xs
xsm
sm
md
lg

อดีตผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง และนักกีฬาปีนผาทีมชาติไทย พิมพ์-สุวพร ดำรงสุกิจ

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

เรียกได้ว่าเป็นคนที่รักสุขภาพมากคนหนึ่ง เพราะชื่นชอบการออกกำลังกายมาโดยตลอด อีกทั้งยังเลือกรับประทานอาหารมีประโยชน์ต่อร่างกาย ชนิดที่ว่าเคร่งและมีระเบียบมากๆ กระทั่งวันหนึ่งกลับต้องเผชิญกับโรคร้ายอย่างมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะที่ 2 แต่เพราะความไม่ยอมแพ้กับโชคชะตา ทำให้วันนี้เธอต่อสู้จนโรคสงบลงแล้ว

พิมพ์-สุวพร ดำรงสุกิจ  เธอคืออดีตผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่โรคสงบมาเป็นระยะเวลากว่า 1 ปีครึ่งแล้ว หากพูดถึงสาเหตุที่ทำให้เธอต่อสู้กับโรคมะเร็งจนชนะราบคราบนั้น คงปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งมาจากการออกกำลังกายที่เธอรัก นั่นก็คือกีฬาปีนหน้าผา ที่ทำได้ดีมากถึงขั้นติดทีมชาติ นอกจากนี้ กำลังใจที่คนรอบข้างมอบให้อย่างล้นหลามในวันนั้นก็มีผล ดังนั้น ณ วันนี้เมื่อเธอผ่านมาได้ เธอจึงอยากส่งต่อกำลังใจที่มีไปให้คนอื่นเช่นเดียวกัน

รักสุขภาพ แต่กลับต้องเผชิญกับโรคร้าย
ก่อนตรวจพบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง

ก่อนหน้าที่พิมพ์จะเป็นมะเร็ง พิมพ์เป็นคนที่ดูแลสุขภาพมาก ตอนเด็กพิมพ์เป็นนักกีฬาว่ายน้ำ พอโตมาพิมพ์เลยจะคลุกคลีกับการออกกำลังกายมาโดยตลอด พิมพ์ชอบออกกำลังกาย สัปดาห์หนึ่งไม่ต่ำกว่า 3 วันเลยค่ะ เหตุนี้จึงทำให้พิมพ์ค่อนข้างที่จะเป็นคนตัวเล็ก มีซิกแพก ดูสปอร์ตเกิร์ล ส่วนการรับประทานก็เคร่งและมีระเบียบวินัยมากๆ พิมพ์จะกินคลีน โดยกินคาร์โบไฮเดรตน้อยมาก เน้นโปรตีนเป็นหลัก กินผักผลไม้ไม่ขาด ไม่กินของมันของทอด ไม่ดื่มน้ำหวาน ไม่ดื่มกาแฟเลย

จนกระทั่งอายุ 30 ปี พิมพ์มาตรวจพบมะเร็ง จริงๆ พิมพ์ดูเหมือนจะไม่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งเลยนะคะ เพราะพิมพ์ดูแลตัวเองดีมาก ทุกคนยังบอกเลยว่าทำไมถึงเป็นพิมพ์ พิมพ์กินก็ดี อยู่ก็ดี ออกกำลังกายก็ดี ทำงานก็ดี ทุกอย่างคือดูดีไปหมด แต่การที่พิมพ์เป็นมะเร็งนั้นสันนิษฐานว่าน่าจะเพราะว่าพิมพ์ใช้ชีวิตสุดโต่งจนเกินไป

สุดโต่งในที่นี้คือ…เรากินผักเยอะเกินไปหรือเปล่า พูดตรงๆ เลยว่าพิมพ์กินผักผลไม้ไม่เลือกแหล่งผลิต ขายตามข้างถนน ขายตามข้างทาง พิมพ์ซื้อกินหมด เราไม่มีทางรู้หรอกว่าผักผลไม้เหล่านั้นมีสารเคมีตกค้างหรือไม่ และก่อนที่พิมพ์จะตรวจเจอว่าตัวเองเป็นมะเร็ง พิมพ์ได้ไปงานสมุนไพรที่จัดขึ้นที่เมืองทองธานี เขามีให้เช็กเลือดฟรีว่าเรามีสารพิษในร่างกายมากน้อยแค่ไหน พิมพ์ก็ได้ไปเช็กและทราบผลว่าเรามีสารพิษอยู่ในร่างกายระดับสูงหรือระดับอันตราย

สัญญาณเตือน...โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

วันหนึ่งพิมพ์มีอาการไอ และไอหนักขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งมีไข้สูงในบางวัน พิมพ์เลยตัดสินใจไปหาหมอ คุณหมอก็จ่ายยามาให้กิน ก็หายไข้นะคะ แต่ยังไม่หายไอ ทำให้ยังคงไอหนักขึ้นอีกเรื่อยๆ แถมยังมีอาการแน่นหน้าอกมากกว่าปกติด้วย จนพิมพ์รู้สึกได้ว่าตัวเองน่าจะไม่ปกติแล้ว

ตอนนั้นเริ่มแรกคิดว่าตัวเองเป็นกรดไหลย้อน พอหนักเข้าพิมพ์เลยคิดว่าตัวเองต้องเป็นวัณโรคแน่ๆ และด้วยความที่พิมพ์มีอาชีพเป็นผู้แทนยา เราจึงได้คลุกคลีกับทางคุณหมอและทางโรงพยาบาลอยู่แล้ว พิมพ์จึงตัดสินใจไปตรวจและเอกซเรย์ปอด พอผลเอกซเรย์ปอดออกมา พิมพ์ถึงได้ทราบว่ามีก้อนเนื้อ 10 เซนติเมตรอยู่ที่ช่องปอดด้านซ้าย

พอตรวจพบก้อนเนื้อ ตอนนั้นพิมพ์ตกใจมากนะคะ คุณหมอก็บอกมาว่าต้องลองเจาะปอดดูว่าก้อนเนื้อนี้ใช่เนื้อร้ายหรือไม่ แต่โรงพยาบาลที่พิมพ์ไปตรวจเป็นโรงพยาบาลเอกชน พิมพ์สู้ค่าใช้จ่ายไม่ไหว พิมพ์จึงขอไปเจาะปอดที่โรงพยาบาลรัฐบาลดีกว่า วันรุ่งขึ้นพิมพ์เลยไปเจาะปอดที่โรงพยาบาลรัฐบาล และต้องรอผลประมาณ 1 สัปดาห์

ในระหว่างที่ต้องรอผลนั้นบอกเลยค่ะว่าลุ้นมาก กระวนกระวายใจมากเพราะเราไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นอะไรกันแน่ จน 1 สัปดาห์ผ่านไป ผลออกมาว่าก้อนเนื้อ 10 เซนติเมตรนั้นน่าจะเป็นเนื้อร้าย และต้องรอผลอีก 1 สัปดาห์เพื่อที่จะได้ทราบแน่ชัดว่าเราเป็นมะเร็งอะไรกันแน่ 

จนเวลาผ่านไป 1 สัปดาห์ พิมพ์ก็ได้ไปฟังผลแล้วก็ได้ทราบว่าตัวเองเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) ระยะที่ 2 โดยเป็นประเภทนอนฮอดจ์กิน (Non-hodgkin Lymphoma : NHL) ชนิด Diffused large B-call lymphoma (DLBCL)

มะเร็งเลือกเรา เราไม่ได้เลือกที่จะเป็น
วินาทีแรกที่ทราบผล

ตอนนั้นพอได้ฟังคุณหมอพูด พิมพ์น้ำตาไหลเลยค่ะ พอหาหมอเสร็จนั่งรถออกจากโรงพยาบาลก็ร้องไห้ไม่หยุดเลย แต่พอกลับมาถึงบ้าน พอคุณแม่ทราบ คุณแม่ได้ให้กำลังใจว่า “เราเป็นแล้วก็แค่ยอมรับ มะเร็งเลือกเรา เราไม่ได้เลือกที่จะเป็น” คือเราไม่ได้ทำตัวแย่ให้เราเป็น แต่เราทำดีแล้ว มันกลับเลือกเรา เราก็ทำอะไรไม่ได้ เราแก้อะไรไม่ได้ มันจะเป็นก็ต้องเป็น ประโยคนี้ที่คุณแม่พูดทำให้พิมพ์มีกำลังใจมากขึ้น หลังจากนั้นพิมพ์จะบอกกับตัวเองว่าเราต้องยอมรับนะ เราต้องวางใจให้หน้าที่การรักษาเป็นของคุณหมอ และเราต้องเตรียมพร้อมร่างกายในการรักษาและรักษาให้หาย และพอพิมพ์วางใจและรู้แล้วว่าไม่มีหมอคนไหนอยากรักษาให้คนไข้เสียชีวิตหรอก ทุกคนอยากจะรักษาให้คนไข้หายหมดนั่นแหละ ดังนั้นเราไม่เห็นต้องไปกังวลใจเลยว่าคุณหมอเขาจะรักษาเรายังไง เราแค่ถามหมอว่าเราควรจะเตรียมตัวยังไงมากกว่า

การเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง พิมพ์ว่าอย่างน้อยมันคือความโชคดีนะคะ เพราะคุณแม่ไปเสิร์ชในอินเทอร์เน็ตแล้ว ข้อมูลส่วนใหญ่ก็บอกว่าสามารถหายได้ แล้วพิมพ์ก็ได้ถามคุณหมอที่รู้จักหลายๆ ท่าน คุณหมอก็บอกว่ามะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีโอกาสหายได้ พิมพ์เลยบอกกับตัวเองว่าถ้าอย่างนั้นเราจะต้องเป็นคนที่หาย ต้องไม่ใช่คนที่ตาย

มีช่วงที่ท้อมาก ถึงขั้นอยากฆ่าตัวตาย

สิ่งที่พิมพ์รู้อยู่แล้วก่อนหน้านี้ก็คือ คนไข้ที่ได้รับคีโมส่วนใหญ่น้ำหนักจะลด พอน้ำหนักลดก็จะสู้กับการทำคีโมไม่ได้ สู้กับโรคไม่ได้ เพราะว่าเขาไม่กินอาหารทำให้ร่างกายไม่มีอะไรมาต่อสู้ พิมพ์เลยบอกกับตัวเองว่าเวลาที่เราให้คีโม เราต้องไม่อาเจียน เราจะต้องกินอาหารให้ได้มากที่สุด

การให้คีโมเข็มแรกไม่ได้มีผลข้างเคียงอะไรกับพิมพ์เลยค่ะ พิมพ์ยังครึกครื้นเป็นปกติ แต่พอออกจากโรงพยาบาลไปได้แค่ 3 วัน พิมพ์มีอาการเม็ดเลือดขาวตก มีไข้ ทำให้พิมพ์ต้องกลับมาแอดมิดใหม่ ตอนนั้นพิมพ์เริ่มไม่โอเคแล้วนะคะ เพราะรู้สึกว่าเรายังไม่ได้ออกไปใช้ชีวิตเลย และก็เริ่มกลัวว่าตัวเองจะเสียชีวิตหรือเปล่า

ต่อมาพอให้คีโมเข็มที่ 2 พิมพ์ก็มีอาการข้างเคียง ผมร่วง ทั้งวันกินข้าวไม่ได้ กินได้แต่น้ำ น้ำครึ่งขวดก็ยังไม่หมดเลยค่ะ จากเราทำอะไรด้วยตัวเองได้ก็ทำไม่ได้เลย เราต้องนอนโรงพยาบาลถึง 2 สัปดาห์ ตอนนั้นพิมพ์ตกใจ เสียใจ รับไม่ได้ เราเริ่มมีอาการซึมเศร้า ที่พิมพ์ซึมเศร้าก็มาจากอาการผมร่วงด้วยส่วนหนึ่ง เพราะจากคนที่ผมยาวถึงเอว แต่พอผมมาร่วงแบบนี้ทำให้เราไม่อยากรักษาอีกต่อไป เราอยากฆ่าตัวตาย อยากดึงสายคีโมออกแล้วกระโดดตึกลงไปเลย

พิมพ์จำภาพได้ว่าวันที่พิมพ์ผมร่วง พิมพ์ร้องไห้จะเป็นจะตายเลยนะคะ วันนั้นเราตื่นขึ้นมาผมร่วงเต็มเตียง ยิ่งจับก็ยิ่งร่วง เราทำอะไรไม่ได้นอกจากร้องไห้ ร้องอยู่แบบนั้นตั้งแต่ 10 โมงเช้า ยัน 6 โมงเย็น แล้วถึงบอกกับตัวเองว่า “โกนผมก็ได้”

พอได้โกนผมปุ๊บ ความเสียใจและน้ำตามันหายเป็นปลิดทิ้งเลยค่ะ คิดแค่ว่า เออ! มันก็แค่นี้เองเนอะ มันจะมีผู้หญิงสักกี่คนกันที่ชีวิตหนึ่งได้โกนผมแบบฉัน เราก็แค่รับให้ได้และอยู่กับมันให้ได้ก็พอ แค่เรามองให้เปลี่ยน อย่าไปโฟกัสแค่ว่าไม่มีผมแล้วจะไม่สวย มันบั่นทอน ลองมาเปลี่ยนมุมมองใหม่ว่าก็เท่ดีนะ เปลี่ยนนิดเดียวมันเยียวยาทุกอย่างได้จริงๆ หลังจากนั้นพอพิมพ์ได้ไปเที่ยวที่ไหน พิมพ์จะถ่ายรูปตอนที่ไม่มีผมเก็บไว้เป็นเซตเลยค่ะว่าครั้งหนึ่งในชีวิตฉันก็เคยไม่มีผมนะ ซึ่งเราก็หวังว่าจะเป็นครั้งเดียวในชีวิต (หัวเราะ)

ผ่านมาได้เพราะกำลังใจ
คนอื่นเห็นค่าเรา เราต้องเห็นค่าของตัวเอง

ในขณะที่พิมพ์อยากตาย พิมพ์ก็ได้กำลังใจที่ดีมาก กำลังใจของพิมพ์มาจากหลายทางมากเลยค่ะ ทั้งจากคนในครอบครัว คุณหมอ และเพื่อนๆ

ครอบครัวสำคัญมากเลยนะคะ พิมพ์จะมีคุณแม่ที่คอยเป็นกำลังใจและอยู่เคียงข้างพิมพ์มาโดยตลอด นอกจากนี้ก็จะมีพี่สาว น้องชาย แฟนน้องชาย ที่บางทีเขาก็มานอนเฝ้าเราทั้งๆ ที่ทำงานกลับมาเหนื่อยๆ

อย่างเพื่อนพิมพ์ก็เหมือนกัน พอพิมพ์รู้ตัวเองว่าเราซึมเศร้า พิมพ์ก็ได้โทร.หาเพื่อน บอกกับเพื่อนว่าวันนี้แย่ อยากฆ่าตัวตาย เพื่อนพิมพ์ทำงานอยู่ไกลมากแต่เขาก็รีบขับรถมาหาเราหลังเลิกงาน ซื้อสมุดกับปากกามาให้ บอกว่าให้เราเขียน อยากระบายอะไรให้เขียนเลย บางคนเป็นเพื่อนที่มหาวิทยาลัยที่ไม่ได้เจอกันมาเป็น 10 ปี เขาก็มาเยี่ยม หรือเพื่อนที่เล่นกีฬาปีนหน้าผาด้วยกันเขาก็มาหา มาเป็นกำลังใจ มานั่งกินข้าวด้วย

แม้กระทั่งคุณหมอ ตอนที่พิมพ์ซึมเศร้าอยากฆ่าตัวตาย พิมพ์ก็บอกคุณหมอไปตรงๆ คุณหมอก็ให้กำลังใจว่า “เรามีสิทธิ์ที่จะเสียใจ เรามีสิทธิ์ที่จะรู้สึกได้ แต่อย่าจมอยู่กับมันนาน” และวันรุ่งขึ้นคุณหมอก็ได้นำคนที่เคยเป็นมะเร็งมานั่งคุยกับพิมพ์ว่าเขาก็เคยเป็นหนักมากเหมือนกัน เขายังผ่านไปได้เลย สิ่งนี้เลยทำให้พิมพ์มองว่าถ้าเรารักษาตัวเองให้หายได้ เราจะสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นต่อไปได้เช่นเดียวกันกับพี่เขา

ทุกคนดีกับพิมพ์มากๆ ทำไมคนอื่นเขาถึงเห็นค่าของตัวเรามากกว่าที่เราเห็นค่าของตัวเองล่ะ ทำไมในขณะที่เราอยากตาย คนรอบข้างเขาถึงอยากให้เราอยู่ นี่จึงเป็นสิ่งที่ทำให้พิมพ์ฉุกคิดถึงคุณค่าของตัวเอง เพราะฉะนั้นเราจะตายไม่ได้ เราต้องอยู่ พิมพ์เลยฮึดกลับมาสู้อีกครั้ง กระทั่งพิมพ์ให้คีโมเสร็จทั้งหมด 6 ครั้ง และให้ยาแบบมุ่งเป้าหรือ “ทาร์เกตเทด เธอราปี” (Targeted therapy) 8 ครั้ง ซึ่งตอนนี้โรคมะเร็งก็สงบมาเป็นระยะเวลากว่า 1 ปีครึ่งแล้วค่ะ แต่คุณหมอก็ยังนัดดูอาการทุกๆ เดือนอยู่ค่ะ

โรคสงบส่วนหนึ่งมาจากการออกกำลังกาย
#ปีนผาชนะทุกอย่าง

ก่อนที่จะตรวจเจอว่าตัวเองเป็นมะเร็ง พิมพ์เล่นกีฬาปีนหน้าผามาเป็นระยะเวลา 1 ปี และได้ลงแข่งขันมาบ้าง และพอพิมพ์ได้ตรวจเจอมะเร็ง พิมพ์ก็ยังปีนหน้าผาอยู่เหมือนเดิมนะคะ แต่จำนวนความถี่ในการปีนอาจจะลดน้อยลง พิมพ์มองว่าการออกกำลังกายน่าจะช่วยเราได้ พิมพ์จึงออกกำลังกายด้วยการปีนหน้าผาในระหว่างให้คีโมไปด้วย แต่จริงๆ ต้องบอกก่อนว่าแล้วแต่คนด้วยนะคะ ซึ่งพิมพ์จะรู้ลิมิตตัวเองว่าแค่ไหนเราไหว แค่ไหนเราไม่ไหว

อย่างตอนที่พิมพ์ปีนหน้าผาเสร็จ พิมพ์ก็ส่งรูปให้คุณหมอดู คุณหมอก็เป็นห่วงแหละค่ะ แต่คุณหมอก็ได้เอารูปที่พิมพ์ทำกิจกรรมเหล่านั้นส่งต่อให้คนอื่นๆ ดูเหมือนกันว่าเราทำได้ เพียงแต่เราต้องดูแลตัวเอง รู้ว่าลิมิตตัวเองว่าอยู่แค่ไหน อย่างพิมพ์รู้ว่าเม็ดเลือดขาวต่ำ มันทำให้ติดเชื้อก็ไม่ควรไปไหน เพราะฉะนั้น ก่อนไปปีนหน้าผาพิมพ์จะเช็กเลือดก่อนทุกครั้งว่าเม็ดเลือดขาวของเราโอเคไหม ถ้าโอเคพิมพ์ถึงจะไปค่ะ

แรกๆ คุณแม่และเพื่อนๆ ก็ไม่เห็นด้วย เขาจะบอกว่าเป็นมะเร็งออกกำลังกายได้ด้วยเหรอ ทำไมไม่อยู่บ้าน ทำไมไม่ดูแลตัวเอง ทำไมไม่พักผ่อน เดี๋ยวติดเชื้อนะ แต่พิมพ์กลับรู้สึกว่าถ้าเรายิ่งอยู่เฉยๆ เรายิ่งเครียด ขอออกไปเจอเพื่อนๆ หรือไปทำอะไรที่สบายใจดีกว่า พิมพ์เลยออกมาปีนหน้าผา มาออกกำลังกาย มันทำให้พิมพ์มีกำลังใจมากขึ้น และแข็งแรงมากกว่าเดิม

พิมพ์มีความเชื่ออย่างหนึ่งนะคะว่าการรักษาของพิมพ์สำเร็จผลได้ด้วยดีน่าจะเป็นผลพวงมาจากการออกกำลังกาย เพราะการให้คีโมจะต้องให้ทางเส้นเลือด การที่เราออกกำลังกายจึงทำให้เลือดสูบฉีดดี มันเลยน่าจะทำให้ยาเข้าไปได้เร็ว แต่อันนี้เป็นข้อสันนิษฐานของพิมพ์เองนะคะ แต่ที่เห็นได้ชัดเลยก็คือตอนที่ต้องเก็บสเต็มเซลล์ ซึ่งปกติคุณหมอจะต้องการทั้งหมด 3 ล้านเซลล์ บางคนเก็บ 1 วันได้ 3 ล้านเซลล์ บางคนเก็บ 1 สัปดาห์ถึงจะได้ ซึ่งตัวพิมพ์ก่อนที่จะเก็บสเต็มเซลล์พิมพ์จะเอาเสื่อโยคะไปแพลงกิ้ง ไปออกกำลังกายที่โรงพยาบาลซึ่งพิมพ์สามารถเก็บสเต็มเซลล์ภายใน 1 วันได้ 13.7 ล้านเซลล์ โดยคุณหมอก็ตกใจนะคะเพราะหลังจากให้คีโมไปแล้ว 3 เข็มไม่เคยมีใครได้สเต็มเซลล์เยอะขนาดนี้เลย มันเลยทำให้พิมพ์ยิ่งเชื่อว่าเป็นเพราะเราออกกำลังกาย ตรงนี้ก็มีพี่อีกคนที่พิมพ์รู้จักพี่เขาก็ชอบอกกำลังกายเหมือนกัน พี่เขาก็สามารถเก็บสเต็มเซลล์ได้ถึง 9 ล้านเซลล์ พิมพ์เลยยิ่งเชื่อว่าการออกกำลังกายมันสามารถช่วยได้จริงๆ

ณ วันนี้ พิมพ์กล้าพูดได้เต็มปากเลยนะคะว่าส่วนหนึ่งที่พิมพ์หายจากโรคมะเร็งเพราะกีฬาปีหน้าผา พิมพ์มักจะแฮชแท็กในข้อความที่เขียนทุกครั้งว่า #ปีนผาชนะทุกอย่าง กีฬาชนิดนี้ช่วยเยียวยาร่างกายและจิตใจพิมพ์ได้ดีมากๆ ทำให้พิมพ์ได้ทั้งเพื่อน ได้ทั้งกำลังใจ ทำให้ไม่เครียด มีความมุ่งมั่น และมีสมาธิมากขึ้น พิมพ์ได้ทุกอย่างจากกีฬาประเภทนี้เลยค่ะ

นักกีฬาปีนผาทีมชาติไทย
และคุณแม่มือใหม่

หลังจากที่พิมพ์ให้คีโมเสร็จ โรคสงบแล้ว พิมพ์ก็ได้ไปลงแข่งขันปีนหน้าผาชิงแชมป์แห่งประเทศไทย วันนั้นที่ไปแข่งพิมพ์ยังไม่มีผมเลยด้วยซ้ำ เรารู้ว่าตัวเองยังปีนผาได้ไม่ดีหรอก แต่เราก็อยากทำในสิ่งที่เรารัก แล้วยิ่งพอได้เกาะอยู่บนหน้าผา โฆษกก็ได้ประกาศว่า “คุณพิมพ์เคยป่วยเป็นมะเร็งมาก่อน แต่สู้จนโรคสงบแล้ว” หลายคนก็หยุดยืนมองให้กำลังใจพิมพ์ เชียร์พิมพ์จากด้านล่าง มันทำให้พิมพ์มีกำลังใจและอยากจะเล่นกีฬานี้ต่อไป ครั้งนั้นก็ได้เปลี่ยนทัศนคติและเป้าหมายของพิมพ์ไปเลยนะคะ จากที่เมื่อก่อนเราแข่งขันปีนหน้าผาเพื่อตัวเอง เพื่ออยากแข่ง อยากประสบความสำเร็จ อยากจะเอาชนะ อยากได้ที่ 1 อยากได้รางวัล อยากก้าวหน้า แต่กลายเป็นว่าพิมพ์มองว่าการที่เราป่วยแล้วเราลุกขึ้นมาออกกำลังกาย มันทำให้เรามีชีวิตปกติต่อไปได้ อีกทั้งยังเป็นกำลังใจให้คนอื่นได้ด้วย เราจึงอยากจะทำเพื่อเป็นกำลังใจให้คนอื่นด้วย

และยิ่งพอเราคิดว่าจะทำเพื่อเป็นกำลังใจให้คนอื่นมันยิ่งมีแรงกระตุ้น หลังจากนั้นพอโรคสงบได้ประมาณ 6 เดือนพิมพ์ก็มีโอกาสได้แข่งปีนหน้าผา 1 แมตช์ ที่จังหวัดชลบุรี ครั้งนั้นพิมพ์ได้รางวัลอันดับที่ 2 เป็นรางวัลแรกในชีวิตเลยค่ะ


จนล่าสุดพิมพ์ก็ได้มีโอกาสติดทีมชาติเป็นชุดเอเชียนคัพ คือจะเป็นการแข่งขันในอาเซียน ซึ่งครั้งนี้จัดขึ้นที่ประเทศไทย พิมพ์เป็นนักปีนผาที่แก่ที่สุดในรุ่น แถมยังเคยป่วยมาก่อนด้วย ทำให้พิมพ์ตั้งใจเลยว่าครั้งนี้เราจะทำให้ดีที่สุด เพราะเป็นความสำเร็จที่เราสามารถทำเพื่อคนอื่นได้อย่างหนึ่ง เราจะได้เป็นกำลังใจให้แก่คนอื่นได้อีกเยอะเลย แต่ผลปรากฏว่าก่อนเวลาจะแข่ง 1 สัปดาห์พิมพ์ก็ได้พบว่าตัวเองตั้งครรภ์ ลึกๆ ก็เสียใจนะคะเพราะมันเป็นโอกาสเดียวที่เราจะได้มีธงชาติไทยติดอกเพราะเราก็อายุเยอะแล้ว แต่ไม่เป็นไรค่ะ อย่างน้อยวันนี้พิมพ์ก็ได้ตัวน้อยมาเป็นของขวัญทดแทน 


อย่างเรื่องตั้งครรภ์ จริงๆ แล้วก่อนหน้าที่จะเป็นโรคมะเร็ง พิมพ์เคยทำกิฟต์มาก่อน เพราะเราอยากมีลูกมากๆ พิมพ์ทำไปประมาณ 3 ครั้ง ก็ไม่ติด จนให้คีโมเสร็จ ซึ่งจริงๆ แล้วคุณหมอบอกว่าโอกาสการมีลูกอาจจะน้อยลง หรืออาจจะมีลูกไม่ได้แล้ว เนื่องจากคีโมเป็นเคมีที่ไปทำลายเซลล์เกิดใหม่ในร่างกายทุกๆ เซลล์ จึงเป็นไปได้ยากที่จะตั้งครรภ์ แต่พอถึงวันนี้เราผ่านคีโมมาแล้ว โรคสงบแล้ว สุดท้ายภายใน 1 ปี พิมพ์ก็สามารถตั้งครรภ์ได้ด้วยวิธีธรรมชาติ โดยการที่พิมพ์ตั้งครรภ์ก็สามารถเป็นกำลังใจให้แก่คนอื่นได้เยอะเลยเหมือนกัน เพราะหลังจากที่พิมพ์ประกาศว่าพิมพ์ตั้งครรภ์ก็มีคนส่งข้อความมาทางเพจเฟซบุ๊กเยอะมาก ซึ่งพิมพ์ก็ได้ทำให้คนอื่นมีความหวังขึ้นมาว่าเขาจะตั้งครรภ์ได้

ขอบคุณมะเร็งที่เข้ามาทำชีวิตเปลี่ยน

บางคนอาจจะคิดว่าฉันโชคร้ายจัง แต่พิมพ์ว่าไม่นะคะ พิมพ์จะบอกตัวเองว่าเราไม่โชคร้ายหรอก เราโชคดีซะอีก การเป็นมะเร็งทำให้การใช้ชีวิตของพิมพ์เปลี่ยนไปเลยนะ มันทำให้เราคิดว่าอยากทำอะไรก็ทำไป เพราะชีวิตคนเราสั้นมาก พรุ่งนี้เราอาจจะตายก็ได้ หรือถ้าไม่ตายเราอาจจะกลับมาเป็นมะเร็งอีกครั้งก็ได้ 

โรคมะเร็งได้เข้ามาสอนอะไรพิมพ์เยอะมากเลยค่ะ มันช่วยสอนให้เราไม่สุดโต่ง ใช้ชีวิตให้บาลานซ์ เพราะการใช้ชีวิตที่สมบูรณ์และปลอดภัยคือการสร้างความบาลานซ์ ทำทุกอย่างให้พอเหมาะพอดี ไม่ใช่ว่าห้ามนู่นห้ามนี่ไปซะทุกอย่าง

นอกจากนี้ยังทำให้พิมพ์เปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนความคิด จากที่อยู่เพื่อตัวเอง เรากลับอยากอยู่เพื่อคนอื่น อยากทำเพื่อสังคม ไม่เห็นแก่ตัวมองแต่ตัวเองเหมือนเมื่อก่อน ทำให้ได้เพื่อนใหม่ ได้เจออะไรอีกเยอะแยะมากมายที่ไม่เคยเจอมาก่อน เรากล้ายอมรับ กล้าที่จะแก้ปัญหามากกว่าจมอยู่กับปัญหา จากที่เคยเป็นคนเครียดๆ กลับมีความสุขกับชีวิตมากขึ้น หัวเราะง่ายขึ้น ยิ้มง่ายขึ้น มองโลกในแง่ดีมากขึ้น เข้าใจโลกมากขึ้น เห็นความสุขจากสิ่งเล็กๆ มากขึ้นกว่าเดิม

ส่วนเป้าหมายในชีวิตตอนนี้ พิมพ์โฟกัสแค่ความสุข พิมพ์อยากเป็นคนที่มีความสุขที่สุดโดยที่ไม่มานั่งเสียดายทีหลังว่าอันนี้ยังไม่ได้ทำ อันนั้นลืมทำ ซึ่งวันนี้พิมพ์ต้องขอบคุณมะเร็งที่เข้ามา เพราะถ้าพิมพ์ไม่ได้เป็นโรคมะเร็งในวันนั้น พิมพ์อาจจะไม่มีวันนี้ก็ได้

ส่งต่อกำลังใจให้ผู้ป่วยโรคมะเร็ง
เราหายได้ คุณก็หายได้

ส่วนตัวพิมพ์เปิดเพจ “สู้หว่ะพิมพ์ SuwaPym” ขึ้นมาเพื่อให้กำลังใจคนอื่น เพราะ ณ วันหนึ่งที่พิมพ์เคยท้อมากๆ พิมพ์ก็รอดมาได้ด้วยกำลังใจจากคนอื่น และวันนี้เมื่อโรคสงบแล้ว พิมพ์จึงอยากส่งต่อกำลังใจไปให้คนอื่นเหมือนกัน ดังนั้นหากใครต้องการกำลังใจ ต้องการคำแนะนำ หรือคำปรึกษา บอกพิมพ์มาเถอะ อะไรที่พิมพ์ช่วยได้พิมพ์ก็พร้อมที่จะช่วยเสมอค่ะ

พิมพ์ไม่อยากให้ทุกคนคิดว่าโรคมะเร็งน่ากลัว หลายคนอาจจะมองว่าเป็นมะเร็งต้องตาย 100 เปอร์เซ็นต์ จริงๆ แล้วคุณแค่ติดอยู่กับภาพเก่าๆ มะเร็งไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ไม่ต้องกลัวหรอกค่ะ พิมพ์อยากให้ลองมองอีกมุมหนึ่งว่ามีคนที่เขาเป็นแล้วหายเยอะแยะมากมายขนาดไหน ลองเปลี่ยนความคิดตัวเองสักนิดไหมว่าฉันต้องเป็นคนที่อยู่รอด หายได้ พิมพ์ยังหายเลย อยากให้ทุกคนมองโลกในแง่บวก หมั่นเติมใจให้ตัวเองด้วยลองหาอะไรที่ตัวเองชอบทำ เพราะถ้าเรามัวแต่มองอะไรติดลบ ใจเราก็คิดลบตาม ถ้าใจเราบอกตัวเองว่าไม่ไหว มันก็ไม่มีทางไหวหรอก แต่ถ้าเราบอกตัวเองว่าไหว ยังไงเราก็ไหว หรือถ้าคุณเชื่อว่าจะหาย คุณก็จะหาย

ยิ่งปัจจุบันนี้คนป่วยโชคดีมากเลยนะคะ เดี๋ยวนี้วิวัฒนาการทางการแพทย์ไปไกลกว่าสมัยก่อนเยอะมาก อย่างตอนพิมพ์ป่วย พิมพ์ใช้สิทธิประกันสังคม โดยที่พิมพ์จะต้องจ่ายค่ายามุ่งเป้าหรือ “ทาร์เกตเทด เธอราปี” (Targeted therapy) เอง ตอนที่พิมพ์เป็น พิมพ์ก็หมดตัวเหมือนกันนะ ขนาดรักษาอยู่แค่ 5-6 เดือน และใช้สิทธิประกันสังคมด้วย เราเลยคิดถึงตาสีตาสาว่าถ้าเขาเป็นแล้วเขาไม่มีเงินล่ะ จะรักษายังไง แต่ว่าตอนนี้ก็ได้มีประกาศออกมาแล้วตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาว่ามีการอนุมัติให้ใช้ยามุ่งเป้าคู่กับยาเคมีบำบัดสูตรมาตรฐาน โดยสิทธิการเข้าถึงยาฟรีราคาแพงดังกล่าวยังครอบคลุมทั้ง 3 สิทธิรักษาพยาบาล ได้แก่ สวัสดิการข้าราชการ ประกันสังคม และบัตรทอง ฉะนั้นใครที่ป่วยเป็นมะเร็งอย่าเพิ่งท้อแท้นะคะ.



พูดคุยเพิ่มเติมได้ที่ : Facebook Page : สู้หว่ะพิมพ์ SuwaPym


เรื่อง : วรัญญา งามขำ
ภาพ : จิรโชค พันทวี, รัชภูมิ ตังหงส์, ศุภสิทธิ์ ศรีสวัสดิ์ศักดิ์



กำลังโหลดความคิดเห็น...