ญาติ “พลทหาร คชา” ที่ถูกพลทหารรุ่นพี่ทำร้ายสาหัส แสดงความไม่พอใจคำพูด ผบ.ทบ.บอกแค่เด็กทะเลาะกัน ถามสิ่งที่ทำน้องไม่หายใจพยายามฆ่าชัดๆ เผยโฉม “3 ทหารหมวกแดง” ผู้ก่อเหตุขอขมา ซัดจิตใจยิ่งกว่าสัตว์ ผบ.พันเสียงอ่อยไม่ได้ปกปิด สั่งลงโทษไปแล้ว ยอมรับดูแลลูกน้องไม่ดี
วันนี้ (23 ส.ค.) จากกรณีที่ พลทหาร คชา พะชะ หรือเข้ม อายุ 22 ปี ทหารสังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ (ร.31 พัน.3 รอ.) จ.ลพบุรี ถูกนำส่งโรงพยาบาลอานันทมหิดล อ.เมืองฯ จ.ลพบุรี เมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา และทางแพทย์แจ้งว่ามีอาการหัวใจหยุดเต้น อยู่ในห้องไอซียูและใส่เครื่องช่วยหายใจ แพทย์ระบุว่าโอกาสรอดชีวิตมีเพียงแค่ 30% ให้นางรุ่นฤดี สีหะวงค์ อายุ 45 ปี มารดาที่เฝ้าดูอาการทำใจว่าถ้าฟื้นขึ้นมาอาจจะไม่เหมือนเดิม เพราะสมองขาดออกซิเจนนานเนื่องจากหัวใจหยุดเต้นไป 2-3 ครั้ง และตอนมาถึงโรงพยาบาลก็มีอาการไตวาย
ต่อมามีนายทหารยศพันโทนายหนึ่งโทรศัพท์ติดต่อมายอมรับว่ามีพลทหารรุ่นพี่ 3 นายทำการซ่อม ตอนนี้สามารถจับทั้ง 3 คนขังคุกทหารไว้แล้ว แต่ยังไม่ได้ดำเนินคดีอะไร เบื้องต้นทั้ง 3 นายรับสารภาพว่าซ่อมรุ่นน้องจริง นายทหารดังกล่าวก็บอกว่าจะรักษาและดูแลเต็มที่ แต่ไม่อยากให้เป็นข่าว ต่อมา พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่าไม่ใช่เป็นการซ่อม เท่าที่ทราบเป็นการวิวาทระหว่างพลทหารด้วยกันและบาดเจ็บ ขณะนี้อยู่ที่โรงพยาบาล ยืนยันว่าระบบซ่อมต่างๆ ไม่มีแล้ว อาจจะเป็นไปได้คนอยู่ด้วยกันทุกวันอาจทะเลาะเบาะแว้งชกต่อยกัน เป็นเรื่องเฉพาะตัวซึ่งหน่วยก็ดำเนินการไปแล้ว
เมื่อเวลา 14.30 น. เฟซบุ๊ก “บอย กรุงเก่า” ญาติของพลทหาร คชา ได้โพสต์ภาพขณะที่พลทหาร คชากำลังรักษาตัว ระบุข้อความว่า “ล่าสุดน้องเข้มอยู่ในสภาพนี้ ท่านบอกเด็กอาจแค่ทะเลาะกัน ดูสิ่งที่มันทำหน่อยครับท่าน น้องผมไม่หายใจมันยังไม่ช่วยเลย มันพยายามฆ่าชัดๆ”
ดูโพสต์ต้นฉบับ คลิกที่นี่
ต่อมาเวลา 14.38 น. ได้โพสต์ภาพพลทหาร 3 นาย ระบุว่า “นี่คือโฉมหน้าผู้ที่กระทำน้องเข้มครับ จิตใจของคุณช่างเดรัจฉานยิ่งกว่าสัตว์ กว่าเขาจะเลี้ยงลูกเขาโตมาขนาดนี้ มึงใช้แค่คำว่ารุ่นพี่ เหยียบย่ำความเป็นคนของน้องกูจนหมดสิ้น พวกมึงต้องได้รับกรรมอย่างถึงที่สุด”
ดูโพสต์ต้นฉบับ คลิกที่นี่
ด้าน พ.ท.มลชัย ยิ้มอยู่ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ (ร.31 พัน.3 รอ.) จ.ลพบุรี กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ก็ได้นำพลทหารที่ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาล ตอนนี้อาการก็ดีขึ้นตามลำดับ ส่วนผู้ที่กระทำความผิด คือ พลทหารด้วยกันเอง 3 นาย ในฐานะที่ตนเป็นผู้บังคับกองพันก็ไม่ได้ปิดบังความผิดตั้งแต้ต้น สามารถจับตัวผู้กระทำความผิดได้ และมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนเพื่อดำเนินการทางวินัยและคดีอาญา โดยขณะนี้การดำเนินการทางวินัยได้สั่งลงโทษพลทหารทั้ง 3 นายไปแล้ว รวมถึงนายสิบเวรที่กำกับดูแลกำกับพลทหารเหล่านั้นอยู่ด้วย
ส่วนโทษทางอาญาเป็นคดีทำร้ายร่างกาย ได้พาครอบครัวไปดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สถานีตำรวจภูธรเมืองลพบุรีเรียบร้อยแล้ว และครอบครัวของพลทหารที่ได้รับบาดเจ็บก็ได้เจอตัวลูกชายของเขาแล้ว พลทหารทั้ง 3 นายได้สารภาพว่าเป็นผู้กระทำ โดยเป็นการทะเลาะวิวาทระหว่างพลทหารด้วยกันเอง สิ่งที่ดำเนินการที่ผ่านมายืนยันว่าไม่ได้ปกปิดการกระทำของผู้ใต้บังคับบัญชา แต่เราทำตามกฎหมายทุกอย่าง และครอบครัวพลทหารที่ได้รับบาดเจ็บก็ขอบคุณที่ดูแลลูกชายเขาเป็นอย่างดี แต่ในฐานะที่เป็นผู้บังคับกองพันก็ต้องยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นว่าดูแลลูกน้องไม่ดี
ส่วน ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง หรือหมวดเจี๊ยบ อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อไทย แสดงความคิดเห็นว่า การทำร้ายร่างกายพลทหาร คชา คือการยืนยันว่าการซ้อมทรมานมีอยู่จริงในกองทัพ ทั้งๆ ที่เรื่องของนายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือน้องเมย นักเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร ยังไม่ทันจาง นับเป็นทหารรายที่ 10 ในรอบ 9 ปี นับแต่ปี 2552 ที่มีข่าวว่าทหารบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตเพราะถูกทำร้ายร่างกายจากผู้บังคับบัญชา หรือรุ่นพี่ อย่าอ้างว่าเป็นเรื่องทะเลาะกันส่วนตัว เพราะชาวบ้านจะมองว่ากองทัพไม่ยอมรับความจริงและปัดความรับผิดชอบ และอย่าเลี่ยงบาลีว่าเป็นการฝึกธำรงวินัย พลทหารเหล่านี้มีอนาคตอีกไกลและเป็นความหวังของครอบครัว ไม่ควรจบชีวิตอย่างไม่สมควร
ทั้งนี้ กองทัพควรต้องปฏิรูปตัวเองให้โปร่งใส และเคารพสิทธิมนุษยชนของผู้ใต้บังคับบัญชา โดยเสนอให้มีคณะกรรมการสอดส่องความเป็นอยู่ของทหารเกณฑ์และกำลังพล โดยมีบุคคลภายนอกเป็นผู้สังเกตการณ์ และมีช่องทางร้องทุกข์เกี่ยวกับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ใต้บังคับบัญชา และไม่จำเป็นต้องมีกำลังพลมากเพราะไม่สอดคล้องกับภัยคุกคามสมัยใหม่ และไม่จำเป็นต้องบังคับให้ทุกคนเกณฑ์ทหาร แต่ควรรับสมัครจากผู้ที่สมัครใจเป็นหลัก ซึ่งในปีนี้มีผู้สมัครเป็นทหาร ถึง 44,797 คน อีกทั้งบทบาทหลักของทหารเกณฑ์ในปัจจุบัน ไม่ใช่การป้องกันประเทศจากข้าศึก แต่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และบางส่วนถูกส่งไปรับใช้ผู้บังคับบัญชาในเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับประเทศชาติ


