xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 25 พ.ย.-1 ธ.ค.2561

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

1.คนไทยเฮ! ยูเนสโกขึ้นทะเบียน “โขนไทย” เป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ!

เมื่อวันที่ 29 พ.ย. นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เผยว่า ได้รับรายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมระหว่างรัฐบาลเพื่อการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ครั้งที่ 13 ที่เมืองพอร์ตหลุยส์ สาธารณรัฐมอริเชียส ได้ประกาศให้การแสดงโขนในประเทศไทยอยู่ในบัญชีรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ เว็บไซต์ว่าด้วยมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโกได้เผยแพร่ประกาศรับรองให้โขนไทยเป็นหนึ่งในบัญชีมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ในปี 2018 พร้อมเผยแพร่คลิปวิดีโอแนะนำโขนของกระทรวงวัฒนธรรมของไทยที่จัดทำขึ้นเมื่อปี 2017 พร้อมรายละเอียดแนะนำโขนเป็นภาษาอังกฤษที่ระบุว่า โขนเป็นการแสดงสวมหน้ากากที่ประกอบด้วย ดนตรี การขับร้อง วรรณกรรม การเต้นและอุปกรณ์การแสดงที่ต้องใช้ช่างฝีมือศิลปกรรม โดยการแสดงเป็นการเต้นที่สวยงาม พร้อมด้วยดนตรีและการขับร้องประกอบกับชุดที่สวยงามแวววาว เล่าเรื่องราวของพระราม ซึ่งเป็นร่างอวตารของพระวิษณุ ผู้นำความสงบและความยุติธรรมมาสู่โลกมนุษย์ นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า โขนทำให้ผู้ชมที่มาจากหลากหลายพื้นเพสามารถเข้าใจได้ มีการให้เคารพผู้ที่อาวุโสและมีสถานะที่สูงกว่า การพึ่งพาอาศัยระหว่างผู้นำและผู้ตาม เคารพผู้ปกครอง และชัยชนะของความดีเหนือความชั่ว

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กหลังทราบว่ายูเนสโกประกาศรับรองให้โขนไทยอยู่ในบัญชีตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติว่า “ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่หาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่ทรงอนุรักษ์ ส่งเสริม ฟื้นฟู สืบสาน และพัฒนาการแสดงโขนในทุกมิติ...”

ขณะที่นายอนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในผู้เข้าร่วมประชุมยูเนสโก เผยว่า การขึ้นทะเบียนตามอนุสัญญามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้มี 3 ประเภท โขนไทยได้รับประกาศอยู่ในประเภทที่ 1 คือ บัญชีรายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ ส่วนละครโขนของกัมพูชาได้รับการขึ้นทะเบียนในประเภทที่ 2 รายการที่ต้องได้รับการสงวนรักษาอย่างเร่งด่วน สำหรับประเภทที่ 3 คือ รายการมรดกทางวัฒนธรรมที่เป็นแบบอย่างที่ดีในการสงวนรักษา

ด้านนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เผยว่า หลังจากนี้ได้เตรียมจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองโขนตลอดทั้งปี 2562 อาทิ การแสดงโขนรอบพิเศษ ตอน "พิเภกสวามิภักดิ์" ในวันที่ 3-5 ธ.ค.นี้ การจัดสร้างภาพยนตร์แอนิเมชัน รวมถึงเผยแพร่ความรู้ในรูปแบบต่างๆ และเตรียมหารือกับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อบรรจุลงหลักสูตรการสอน รวมถึงแผนในอนาคตที่คาดว่าจะมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและเชิญประเทศกัมพูชา มาแสดงโขนในประเทศไทย และว่า หลังจากนี้ เตรียมเสนอเมนูอาหารไทย และมวยไทย ขึ้นทะเบียนด้านมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เป็นลำดับถัดไปด้วย

2.“โอ๊ค” สมัครสมาชิก พท. เหน็บอดีต ส.ส.ตีจากเพราะผลประโยชน์ ด้านอดีต กกต. “สมชัย” ซบ ปชป.!
นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร จำเลยคดีฟอกเงินจากการทุจริตปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยให้แก่เครือกฤษดามหานคร กับใบเสร็จรับเงินจากการสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย
ความเคลื่อนไหวทางการเมืองสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเส้นตายของผู้ที่ต้องการลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ต้องสมัครเป็นสมาชิกพรรคใดพรรคหนึ่งภายในวันที่ 26 พ.ย. เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้ต้องเป็นสมาชิกพรรคไม่น้อยกว่า 90 วันก่อนถึงวันเลือกตั้งนั้น ปรากฏว่า กระแสสมัครเป็นสมาชิกพรรคและย้ายพรรคยิ่งคึกคัก โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ยังคงมีอดีต ส.ส.ของพรรคต่างๆ มาสมัครเป็นสมาชิกพรรค เช่น นายมานิต นพอมรบดี อดีต ส.ส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย (ภท.), นางกัลยา รุ่งวิจิตรชัย อดีต ส.ส.สระบุรี พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นอกจากนี้ยังมีอดีต ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย (พท.) นายดนัยฤทธิ์ วัชราภรณ์ มาสมัครเป็นสมาชิก พปชร.เช่นกัน ไม่เท่านั้นนางจุรีพร สินธุไพร รองนายก อบจ.ร้อยเอ็ด น้องสาวนายนิสิต สินธุไพร อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรค พท.และแกนนำ นปช.ก็มาสมัครเป็นสมาชิกพรรค พปชร.ด้วย ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับนายนิสิต สินธุไพร พี่ชายเป็นอันมาก

ขณะที่พรรค พท. ท่ามกลางกระแสอดีต ส.ส.และสมาชิกย้ายออกไปอยู่กับพรรค พปชร.นั้น ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 25 พ.ย. นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร จำเลยคดีฟอกเงินจากการทุจริตปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยให้แก่เครือกฤษดามหานคร ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กพร้อมโชว์ใบเสร็จรับเงินหลังสมัครเป็นสมาชิกพรรค พท. นายพานทองแท้ยังเหน็บคนที่ตีจากพรรค พท.ด้วยว่า “จะทำให้พวกที่ตีจากเพราะเห็นแก่อามิสทั้งหลายได้รู้และเข็ดหลาบว่า การปล้นประชาธิปไตยอาจทำได้แค่ชั่วคราว แต่เมื่ออำนาจกลับคืนสู่มือของประชาชนเมื่อใด เตรียมตัวได้ยินคำว่า มันจบแล้วครับนาย ใครตัดสินใจผิดถูกอย่างไร วันที่ 24 กุมภาฯ บัตร 40 ล้านใบในหีบ จะเป็นตัวตัดสิน” ทั้งนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรค พท.เผยว่า มีอดีต ส.ส.เขตของพรรคลาออก 27-28 คน

ด้านพรรค ปชป.ก็มีคนดังไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคเช่นกัน ได้แก่ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขณะที่นางนาถยา แดงบุหงา อดีต ส.ส.เขตประเวศ พรรค ปชป.ตอนแรกตัดสินใจลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ปชป.หลังได้รับการทาบทามจากพรรคภูมิใจไทยและครอบครัวก็สนับสนุน แต่สุดท้ายเปลี่ยนใจอยู่กับ ปชป.ต่อ โดยให้เหตุผลว่า ตนเองเกิดจากพรรค ปชป.ก็ขออยู่กับพรรคนี้

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 26 พ.ย. ผู้สื่อข่าวจับตาว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.จะสมัครเป็นสมาชิกพรรคใดหรือไม่ โดยเฉพาะพรรค พปชร.ที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ปรากฏว่า พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องสมัครเป็นสมาชิกพรรค ซึ่งภายหลัง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมายืนยันว่า กฎหมายไม่ได้ระบุว่า บุคคลที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ ต้องเป็นสมาชิกพรรคแต่อย่างใด ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวคล้ายๆ สัปดาห์ก่อนว่า ยังไม่มีใครมาทาบทามให้เป็นนายกฯ

ส่วนกรณีที่ คสช.และ กกต.นัดหารือกับพรรคการเมืองในวันที่ 7 ธ.ค.นี้ เพื่อชี้แจงและแจ้งเรื่องการปลดล็อกให้พรรคดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้นั้น เริ่มมีท่าทีจากบางพรรคว่า จะไม่เข้าร่วมการหารือครั้งนี้ ได้แก่ พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ขณะที่พรรค ปชป. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป.บอกว่า ยังไม่ได้รับหนังสือเชิญจาก กกต. และว่า ต้องดูหนังสือเชิญก่อนว่า มีอะไรบ้าง แต่สันนิษฐานว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 11 ธ.ค. การหารือคงเป็นเรื่องการปลดล็อก แทบไม่มีประเด็นอะไรที่ต้องหารือ นายอภิสิทธิ์ยังดักคอ คสช.ด้วยว่า ถ้ากฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.มีผลบังคับใช้แล้ว จะมีเหตุผลอะไรที่ต้องมีข้อจำกัดการทำกิจกรรมทางการเมือง

สำหรับความคืบหน้าเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งของ กกต.ล่าสุดได้แบ่งเขตเลือกตั้งทั่วประเทศ 350 เขตเรียบร้อยแล้ว และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 29 พ.ย. โดย กกต.ยืนยันว่า การแบ่งเขตครั้งนี้ทำตามความเหมาะสมของพื้นที่ ภูมิภาค และจังหวัดจริงๆ

อย่างไรก็ตามท่าทีจากนักการเมืองพรรคต่างๆ มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการแบ่งเขตเลือกตั้งครั้งนี้ เช่น นายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล อดีต ส.ส.สุโขทัย พรรค ปชป.ชี้ว่า การแบ่งเขตครั้งนี้เป็นแบบพิสดาร ใน จ.สุโขทัย การแบ่งเขตเป็นแบบที่ 4 ทั้งที่เดิม กกต.จังหวัดทำไว้ 3 แบบ และผ่านความคิดเห็นทั้ง 3 แบบ แต่กลับมีนักการเมืองอาวุโสซึ่งอยู่ในซีกรัฐบาลส่งแบบที่ 4 แบบลับๆ โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจาก กกต.จังหวัด สุดท้ายก็ออกมาในแบบที่ 4 ขณะที่นายวิฑูรย์ นามบุตร รองหัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวว่า ภาพรวมเห็นด้วยกับการแบ่งเขตเลือกตั้งครั้งนี้ พร้อมเชื่อว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ปชป.จะได้ ส.ส.เพิ่ม 100%

ด้านนายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ อดีต ส.ส.มหาสารคาม ประธานภาคอีสานพรรค พท.ยอมรับว่า การแบ่งเขตเลือกตั้งของ กกต.มีการปรับในหลายพื้นที่ แต่ดูแล้วครั้งนี้ยังขี้เหร่น้อยกว่าครั้งก่อนที่โผหลุดมา เมื่อ พท.ทำหนังสือถึง กกต.ก็ปรับให้พอดูได้

ขณะที่นายเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา กล่าวถึงการแบ่งเขตเลือกตั้งทั้ง 350 เขตของ กกต.ว่า หลายเขตเลือกตั้ง รวมถึงเขตที่ จ.นครราชสีมา มีการเปลี่ยนแปลงไปจาก 3 รูปแบบเดิมที่ กกต.เคยประกาศไว้ เข้าใจว่าคงมาจากการที่มีการร้องเรียน จึงทำให้ กกต.ตัดสินใจตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่มีอำนาจอยู่ในมือ เพื่อให้ทันระยะเวลาที่เหลืออยู่ตามกรอบกฎหมาย เป็นความยากมากที่จะทำให้ทุกฝ่ายพอพอใจได้ ดังนั้นถ้า กกต.ได้ทำหน้าที่ด้วยความถูกต้อง และเราเชื่อมั่นในความเป็นกลาง เป็นธรรมของ กกต. ก็ต้องยอมรับกัน ได้เปรียบเสียเปรียบอย่างไร ก็ยังพอมีเวลาที่จะไปปรับกลยุทธ์

3.ดีเอสไอชง อสส.ร้องศาลยุบ “มูลนิธิอุบาสิกาจันทร์ฯ” ธรรมกาย พร้อมยึดทรัพย์ ฐานฟอกเงินทุจริตสหกรณ์ฯ คลองจั่น!
มูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ในอุปถัมภ์พระธัมมชโย ภายในวัดพระธรรมกาย
เมื่อวันที่ 29 พ.ย. พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้นำทีมแถลงความคืบหน้าคดีที่มีการกล่าวโทษมูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ในอุปถัมภ์พระธัมมชโย และกรรมการ ในข้อหาสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งสืบเนื่องจากกรณีที่ดีเอสไอได้ดำเนินคดีอาญาต่อนายศุภชัย ศรีศุภอักษร กับพวก ในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนที่นำเงินมาฝากที่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น 20,000 กว่าล้านบาท สมาชิกเสียหายประมาณ 50,000 คน โดยดีเอสไอสามารถติดตามทรัพย์คืนสหกรณ์ฯ เป็นเงินสด 1,500 ล้านบาท ทรัพย์สิน 299 รายการ มูลค่า 3,800 ล้านบาท รวมทรัพย์ที่สามารถติดตามคืนได้ทั้งสิ้น 5,300 ล้านบาท ส่งคืนให้กับสหกรณ์ฯ เพื่อนำไปเฉลี่ยคืนให้กับสมาชิก 50,000 ราย อย่างไรก็ตาม ทรัพย์ที่นายศุภชัยยักยอกมาจากสหกรณ์ฯ ระหว่างปี 52-56 มีมากกว่า 12,000 ล้านบาท ซึ่งมีทั้งนำไปซื้อหุ้นลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ซื้อที่ดินทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ทำให้ต้องขยายผลการสอบสวนจากเดิม 12 คดี เพิ่มอีก 11 คดี และมีแนวโน้มที่จะมีคดีฟอกเงินเพิ่มขึ้นตามเส้นทางการเงินที่ตรวจพบ ซึ่งดีเอสไอมั่นใจได้ว่าจะสามารถติดตามทรัพย์คืนให้กับสมาชิกได้อีก

พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวว่า ในส่วนของอาคารลูกโลก วิหารคต และอาคารบุญรักษา รวมถึงอาคารเวิล์ดพีชวัลเลย์ วัลเลย์ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้อายัดไว้แล้ว ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาล หากศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน อาจขายทอดตลาดหรือให้ส่วนราชการเข้าใช้ประโยชน์ ส่วนคดีของนายอนันต์ อัศวโภคิน ที่เกี่ยวข้องกับอาคารบุญรักษา ดีเอสไอยังสอบสวนอยู่ ซึ่งต้องให้ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงด้วย

ส่วนการติดตามตัวพระธัมมชโยมาดำเนินคดีข้อหาสบคบฟอกเงินนั้น อธิบดีดีเอสไอ เผยว่า ขณะนี้มีการติดตามเส้นทางการเงิน การสื่อสารกับบุคคลใกล้ชิด และประวัติการักษาตัว ก็ไม่พบความเคลื่อนไหวทั้งในและต่างประเทศ แต่ยืนยันว่ามีเบาะแสเข้ามาตลอด ซึ่งดีเอสไอก็ตรวจสอบตามที่ได้รับแจ้งมาทั้งหมด

ด้านนายขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ รองอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน กล่าวว่า วัดพระธรรมกายรวมถึงวัดสาขาในต่างจังหวัดมีเฉพาะที่ดินที่เป็นของวัดเท่านั้น โดยวัดพระธรรมกายที่ จ.ปทุมธานี มีที่ดิน 196 ไร่ ส่วนที่เหลือทั้งหมดถือครองในชื่อมูลนิธิฯ ทั้งสิ้น ดังนั้น เมื่อปรากฎข้อเท็จจริงว่ามูลนิธิอุบาสิกาจันทร์ฯ กระทำความผิดในคดีฟอกเงิน เนื่องจากหลักฐานในทางอาญาพบว่าเงินในสหกรณ์ฯ เข้ามาในมูลนิธิฯ และกระจายออกไป อัยการสำนักการสอบสวนจึงเสนอให้ดีเอสไอส่งคำร้องถึงอัยการสูงสุด (อสส.)ขอให้ดำเนินการในทางแพ่ง โดยยื่นร้องต่อศาลให้มีคำสั่งยกเลิกมูลนิธิฯ และให้ทรัพย์สินของมูลนิธิฯ ตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่ง มาตรา 134 เนื่องจากเงินที่ออกจากสหกรณ์ฯ ไม่ได้มีเพียงรูปแบบเช็ค 27 ใบ แต่ยังออกมาในรูปแบบเงินสดและทรัพย์สินอื่นอีกจำนวนมาก ซึ่งวัดพระธรรมกายยังมีมูลนิธิที่ดำเนินการในลักษณะเดียวกันอีกหลายแห่ง และว่า การสอบสวนทุกคดีทำอย่างต่อเนื่องและมีความเคลื่อนไหว แต่จากหลักฐานที่ปรากฏเป็นผลให้ต้องขยายผลการสอบสวนไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนมาก

ขณะที่ พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล ผู้อำนวยการกองคดีการเงินการธนาคาร กล่าวว่า ในการสอบสวนมีข้อมูลเพียงพอแจ้งข้อกล่าวหานางวรรณา จิรกิติ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ และน.ส.อารีพันธุ์ ตรีอนุสรณ์ กรรมการและเลขานุการมูลนิธิฯ ผู้ถูกกล่าวหา ในข้อหาสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 โดยนางวรรณา ได้เข้าชี้แจงต่อสู้ข้อกล่าวหาและยื่นพยานหลักฐานกับทางคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษแล้ว คณะพนักงานสอบสวนฯ จึงได้สรุปสำนวนการสอบสวนและมีความเห็นทางคดี เพื่อจะได้ส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมตัวผู้ถูกกล่าวหาไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ส่วนนางอารีพันธุ์เสียชีวิตแล้ว “ผลการสอบสวนพบแผนประทุษกรรมเข้าลักษณะความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน โดยเป็นการบริจาคเงินให้กับพระธัมมชโยแล้วส่งต่อเงินไปให้มูลนิธิอุบาสิกาจันทร์ฯ ใช้สร้างอาคารลูกโลก 700-800 ล้านบาท และสร้างวิหารคตอีก 700-800 ล้านบาท และมีเงินบริจาคตรงเข้ามูลนิธิฯ 325 ล้านบาท รวมถึงเงินอยู่ในพระสงฆ์เครือข่าย 30 รูปนำไปซื้อที่ดินและเล่นหุ้น”

4.ศาลพิพากษาจำคุกสาวจอดรถขวางหน้าบ้าน “ป้าทุบรถ” 15 วัน แต่ไม่เคยต้องโทษ ให้รอลงอาญา 1 ปี!
(บน) น.ส.รชนีกร เลิศวาสนา จำเลยคดีจอดรถขวางหน้าบ้าน น.ส.รัตนฉัตร แสงหยกตระการ และ น.ส.มณีรัตน์ แสงภัทรโชติ (ล่าง) ภาพเหตุการณ์ป้าเจ้าของบ้านทุบรถ น.ส.รชนีกรที่จอดขวางหน้าบ้าน
เมื่อวันที่ 26 พ.ย. ศาลจังหวัดพระโขนงได้นัดอ่านคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการ เป็นโจทก์ และ น.ส.รัตนฉัตร แสงหยกตระการ และ น.ส.มณีรัตน์ แสงภัทรโชติ เป็นโจทก์ร่วม ยื่นฟ้อง น.ส.รชนีกร เลิศวาสนา เป็นจำเลย ในความผิดฐานจอดรถกีดขวางทางเข้า-ออกอาคารฯ และก่อความเดือดร้อนรำคาญฯ กรณีที่ น.ส.รชนีกรจอดรถขวางทางเข้า-ออกบ้าน น.ส.รัตนฉัตรและ น.ส.มณีรัตน์ ในหมู่บ้านเสรีวิลล่า เขตประเวศ กทม.

ทั้งนี้ หลังศาลอ่านคำพิพากษา นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความของโจทก์ เผยว่า ศาลฯ พิพากษาว่า น.ส.รชนีกร จำเลยกระทำผิดจริงตามฟ้อง ซึ่งกรณีที่จำเลยอ้างว่า ใช้เวลาจอดรถเพียง 15 นาที เพื่อไปซื้อของในตลาดนั้น ฝ่ายโจทก์เบิกความเป็นพยานว่า น.ส.รชนีกร จอดรถขวางหน้าบ้าน ไม่สามารถนำรถออกได้ จึงบีบแตร ใช้เวลานานถึง 30 นาที หากจำเลยจอดรถใช้เวลาไม่นาน โจทก์คงไม่นำเสียมและขวานมาทุบกระจกรถของจำเลย จึงเชื่อว่าจำเลยจอดรถขวาง ใช้เวลาซื้อของตามความประสงค์ของตนเองโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของบุคคลอื่น การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยเล็งเห็นผลต่อโจทก์ร่วมทั้งสอง ซึ่งเป็นการทำให้โจท์ร่วมได้รับความเดือดร้อนรำคาญบนถนนสาธารณะ

นายอนันต์ชัย กล่าวด้วยว่า การจอดรถตรงปากทางเข้า-ออกอาคารและในลักษณะกีดขวางการจราจร การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้องตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397 วรรคสอง ผู้ใดกระทำด้วยประการใดต่อผู้อื่น อันเป็นการรังแก ข่มเหง หรือกระทำให้ได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนรำคาญ เป็นการกระทำในที่สาธารณสถานหรือต่อหน้าธารกำนัล ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ซึ่งศาลพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397 วรรคสอง ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวแต่ผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักสุด จำคุก 15 วัน และปรับ 5,000 บาท แต่เนื่องจากจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ศาลเห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้เป็นเวลา 1 ปี

ส่วนคดีที่พนักงานอัยการศาลจังหวัดพระโขนง เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.มณีรัตน์ และ น.ส.รัตนฉัตร เป็นจำเลยที่ 1-2 ในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ กรณีใช้ขวานและเสียมทุบรถยนต์นิสสัน ของ น.ส.รชนีกร ที่จอดขวางหน้าบ้านตนเองนั้น นายอนันต์ชัยเผยว่า ที่ผ่านมา ศาลเคยนัดไกล่เกลี่ย แต่ไม่ลงตัว โดย น.ส.มณีรัตน์ และ น.ส.รัตนฉัตร ให้การปฏิเสธ ซึ่งป้าทั้งสองให้การยอมรับว่า ได้ใช้ขวานและเสียมทุบรถจริง แต่ทำไปเพราะบันดาลโทสะ เนื่องจากถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม และผู้เสียหายมีส่วนในการกระทำความผิด ซึ่งศาลนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรกวันที่ 7 มี.ค.2562

5.อัยการขอศาลลงโทษสถานหนัก จยย.ชนนักเรียนบนทางเท้า ด้าน กทม.ขึ้นค่าปรับขับขี่บนทางเท้า!
ภาพหลังเหตุการณ์ น.ส.กุลนี จันทรวิทุร นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนบดินทรเดชา 3 ถูกนายภูวดล ศรีสำโรง พนักงานรับส่งเอกสาร ขี่รถจักรยานยนต์ชนบนทางเท้า
เมื่อวันที่ 26 พ.ย. เวลาประมาณ 15.30 น. ตำรวจจราจร สน.โชคชัย ได้รับแจ้งอุบัติเหตุบนทางเท้าใกล้ป้ายรถเมล์ประจำทางปากซอยลาดพร้าว 69 ถนนลาดพร้าว (ขาออก) เขตวังทองหลาง กทม. หลังรุดไปที่เกิดเหตุ พบ น.ส.กุลนี จันทรวิทุร อายุ 16 ปี นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนบดินทรเดชา 3 สวมชุดนักเรียน ได้รับบาดเจ็บ มีพลเมืองดีช่วยนำตัวส่งโรงพยาบาลเปาโล โชคชัย 4 โดยมีนายภูวดล ศรีสำโรง อาชีพพนักงานรับส่งเอกสาร อายุ 23 ปี ผู้ต้องหา ยืนรอให้การพร้อมรถจักรยานยนต์ ทะเบียน 6 กฎ 6283 กรุงเทพมหานคร

พ.ต.อ.สุพล ค้ำชู ผกก.สน.โชคชัย เผยว่า จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุเป็นช่วงเวลารีบด่วน การจราจรติดขัด ขณะที่ น.ส.กุลนี ยืนตรงป้ายรถเมล์ นายภูวดลได้ขี่รถจักรยานยนต์บนทางเท้าชน น.ส.กุลนีได้รับบาดเจ็บ เบื้องต้นได้แจ้งข้อหานายภูวดลชับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ

ทั้งนี้ หลังนายภูวดลเข้ามอบตัว และสอบปากคำแล้วเสร็จ ตำรวจได้ปล่อยตัวชั่วคราว เนื่องจากเป็นการเข้าพบตำรวจเอง ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี

ซึ่งนายภูวดลกล่าวว่า เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไปขอโทษผู้เสียหายที่โรงพยาบาลแล้ว จะรับผิดชอบทุกอย่าง และว่า วันเกิดเหตุ กำลังไปส่งงานที่ซอยลาดพร้าว 112 แต่มีการก่อสร้างรถไฟฟ้า เลยขี่ขึ้นบนทางเท้าก่อนชนผู้เสียหาย

ด้าน พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวถึงอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนนักเรียนบนทางเท้าว่า กทม.มีนโยบายกวดขันผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์บนทางเท้าอย่างต่อเนื่อง ได้ออกคำสั่งให้ทุกสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต ช่วยสอดส่องและกวดขันอย่างเคร่งครัด จัดเจ้าหน้าที่เทศกิจออกปฏิบัติหน้าที่อย่างสม่ำเสมอ พล.ต.อ.อัศวินยังตำหนิคนขี่รถจักรยานยนต์บนทางเท้าด้วยว่า “ผมว่าคนขับขี่ต้องแก้พฤติกรรม และต้องแก้สันดานด้วยว่าอย่าไปทำแบบนั้น ผมไม่ได้พูดหยาบคาย เพราะสันดอนยังขุดได้ เอาจอบขุดได้ แต่สันดานขุดได้ยาก ดังนั้น มนุษย์ต้องขัดเกลากันด้วยจริยธรรม คนที่ชอบขับขี่บนทางเท้า ลองคิดดูบ้างว่า ลูกหลานของท่านโดนชนจะเป็นยังไง ฝากไปถามถึงคนที่ชนด้วยว่า ถ้าคุณขี่ไปชนลูกตนเองบ้าง จะรู้สึกยังไง”

เป็นที่น่าสังเกตว่า อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนทางเท้าครั้งนี้ ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ผู้ก่อเหตุอย่างกว้างขวาง เพราะนอกจากจะใช้ยวดยานผิดที่ ไม่เคารพกฎจราจรแล้ว ยังทำอันตรายแก่ผู้เดินบนทางเท้าด้วย ทั้งที่ทางเท้าควรเป็นทางที่ปลอดภัยที่สุดแล้วสำหรับประชาชน แต่ผู้ใช้ทางเท้ากลับได้รับอันตรายโดยไม่คาดคิดแบบนี้

ซึ่งต่อมา เมื่อวันที่ 29 พ.ย. พนักงานอัยการฝ่ายคดีศาลแขวง 2 (รัชดา) ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายภูวดล ศรีสำโรง ต่อศาลแขวงพระนครเหนือ เป็นจำเลยในความผิดขับรถโดยประมาท ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่น ขี่รถจักรยานยนต์บนทางเท้าเฉี่ยวชน น.ส.กุลนี จนได้รับบาดเจ็บ ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา และ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 รวมทั้งขอให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางดังกล่าว

ทั้งนี้ ท้ายคำฟ้อง พนักงานอัยการได้ขอให้ศาลลงโทษจำเลยสถานหนักด้วย โดยให้เหตุผลว่า การขับขี่รถของจำเลยเป็นการรบกวนความสงบสุขและความปลอดภัยของคนเดินเท้า และเป็นภยันตรายแก่บุคคลและทรัพย์ของผู้อื่น ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพและตกลงชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายแล้ว

ด้านศาลพิเคราะห์แล้วมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะความประพฤติ ประวัติ การศึกษา และอื่นๆ ของจำเลย แล้วรายงานให้ศาลทราบ เพื่อประกอบการพิจารณา พร้อมนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 24 ม.ค.2562 เวลา 09.00 น.

ขณะที่นายสกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าฯ กทม.เผยหลังประชุมเทศกิจ 50 เขตเมื่อวันที่ 29 พ.ย.ถึงการแก้ปัญหารถจักรยานยนต์ขับขี่บนทางเท้าว่า ในรอบ 4 เดือนที่ กทม.ออกมาตรการเข้มงวดตามโครงการจับจริง ปรับจริง สามารถจับผู้กระทำผิดได้กว่า 1 หมื่นราย ปรับเป็นเงินได้กว่า 4 ล้านบาท แต่จำนวนผู้กระทำผิดไม่ลดลง กทม.จึงต้องเพิ่มอัตราค่าปรับผู้ขับขี่บนทางเท้า จากต่ำสุด 500 บาท เป็น 1,000 บาท ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป หากยังไม่เห็นผลอีก จะพิจารณาปรับขึ้นอีก รวมถึงให้เจ้าหน้าที่ยึดรถจักรยานยนต์หรือสิ่งของที่ใช้ในการทำผิด สำหรับผู้ที่ไม่สามารถจ่ายค่าปรับได้
กำลังโหลดความคิดเห็น...