xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 18-24 พ.ย.2561

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

1.พปชร.เนื้อหอม อดีต ส.ส.แห่ซบ ทั้ง “บ้านริมน้ำ-ปากน้ำ-ชลบุรี” ด้าน “บิ๊กป้อม” ซัด “บิ๊กยอร์ช” จิ้งจกเปลี่ยนสี ซบ ทษช.-ด่า คสช.!
(บนซ้าย) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม (กลาง) พล.อ.ยศนันท์ หร่ายเจริญ อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ล่างขวา) นายทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีคำพิพากษาศาลฎีกาฯ จำคุก 2 ปีคดีซื้อที่รัชดาฯ
สถานการณ์การเมืองสัปดาห์ที่ผ่านมาค่อนข้างเข้มข้นคึกคัก จากการที่นักการเมืองและคนดังแต่ละวงการสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคต่างๆ เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้คนที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ต้องเป็นสมาชิกพรรคก่อนถึงวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 90 วัน หรือภายในวันที่ 26 พ.ย.นี้ หากมีการเลือกตั้งในวันที่ 24 ก.พ.2562

ซึ่งพรรคที่คึกคักที่สุด หนีไม่พ้นพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่เริ่มด้วยเมื่อวันที่ 18 พ.ย. กลุ่มสามมิตร นำโดยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน และนายอนุชา นาคาศัย แกนนำกลุ่มได้นำสมาชิก 60 คน เช่น นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข, นายสันติ พร้อมพัฒน์, นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ฯลฯ ไปสมัครเป็นสมาชิกพรรค พปชร.

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 23 พ.ย. ยังมีอดีตนักการเมืองหลั่งไหลมาสมัครเป็นสมาชิกพรรค พปชร.อีกจำนวนมาก เช่น กลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้า นำโดย นายอัครวัฒน์ อัศวเหม อดีตนายก อบจ.สมุทรปราการ นำสมาชิกในกลุ่มกว่า 10 คนมาสมัคร ขณะที่นายสุชาติ ตันเจริญ แกนนำกลุ่มบ้านริมน้ำ พร้อมบุตรชาย และสมาชิกในกลุ่มจากหลายจังหวัด ได้มาสมัครเป็นสมาชิกพรรค พปชร.เช่นกัน

ไม่เท่านั้น กลุ่มชลบุรี นำโดยนายสันตศักดิ์ จรูญ งามพิเชษฐ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้นำทีมผู้สมัคร ส.ส.ชลบุรี ทั้ง 8 เขต เข้าสมัครสมาชิกพรรค พปชร. ท่ามกลางกระแสข่าวว่า พรรคพลังชลภายใต้การนำของนายสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา จะไม่ส่งผู้สมัคร ส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งนี้

ล่าสุด 24 พ.ย. นายเดชณัฐวิทย์ เตริยาภิรมย์ บุตรชายนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ถูกศาลตัดสินจำคุกในคดีทุจริตระบายข้าวจีทูจี ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เปิดตัวสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย (พท.) แต่ภายหลังได้ลาออก และเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรค พปชร.เรียบร้อยแล้ว โดยให้เหตุผลที่ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค พท.ว่า เพราะรู้สึกลำบากใจ เนื่องจากที่ผ่านมา ทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ออกมาให้ข่าวในลักษณะโจมตีบิดาหลายเรื่อง ทำให้รู้สึกว่า ทางพรรคและผู้ใหญ่ยังไม่เชื่อใจซึ่งกันและกัน อาจทำให้การทำงานร่วมกันในอนาคตลำบากขึ้น

ส่วนท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ที่เคยบอกว่าสนใจงานการเมืองนั้น ผู้สื่อข่าวได้ไปถาม พล.อ.ประยุทธ์ว่า แกนนำพรรค พปชร.ระบุว่าจะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ เพียงคนเดียว สนใจและพร้อมรับหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบเหมือนเปิดทางว่า เรื่องการเสนอชื่อยังไม่เห็นมีใครมาเสนอสักที การเสนอชื่อต้องมาพบปะเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่ไปพูดกันในสื่อในอะไรต่างๆ เหล่านี้

ขณะที่พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) พรรคสำรองของพรรคเพื่อไทย (พท.) ยังคงมีแกนนำพรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช.ทยอยลาออกไปสมัครเป็นสมาชิกพรรค ทษช.เช่น นายจาตุรนต์ ฉายแสง, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์, นายก่อแก้ว พิกุลทอง, นายประภัสร์ จงสงวน, นายนิคม ไวยรัชพานิช, นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นอกจากนี้ยังมีนายธงชัย ใจดี โปรกอล์ฟชาวไทย ไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคด้วย

ไม่เท่านั้น ยังมีบุคคลหนึ่งที่ไปสมัครเป็นสมาชิกพรรค ทษช.แล้วเกิดประเด็นขึ้นมา คือ พล.อ.ยศนันท์ หร่ายเจริญ อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่ง พล.อ.ยศนันท์ไม่เพียงสมัครสมาชิกพรรค ทษช. แต่ยังพูดให้ร้าย คสช.ด้วย โดยบอก “วันนี้อยากเรียกร้องทหารทุกคนยืนเคียงข้างประชาชน บทเรียนของการยึดอำนาจตลอด 4 ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าประเทศชาติไม่เจริญ ประชาชนเดือดร้อน เศรษฐกิจไม่เติบโต ถึงเวลาแล้วที่วันนี้ทหารทุกคนต้องหันมาหาประชาชน”

ด้าน พล.อ.ประวิตรไม่พอใจที่ พล.อ.ยศนันท์ พูดให้ร้าย คสช. จึงสวนกลับว่า ก็แปลกดี อยู่กับเรามาโดยตลอด และไปด่า คสช. ไม่คิดถึงข้าวแดงแกงร้อน ผู้สื่อข่าวถามว่า ใน คสช.มีความคิดหลากหลายใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่มี มีคนเดียวนี่แหละ ที่เป็นผู้ใหญ่ ขนาดเกษียณแล้ว มีวุฒิภาวะมาก อยู่ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาของตนมาโดยตลอด แต่มาว่า คสช.ทั้งที่ คสช.ก็ทำทุกอย่าง เหตุใดตอนที่อยู่ถึงไม่พูด ไปโดนอะไรมาหรือไม่ ก็มันวิ่งเต้นมาตลอด ถือว่าไม่เหมาะสมที่ทำแบบนี้ ผิดหวังมาก อยากไปอยู่พรรคไหนก็ไป แต่ไม่ควรนำเรื่องภายในไปพูดในทางที่ไม่ถูกต้อง ไม่ควรทำ ตอนอยู่ก็สนับสนุนอย่างดี ทำตัวเป็นคนอีกคนหนึ่ง ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ทำตัวเหมือนจิ้งจกเปลี่ยนสีหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ใช่ เป็น จิ้งจก

ขณะที่ พล.อ.ยศนันท์ กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประวิตรระบุว่า ตนไม่คิดถึงข้าวแดงแกงร้อนและเป็นจิ้งจกเปลี่ยนสีว่า “ผมขอไม่ตอบโต้ในประเด็นดังกล่าว เพราะเชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจ”

ด้านนายทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีคำพิพากษาศาลฎีกาฯ จำคุก 2 ปีคดีซื้อที่รัชดาฯ ออกอาการเดือดร้อนแทน พล.อ.ยศนันท์ จึงออกมาสวนกลับ พล.อ.ประวิตรว่า “ทหารที่อาสาเข้ามาทำงานการเมืองแบบตรงไปตรงมา น่าชื่นชมกว่าทหารที่เข้ามาโดยการยึดอำนาจไหมครับป้อม”

ส่วนความเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กรณีที่นายถาวร เสนเนียม อดีต ส.ส.สงขลา เปิดบ้านให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ปราศรัยและรับสมัครสมาชิกพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) รวมถึงนายวิทยา แก้วภราดัย อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช ที่ร่วมเดินหาสมาชิกพรรค รปช. ซึ่งทางพรรคได้มีการสอบข้อเท็จจริงนั้น เมื่อวันที่ 21 พ.ย. นายถาวร และ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก ได้เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ซึ่งต่อมา นายอภิสิทธิ์ได้แถลงผลสอบว่า การกระทำของบุคคลทั้งสองไม่เหมาะสม พร้อมย้ำว่า พรรค ปชป.มีจุดยืนชัดเจน ไม่มีแนวคิดฮั้วพรรคการเมืองใด ดังนั้นการกระทำใดที่จะทำให้สับสน ไม่ควรทำ ซึ่งทั้งสองคนยอมรับจุดยืนของพรรค และสิ่งที่ทำไปอาจไม่ได้ระมัดระวังเท่าที่ควร จึงให้ทุกคนระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก ทางกรรมการบริหารพรรคจึงมีมติว่า หากมีสมาชิกพรรคไปทำกิจกรรมใดๆ ร่วมกับพรรคอื่น ก่อให้เกิดผลกระทบกับการแข่งขันทางการเมืองของพรรค ปชป. จะมีการลงโทษตามข้อบังคับพรรค คือ ไม่ส่งลงสมัครรับเลือกตั้ง และถ้ากรณีร้ายแรงก็ให้สิ้นสมาชิกภาพ ดังนั้นถือว่ากรณีของนายถาวรและนายวิทยาจบลงแล้ว ทั้งสองยังคงมีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งได้ แต่หากมีการทำอีกครั้ง ก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

2.รัฐบาลทุ่ม 5.8 หมื่นล้านช่วยคนจน-ผู้สูงอายุ-ขรก.บำนาญ พร้อมเทงบ 1.8 หมื่นล้านช่วยชาวสวนยาง-รับซื้อปาล์ม 1.6 แสนตัน!

เมื่อวันที่ 20 พ.ย. นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ และข้าราชการบำนาญวงเงิน 5.87 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยถือบัตรสวัสดิการ 3.87 หมื่นล้านบาท กลุ่มข้าราการบำนาญ 2 หมื่นล้านบาท โดยมีผู้ที่จะได้ประโยชน์จากมาตรการช่วยเหลือครั้งนี้เกือบ 15 ล้านคน คาดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 0.07%

โดยมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่ถือบัตรสวัสดิการเป็นมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมจากที่รัฐบาลให้ไปแล้ว จะเริ่มตั้งแต่เดือน ธ.ค.2561-ก.ย.2562 รวม 10 เดือน ซึ่งแบ่งเป็น 4 มาตรการ ประกอบด้วย 1.ช่วยค่าไฟฟ้าไม่เกิน 230 บาทต่อเดือน และช่วยค่าน้ำประปาไม่เกิน 100 บาท/เดือน จ่ายให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการทั้งหมด 14.5 ล้านคน โดย 1 ครัวเรือน ได้เพียง 1 สิทธิเท่านั้น และมีข้อกำหนดคือ ต้องไม่เกินวงเงินที่กำหนด คือ ไฟฟ้า 230 บาท/เดือน และค่าน้ำประปาไม่เกิน 100 บาท/เดือน หากเกินกว่านี้ ต้องจ่ายเองทั้งก้อน และว่า ในการจ่ายเงิน ผู้มีรายได้น้อยจะต้องจ่ายเองไปก่อนผ่านบัตรสวัสดิการ และรัฐจะจ่ายคืนผ่านบัตรในเดือนถัดไป ใช้งบประมาณ 2.70 หมื่นล้านบาท

2.ใส่เงินเข้าบัตรสวัสดิการของผู้ถือบัตรทุกคน 500 บาท/คน ในเดือน ธ.ค. ซึ่งเป็นการให้ครั้งเดียว เพื่อนำไปใช้ซื้อสินค้า บริการ หรือกดเป็นเงินสดก็ได้ ใช้งบประมาณ 7.25 พันล้านบาท 3.ให้ค่าเดินทางไปโรงพยาบาลแก่ผู้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไปที่มีบัตรสวัสดิการ โดยจะใส่เงินเข้าไปในบัตร 1,000 บาท/คน เป็นการจ่ายครั้งเดียวในเดือน ธ.ค. ซึ่งจะครอบคลุมคนสูงอายุ 3.5 ล้านคน ใช้งบประมาณ 3.5 พันล้านบาท และ 4.ช่วยค่าเช่าบ้านแก่ผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไปที่มีบัตรสวัสดิการ โดยจ่ายให้เดือนละ 400 บาท/คน เริ่มจ่ายเดือน ธ.ค.ปีนี้ และสิ้นสุดเดือน ก.ย.ปีหน้า ครอบคลุมผู้สูงอายุ 2.2-2.3 แสนคน ใช้งบประมาณ 920 ล้านบาท

ด้าน น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เผยว่า ครม. ยังเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือข้าราชการเกษียณที่รับบำนาญ โดยแบ่งเป็น 2 มาตรการ คือ ให้ข้าราชการบำนาญสามารถนำบำเหน็จตกทอด 30 เท่าของเงินเดือน มาใช้เป็นบำเหน็จดำรงชีพได้เป็นครั้งที่ 3 อีก 1 แสนบาท ซึ่งจะมีผู้ได้สิทธิ 6.59 แสนคน ต้องใช้งบประมาณเกือบ 2 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ยังเติมเงินให้ข้าราชบำนาญที่ได้บำเหน็จต่ำกว่าเดือนละ 1 หมื่นบาท ให้เป็น 1 หมื่นบาท ซึ่งมีจำนวน 5.27 หมื่นคน ต้องใช้งบประมาณ 558 ล้านบาท

นอกจากนี้ ครม.ยังออกมาตรการช่วยผู้มีรายได้น้อย ให้มีบ้านเป็นของตัวเอง โดยนายฉัตรไชย ศิริไล กรรมการผู้ขัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์เผยว่า ครม.ได้อนุมัติโครงการบ้านล้านหลัง พร้อมให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำระยะยาว วงเงิน 6 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชนที่มีรายได้ไม่เกิน 25,000 บาท/เดือน เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ผ่อนชำระได้นานสูงสุด 40 ปี คิดอัตราดอกเบี้ยปีที่ 1-5 คงที่ 3 % ปีที่ 6 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้เงิน ดอกเบี้ย MRR - 0.75% ซึ่งกรณีกู้ 1 ล้านบาท ผ่อนชำระ 5 ปีแรก เริ่มต้นเพียง 3,800 บาทเท่านั้น

ส่วนผู้ที่มีรายได้เกิน 25,000 บาท/เดือน อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1-3 คงที่ 3 % ปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญาเงินกู้ ดอกเบี้ย MRR -0.50% ส่วนวงเงินอีก 1 หมื่นล้านบาท จะปล่อยกู้ ให้ผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จัดทำที่อยู่อาศัย ที่มีราคาขายไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อหน่วย ทั้งบ้านและคอนโดมิเนียม โดย ธอส.จะเปิดให้จองที่อยู่อาศัยในโครงการภายในเดือน ธ.ค.นี้ และยื่นคำขอกู้ ตั้งแต่วันที่ 2 ม.ค. และทำนิติกรรมภายในวันที่ 30 ธ.ค.2562

นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบในหลักการให้ช่วยเหลือเกษตรกรสวนยางที่มีเอกสารสิทธิ และคนกรีดยางที่ขึ้นทะเบียนไว้กับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กว่า 1.4 ล้านราย หลังประสบปัญหาราคายางตกต่ำ ไร่ละ 1,800 บาท รายละไม่เกิน 15 ไร่ แบ่งจ่ายเจ้าของสวนยาง 1,100 บาท คนกรีดยาง 700 บาท ใช้งบประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท ส่วนชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิอีกกว่า 2.9 แสนราย ครม.ให้ กยท.หาแนวทางช่วยเหลือต่อไป

ไม่เท่านั้น ครม.ยังมีมติอนุมัติมาตรการปรับสมดุลน้ำมันปาล์ม โดยให้ กฟผ.รับซื้อน้ำมันปาล์มดิบ ประมาณ 1.6 แสนตัน ภายใน 2-3 เดือน เพื่อนำไปใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา โดย กฟผ.จะรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบกิโลกรัมละ 18 บาท เริ่มรับซื้อเดือน ก.พ.-เม.ย. 2562 ใช้งบประมาณรวม 525 ล้านบาท

3.สนช.มีมติเอกฉันท์ผ่านร่าง กม.ปลดล็อกกัญชาวาระแรกแล้ว ด้านกรมทรัพย์สินทางปัญญาอ้าง ยกคำขอสิทธิบัตรกัญชาไม่ได้!
(บน) การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
ความคืบหน้ากรณีที่หลายภาคส่วนเรียกร้องให้กรมทรัพย์สินทางปัญญายกเลิกการรับยื่นขอจดสิทธิบัตรสารสกัดในกัญชาของชาวต่างชาติ เนื่องจากกฎหมายสิทธิบัตร มาตรา 9 (1) ห้ามยื่นขอสิทธิบัตรสารธรรมชาติในกัญชา และมาตรา 9 (4) ห้ามยื่นขอสิทธิบัตรที่เป็นการถือสิทธิในการใช้บำบัดโรค แต่กรมทรัพย์สินทางปัญญาอ้างว่า ไม่สามารถปฏิเสธการขอยื่นจดสิทธิบัตรตั้งแต่ต้นได้ ต้องพิจารณาไปตามกระบวนการ ขณะที่วิป สนช. เลื่อนเสนอร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษที่ สนช.เข้าชื่อเสนอปลดล็อกให้นำกัญชาไปใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ได้ ให้ที่ประชุม สนช.พิจารณาออกไปก่อน เนื่องจากเกรงว่า หากออกกฎหมายดังกล่าว จะเอื้อประโยชน์ให้ต่างชาติที่ยื่นขอจดสิทธิบัตรหรือไม่ พร้อมเชิญอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญามาชี้แจงวิป สนช.ในวันที่ 20 พ.ย.

ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 20 พ.ย. นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผยว่า จากที่ได้สั่งให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาค้นข้อมูลคำขอสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับตำรับยา ซึ่งมีสารสกัดจากกัญชาเป็นส่วนผสม เบื้องต้นจากฐานข้อมูลสิทธิบัตรไทย พบว่า ขณะนี้มี 31 คำขอ และว่า ที่มีการกล่าวอ้างว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาเตรียมรับจดสิทธิบัตรให้กับ 2 คำขอ เนื่องจากบนเว็บไซต์กรมทรัพย์สินทางปัญญาระบุสถานะคำขอทั้งสองว่า “พนักงานเจ้าหน้าที่สั่งชี้แจงก่อนรับจดทะเบียน” นั้น นายสนธิรัตน์ชี้แจงว่า เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ความจริง ทั้ง 2 คำขอเจ้าหน้าที่ได้แจ้งปฏิเสธการจดสิทธิบัตรไปแล้ว แต่เนื่องจากในกระบวนการจดทะเบียนสิทธิบัตร เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบขั้นตอนการประดิษฐ์อย่างละเอียดแล้ว จะต้องแจ้งผลให้ผู้ยื่นคำขอทราบ และหากผู้ยื่นคำขอไม่เห็นด้วย ก็จะชี้แจงเหตุผล หากผู้ยื่นคำขอไม่ชี้แจง กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะยกเลิกคำขอตามกฎหมายต่อไป

ด้าน นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีที่นายดิเรก บุญแท้ รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเข้าชี้แจงเรื่องสิทธิบัตรกัญชาต่อวิป สนช.เมื่อวันที่ 20 พ.ย.ว่า สรุปคือ ยังมีคำขอสิทธิบัตรค้างการพิจารณาจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาอยู่ 7 คำขอ ถ้ามีการคลายล็อกกัญชาและอนุมัติสิทธิบัตร ผู้ทรงสิทธิบัตรจะได้ประโยชน์ย้อนหลังไปนานสุดถึงปี 2553 และว่า คำขอทั้งหมดผ่านการตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว ผ่านการประกาศโฆษณาแล้ว ล้วนแต่อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบสาระการประดิษฐ์ เพื่อให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาอนุมัติจดทะเบียนต่อไป โดยไม่มีบริษัทคนไทยแม้แต่แห่งเดียว

นอกจากนี้กรมทรัพย์สินทางปัญญายังยืนยันว่า ไม่สามารถล้างไฟ่ใหม่เพื่อยกคำขอทั้งหมดได้ เพราะติดปัญหาความตกลงว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญา และมาตรา 17 วรรคท้ายของ พ.ร.บ.ทรัพย์สินทางปัญญาที่เขียนว่า ในกรณีที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีแห่งความตกลงหรือความร่วมมือระหว่างประเทศ เกี่ยวกับสิทธิบัตร หากคำขอรับสิทธิบัตรเป็นไปตามที่กำหนดในความตกลงหรือความร่วมมือระหว่างประเทศ ให้ถือว่าคำขอดังกล่าวเป็นคำขอรับสิทธิบัตรตาม พ.ร.บ.นี้

ซึ่งกรรมาธิการฯ ได้พยายามเสนอแนะว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาควรยกเลิกคำขอสิทธิบัตรของชาวต่างชาติ หากคำขอไม่ชอบด้วยมาตรา 5 และมาตรา 9 ซึ่งมาตรา 5 กำหนดว่า การประดิษฐ์ที่จะรับจดสิทธิบัตรได้ ต้องมีคุณสมบัติตามที่กำหนด ส่วนมาตรา 9 กำหนดข้อห้ามการขอสิทธิบัตร หากเกี่ยวกับสารสกัดจากพืช การบำบัดรักษาโรค และที่เกี่ยวข้องกับศีลธรรม และสวัสดิภาพ

ทั้งนี้ วิป สนช.สรุปว่าจะคลายล็อกให้นำกัญชาไปใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ได้ ประธาน สนช.จึงสั่งบรรจุร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดฯ เข้าพิจารณาวาระ 1 ในวันที่ 23 พ.ย. ซึ่งเมื่อถึงกำหนด นายสมชาย แสวงการ 1 ใน 44 สนช.ที่เข้าชื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดฯ เพื่อคลายล็อกให้นำกัญชาไปใช้ในการรักษาโรคได้ ได้แถลงสาระสำคัญและประโยชน์ของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ว่า เป็นการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 กำหนดให้สามารถขออนุญาต ผลิต นำเข้าหรือส่งออก ยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ซึ่งประกอบด้วยกัญชา และกระท่อม เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ สามารถนำไปใช้ในการรักษาโรคเฉพาะตัวได้ เช่นเดียวกับยาเสพติดให้โทษประเภท 2 แบบฝิ่นเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงการใช้เสพเพื่อสันทนาการ และให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เป็นผู้กำหนดเขตพื้นที่ทดลองเพาะปลูกกัญชา และเสพกัญชา เพื่อการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ในปริมาณที่กำหนดโดยไม่ถือว่าผิดกฎหมาย ซึ่งการกำหนดพื้นที่ดังกล่าวจะต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกาและมีมาตรการตรวจสอบควบคุม

สำหรับผู้ที่จะสามารถอนุญาตครอบครองกัญชาได้ ประกอบด้วย กระทรวง องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น สภากาชาดไทย องค์กรเภสัชกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์สาขาต่างๆ ทั้งทันตกรรม สัตวแพทย์ แพทย์แผนไทย เป็นต้น โดยผู้ขออนุญาตจะต้องไม่เคยต้องโทษตามกฎหมายยาเสพติดมาก่อน และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้พิจารณาอนุญาตตามความเห็นของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ

นายสมชายยืนยันด้วยว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านการรับฟังความเห็นจากประชาชนแล้ว ทั้งจากเว็บไซต์ที่มีผู้เห็นด้วยกับร่างกฎหมายนี้ถึงร้อยละ 99.03 และเปิดเวทีรับฟังความเห็น รวมถึงได้ส่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาแล้ว

ซึ่งในที่สุด ที่ประชุมได้ลงมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ด้วยคะแนนเอกฉันท์ 145 เสียง พร้อมตั้งกรรมาธิการ 29 คน กำหนดแปรญัตติ 7 วัน โดยพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน

เป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อวันที่ 21 พ.ย. อาจารย์จากมหาวิทยาลัยรังสิต ได้เดินทางไปที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อขอคัดคำขอสิทธิบัตรของต่างชาติที่เกี่ยวข้องกับกัญชาทั้งหมด ซึ่งเจ้าหน้าที่ยอมให้คัดแค่ 11 คำขอ ส่วนอีก 20 กว่าคำขอ ไม่เปิดเผย ทางมหาวิทยาลัยรังสิตจึงได้จัดกิจกรรมให้ประชาชนลงลายมือชื่อสนับสนุนแถลงการณ์ที่ทางมหาวิทยาลัยได้ออกมาเมื่อวันที่ 16 พ.ย. ที่เรียกร้องไม่ให้มีการผูกขาดการใช้ประโยชน์จากกัญชา, ให้กระทรวงพาณิชย์ยกเลิกคำขอสิทธิบัตรเกี่ยวกับกัญชาทั้งหมดทันที ฯลฯ ส่วนกระบวนการทางกฎหมายที่จะดำเนินการ จะมีการประชุมกันอีกครั้งในวันที่ 27 พ.ย.นี้

4.ผลสอบ รพ.พระราม 2 ไม่รักษาสาวถูกสาดน้ำกรด เข้าข่ายผิด 5 กรณี สบส.มีมติแจ้งความดำเนินคดี!
นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐศิริพงศ์ อธิบดีกรมกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) นำทีมแถลงผลสอบกรณีโรงพยาบาลพระราม 2 ไม่รักษาสาวถูกสาดน้ำกรด จนเสียชีวิตในเวลาต่อมา
เมื่อวันที่ 20 พ.ย. นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐศิริพงศ์ อธิบดีกรมกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) แถลงผลการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมร้องเรียนว่า โรงพยาบาลพระราม 2 ปฏิเสธการรักษาและการบริการทางการแพทย์ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้หญิงที่ถูกสามีสาดน้ำกรดใส่หน้าเสียชีวิตว่า กรณีที่ 1 พยาบาลเป็นผู้ตรวจประเมินวินิจฉัยอาการผู้ป่วยโดยไม่รายงานแพทย์ อาจเข้าข่ายผิด คณะกรรมการสอบสวนจึงมีมติเอกฉันท์ให้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษผู้ดำเนินการสถานพยาบาล

กรณีที่ 2 พยาบาลที่ให้การตรวจรักษารายงานผู้ดำเนินการสถานพยาบาล โดยผู้ดำเนินการสถานพยาบาลสั่งให้รับผู้ป่วยไว้ในโรงพยาบาล แสดงว่าผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ แต่มิได้ดำเนินการ อาจเข้าข่ายผิด โดยผู้กระทำผิดคือ ผู้ดำเนินการสถานพยาบาล กรณีที่ 3 การไม่ช่วยเหลือเยียวยาผู้ป่วยฉุกเฉินหรือตรวจคัดแยกระดับความฉุกเฉินไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด อาจเข้าข่ายผิด ผู้กระทำผิดคือ ผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาลและผู้ดำเนินการสถานพยาบาล

กรณีที่ 4 ไม่ดูแลช่วยเหลือเยียวยาผู้ป่วยที่อยู่ในสภาพอันตราย และจำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน อาจเข้าข่ายผิด ผู้กระทำผิดคือ ผู้ได้รับอนุญาตและผู้ดำเนินการสถานพยาบาล กรณีที่ 5 การอ้างว่าเป็นความต้องการของผู้ป่วยเองที่จะไปรักษาที่โรงพยาบาลที่ 2 นั้น อาจเข้าข่ายการส่งต่อไม่เหมาะสม คือ ไม่มีหนังสือส่งตัวผู้ป่วย ส่งต่อผู้ป่วยไม่เหมาะกับสภาพร่างกายผู้ป่วย ซึ่งจะมีการแจ้งความร้องทุกข์ทุกกรณีที่กล่าวมา

ทั้งนี้ สบส.จะส่งเรื่องกรณีพยาบาลที่ให้การดูแลรักษากรณีนี้และยอมรับว่าไม่ได้รายงานแพทย์เวรประจำวัน ให้สภาการพยาบาลพิจารณาในแง่จริยธรรมและการประกอบวิชาชีพไม่เป็นไปตามที่มาตรฐานกำหนดต่อไป

ส่วนกรณีที่โรงพยาบาลพระราม 2 กระทำผิดโดยนำอาคารจอดรถมาปรับปรุงเป็นอาคารผู้ป่วยนอกโดยไม่ได้รับอนุญาตจาก สบส.นั้น สบส.ได้สั่งให้ปิดและปรับปรุง พร้อมขออนุญาตภายใน 15 วัน หากยังไม่ปรับปรุงแก้ไข อาจถูกลงโทษด้วยการพักใช้ใบอนุญาตได้

5.ยูเอ็นมอบรางวัลพิเศษเชิดชูความกล้าหาญ “วิเชียร ชิณวงษ์” ผู้พิทักษ์ป่าทุ่งใหญ่ฯ หลังจับกุม “เปรมชัย” กับพวกล่าเสือดำ!
นายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก
เมื่อวันที่ 22 พ.ย. โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ได้จัดพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติความกล้าหาญ การสร้างสรรค์นวัตกรรม และความมีจริยธรรม ให้แก่ผู้มีผลงานโดดเด่นในการป้องกันอาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อมข้ามชาติ ซึ่งในปีนี้ ได้มอบรางวัลยกย่องพิเศษให้แก่นายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ในการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่เกรงกลัวอิทธิพล จากการนำกำลังบุกจับกุมนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานกรรมการบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และพวก 3 คน ที่เข้าไปล่าเสือดำเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ UNEP ระบุว่า กรณีนายวิเชียร แม้จะไม่ใช่การทำงานป้องกันอาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อมข้ามชาติ แต่ถือเป็นความสำเร็จอันโดดเด่น คณะกรรมการจึงตัดสินใจมอบรางวัลยกย่องพิเศษ (Special Commendation) ให้แก่นายวิเชียร

สำหรับงานมอบรางวัลยกย่องผู้บังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมครั้งนี้จัดขึ้นในกรุงเทพฯ โดยปีนี้มีการมอบรางวัลให้ 9 องค์กรและบุคคลจากประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย คือ จีน อินเดีย เกาหลีใต้ มาเลเซีย เนปาล เวียดนาม และไทย

อนึ่ง เมื่อต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา นายวิเชียรได้นำกำลังบุกจับกุมนายเปรมชัย และพวก 3 คน ที่เข้าไปลักลอบล่าสัตว์ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก จ.กาญจนบุรี พร้อมของกลาง คือ ซากเสือดำ ไก่ฟ้าหลังเทา เก้ง และเครื่องกระสุนปืน ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่เกรงกลัวอิทธิพลของนายวิเชียร ทำให้ได้รับการยกย่องชื่นชมจากสังคมเป็นอย่างมาก
กำลังโหลดความคิดเห็น...