เชื่อว่าหลายคนคงได้พบเจอและอาจคุ้นกับอดีตศิลปินอาร์ติสท์สาวอินดี้ และทายาทอุตสาหกรรมโรงงานเหล็กคนนี้มาไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบชมภาพยนตร์ในโรงใหญ่ นั่นเพราะภาพปรากฏตัวเธออยู่ซ้ำๆ ทุกครั้งในทุกช่วงก่อนความหรรษาของหนังเดินเรื่อง บ้างอาจจะมองผ่านทึกทักว่าเป็นโฆษณา บ้างอาจไกลไปถึงคิดเห็นในเชิงคลิปรณรงค์ส่งเสริมตามสคริปต์เพื่อให้ผู้คนได้ตระหนักและเข้าใจถึงความพอเพียง

ทว่า นี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงของคนที่เป็นตัวแทนการนำเอาหลัก “ทฤษฎีพอเพียง” มาปรับใช้กับชีวิตแม้ว่าจะไม่ใช่การเกษตร ทำไร่ไถนา ใส่เสื้อม่อฮ่อม สวมหมวกฟาง อุตสาหกรรมโรงงานเหล็กก็สามารถเป็นเศรษฐกิจพอเพียงที่หล่อเลี้ยงชีวิตอย่างยั่งยืนและมีความสุขได้
อะไรที่ทำให้เหล็กและวิถีความพอเพียงอยู่ร่วมกันอย่างลงตัว ... คนกรุงเมืองหลวงไลฟ์สไตล์รุ่นใหม่ทันสมัยจะพอเพียงได้อย่างไร “ปิ่น-ศรุตา เกียรติภาคภูมิ” นักออกแบบงานเศษเหล็กเจ้าของแบรนด์ PIN Metal Art มีคำตอบให้แก่ทุกคนที่สามารถนำไปปรับใช้สร้างความสุขและสร้างวิถีแห่งความพอเพียงได้ในทุกรูปแบบสาขาอาชีพอย่างยั่งยืน

• ความพอเพียงอยู่ร่วมกับอุตสาหกรรมได้อย่างไร
มันเป็นการจับพลัดจับผลูโดยการถามถึงความสุขของตัวเองและครอบครัว คือย้อนกลับไปธุรกิจโรงงานอุตสาหกรรมเหล็ก คุณพ่อเป็นผู้เริ่มต้น งานที่คุณพ่อทำเป็นงานปั๊มและงานประกอบขึ้นรูปพวกฮาร์ดแวร์ต่างๆ อย่างบ้านเรือน หรือเครื่องใช้ ทีนี้เราก็เห็นมาตลอดว่ามีโรงานแบบนี้เยอะมากที่ผลิตเพื่อแข่งขันทางด้านการตลาดสูง ต้องลดต้นทุนให้ต่ำที่สุด ขายให้ได้มากที่สุด ฯลฯ เราก็มองเห็นว่าถ้าเป็นแบบนี้มันก็จะอยู่ลักษณะนี้ตลอด เราเป็น OEM เรารับจ้างการผลิต เราก็จะถูกกดจากทางผู้ขาย เราไม่มีอะไรต่อรองใดๆ ทั้งสิ้นกับการที่เราจะขอขึ้นราคาแม้ว่าจะมีคุณภาพที่ดีก็จริง
• ต้องผันผวน ไม่มั่นคงยั่งยืนถาวร
มันก็ผันผวนไปตามกลไกลการตลาด ทั้งเจ้าของและพนักงาน ทำอย่างไรมันก็ไม่ได้ ตลาดมันเต็มและราคามันอยู่ที่ท้องตลาด เราก็ต้องมานั่งคิด มานั่งปรับโน่นนี่นั่น ลดนั่นนี่เพื่อให้อยู่รอด มันก็ไม่ใช่ความสุข เราก็มาคิดว่าสิ่งที่เรามีมันมีเงินเพิ่มมากขึ้นกับศักยภาพเดิมที่เรามี

• จุดนี้ทำให้เดินทางเข้าสู่เส้นทางเศรษฐกิจพอเพียง
ค่ะ…แต่ก่อนเคยถกถามกับคุณพ่อ พ่อหลวงพระองค์ท่านสอนเรื่องความพอเพียง เราต้องทำเกษตรเหรอ หรือเราต้องเลิกโรงงานแล้วไปทำไร่นากันถึงจะมีความสุข มันเกิดคำถามนี้เกิดขึ้นจริงๆ แต่เราเกิดมาจากโรงงาน เราไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร เพื่อที่เราจะได้อยู่ที่บ้านอย่างมีความสุขนี้คือจุดเริ่มต้น
เราเรียนอาร์ตมา ศิลปกรรมศาสตร์ เรียนวาดภาพ เราก็อยากรู้ว่าโรงงานที่บ้านเราทำอะไร มันก็เริ่มตอนที่เริ่มเอาแมตทีเรียลของโรงงานมาใช้ มันเหมือนกับว่าเราเริ่มต้นจากการที่เอาส่วนที่ไม่มีคุณค่าของโรงงาน ลดต้นทุน พูดง่ายๆ ไปขอพ่อแม่ก็เกรงใจ ก็เลยเอาสิ่งที่มันไม่มีค่าของพ่อแม่มาทำให้เกิดมูลค่า-เกิดอาชีพให้แก่ตัวเองดีกว่า เราพัฒนาขึ้นมาเสริมเพิ่มเองอีกทีในโรงงาน ให้อยู่ร่วมกันได้ โดยการนำเอาเศษเหล็กเหลือใช้ในการผลิตของโรงงานที่บ้านเอามาทำเป็นแมตทีเรียลใหม่แล้วก็เอามาทำงานใหม่
มันก็ตอบคำถามที่ว่า...เราอยู่กับโรงงานอย่างนี้อย่างไรให้เกิดประโยชน์ จังหวะนั้นบังเอิญได้รู้จักโครงการ พอแล้วดี โครงการนี้เป็นโครงการที่นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ โดย ดร.ศิริกุล เลากัยกุล เป็นผู้อำนวยการสอนเรื่องหลักเศรษฐกิจพอเพียงให้รุ่นใหม่หรือนักธุรกิจผู้ประกอบการรุ่นใหม่ได้เข้าใจว่าจริงๆ แล้วหลักเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้อยู่แต่ในภาพการเกษตรกรรมเท่านั้น จากที่ตอนแรกมันดูไกลเราตัวเรามาก เราไม่เข้าใจเลยว่าเราต้องเลิกโรงงานไปซื้อที่และไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสิ่งที่เราไม่มีฐานความรู้เรื่องการเกษตร มันไกลตัวมาก แต่สุดท้ายแล้วพอได้เข้ามาเรียนในโครงการพอเพียง เราเข้าใจและไม่รู้ว่าสิ่งที่เราทำอยู่คือหลักเศรษฐกิจพอเพียง ข้อแรกที่เริ่มต้นนั้นก็คือ “การรู้ตัวเอง” ซึ่งเราโชคดีมากๆ ที่เราทำตรงนั้นอยู่พอดี

• ความพอเพียงที่เราศึกษาเรียนรู้เป็นอย่างไร
“ความสมดุล” อะไรคือเงื่อนไขชีวิตที่เรามี และอะไรคือสิ่งที่เราจะต้องนำเงื่อนไขนั้นมาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทำอย่างไรให้เรามีความสุขที่เราเป็นด้วย อันนี้คือสิ่งสำคัญ นั่นก็คือ 3 ห่วง 2 เงื่อนไข รู้จักตนเอง รู้ตัวประมาณตน มีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกัน 3 ห่วงหลักใหญ่ เรามานั่งวิเคราะห์หลังจากที่เรียน เราครบเลย ขาดแต่เรื่องของภูมิคุ้มกัน สิ่งที่นายหลวงพระองค์ท่านสอนและเรียนรู้ทำให้เราเห็นว่าเราขาดอะไรบ้าง เราบกพร่องข้อไหน และสิ่งไหนที่เราเด่นชัดมากที่สุด อย่างเช่น ยกตัวอย่างการรู้ตัวประมาณตนในห่วงของแรกของเรา คือ เรารู้จักตัวเองมากในเรื่องของการเป็นเด็กจบศิลปกรรมศาสตร์ เราเป็นลูกสาวคนเล็กของโรงงาน เราเป็นทายาทธุรกิจที่มีโรงงานอุตสาหกรรม อันนี้คือเงื่อนไขของชีวิตเรา คือการรู้ตัวประมาณตน
เรื่องของ “การมีเหตุมีผล” ในลำดับต่อไป คือ เมื่อเรารู้แล้วว่าเราจบอาร์ตมา เราจะทำธุรกิจอย่างไร อันนี้คือตั้งคำถามต่อไปคือการมีเหตุมีผล ถ้าเราไม่มีเหตุผลก็จะไม่ทำการค้าการขายและจะไม่ได้นึกถึงพี่ๆ คนงานในฐานธุรกิจเดิมของครอบครัว จะเป็นอาร์ติสท์อย่างเดียวทำเพื่อตอบสนองชีวิตตัวเองโดยที่ไม่สนใจครอบครัว โรงงานและคนงานที่ทำให้เราเติบโตมาในวันนี้มีวันนี้ ดังนั้น เราเลยมองว่าการมีเหตุมีผลของเราคือเราต้องทำอย่างไร เราต้องทำขาย และขายอย่างไรให้มันสอดคล้องกับเงื่อนไขชีวิตตัวเอง เราเลยต้องเบนเข็มตัวเองมาทำงานในเชิงพาณิชย์มากขึ้นเพื่ออยู่ในการค้าขาย มันคือความสมดุลของตัวเอง เมื่อวันหนึ่งเราอยากเป็นอาร์ติสท์ก็จริง แต่เราต้องมองความจริงเงื่อนไขในชีวิตของเราที่เรามี เราจะต้องดูแลพี่พนักงานต่อซึ่งคุณพ่อเขาไม่ได้ห้าม จะไปเป็นอะไรก็ไปเป็น แต่เราเติบโตมาได้เพราะสิ่งเหล่านี้ เราอยากที่จะทำตอบแทนสิ่งที่เขาเลี้ยงดูเรามา มันเลยทำให้เริ่มมีเหตุมีผลในการดำเนินชีวิตและธุรกิจมากขึ้น
ภูมิคุ้มกันที่เราขาดห่วงที่ 3 เรื่องของแรงงาน เพราะงานของเราที่สร้างเป็นงานฝีมือ เราจะต้องเพิ่มภูมิคุ้มกันของราด้วยการพัฒนาแรงงานฝีมือให้เพิ่มมากขึ้น นั่นก็คือเราจะต้องเทรนคนงานในโรงงงานจากช่างปั๊มก็พัฒนามาให้เป็นช่วงเชื่อมให้มากขึ้น และเรามีการกระจายรายได้ให้ภายนอกแล้วก็เทรนฝีมือไปพัฒนาฝีมือช่างข้างนอกให้รู้จักการเชื่อมลักษณะแบบเชิงประณีต เพราะช่างเชื่อมทั่วไปในอุตสาหกรรมเขาก็จะเชื่อมหนัก งานจะเห็นเป็นรอยผิว เน้นการใช้งานเป็นหลัก แต่ของเราเป็นงานที่เป็นงานศิลปะ งานเนี้ยบ เราก็ต้องเทรนช่างเหล่านั้นขึ้นมาให้มีฝีมือที่สวยงามมากขึ้น แต่เป็นวิธีการเชื่อมที่แข็งแรงใช้งานได้ในชีวิตจริงแบบเดิม นี่คือสิ่งที่เพิ่มเติมจากการที่ได้เรียนรู้หลักเศรษฐกิจพอเพียง
และที่สำคัญ 2 เงื่อนไข ด้านไหนที่เราไม่รู้เราก็ไปเรียนเพิ่มเติม เช่นเราจบอาร์ตมาไม่รู้เรื่องธุรกิจ บัญชีก็ต้องเข้าไปศึกษา เรื่องภาษีคืออะไร มันก็เป็นวนลูปนี้ให้เราขยับไปได้เรื่อยๆ คำว่าพอเพียงไม่ใช่หยุดอยู่กับที่หรือเป็นเรือของเกษตรกรรม

• ไม่ใช่อย่างที่ภาพที่เราเข้าใจพอเพียงในวิถีเกษตรกรรม หรือทำตัวให้สมถะ
บางทีสิ่งที่หลายๆ ภาคส่วนผลิตสื่อหรือการรับรู้ของคนไปในทิศทางนั้น มันเลยกลายเป็นว่าพอได้ยินคำว่าพอเพียง ฉันจะต้องอยู่แบบจนๆ ต้องไม่พึ่งพาใครเลย แต่จริงๆ เรื่องของการพอเพียงเป็นเรื่องของการเชื่อมต่อกัน-เกื้อกัน แต่พอเพียงในเรื่องของกิเลสตัณหาของตัวเองมากกว่า พอในเรื่องของความโลภ โลภอย่างพอดีพอประมาณ เรามีกินมีใช้ คนอื่นที่อยู่ในแวดล้อมของเราก็ต้องมีกินมีใช้ด้วยเช่นกัน นั่นคือการที่มันจะหมุนเวียนไปด้วยกันและมันจะอยู่บนความยั่งยืนในวิถีทางความพอเพียง
และ 3 ห่วง 2 เงื่อนไขนี้ยังสามารถใช้ในการตัดสินใจเรื่องอื่นๆ อย่างชีวิตด้วย อย่างเช่น เรามีโอกาสในการไปเปิดสาขาหรือโชว์รูม เราต้องคิดค่าใช้จ่ายต่อเดือนเราเท่าไหร่ และถ้าเราเห็นโอกาส โอกาสนั้นมันจะทำให้ชีวิต ณ ต่อจากปัจจุบันนี้มากน้อยเพียงใด มันต้องหนักขึ้น มันก็เริ่มมีเหตุมีผลแล้วว่าถ้าไปเปิดต้องหารายได้เพิ่มพูนอีกเท่าไหร่เพื่อไปจ่ายค่าเช่า ค่าคนงานที่เพิ่ม มันเลยทำให้กลับมา 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ว่าใช่เราหรือเปล่า อาจจะไม่มีเหตุผลที่มันสมดุลกับตัวเองแล้ว ในระดับนี้ตอนนี้เราพอแค่นี้ ถ้าขยับขึ้นไปอีกระดับเราค่อยเพิ่มเสริมต่อ หรือเรื่องของการมีแฟน เราจะมีลูกไหม ใช่ได้หมดทุกๆ เรื่องๆ
• พอเราได้องค์ความด้านความพอเพียงมาเราปรับปรุงเริ่มต้นอย่างไรในตอนนั้น
หลังจากเริ่มจากไปมองเศษเหล็ก มันจับพลัดจับผลูอยู่บ้านอย่างไรให้มีความสุข ก็เดินเล่นในโรงงานแล้วก็เห็นเศษเหล็กที่มันไม่ใช้แล้วมันก็มีความงามของมัน ด้วยความที่เราเรียนความงามเรื่องศิลปะ ไม่ได้มองราคามันเลย แต่สิ่งที่เราเห็นมันงามและมันน่าจะเอามาทำอะไรได้ เราเสียดายความงามที่มันเกิดขึ้นกับเศษเหล็ก เราก็เลยทดลองเอาเหล็กขึ้นมาพับเอง ปรับเอง เอาเชือกเอาลวดเอาเคเบิลไทรัดเพราะเชื่อมไม่เป็น ทำให้มันเกิดรูปฟอร์มให้สวยงาม เหมือนเป็นเจดีย์ มีความเป็นไทยสูง พอดีได้ไปอบรมเรื่องการนำอัตลักษณ์ความเป็นไทยมาสู่โปรดักต์ดีไซน์ มันก็เหมือนเชื่อมโยงทางความคิดให้ทำออกมาเป็นอัตลักษณ์ความเป็นไทยซึ่งมันก็เป็นไทยโมเดิร์น แล้วงานก็ได้รางวัลของประเทศญี่ปุ่น ส่งไปประกวดชิ้นแรกลองดูและขายได้ จากนั้นก็ได้รางวัล MAISON&OBJET ที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส 4 ปี มีรางวัลจากงานดีไซน์แฟร์ทั่วโลก ทั้งเดนมาร์ก อังกฤษ ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย

ทีนี้เราก็เริ่มหาความรู้ตัวเอง เพราะเริ่มรู้สึกว่าเราต้องรู้เรื่องของการขาย ก็เข้าอบรม ก็ไปหาความรู้-ชุดความรู้ใหม่ๆ ที่เราไม่เคยรู้ อย่างเรื่องการออกแบบผลิตภัณฑ์ เราเรียนไฟน์อาร์ตการสนองจิตใจตัวเองแสดงออกมาเป็นศิลปะเชิงจิตใจไม่เชิงพาณิชย์ ทำเพื่อตัวเอง วาดอะไรก็เรื่องของฉัน แต่สุดท้ายเราต้องเปลี่ยนตัวเอง สำคัญทัศนคติของตัวเองจะต้องเปลี่ยน เรายอมรับความจริงของตัวเองได้ซึ่งมันจะทำให้เราไปต่อได้ เราพิสูจน์กับตัวเองที่จากตอนแรกที่ไม่ชอบ ไม่ชอบเอามากๆ เลยเสียงของโรงงาน ตอนนี้เสียงโรงงานคือเสมือนเสียงแห่งชีวิตของเรา คุณพ่อที่ตอนแรกมีไม่เข้าใจกันบ้าง แต่เราก็พิสูจน์ให้เห็นว่ามันสามารถอยู่ร่วมกันได้ ท่านก็เข้าใจว่าหลักของความพอเพียงไม่ใช่เฉพาะอาชีพทำไร่ทำนา แต่เราสามารถเข้ามาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น
• ทั้งตัวเองและอาชีพการงานอย่างที่ธุรกิจแบรนด์ PIN ถูกจัดเป็นเศรษฐกิจแนวใหม่
เซอร์คูลาร์อีโคโนมี (Circular Economy) คือ แนวคิดเศรษฐกิจแบบใหม่ที่เน้นผลิตสินค้าและบริการจากวัตถุดิบที่สามารถนำกลับมา “หมุนเวียนใช้ใหม่” ซ้ำไปเรื่อยๆ ตอนนี้บ้านเราก็มีบริษัท ปตท., บริษัท เอสซีจี กำลังทำ คือในโรงงานทั่วไปส่วนใหญ่เขาจะไม่สนใจเศษของการผลิตในโรงงานเขา เขาก็ทิ้ง ขยะล้นโลก ในส่วนของโรงงานที่ผลิตย่อมมีขยะสร้างขยะ แค่ตัดกระดาษก็เกิดเศษกระดาษแล้ว สตาร์บัคส์เริ่มเอาเศษกาแฟมาทำเป็นโต๊ะ จะเกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มันจะครบวงจรในแนวความคิดเดียว กากกาแฟมาทำโน่นนี่ ต่างประเทศก็เริ่มมี แต่ในบ้านเราความคิดนี้พระองค์ท่านมีมาก่อนแล้วทุกอย่างวนใช้ได้หมด มันคืออันเดียวกัน ถ้าเข้าใจมันจะมีความสุขมาก จะเข้าไปชีวิตของตัวเอง ทั่วโลกถึงยอมรับและยกพระองค์ท่าน ทั้งนี้ทั้งนั้นในหลักของความพอเพียงนั้นสิ่งสำคัญที่ยากเพราะว่าถ้าราไม่รู้จักตัวเองเราเดินทางต่อไม่ได้แล้ว แต่ถ้าเรามองเรานำหลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไขมาจัดการชีวิต เราจะเห็นทางสว่างที่สามารถทำได้หมดในทุกอาชีพ
• และต้องทำอย่างไรในการเริ่มต้นค้นหาการรู้ตัวเอง
ถามใจตัวเองให้ดีก่อนว่าสิ่งที่เป็นอยู่มันโอเคไหม ถ้ามันโอเค ก็มองเรื่องพัฒนาให้มันดีขึ้น อย่างพนักงานเงินเดือน เงื่อนไขชีวิตเราคืออะไร คุณแม่ป่วย มีลูกเรียนชั้นอนุบาล รายได้ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้พอไหม ถ้าไม่พอเราจะหารายได้เสริมอย่างไร ถ้าดีแล้วมีความสุขแล้วก็มองว่าจุดไหนที่เราด้อย เช่น มีปัญหาเพื่อนร่วมงานก็เป็นเรื่องหนึ่ง ก็ต้องเบนเข็มว่ามองจุดดีกับเขาแล้วเราจะร่วมงานกับเขาได้ มองรอบตัวให้ตรงกับ 3 ห่วง 2 เงื่อนไข รู้จักตัวเองมากที่สุด มีเหตุมีผลหรือไม่ ก็ต้องเวตกับชีวิตความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

และมีภูมิคุ้มกัน เราจะพัฒนาตัวเองอย่างไร เสริมความรู้ ทำตัวเองให้ดีที่สุด อย่างเห็นปัญหาในองค์กร เราทำดีที่สุดแล้ว เชื่อว่าคนก็ต้องมองเห็นในสิ่งที่เราเป็น เราก็เติบโตในหน้าที่การงาน จากนั้นข้อ 3 กระจายความเสี่ยง ถ้ามีรุ่นน้องก็ให้ความรู้ เพื่อกระจายความรู้ งานก็เกิดการช่วยกันมันก็พัฒนากันต่อไป เขาก็ช่วยงานด้วย น้องก็ได้เรียนรู้สิ่งใหม่จากเราด้วย คือรู้และดูตัวเองอยากจะทำอะไรแค่ไหนและพัฒนามันไป อันนี้เราก็เจอมาตอนเริ่มแรกๆ ใครๆ ก็สงสัยว่าเราทำอะไร มีคำถาม มีการไม่ยอมรับ แต่เราก็พิสูจน์ทำให้ดีที่สุดก็เกิดมามีวันนี้ เราทำดีได้ดี สุภาษิตนี้ใช้ได้เสมอยังคงอยู่ เพียงแต่ข้อแรกอยู่กับตัวเองรู้ตัวเอง ข้อต่อมามีเหตุผล วนกับมาเรื่องเดิม ข้อกำหนดชีวิตเรา หรือการทำล้ำหน้าเพื่อนไปเกินหน้า ทำอย่างพอดี แต่ทำให้ดีที่สุด
• สุดท้ายมันคือความสุข สุขกับตัวและและสุขที่ความสุขนั้นสามารถทำให้เราอยู่บนวิถีทางของโลกได้อย่างยั่งยืน
หมีมาเป็นเสือก็ไม่ได้ ปลาจะปีนต้นไม้ก็ไม่ได้ ต้องรู้ตัวก่อน ข้อนี้ยากที่สุด สำคัญต้องเช็กตัวเองให้มากว่าเราทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ ถ้าทำได้ก็ไปพัฒนาให้เราเก่งด้านนั้นให้มากที่สด ส่วนด้านที่เราทำไม่ได้ มันก็มีคนที่เขาเก่งทางด้านนั้น มาซัพพอร์ตมาเชื่อมโยงต่อกัน ห่วงแต่ละห่วงมันก็เชื่อมโยงต่อกัน มันก็ยั่งยืนและพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ

ท้ายที่สุดเราต้องมีทัศนคติที่ดีกับตัวเองก่อน คิดว่าเราดีอย่างไร ดียังไง เมื่อรู้จักตัวเอง มันก็จะเริ่มเห็นทางสว่าง พัฒนาตัวเองได้ ก็พัฒนาคนอื่นได้ สังคมก็พัฒนา ทุกอย่างก็พัฒนาเชื่อมโยงกัน นี้คือพอเพียงที่ไม่ต้องอยู่ที่ในไร่ในนาเท่านั้น อยู่ที่ใจเราเองว่าใจเราจะพอแค่ไหนในสิ่งที่เป็นเรา



เรื่อง : รัชพล ธนศุทธิสกุล
ภาพเพจเฟซบุ๊ก PIN Metal Art
ทว่า นี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงของคนที่เป็นตัวแทนการนำเอาหลัก “ทฤษฎีพอเพียง” มาปรับใช้กับชีวิตแม้ว่าจะไม่ใช่การเกษตร ทำไร่ไถนา ใส่เสื้อม่อฮ่อม สวมหมวกฟาง อุตสาหกรรมโรงงานเหล็กก็สามารถเป็นเศรษฐกิจพอเพียงที่หล่อเลี้ยงชีวิตอย่างยั่งยืนและมีความสุขได้
อะไรที่ทำให้เหล็กและวิถีความพอเพียงอยู่ร่วมกันอย่างลงตัว ... คนกรุงเมืองหลวงไลฟ์สไตล์รุ่นใหม่ทันสมัยจะพอเพียงได้อย่างไร “ปิ่น-ศรุตา เกียรติภาคภูมิ” นักออกแบบงานเศษเหล็กเจ้าของแบรนด์ PIN Metal Art มีคำตอบให้แก่ทุกคนที่สามารถนำไปปรับใช้สร้างความสุขและสร้างวิถีแห่งความพอเพียงได้ในทุกรูปแบบสาขาอาชีพอย่างยั่งยืน
• ความพอเพียงอยู่ร่วมกับอุตสาหกรรมได้อย่างไร
มันเป็นการจับพลัดจับผลูโดยการถามถึงความสุขของตัวเองและครอบครัว คือย้อนกลับไปธุรกิจโรงงานอุตสาหกรรมเหล็ก คุณพ่อเป็นผู้เริ่มต้น งานที่คุณพ่อทำเป็นงานปั๊มและงานประกอบขึ้นรูปพวกฮาร์ดแวร์ต่างๆ อย่างบ้านเรือน หรือเครื่องใช้ ทีนี้เราก็เห็นมาตลอดว่ามีโรงานแบบนี้เยอะมากที่ผลิตเพื่อแข่งขันทางด้านการตลาดสูง ต้องลดต้นทุนให้ต่ำที่สุด ขายให้ได้มากที่สุด ฯลฯ เราก็มองเห็นว่าถ้าเป็นแบบนี้มันก็จะอยู่ลักษณะนี้ตลอด เราเป็น OEM เรารับจ้างการผลิต เราก็จะถูกกดจากทางผู้ขาย เราไม่มีอะไรต่อรองใดๆ ทั้งสิ้นกับการที่เราจะขอขึ้นราคาแม้ว่าจะมีคุณภาพที่ดีก็จริง
• ต้องผันผวน ไม่มั่นคงยั่งยืนถาวร
มันก็ผันผวนไปตามกลไกลการตลาด ทั้งเจ้าของและพนักงาน ทำอย่างไรมันก็ไม่ได้ ตลาดมันเต็มและราคามันอยู่ที่ท้องตลาด เราก็ต้องมานั่งคิด มานั่งปรับโน่นนี่นั่น ลดนั่นนี่เพื่อให้อยู่รอด มันก็ไม่ใช่ความสุข เราก็มาคิดว่าสิ่งที่เรามีมันมีเงินเพิ่มมากขึ้นกับศักยภาพเดิมที่เรามี
• จุดนี้ทำให้เดินทางเข้าสู่เส้นทางเศรษฐกิจพอเพียง
ค่ะ…แต่ก่อนเคยถกถามกับคุณพ่อ พ่อหลวงพระองค์ท่านสอนเรื่องความพอเพียง เราต้องทำเกษตรเหรอ หรือเราต้องเลิกโรงงานแล้วไปทำไร่นากันถึงจะมีความสุข มันเกิดคำถามนี้เกิดขึ้นจริงๆ แต่เราเกิดมาจากโรงงาน เราไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร เพื่อที่เราจะได้อยู่ที่บ้านอย่างมีความสุขนี้คือจุดเริ่มต้น
เราเรียนอาร์ตมา ศิลปกรรมศาสตร์ เรียนวาดภาพ เราก็อยากรู้ว่าโรงงานที่บ้านเราทำอะไร มันก็เริ่มตอนที่เริ่มเอาแมตทีเรียลของโรงงานมาใช้ มันเหมือนกับว่าเราเริ่มต้นจากการที่เอาส่วนที่ไม่มีคุณค่าของโรงงาน ลดต้นทุน พูดง่ายๆ ไปขอพ่อแม่ก็เกรงใจ ก็เลยเอาสิ่งที่มันไม่มีค่าของพ่อแม่มาทำให้เกิดมูลค่า-เกิดอาชีพให้แก่ตัวเองดีกว่า เราพัฒนาขึ้นมาเสริมเพิ่มเองอีกทีในโรงงาน ให้อยู่ร่วมกันได้ โดยการนำเอาเศษเหล็กเหลือใช้ในการผลิตของโรงงานที่บ้านเอามาทำเป็นแมตทีเรียลใหม่แล้วก็เอามาทำงานใหม่
มันก็ตอบคำถามที่ว่า...เราอยู่กับโรงงานอย่างนี้อย่างไรให้เกิดประโยชน์ จังหวะนั้นบังเอิญได้รู้จักโครงการ พอแล้วดี โครงการนี้เป็นโครงการที่นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ โดย ดร.ศิริกุล เลากัยกุล เป็นผู้อำนวยการสอนเรื่องหลักเศรษฐกิจพอเพียงให้รุ่นใหม่หรือนักธุรกิจผู้ประกอบการรุ่นใหม่ได้เข้าใจว่าจริงๆ แล้วหลักเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้อยู่แต่ในภาพการเกษตรกรรมเท่านั้น จากที่ตอนแรกมันดูไกลเราตัวเรามาก เราไม่เข้าใจเลยว่าเราต้องเลิกโรงงานไปซื้อที่และไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสิ่งที่เราไม่มีฐานความรู้เรื่องการเกษตร มันไกลตัวมาก แต่สุดท้ายแล้วพอได้เข้ามาเรียนในโครงการพอเพียง เราเข้าใจและไม่รู้ว่าสิ่งที่เราทำอยู่คือหลักเศรษฐกิจพอเพียง ข้อแรกที่เริ่มต้นนั้นก็คือ “การรู้ตัวเอง” ซึ่งเราโชคดีมากๆ ที่เราทำตรงนั้นอยู่พอดี
• ความพอเพียงที่เราศึกษาเรียนรู้เป็นอย่างไร
“ความสมดุล” อะไรคือเงื่อนไขชีวิตที่เรามี และอะไรคือสิ่งที่เราจะต้องนำเงื่อนไขนั้นมาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทำอย่างไรให้เรามีความสุขที่เราเป็นด้วย อันนี้คือสิ่งสำคัญ นั่นก็คือ 3 ห่วง 2 เงื่อนไข รู้จักตนเอง รู้ตัวประมาณตน มีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกัน 3 ห่วงหลักใหญ่ เรามานั่งวิเคราะห์หลังจากที่เรียน เราครบเลย ขาดแต่เรื่องของภูมิคุ้มกัน สิ่งที่นายหลวงพระองค์ท่านสอนและเรียนรู้ทำให้เราเห็นว่าเราขาดอะไรบ้าง เราบกพร่องข้อไหน และสิ่งไหนที่เราเด่นชัดมากที่สุด อย่างเช่น ยกตัวอย่างการรู้ตัวประมาณตนในห่วงของแรกของเรา คือ เรารู้จักตัวเองมากในเรื่องของการเป็นเด็กจบศิลปกรรมศาสตร์ เราเป็นลูกสาวคนเล็กของโรงงาน เราเป็นทายาทธุรกิจที่มีโรงงานอุตสาหกรรม อันนี้คือเงื่อนไขของชีวิตเรา คือการรู้ตัวประมาณตน
เรื่องของ “การมีเหตุมีผล” ในลำดับต่อไป คือ เมื่อเรารู้แล้วว่าเราจบอาร์ตมา เราจะทำธุรกิจอย่างไร อันนี้คือตั้งคำถามต่อไปคือการมีเหตุมีผล ถ้าเราไม่มีเหตุผลก็จะไม่ทำการค้าการขายและจะไม่ได้นึกถึงพี่ๆ คนงานในฐานธุรกิจเดิมของครอบครัว จะเป็นอาร์ติสท์อย่างเดียวทำเพื่อตอบสนองชีวิตตัวเองโดยที่ไม่สนใจครอบครัว โรงงานและคนงานที่ทำให้เราเติบโตมาในวันนี้มีวันนี้ ดังนั้น เราเลยมองว่าการมีเหตุมีผลของเราคือเราต้องทำอย่างไร เราต้องทำขาย และขายอย่างไรให้มันสอดคล้องกับเงื่อนไขชีวิตตัวเอง เราเลยต้องเบนเข็มตัวเองมาทำงานในเชิงพาณิชย์มากขึ้นเพื่ออยู่ในการค้าขาย มันคือความสมดุลของตัวเอง เมื่อวันหนึ่งเราอยากเป็นอาร์ติสท์ก็จริง แต่เราต้องมองความจริงเงื่อนไขในชีวิตของเราที่เรามี เราจะต้องดูแลพี่พนักงานต่อซึ่งคุณพ่อเขาไม่ได้ห้าม จะไปเป็นอะไรก็ไปเป็น แต่เราเติบโตมาได้เพราะสิ่งเหล่านี้ เราอยากที่จะทำตอบแทนสิ่งที่เขาเลี้ยงดูเรามา มันเลยทำให้เริ่มมีเหตุมีผลในการดำเนินชีวิตและธุรกิจมากขึ้น
ภูมิคุ้มกันที่เราขาดห่วงที่ 3 เรื่องของแรงงาน เพราะงานของเราที่สร้างเป็นงานฝีมือ เราจะต้องเพิ่มภูมิคุ้มกันของราด้วยการพัฒนาแรงงานฝีมือให้เพิ่มมากขึ้น นั่นก็คือเราจะต้องเทรนคนงานในโรงงงานจากช่างปั๊มก็พัฒนามาให้เป็นช่วงเชื่อมให้มากขึ้น และเรามีการกระจายรายได้ให้ภายนอกแล้วก็เทรนฝีมือไปพัฒนาฝีมือช่างข้างนอกให้รู้จักการเชื่อมลักษณะแบบเชิงประณีต เพราะช่างเชื่อมทั่วไปในอุตสาหกรรมเขาก็จะเชื่อมหนัก งานจะเห็นเป็นรอยผิว เน้นการใช้งานเป็นหลัก แต่ของเราเป็นงานที่เป็นงานศิลปะ งานเนี้ยบ เราก็ต้องเทรนช่างเหล่านั้นขึ้นมาให้มีฝีมือที่สวยงามมากขึ้น แต่เป็นวิธีการเชื่อมที่แข็งแรงใช้งานได้ในชีวิตจริงแบบเดิม นี่คือสิ่งที่เพิ่มเติมจากการที่ได้เรียนรู้หลักเศรษฐกิจพอเพียง
และที่สำคัญ 2 เงื่อนไข ด้านไหนที่เราไม่รู้เราก็ไปเรียนเพิ่มเติม เช่นเราจบอาร์ตมาไม่รู้เรื่องธุรกิจ บัญชีก็ต้องเข้าไปศึกษา เรื่องภาษีคืออะไร มันก็เป็นวนลูปนี้ให้เราขยับไปได้เรื่อยๆ คำว่าพอเพียงไม่ใช่หยุดอยู่กับที่หรือเป็นเรือของเกษตรกรรม
• ไม่ใช่อย่างที่ภาพที่เราเข้าใจพอเพียงในวิถีเกษตรกรรม หรือทำตัวให้สมถะ
บางทีสิ่งที่หลายๆ ภาคส่วนผลิตสื่อหรือการรับรู้ของคนไปในทิศทางนั้น มันเลยกลายเป็นว่าพอได้ยินคำว่าพอเพียง ฉันจะต้องอยู่แบบจนๆ ต้องไม่พึ่งพาใครเลย แต่จริงๆ เรื่องของการพอเพียงเป็นเรื่องของการเชื่อมต่อกัน-เกื้อกัน แต่พอเพียงในเรื่องของกิเลสตัณหาของตัวเองมากกว่า พอในเรื่องของความโลภ โลภอย่างพอดีพอประมาณ เรามีกินมีใช้ คนอื่นที่อยู่ในแวดล้อมของเราก็ต้องมีกินมีใช้ด้วยเช่นกัน นั่นคือการที่มันจะหมุนเวียนไปด้วยกันและมันจะอยู่บนความยั่งยืนในวิถีทางความพอเพียง
และ 3 ห่วง 2 เงื่อนไขนี้ยังสามารถใช้ในการตัดสินใจเรื่องอื่นๆ อย่างชีวิตด้วย อย่างเช่น เรามีโอกาสในการไปเปิดสาขาหรือโชว์รูม เราต้องคิดค่าใช้จ่ายต่อเดือนเราเท่าไหร่ และถ้าเราเห็นโอกาส โอกาสนั้นมันจะทำให้ชีวิต ณ ต่อจากปัจจุบันนี้มากน้อยเพียงใด มันต้องหนักขึ้น มันก็เริ่มมีเหตุมีผลแล้วว่าถ้าไปเปิดต้องหารายได้เพิ่มพูนอีกเท่าไหร่เพื่อไปจ่ายค่าเช่า ค่าคนงานที่เพิ่ม มันเลยทำให้กลับมา 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ว่าใช่เราหรือเปล่า อาจจะไม่มีเหตุผลที่มันสมดุลกับตัวเองแล้ว ในระดับนี้ตอนนี้เราพอแค่นี้ ถ้าขยับขึ้นไปอีกระดับเราค่อยเพิ่มเสริมต่อ หรือเรื่องของการมีแฟน เราจะมีลูกไหม ใช่ได้หมดทุกๆ เรื่องๆ
• พอเราได้องค์ความด้านความพอเพียงมาเราปรับปรุงเริ่มต้นอย่างไรในตอนนั้น
หลังจากเริ่มจากไปมองเศษเหล็ก มันจับพลัดจับผลูอยู่บ้านอย่างไรให้มีความสุข ก็เดินเล่นในโรงงานแล้วก็เห็นเศษเหล็กที่มันไม่ใช้แล้วมันก็มีความงามของมัน ด้วยความที่เราเรียนความงามเรื่องศิลปะ ไม่ได้มองราคามันเลย แต่สิ่งที่เราเห็นมันงามและมันน่าจะเอามาทำอะไรได้ เราเสียดายความงามที่มันเกิดขึ้นกับเศษเหล็ก เราก็เลยทดลองเอาเหล็กขึ้นมาพับเอง ปรับเอง เอาเชือกเอาลวดเอาเคเบิลไทรัดเพราะเชื่อมไม่เป็น ทำให้มันเกิดรูปฟอร์มให้สวยงาม เหมือนเป็นเจดีย์ มีความเป็นไทยสูง พอดีได้ไปอบรมเรื่องการนำอัตลักษณ์ความเป็นไทยมาสู่โปรดักต์ดีไซน์ มันก็เหมือนเชื่อมโยงทางความคิดให้ทำออกมาเป็นอัตลักษณ์ความเป็นไทยซึ่งมันก็เป็นไทยโมเดิร์น แล้วงานก็ได้รางวัลของประเทศญี่ปุ่น ส่งไปประกวดชิ้นแรกลองดูและขายได้ จากนั้นก็ได้รางวัล MAISON&OBJET ที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส 4 ปี มีรางวัลจากงานดีไซน์แฟร์ทั่วโลก ทั้งเดนมาร์ก อังกฤษ ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย
ทีนี้เราก็เริ่มหาความรู้ตัวเอง เพราะเริ่มรู้สึกว่าเราต้องรู้เรื่องของการขาย ก็เข้าอบรม ก็ไปหาความรู้-ชุดความรู้ใหม่ๆ ที่เราไม่เคยรู้ อย่างเรื่องการออกแบบผลิตภัณฑ์ เราเรียนไฟน์อาร์ตการสนองจิตใจตัวเองแสดงออกมาเป็นศิลปะเชิงจิตใจไม่เชิงพาณิชย์ ทำเพื่อตัวเอง วาดอะไรก็เรื่องของฉัน แต่สุดท้ายเราต้องเปลี่ยนตัวเอง สำคัญทัศนคติของตัวเองจะต้องเปลี่ยน เรายอมรับความจริงของตัวเองได้ซึ่งมันจะทำให้เราไปต่อได้ เราพิสูจน์กับตัวเองที่จากตอนแรกที่ไม่ชอบ ไม่ชอบเอามากๆ เลยเสียงของโรงงาน ตอนนี้เสียงโรงงานคือเสมือนเสียงแห่งชีวิตของเรา คุณพ่อที่ตอนแรกมีไม่เข้าใจกันบ้าง แต่เราก็พิสูจน์ให้เห็นว่ามันสามารถอยู่ร่วมกันได้ ท่านก็เข้าใจว่าหลักของความพอเพียงไม่ใช่เฉพาะอาชีพทำไร่ทำนา แต่เราสามารถเข้ามาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น
• ทั้งตัวเองและอาชีพการงานอย่างที่ธุรกิจแบรนด์ PIN ถูกจัดเป็นเศรษฐกิจแนวใหม่
เซอร์คูลาร์อีโคโนมี (Circular Economy) คือ แนวคิดเศรษฐกิจแบบใหม่ที่เน้นผลิตสินค้าและบริการจากวัตถุดิบที่สามารถนำกลับมา “หมุนเวียนใช้ใหม่” ซ้ำไปเรื่อยๆ ตอนนี้บ้านเราก็มีบริษัท ปตท., บริษัท เอสซีจี กำลังทำ คือในโรงงานทั่วไปส่วนใหญ่เขาจะไม่สนใจเศษของการผลิตในโรงงานเขา เขาก็ทิ้ง ขยะล้นโลก ในส่วนของโรงงานที่ผลิตย่อมมีขยะสร้างขยะ แค่ตัดกระดาษก็เกิดเศษกระดาษแล้ว สตาร์บัคส์เริ่มเอาเศษกาแฟมาทำเป็นโต๊ะ จะเกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มันจะครบวงจรในแนวความคิดเดียว กากกาแฟมาทำโน่นนี่ ต่างประเทศก็เริ่มมี แต่ในบ้านเราความคิดนี้พระองค์ท่านมีมาก่อนแล้วทุกอย่างวนใช้ได้หมด มันคืออันเดียวกัน ถ้าเข้าใจมันจะมีความสุขมาก จะเข้าไปชีวิตของตัวเอง ทั่วโลกถึงยอมรับและยกพระองค์ท่าน ทั้งนี้ทั้งนั้นในหลักของความพอเพียงนั้นสิ่งสำคัญที่ยากเพราะว่าถ้าราไม่รู้จักตัวเองเราเดินทางต่อไม่ได้แล้ว แต่ถ้าเรามองเรานำหลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไขมาจัดการชีวิต เราจะเห็นทางสว่างที่สามารถทำได้หมดในทุกอาชีพ
• และต้องทำอย่างไรในการเริ่มต้นค้นหาการรู้ตัวเอง
ถามใจตัวเองให้ดีก่อนว่าสิ่งที่เป็นอยู่มันโอเคไหม ถ้ามันโอเค ก็มองเรื่องพัฒนาให้มันดีขึ้น อย่างพนักงานเงินเดือน เงื่อนไขชีวิตเราคืออะไร คุณแม่ป่วย มีลูกเรียนชั้นอนุบาล รายได้ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้พอไหม ถ้าไม่พอเราจะหารายได้เสริมอย่างไร ถ้าดีแล้วมีความสุขแล้วก็มองว่าจุดไหนที่เราด้อย เช่น มีปัญหาเพื่อนร่วมงานก็เป็นเรื่องหนึ่ง ก็ต้องเบนเข็มว่ามองจุดดีกับเขาแล้วเราจะร่วมงานกับเขาได้ มองรอบตัวให้ตรงกับ 3 ห่วง 2 เงื่อนไข รู้จักตัวเองมากที่สุด มีเหตุมีผลหรือไม่ ก็ต้องเวตกับชีวิตความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
และมีภูมิคุ้มกัน เราจะพัฒนาตัวเองอย่างไร เสริมความรู้ ทำตัวเองให้ดีที่สุด อย่างเห็นปัญหาในองค์กร เราทำดีที่สุดแล้ว เชื่อว่าคนก็ต้องมองเห็นในสิ่งที่เราเป็น เราก็เติบโตในหน้าที่การงาน จากนั้นข้อ 3 กระจายความเสี่ยง ถ้ามีรุ่นน้องก็ให้ความรู้ เพื่อกระจายความรู้ งานก็เกิดการช่วยกันมันก็พัฒนากันต่อไป เขาก็ช่วยงานด้วย น้องก็ได้เรียนรู้สิ่งใหม่จากเราด้วย คือรู้และดูตัวเองอยากจะทำอะไรแค่ไหนและพัฒนามันไป อันนี้เราก็เจอมาตอนเริ่มแรกๆ ใครๆ ก็สงสัยว่าเราทำอะไร มีคำถาม มีการไม่ยอมรับ แต่เราก็พิสูจน์ทำให้ดีที่สุดก็เกิดมามีวันนี้ เราทำดีได้ดี สุภาษิตนี้ใช้ได้เสมอยังคงอยู่ เพียงแต่ข้อแรกอยู่กับตัวเองรู้ตัวเอง ข้อต่อมามีเหตุผล วนกับมาเรื่องเดิม ข้อกำหนดชีวิตเรา หรือการทำล้ำหน้าเพื่อนไปเกินหน้า ทำอย่างพอดี แต่ทำให้ดีที่สุด
• สุดท้ายมันคือความสุข สุขกับตัวและและสุขที่ความสุขนั้นสามารถทำให้เราอยู่บนวิถีทางของโลกได้อย่างยั่งยืน
หมีมาเป็นเสือก็ไม่ได้ ปลาจะปีนต้นไม้ก็ไม่ได้ ต้องรู้ตัวก่อน ข้อนี้ยากที่สุด สำคัญต้องเช็กตัวเองให้มากว่าเราทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ ถ้าทำได้ก็ไปพัฒนาให้เราเก่งด้านนั้นให้มากที่สด ส่วนด้านที่เราทำไม่ได้ มันก็มีคนที่เขาเก่งทางด้านนั้น มาซัพพอร์ตมาเชื่อมโยงต่อกัน ห่วงแต่ละห่วงมันก็เชื่อมโยงต่อกัน มันก็ยั่งยืนและพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ
ท้ายที่สุดเราต้องมีทัศนคติที่ดีกับตัวเองก่อน คิดว่าเราดีอย่างไร ดียังไง เมื่อรู้จักตัวเอง มันก็จะเริ่มเห็นทางสว่าง พัฒนาตัวเองได้ ก็พัฒนาคนอื่นได้ สังคมก็พัฒนา ทุกอย่างก็พัฒนาเชื่อมโยงกัน นี้คือพอเพียงที่ไม่ต้องอยู่ที่ในไร่ในนาเท่านั้น อยู่ที่ใจเราเองว่าใจเราจะพอแค่ไหนในสิ่งที่เป็นเรา
เรื่อง : รัชพล ธนศุทธิสกุล
ภาพเพจเฟซบุ๊ก PIN Metal Art


