวิตคนเดียว เหล้าช่วยชีวิตไว้แท้ๆ แต่รายที่พูดถึงกันมากก็คือ ยายทรัพย์ เจียมขันทอง ถูกระเบิดลงกลางบ้านตอนดึก แกหายตัวไป เพื่อนบ้านตามหาก็ไม่เห็น รุ่งเช้าจึงไปพบอยู่บนยอดไม้อีกซอย ตามตัวไม่มีบาดแผล แต่กระดูกนิ่มไปหมด ม้วนได้

อีกคนคือ ลุงมั่น เม่นมุกดา มีฉายาเป็นที่รู้จักกันทั่วไปหลายย่านน้ำว่า “นายมั่นประดาน้ำ” เพราะดำน้ำมาตั้งแต่หนุ่ม ตอนที่เล่านี้อายุ ๘๐ พอดี หูเสียไม่ค่อยได้ยิน ดำมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ แม้แต่ในแม่น้ำโขงก็เคยรับจ้างไปดำมาแล้ว ส่วนคลองบางกอกน้อยไม่ต้องพูดถึง ดำมาตลอดคลอง โดยเฉพาะตรงปากคลองที่มีน้ำวนนั้น มีตำนานเล่าขานกันว่ามีถ้ำอยู่ใต้น้ำ ปากถ้ำมีสิงโตเฝ้าอยู่ ประดาน้ำดำลงไปจะเห็นสิงโตตาแดง ผู้เขียนเป็นคนเกิดในคลองบางกอกน้อย เคยได้ยินเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว เลยถือโอกาสถาม ลุงมั่นบอกว่าเหลวไหลทั้งเพ ดำมาหลายครั้งแล้วไม่เคยเห็นทั้งถ้ำและสิงโต ที่น้ำวนนั้นเกิดจากตอนน้ำลง น้ำในคลองบางกอกน้อยไหลออกมาปะทะกับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงนั้นจะเป็นแอ่งลึกลงไปหน่อย แต่ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ

ตอนสงครามเลิก ญี่ปุ่นที่ค่ายสถานีรถไฟธนบุรีขนปืนมาทิ้งที่ปากคลองบางกอกน้อย แต่ก่อนทิ้งก็ฟาดให้ชำรุดก่อน มีคนแถวสุพรรณบุรีมาจ้างแกให้ดำได้ไปหลายลำเรือ คงเอาไปซ่อมใช้ได้ และที่ปากน้ำก็เหมือนกัน ญี่ปุ่นขนไปทิ้งที่ปากอ่าว แต่ไทยก็อุตส่าห์แอบตามไปดูจนรู้ว่าญี่ปุ่นเอาไปทิ้งไว้ตรงไหน ต่อมาคนที่ปากน้ำก็มาจ้างแกไปดำ ได้ไปหลายลำเรืออีกเหมือนกัน

สะเก็ดระเบิดนั้นมีทั้งชิ้นเล็กชิ้นใหญ่ เกลื่อนไปหมดและคมมาก เคยเก็บไปขายให้ร้านรับซื้อของเก่า แต่พอเอาไปหลอมก็เกิดควันพิษสีขาว เลยไม่มีใครรับซื้ออีก ตอนนี้ตรงกลางคลองบางกอกน้อย ตรงกับวิหารหลวงพ่อโบสถ์น้อยพอดี ก็ยังมีปลอกระเบิดลูกใหญ่อยู่ ทิ้งไว้เพราะไม่รู้ว่าจะเอาขึ้นมาทำไม ใครอยากได้ก็ไปดำเอา

ลุงมั่นเคยดำไปเจอลูกระเบิดที่ยังไม่ระเบิดแถวสะพานพระราม ๖ หลายลูก เลยไปชี้ที่ให้ทหารเอาขึ้นมาหมดแล้ว

เมื่อเดินไปถึงวัดสุวรรณาราม ยายละออง ประถมรัตน์ มานั่งรอเล่าอยู่ที่ศาลาท่าน้ำอีกคน แต่คณะเดินไปถึงช้าหน่อย คุณยายแกนั่งดื่มรอ พอไปถึงก็เลยได้ที่ คุณยายแกเล่าได้ออกรสออกชาติ

“พอหวอมาอิฉันก็โดดลงเรือ เพื่อนคนหนึ่งมันก็โดดตามลงมาขอไปด้วย กลัวจนลนลานด้วยกันทั้งสองคน อิฉันจ้ำเท่าไหร่เรือมันก็ไม่ยอมไป มันอยู่หัวเรือหันมาด่าอิฉันว่า อี…จ้ำเข้าซี อิฉันเห็นว่าหัวเรือที่มันนั่งอยู่ยังไม่ได้แก้เชือกที่ผูกกับท่า ก็เลยด่ามันบ้างว่า อี…ก็มึงไม่ได้แก้เชือก”

ที่จุดๆ คุณยายแกปรุงรสไว้แซ่บ ใครชอบรสไหนเติมเอาเองก็แล้วกัน
เครื่องบินที่มาทิ้งระเบิดตอนแรกๆ ก็เป็นเพียง ๒ เครื่องยนต์ แต่ตอนปลายๆสงคราม อเมริกาก็พัฒนาเป็นแบบ ๔ เครื่องยนต์ มี บี ๒๔ แล้วก็ บี ๒๙ ซึ่งลำใหญ่มาก ปีกกว้างเกือบ ๑๐๐ เมตร เรียกกันว่า “ป้อมบิน” และเป็นแบบที่เอาระเบิดปรมาณูไปหย่อนญี่ปุ่นที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ เวลามาก็ต้องมีเครื่องบินขับไล่คอยคุ้มกัน ซึ่งตอนปลายสงคราม เครื่องบินขับไล่ ๒ ลำตัว มีชื่อว่า “ไลท์นิ่ง” หรือ “สายฟ้า” สร้างโดยบริษัทล็อคฮีท สร้างความตื่นเต้นให้คนไทยมาก เรียกกันว่า “ล็อคฮีท”

เครื่องบินอเมริกันไม่ได้โปรยแต่ไข่เหล็กลงมาเท่านั้น แต่ยังเอาใบปลิวโปรยลงมาด้วย มีข้อความแสดงความเป็นมิตรกับคนไทย และว่าจะมาทิ้งระเบิดญี่ปุ่นที่รุกรานประเทศไทยเท่านั้น พร้อมทั้งรายงานข่าวว่ากองทัพญี่ปุ่นพ่ายในที่ต่างๆ จนมองไม่เห็นทางชนะ ทำให้คนไทยดีใจว่าสงครามใกล้จะสิ้นสุดแล้วและญี่ปุ่นกำลังจะแพ้ ทั้งๆที่รัฐบาลก็มีสัญญาร่วมรบกับญี่ปุ่น แต่จิตใจคนไทยทำไมถึงเป็นอย่างนั้นก็ไม่รู้

ในตอนปลายสงครามที่ญี่ปุ่นหมดพิษสงแล้ว ผู้เขียนจำได้ว่าเครื่องบินอเมริกันดูเหมือนจะเป็นแบบดาโกต้า บินโฉบมาตามถนนราชดำเนิน ลงต่ำจนเห็นคนยืนที่ประตูโปรยใบปลิวลงมา ยังวิ่งตามเก็บ แต่น่าเสียดายที่ความเป็นเด็กไม่เห็นคุณค่า อ่านแล้วไม่ได้เก็บไว้ ไม่รู้ว่าตอนนี้มีใครเก็บไว้บ้าง ไม่เห็นมีใครเอามาอวดให้คนรุ่นนี้ได้ดูกันบ้างเลย

แม้เหตุการณ์ตอนวิ่งหนีลูกระเบิด จะเป็นเรื่องอกสั่นขวัญแขวนแทบหัวใจวาย แต่บรรดาท่านผู้อาวุโสที่มีประสบการณ์ทั้งหลาย ก็เล่าถึงมันด้วยความสนุกสนาน ซึ่งก็เหมือนกับเรื่องความทุกข์ยากทั้งหลายในชีวิต แม้จะแสนสาหัสในวันเผชิญ แต่เมื่อเหตุการณ์ร้ายผ่านพ้นไป เราก็จะเล่าถึงมันด้วยความสุข ภูมิใจที่ได้เผชิญมา แต่ถึงอย่างไรก็ขอให้เป็นเรื่องทุกข์เข็ญของชีวิตในเรื่องอื่นเถิด อย่าเป็นเรื่องสงครามเลย เพราะคนที่จะมีโอกาสอยู่เล่า เหลือน้อยกว่าเรื่องอื่นๆ

ในฐานะที่เคยเห็นบ้านเมืองตกอยู่ในภาวะสงครามมาแล้ว แม้จะไม่ถึงขั้นบ้านแตกสาแหรกขาดเหมือนบางประเทศ ก็เชื่อว่าคงไม่มีอะไรจะเลวร้ายไปกว่าสงคราม และขอภาวนาว่าอย่าให้คนบ้าอำนาจ คนโลภผลประโยชน์ สร้างกรรมเวรกับมนุษยชาติด้วยการก่อสงครามขึ้นอีกเลย ไม่ว่าจะในส่วนไหนๆของโลก

แต่ทว่า...แม้คนทั้งโลกจะไม่มีใครอยากเห็นสงครามเกิดขึ้นอีก แต่ตอนนี้เค้าของสงครามโลกครั้งที่ ๓ ก็เห็นกันลางๆแล้ว เรื่องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนการเมืองไม่ว่าประเทศไหน มันทำได้ทุกอย่าง แม้จะแลกมาด้วยชีวิตของเพื่อนมนุษย์
บริเวณถนนบรรทัดทอง
บริเวณหน้าโรงเรียนสายปัญญา
สถานีรถไฟสายปากน้ำตรงข้ามหัวลำโพง
สะพานพระราม ๖ ขณะโดนระเบิด


กำลังโหลดความคิดเห็น...