xs
xsm
sm
md
lg

สวนมะนาวเงินล้าน ‘Lemon Me’ : ตัวอย่างเกษตรอินทรีย์ 4.0

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

เปิดรั้วความคิด “สวนมะนาวลอยฟ้า เลมอน มี” หนึ่งในตัวอย่างเกษตรกรยุคใหม่ที่ใส่ใจเรื่องเกษตรอินทรีย์ จากที่เคยพึ่งปุ๋ยและยาเคมี พร้อมก้าวสู่การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์...

หากใครได้ติดตามข่าว...เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ 3 รัฐมนตรี ทั้ง “อุตตม สาวนายน”, “สุวิทย์ เมษินทรีย์” และ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” ได้ลงพื้นที่พบปะชาวบ้านและเกษตรกรในพื้นที่อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม โดยมี “สวนมะนาวลอยฟ้า เลม่อน มี ฟาร์ม” เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทาง ด้วยเห็นว่าเป็นหนึ่งในเกษตรกรตัวอย่างที่ทั้งสามารถยกระดับตนเองสู่การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งเป็นตัวอย่างของเกษตรกรยุคใหม่ที่ใส่ใจในเรื่องเกษตรอินทรีย์ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐที่ต้องการขับเคลื่อนเกษตรกรรมให้ก้าวสู่อุตสาหกรรมชีวภาพอย่างเต็มรูปแบบ...

“เหมียว - ฤดีรัตน์ ดีสวัสดิ์” เจ้าของสวนรุ่นที่สอง เธอคือลูกสาวของ “ธงชัยพัฒน์ ดีสวัสดิ์” คุณพ่อผู้ไม่เคยมีคำว่า “ยอมแพ้” ในพจนานุกรมชีวิต แม้จะพบเจอกับวิกฤติมานับสิบๆ ครั้ง ตั้งแต่ปลูกกล้วยไม้ ก่อนขยับขยายมาเป็นสวนมะนาว ก้าวข้ามและผ่านพ้นด้วยจิตใจไม่ท้อถอย จนกระทั่งนำพาสวนมะนาวแป้นแม่ลูกดก ให้เติบโตเป็นที่รู้จักในนาม “สวนมะนาวลอยฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดนครปฐม”

ขณะที่ลูกสาวซึ่งเรียบจบปริญญาตรี สาขาวิศวคอมพิวเตอร์ มหาลัยมหิดล และปริญญาโทจากประเทศอังกฤษ สาขาการจัดการระหว่างประเทศ ก็เข้ามารับไม้ต่อจากคุณพ่อ พร้อมกับน้องชาย ดูแลฟูมฟักจากสวนมะนาวซึ่งเป็นเกษตรแบบบ้านๆ ทะยานสู่การเป็นเอสเอ็มอีในนาม “เลมอน มี” ออกผลิตภัณฑ์แปรรูปมะนาวพร้อมดื่มที่กลายเป็นสินค้าโอท็อประดับ 4 ดาว

หลากหลายเรื่องราวความสำเร็จ เริ่มต้นขึ้นที่นี่ โดยมีคำคำหนึ่งเปรียบเสมือนหลักพิงให้ชีวิตในทุกวิกฤติที่พานพบ
“เหมียว ฤดีรัตน์” บอกกับเราหลายรอบว่าเป็นคำพูดของคุณพ่อ นั่นก็คือ ... ท้อได้ แต่อย่าถอย เราต้องเดินต่อไป คนเรามีล้มได้ ก็ต้องมีลุกได้ เดี๋ยววันหนึ่งมันก็จะเป็นวันของเรา...

สวนมะนาวลอยฟ้า “เลม่อน มี”
บินสู่อินทรีย์ 100 เปอร์เซ็นต์

ในช่วงหลัง เราต่างยอมรับว่า กระแสเกษตรอินทรีย์ ปลอดเคมี ไร้สารพิษ บูมขึ้นมาอย่างมาก เนื่องจากผู้คนเริ่มสนใจให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ และสำหรับ “เลม่อน มี” ก็เตรียมพร้อมเต็มที่เพื่อจะพาสวนมะนาวก้าวสู่ยุคใหม่ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพโดยแท้จริง

“เดิมที เราก็เคยใช้แต่ยาเคมีในการดูแลรักษาสวนมะนาวนะคะ” ฤดีรัตน์ บอกเล่ากับเราอย่างตรงไปตรงมา

“แต่พอช่วงหลัง เราเล็งเห็นว่าการใช้ยาเคมี ถ้าใช้ไปนานๆ มันก็ไม่ดีกับตัวของเราเองด้วย กับผู้บริโภคด้วย ไม่ต้องอะไรมาก เราเป็นคนที่ผสมยาเอง คือไม่ใช่ว่าเราเป็นเจ้าของกิจการแล้ว เรานั่งอยู่แต่ในห้องแอร์สบายๆ ไม่ใช่อย่างนั้น เราต้องลงไปดูสวนเอง คือเราจะแบ่งหน้าที่กัน เหมียวจะดูเรื่องสวน ส่วนน้องชายจะดูเรื่องการตลาด การขาย แต่เหมียวจะดูเรื่องการผลิตเป็นหลัก และการผลิตในที่นี้ ไม่ใช่เฉพาะที่โรงงาน แต่ไล่มาตั้งแต่ต้นน้ำเลย ก็คือตั้งแต่ในสวน ต้องลงไปคุมคนงานเอง คุมผสมยา คุมฉีดปุ๋ยฉีดยาเอง ต้องใช้ยาอะไร ต้องใช้สารตัวไหน เราจะเป็นคนดูเองทั้งหมด

“เวลาเราผสมยา เราก็จะรู้ว่า ยาตัวนี้นะ กลิ่นมันแรงมาก บางทีเรายังหายใจแทบไม่ออกเลย คิดไปถึงต้นไม้ก็คงจะเหมือนกันกับเรา คือหายใจไม่ออก แล้วถามว่า สารที่ตกค้างอยู่ในลูกมะนาวนั้นมีไหม ก็มี ฉะนั้น เราก็เลยเกิดความคิดว่า อยากจะลดการใช้สารเคมีลงเรื่อยๆ ให้ได้มากที่สุด บางครั้งเราก็ไม่ได้ใส่เคมีเลย ใส่แต่อินทรีย์ล้วนๆ

“แต่มันก็จะมีจังหวะที่หนอนแมลงมันมา เราก็ต้องใช้เคมีสักรอบหนึ่ง แต่โดยรวมจะใช้ปนกัน และอินทรีย์จะเยอะกว่า อยู่ที่ 70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนเคมีจะอยู่ที่ 30 เปอร์เซ็นต์ และจะค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ อย่างช่วงนี้ เราก็ใช้น้อยมาก เพราะว่า พอหลังจากเราดูแลต้นมะนาวไม่ให้มีหนอนแมลงมารบกวน ไม่เกิดการระบาด ความถี่ในการฉีดก็ห่างขึ้น จากเดิมที่ใช้เวลาประมาณ 6 วัน ก็เปลี่ยนเป็น 7-10 วัน ระยะห่างมากขึ้น โรคหรือแมลงก็ไม่ค่อยมี

“ทุกวันนี้ เราอาจจะใช้วิธีแบบผสมผสานกันไปทั้งอินทรีย์และเคมี แต่ก็จะมีการลดปริมาณการใช้เคมีให้น้อยที่สุด จนกระทั่งถึงขั้นไม่ใช้เลยในระยะยาว จริงๆ ถ้าเป็นอินทรีย์ร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ เราก็อยากเป็น อยากจะขอใบ Certificate จาก “ไอโฟม” เลย” (International Federation of Organic Agriculture Movements - IFOAM : สหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ)

ขณะที่รัฐมนตรีทั้ง 3 ท่านก็ยืนยันว่าจะช่วยผลักดันและขับเคลื่อนอย่างเต็มที่เพื่อให้เกษตรอินทรีย์เติบโตอย่างยั่งยืน และตลาดสินค้าอินทรีย์ของไทยยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก มีผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจดูสุขภาพเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าในอนาคตอันใกล้นี้ ประเทศไทยสามารถจะก้าวไปสู่ตลาดในภูมิภาคและของโลกได้

โดยในปัจจุบัน ประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ ประมาณ 357 ล้านไร่ เป็นอับดับ 3 ในกลุ่มอาเซียน รองจากอินโดนิเชีย และฟิลิปปินส์ ในขณะที่มีการบริโภคสินค้าอินทรีย์สูงถึงประมาณ 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดภายในประเทศ 900 ล้านบาท และตลาดต่างประเทศ 2,100 ล้านบาท โดยตลาดอินทรีย์ในภูมิภาคยุโรปเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย มูลค่าการส่งออกคิดเป็นร้อยละ 0.07 ของมูลค่าตลาดโลก

โดยทางหน่วยงานรัฐบอกว่าประเทศไทยมีโอกาสขยายตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ได้อีกมาก ทั้งการบริโภคภายในประเทศและการส่งออก พวกเราจึงควรรวมพลังและร่วมมือกันผลักดันทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าอินทรีย์ที่สำคัญของอาเซียน และในระดับโลกให้ได้ต่อไปในอนาคต

“อันที่จริง อีกสิ่งหนึ่งซึ่งเราชาวเกษตรกรอยากให้รัฐเข้ามาสนับสนุนเพิ่มเติม คือการมาให้ความรู้ ข้อมูล รายละเอียด เกี่ยวกับพวกมาตรฐานอะไรต่างๆ อย่างเช่น ไอโฟม หรือมาตรฐานอะไรก็แล้วแต่ที่มันสามารถใช้แทนไอโฟมได้ และก็อาจจะมีการช่วยอำนวยความสะดวกให้ ยกตัวอย่างเช่น อาจจะมีโครงการอะไรสักอย่างหนึ่งในเป็นโครงการที่ปรึกษา มาดูแลชี้แนะว่า ถ้าคุณอยากเป็นเกษตรอินทรีย์ คุณต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ คืออยากให้เป็นการมานั่งดูหน้างานจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่นั่งในห้องอบรมสัมมนา ถ้าช่วยอย่างนี้ได้ จะดีมากๆ เลยค่ะ”

จุดกำเนิดมะนาวเอสเอ็มอี
สินค้าเกรด “โอท็อป 4 ดาว”

เส้นทางชีวิตกับวิกฤติเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ สวนมะนาวก็ไม่ต่างกัน...
เพราะนับตั้งแต่วันที่คุณพ่อของฤดีรัตน์เทใจให้การทำสวน ตั้งแต่สวนกล้วยไม้ มาจนถึงสวนมะนาว เคยล้มลุกคลุกคลานและก้าวผ่านวิกฤติมาหลายครั้งหลายหน จนกระทั่งบางครั้งถึงกับคิดว่าจะหยุดหรือเลิกดีไหม แต่ด้วยหัวใจไม่ยอมแพ้ และคิดเสมอว่า เดี๋ยวต้องมีสักวันที่เป็นของเรา นำพาให้ก้าวผ่านมาจนถึงทุกวันนี้

“คุณพ่อจะบอกกับเราเสมอว่า ท้อได้ แต่อย่าถอย เราต้องเดินต่อไป คนเรามีล้มได้ ก็ต้องมีลุกได้ เดี๋ยววันหนึ่งมันก็จะเป็นวันของเรา เดี๋ยววันหนึ่งมันก็จะต้องเป็นวันของเรา คำนี้มันฝังอยู่ในหัวของเรามาจนถึงทุกวันนี้”

และด้วยคำพูดนั้น ต่อให้เจอวิกฤติหนักแค่ไหน ก็ไม่เคยยกธงยอมแพ้...

“เมื่อช่วงปลายปี 2554 หลังจากผ่านพ้นวิกฤติน้ำท่วมใหญ่แล้ว เราฟื้นตัวได้และค่อยๆ กลับมาปลูกใหม่ แต่ปรากฏว่า พอถึงหน้าฝนซึ่งเป็นช่วงที่มะนาวราคาถูก และของก็เหลือ พ่อค้าแม่ค้าที่เคยรับซื้อจากเราไป อย่างเคยซื้อ 10 ตัน พอหน้ามะนาวถูกปุ๊บ ถูกเราไม่ว่า แต่รับซื้อเราไม่หมด เขาบอกว่า ช่วงนี้มะนาวเยอะ ขอรับแค่ 5 ตันแล้วกัน ถามว่า อีก 5 ตัน เราจะเอาไปไว้ไหน ก็ต้องทิ้ง 5 ตันคือ 5 พันกิโล มันก็เยอะ ก็คุยกันเองในบ้านว่าเราจะทำยังไงกันดี ไม่อย่างนั้นเราลงทุนกันโครมๆๆ พอถึงเวลา ขายของไม่ได้ เงินก็ไม่มี ก็เลยมาคิดเรื่องการแปรรูป

“ตอนแรกก็ทำเป็นมะนาวคั้นสด คั้นเก็บไว้ ใช้มือคั้นตรงหลังบ้านนี่เลย แต่พอทำเป็นคั้นสด มะนาวก็ยังเหลือ เพราะคั้นจนไม่มีที่เก็บแล้ว ก็จึงนำเอามาทำเป็นมะนาวพร้อมดื่ม ทำเป็นขวดๆ เหมือนที่ขายตามตลาดนัด ทีนี้ พอทำแล้วเราก็เปิดขายที่หน้าฟาร์มตอนกลางวัน พร้อมๆ กับขายต้นมะนาวด้วย กลับกลายเป็นว่าขายดี ลูกค้าที่ผ่านไปมา ก็จะมาแวะที่ร้านเรา”

จากที่ไม่เคยมีไอเดียว่าจะทำการแปรรูปอย่างจริงจัง เพราะแค่ต้องการระบายสินค้า แต่กลับกลายเป็นว่าเริ่มขายดี และมีลูกค้าถามไถ่ซื้อหาตลอด จึงเกิดความคิดที่จะขยับขยายอีกครั้ง

“ลูกค้าทานน้ำมะนาวแล้วเริ่มติด ก็ถามว่าทำไมไม่มีขายในห้าง หรือที่นู่นที่นี่ เราก็เริ่มทำเป็นแบรนด์ขึ้นมา ใช้ชื่อว่า ‘เลมอน มี’ ไม่เคยเปลี่ยน เพียงแต่ยังไม่มีการขอ อย. เพราะขายเองแบบบ้านๆ แต่จะทำแพ็กเกจจิ้งให้มันอยู่ได้นานขึ้น แต่พอตอนหลัง ลูกค้าบอก เข้าห้างสิ... โอเค เราก็เข้า ก็เลยต้องขอ อย. ก่อนแล้วถึงจะได้เข้าไปขายในห้างหรือพวกโมเดิร์นเทรดต่างๆ ดังนั้นก็เริ่มขายจริงๆ จังๆ ประมาณกลางปี 2559

“เราเป็นเจ้าแรกที่นำน้ำมะนาวไปขึ้นขายตามห้าง หรือไปออกบูธต่างๆ ตามห้างต่างๆ สินค้าเราเป็นสินค้าโอท็อปด้วย เป็นโอท็อปสี่ดาว เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็มีหน่วยงานรัฐให้การสนับสนุนบ้าง อย่างเช่น เวลาเขามีงานที่นู่นที่นี่ เราก็ได้ไปออกบูธจำหน่ายกับเขาด้วย ตามงานโอท็อปต่างๆ”

เรียนรู้ เปิดรับ และปรับตัว
ก้าวย่างอย่างมั่นใจในยุค 4.0

อย่างที่บอกว่า “สวนมะนาวลอยฟ้า” แห่งนี้ ไม่ได้มีแค่มะนาวลูกกลมๆ ไว้จำหน่ายจ่ายออกเท่านั้น แต่ยังมีผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากมะนาวอีกหลายอย่างที่ล้วนแล้วแต่มีต้นทางมาจากการเรียนรู้ศึกษาหาข้อมูล เปิดรับสิ่งใหม่ๆ และพร้อมจะก้าวไป ไม่หยุดอยู่กับที่

“ทุกวันนี้ เขามีการพูดถึงถึงอุตสาหกรรม 4.0 ถามว่าเราไปถึงขั้นนั้นหรือยัง ก็ถือว่ายังไม่ถึงเต็มที่ เราอาจจะมีเครื่องจักรเข้ามาช่วยในกระบวนการผลิตบ้างบางส่วน แต่ก็ยังไม่ทั้งหมด ส่วนมากที่เราใช้ก็จะเป็นพวกเทคโนโลยีในการสั่งซื้อสินค้า คือใช้ดิจิตอลเข้ามาช่วย ก็จะมีการให้ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าทางอีคอมเมิร์ซได้ อย่างเฟซบุ๊ก ไลน์ อินสตาแกรม อะไรเหล่านี้น่ะค่ะ

“และ ณ ตอนนี้ เรามีการทำงานร่วมกับสถาบันอาหาร (NFI : National Food Institute) เขาก็จะมีกลุ่มเหมือนทำงานวิจัยซึ่งเข้ามาดูว่า โรงงานของเรา บริษัทของเรา มีปัญหาอะไรบ้างที่เทคโนโลยีพวกดิจิตอลสามารถเข้ามาช่วยได้ ยกตัวอย่างเช่น สิ่งที่เราอยากได้ก็คือ ตัวชี้วัดความเปรี้ยว เพราะในปัจจุบัน เราไม่สามารถวัดได้เลย มะนาวแต่ละฤดู ให้ความเปรี้ยวไม่เท่ากัน จะมีเครื่องตัวไหนมั้ยที่จะมาช่วยวัดเรื่องความเปรี้ยวได้ เพราะถ้ามี นั่นหมายถึงว่า คุณภาพจะมั่นคงมาก ซึ่งทางสถาบันอาหารเขาก็จะเข้ามาช่วยดูตรงนี้ให้ โดยสิ่งที่เขาคุยให้เราฟังคร่าวๆ เป็นแนวทางก็คือว่า ถ้าในอนาคต เราเริ่มมีเครื่องจักร ก็อาจจะมีตัวชี้วัดออกมาเลยว่า ตอนนี้ เราคั้นน้ำมะนาวไปทั้งหมดกี่กิโล เป็นปริมาณกี่ลิตร รสชาติเป็นยังไง ความเปรี้ยวหรือความหวานได้หรือยัง อะไรอย่างนี้เป็นต้น โดยที่เราไม่ต้องใช้แรงงานคน

เป้าหมายสำคัญอีกอย่างหนึ่งของเราที่อยากไปให้ถึงก็คือ ตลาดส่งออก ถามว่าเรามีส่งออกหรือยัง ก็มีแล้ว แต่อยู่ในช่วงเริ่มต้น มีที่ส่งประจำก็คือฮ่องกง สำหรับตลาดจีนเราเพิ่งจะส่งไปครั้งหนึ่ง แต่ว่าสเปกของจีนนี่สูงมาก เราไม่สามารถทำให้ได้ตามที่เขาต้องการ สมมติว่า ถ้าเขาจะเอามะนาวเบอร์ 4 ก็ต้องเบอร์ 4 จริงๆ จะมีจุดนิดเดียวก็ไม่ได้ ต้องเป๊ะๆ และมะนาวนี่เวลาออกลูก เขาจะออกเป็นพวง แล้วพอออกเป็นพวง ช่วงไหนของลูกที่มันไม่โดนแดด จังหวะที่ลูกมันชนกัน สีมันก็จะออกเหลืองๆ นิดๆ อย่างนี้จีนก็ไม่เอา

“ทั้งๆ ที่สีเหลือง มันไม่ได้เหลืองจากการเสียนะคะ แต่เหลืองจากการที่มันไม่โดนแดด สนิมนิดนึงก็ไม่เอา เป็นรอยเพลี้ยไฟเดิน ใหญ่กว่าเส้นผมหน่อยเดียวก็ไม่เอา สเปกสูงมาก เราส่งไปล็อตหนึ่ง ถามว่าขาดทุนไหม ก็ขาด แต่เรายอม เพราะอยากรู้ว่ามันจะเป็นยังไง อย่างตอนนี้ก็มีการคิดว่าจะขายผ่านอาลีบาบาเหมือนกัน แต่เราต้องประเมินตัวเองให้ชัดก่อนว่า ปริมาณผลผลิตของเราเพียงพอหรือยัง”

นอกเหนือจากเรื่องการส่งออก ฤดีรัตน์เล่าว่า ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากจะทำให้ “เลมอน มี” เป็นบริษัทที่ “ซีโร่ เวสต์” (Zero Waste) เต็มรูปแบบไปเลย

“คือการที่เราปลูกมะนาวขึ้นมาต้นหนึ่ง มีผลผลิตเป็นลูกมะนาว ณ ปัจจุบัน กับลูกมะนาว เราทำได้ ถ้าเป็นมะนาวลูกสีเขียว เราจะนำมาผ่าแล้วคั้นน้ำ สำหรับน้ำมะนาว เราก็นำไปทำเป็นน้ำมะนาวพร้อมดื่ม หรือว่าเป็นสเลอปี้ ส่วนเนื้อมะนาวคือกุ้งมะนาว เราเอามาทำเป็นเยลลี่ เปลือกมะนาว เราก็เอามาทำเป็นเปลือกมะนาวเคลือบชะเอม ส่วนผลมะนาวที่เป็นสีเหลือง เราก็เอามาทำเป็นมะนาวแช่น้ำปลา ส่วนเปลือกที่เหลือและเมล็ด เราก็นำมาสกัดทำเป็นน้ำมันหอมระเหย

“ดังนั้น สำหรับลูกมะนาว เราทำได้แล้ว คือให้เป็นซีโร่ เวสต์ แล้ว แต่ว่าที่เรายังไม่ได้ทำคือ ตัวต้นมะนาว ที่ผ่านมา ต้นมะนาวเมื่อถึงวันหมดอายุ เราก็แค่ตัดทิ้ง ก็พยายามกำลังหาแนวทางใหม่ว่า ถ้าเราไม่ตัดทิ้ง เราสามารถตัดเอาต้นมะนาวไปทำอะไรได้บ้าง นอกจากนั้นก็จะมีใบมะนาว อันนี้เราได้ยินจากลูกค้าว่า เอาใบมะนาวไปต้มทำเป็นยาได้ แต่ก่อนที่จะไปตรงนั้นได้ เราต้องเป็นอินทรีย์ร้อยเปอร์เซ็นต์ก่อน”

เพราะไม่มีวันหยุดนิ่งอยู่กับที่ ทุกสิ่งเหล่านี้เกิดจากการเรียนรู้และแสวงหา ... ในฐานะ “คนสวน” และคนทำธุรกิจเอสเอ็มอี ฤดีรัตน์ฝากไว้ตอนท้ายได้น่าคิด ถึงโอกาสในชีวิตที่ต้องเรียนรู้ เปิดรับ และปรับตัว

“ถ้าเราอยู่เฉยๆ หรืออยู่ของเราไปวันๆ มันก็จะไปช้า ซึ่งตามจริง รัฐบาล ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็แล้วแต่ รวมทั้งหน่วยงานต่างๆ เขาจะมีงบประมาณมาให้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าคนที่เป็นเกษตรกรหรือเป็นเอสเอ็มอีตัวเล็กๆ จะไม่ค่อยรู้ว่า แต่ละช่วงมีโครงการอะไรบ้างที่เป็นประโยชน์ เราก็แสวงหาหรือดูทางเว็บไซต์เป็นประจำ เพื่อดูว่าเขามีโครงการอะไรบ้าง แล้วโครงการนั้นๆ เราผ่านคุณสมบัติที่เขาระบุไว้หรือเปล่า ถ้าผ่าน ก็ไปเข้าร่วมโครงการ ซึ่งก็จะทำให้เราได้ประโยชน์เยอะมาก แต่เหมียวก็เข้าใจนะคะว่า ชาวบ้านเขาก็อาจจะไม่ได้ตามเรื่องพวกนี้เท่าไหร่

“คนที่ผันตัวเองจากการเป็นเกษตรกรอย่างเดียว มาทำธุรกิจเอสเอ็มอี ก็มีอยู่ระดับหนึ่ง แต่ส่วนมากเป็นคนรุ่นใหม่ น้อยรายเลยที่จะเห็นเป็นรุ่นคุณพ่อคุณแม่หรือคุณลุงคุณป้าอายุเยอะๆ อาจจะเป็นเพราะว่าบางคนก็ไม่ปรับตัว บางคนก็ปรับตัว ยกตัวอย่างเช่น ปัจจุบัน พ่อแม่บางท่านเล่นไลน์เป็น เล่นเฟซบุ๊กเป็น แต่บางท่านก็ไม่เอาเลย เล่นไม่ได้ทำไม่ได้ พูดถึงยูทูป เขาก็จะถามว่ายูทูปคืออะไร

“คือจริงๆ เรื่องนี้มันก็เกิดขึ้นกับคุณพ่อคุณแม่ของเหมียวเหมือนกัน เมื่อก่อนนี่ พ่อของเหมียวจะอยากรู้ไปหมดเลยว่า ไลน์หรือเฟซเขาทำอะไรกัน คือจะเป็นคนที่เสาะแสวงหา เขาไม่ได้คิดว่าวัยเขาเยอะ แต่เขาจะแสวงหาอะไรใหม่ๆ เรื่อยๆ เพราะแนวความคิดที่ทำสวนมะนาวลอยฟ้าก็เป็นแนวความคิดของคุณพ่อ วิสัยทัศน์ของคุณพ่อว่าจะต้องทำโรงงานอะไรอย่างนี้ ส่วนคุณแม่ก็จะออกแนวยุคเก่าไปอีกหน่อย เขาก็จะรู้สึกว่า ทำอะไร ทำไมติดแต่โทรศัพท์ ก็จะคอยว่าคุณพ่อ ติดโทรศัพท์นะ เปิดไลน์อีกแล้ว เปิดยูทูปดูอีกแล้ว ทั้งวันทั้งคืน แม่ก็จะบ่นๆ แต่พอหลังๆ มา พอสอนเขาใช้เป็น ทีนี้เขาก็ติดเหมือนกัน

“สุดท้ายแล้ว เหมียวคิดว่า เมื่อไรที่เราเปิดรับ เมื่อนั้นแหละ ความรู้จะหลั่งไหลเข้ามา แต่เมื่อไรที่ไม่เปิดรับและยังปิดกั้นตัวเองอยู่ กับสิ่งเดิมๆ เก่าๆ ตัวเองก็จะไม่พัฒนา ซึ่งจริงๆ การเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีดิจิตอล ไม่ถือว่าเหลือบ่ากว่าแรงเลยค่ะ”




กำลังโหลดความคิดเห็น...