xs
xsm
sm
md
lg

เปิดตัวตน “ตุ๊ยตุ่ย-พุทธชาด” ตัวประกอบเล็กๆ แต่สุขล้นๆ!

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

อาจจะเรียกได้ว่าชีวิตของเธอนั้นมีหลากสีสันหลายอารมณ์ก็ว่าได้ สำหรับ “ตุ๊ยตุ่ย-พุทธชาต พงศ์สุชาติ” นักแสดง พิธีกร ดีเจ และนักธุรกิจ ที่กว่าตัวเธอจะก้าวมาถึงจุดนี้ได้ต้องผ่านการทำงานและความอดทนมาอย่างพอสมควร แม้ว่าบทบาทแต่ละอย่างที่เธอได้รับนั้น อาจจะเป็นฟันเฟืองเล็กๆ หรือเป็นส่วนประกอบในผลงานนั้นๆ แต่เธอก็ถือได้ว่ามีความสุขกับทุกหน้าที่ที่ได้ทำแต่ละผลงานอย่างมีความสุข และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ไปในเวลาเดียวกัน

ใช้ชีวิตตามช่วงเวลา
มีทั้งสุขสมหวังและผิดหวัง

ก็เหมือนกับชีวิตของคนปกติทั่วไปหลายๆ คน ที่พุทธชาตเกิดและเติบโตมาในความไม่สมบูรณ์แบบอย่างที่คาดหวัง เธอสรุปถึงช่วงเวลาที่ผ่านมาได้ว่า แม้ความเพียบพร้อมอาจจะไม่มีตามที่คาดหวังไว้ แต่ความสุข ณ ขณะที่ได้รับก็ยังคงมีอยู่ และใช้ชีวิตตามโจทย์ที่ได้รับมาในแต่ละช่วงเวลา แม้ว่าอาจจะมีทั้งดีหรือไม่ดีปนเปกันไปก็ตามที

“เราก็ขอสรุปชีวิตของเราย่อๆ เลย คือ เราเกิดที่จังหวัดลำปาง ภายใต้ครอบครัวที่ไม่ได้มีความพร้อมอะไรมาก เป็นลูกข้าราชการ คุณพ่อก็ยังเป็นชั้นผู้น้อยเอง แล้วก็ไปรับราชการที่ป่าไม้ ก็ไปอยู่ตามอุทยานต่างๆ ในยุคสมัยนั้น พ่อก็ปฏิบัติงานอยู่ที่ถ้ำผาไท จังหวัดลำปาง แล้วเลี้ยงลูก 3 คนด้วยเบี้ยเลี้ยงข้าราชการ คือเราโชคดีที่จำความรู้สึกของตัวเองได้เสมอว่าเราไม่ได้มีเยอะ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าขาด แม้ว่ามันอาจจะมีไม่พอด้วยซ้ำ แต่เราก็จะคอยบอกทุกคนว่า บางทีที่เราเกิดหรือเติบโตมา เราไม่ได้มีเหมือนเพื่อนที่เป็นลูกคนรวย เพื่อนคนสวย หรือเพื่อนคนที่เรียนเก่ง แต่ว่าชีวิตของเราไม่จำเป็นที่จะต้องมีสิ่งเหล่านั้นตั้งแต่แรก แต่สามารถที่จะพอใจ มีความสุข แล้วก็เป็นกำลังใจให้แก่เราเอง เหมือนเราพยายามเป็นคนดีที่อุทิศตัวเองให้คนอื่น แล้วเราเลือกที่จะมาเก็บไว้กับเรา เราคิดว่าเราคงต้องเป็นอย่างนี้แหละ

คือการยอมรับในสิ่งที่เรามีมันก็ถูกต้องแหละว่าวันนี้เราคงได้แค่นี้ แต่ว่าทุกวันเราจะพัฒนาและจะทำให้มันดีขึ้นเพื่อที่จะตอบแทนตัวเราเองบ้าง แต่อย่างบางคนก็จะเป็นว่า โคตรตั้งใจเรียนเลยเพื่อที่จะให้พ่อแม่ภูมิใจ แต่ก็มาระทมกับการที่เป็นตรงนั้น แต่การที่เราจะเป็นคนดีก็คือว่าเรามีความสุขในสิ่งที่เราทำอะไรหนักๆ เหนื่อยๆ แต่ดี เพื่อให้คนอื่นด้วย แล้วเราก็อยู่กับความรู้สึกนั้นมาโดยตลอดซึ่งมันก็จะเห็นว่า บางช่วงของชีวิตเรานั้นมีความโหล่ยโท่ยก็มี  เช่นว่าเรียนหนังสือแล้วเกรดเทอมนี้ห่วยมาก หรือพฤติกรรมที่ไม่น่ารักจนพ่อแม่เป็นทุกข์ใจ ซึ่งมันคือความมักง่าย ความไม่ตั้งใจของเรา ไม่คำนึงถึงจิตใจคนอื่น มีแต่ความขี้เกียจ ก็ทำให้พ่อแม่จะต้องเสียใจ แล้วมันก็เป็นเรื่องธรรมดาในตอนนี้ ไม่ว่าใครก็ตามที่ทำให้พ่อแม่ตัวเองเสียใจ พอเราเห็นก็เป็นทุกข์เนอะที่ทำให้คนที่เรารักเสียใจ ดังนั้น เราต้องทำดีให้เขาชื่นใจบ้าง

“แล้วชีวิตเรา ดีปนไม่ดี หรือดีปนห่วย สลับกันไป พอมีใครมาเข้ากับชีวิตเราสักครั้งหนึ่ง เราก็จะดีขึ้นมา แต่ว่าตั้งแต่ในวันที่เราคิดได้ว่าเราจะทำตัวเองให้ดีขึ้นเพื่อที่เราจะเป็นร่มของคนอื่น โดยที่เราจะเป็นร่มให้ใจเราเองก่อน ไม่ใช่ว่าเราจะทำให้คนอื่นเป็นสุขเพื่อให้เราได้ดี แต่ว่าเราจะทำเพื่อเป็นกำลังใจให้เราเองก่อน ที่เหลือไม่เป็นไร เราทำดีที่สุดแค่ไหนแค่นั้น คือบางครั้งกว่าที่เราจะเป็นร่มให้คนอื่นได้ เราอายุมาประมาณหนึ่งก็ยังไม่สามารถเป็นร่มให้ใครได้เลย ดังนั้น ถ้าเราตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นอย่างที่บอกแล้วเนี่ยถึงจะมีความสุข เราจะมีความสุขได้ยาก แต่ถ้าเราคิดว่าเราจะเป็นร่ม เป็นกำลังใจให้แก่ตัวเรา พอเราโอเคแล้วเราก็สามารถเป็นร่มให้แก่ผู้อื่นได้ ประมาณนี้ ชีวิตเราก็คือให้กำลังใจตัวเองมาโดยตลอด

หรือบางครั้งเวลาที่มีเรื่องง่อยๆ เข้ามาในชีวิต อย่างมีช่วงหนึ่งที่ชีวิตเราก็มีแบบหลงผิดบ้างก็มี เราก็จะไม่ซ้ำเติมตัวเอง ค่อยๆ เยียวยาไป ทั้งๆ ที่กว่าจะโงหัวขึ้นมาได้มันเจ็บมากเลยนะ แล้วก็ไม่สมน้ำหน้าตัวเอง ซึ่งในความผิดพลาดนั้นมีข้อดีอะไรบ้าง เราวิเคราะห์ตัวเราแล้วพบว่าเราเป็นคนคบได้นะตุ่ย เธอรักใครเธอรักจริง เอาชีวิตตัวเองเข้าแลก แต่แบบนั้นคือโง่ เรารู้จักประคองและสร้างความสมดุลให้ได้ด้วย ซึ่งพอไม่ใช่อย่างงั้น ตัวเองก็จะเงิบเอง แล้วมันจะทำให้เจ็บ คือเราทุ่มไปสุดตัวกับอะไร แล้วถ้ามันไม่ใช่ เราก็จะมาเสียใจกับตอนที่เราทำไม่ถูกในตอนนั้น แต่ถ้าเราเป็นแบบกลางๆ และมีความรู้สึกว่าเข้าใจทุกคนน่ะ เราจะรอด มาถึงวันนี้เราได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก แต่สิ่งหนึ่งที่เราอยากบอกทุกคนคือ เราแปลงหนังหน้า ผิวหน้าของเราได้ด้วยปัจจัยภายนอก แต่สิ่งที่คุณไม่รู้หรอกว่าการที่เราทำสิ่งนั้นคือการเปลี่ยนแปลงภายในใจ เปลี่ยนวิธีคิด เราก็ต้องให้กำลังใจตัวเองอยู่ตลอดเวลา”

ความกลัวคืออุปสรรค
เป็นโจทย์ที่ต้องก้าวข้าม

ด้วยความกลัวคือสิ่งหนึ่งที่พุทธชาตพบเจอมาเกือบทั้งชีวิต ในการเผชิญโจทย์ในแต่ละอย่างแน่นอนว่าการตัดสินใจในแต่ละครั้งของเธอนั้นจะมีทั้งถูกและผิดสลับกันไปบ้าง แต่ด้วยการก้าวผ่านการที่จะทำอะไรของเธอนั้นเองได้ค่อยๆ สะสมความกล้าไปในตัวด้วยเช่นกัน นั่นจึงทำให้ในหลายๆ ครั้งนั้นเธอก็สามารถก้าวข้ามมันมาได้โดยไม่สนใจสิ่งวิจารณ์ ถ้าสิ่งที่ตนเองนั้นทำถูกแล้ว

“ความกลัวคือหนึ่งในกิเลสตัวหนึ่งที่เราหลงเนอะ หลงคิดว่ามันมีจริง โดยที่ไม่มีปรากฏขึ้นมาเลย เรากลัวว่าเราจะไม่ดีพอ เราก็เลยไม่ทำ เรากลัวว่าคนอื่นจะไม่ยอมรับ เราก็เลยไม่ทำ แล้วพอเราคิดว่าเราจะทำดี คนก็คิดว่าเราจะเฟก เราก็เลยทำเลวเลย เหมือนกับความตาแหกของเราที่เรากลัวผี ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นการสร้างของเราขึ้นมาเองทั้งนั้น ดังนั้นความกลัวเป็นอุปสรรคที่เราแปลง เป็นอุปสรรคที่จะทำให้เรารู้ เรากลัวมากเลย อย่างตอนที่เราทำธุรกิจในช่วงแรกๆ ให้นึกสภาพหน้าเราก่อนที่จะมาขาย ผิวเราก็เป็นอีกแบบหนึ่ง แล้วเราทำแล้วผิวเราดีขึ้นมาแล้วนะ แต่ก็ยังแย่กว่าคนอื่นๆ ที่เขามีต้นทุนที่ดีกว่าอยู่ดี เชื่อมั้ยว่ามันยังทำให้เรากลัวว่าใครจะมาซื้อของเรากิน

แต่โชคดีที่เรามีความแข็งแรงในความเชื่อที่ว่า ก็เรากินแล้วมันดี เดี๋ยวกูกินให้มันดีขึ้นไปเรื่อยๆ คนก็จะค่อยๆ มาเห็นมากขึ้นไปอีก แล้วมันก็ทำให้เราก้าวผ่านความกลัว พอกลัวแล้วมันก็จริง คนก็ไปพูด แล้วลูกค้าก็แคปภาพคำที่ว่ามาให้ดู บอกว่า “ตุ๊ยตุ่ยเนี่ยนะ จะมาขายของสวยๆ งามๆ ดูหน้าตัวเองหน่อย” เราก็คิดว่ามันไม่แปลก เพราะว่าก็เป็นความคิดที่ดีนะ ซึ่งถ้าเราไม่ได้เป็นเจ้าของ และถ้าเราไม่ได้เป็นเรา แล้วมีความวิจารณ์อย่างงี้ เราก็ไม่โกรธนะ แล้วบางครั้งก็มีมาเตือนคนอื่นด้วยว่า หน้าอย่างเราไม่ใช่คนสวย แต่มาขายของที่สวย มันก็เป็นคำเตือนที่น่าฟัง เราก็เข้าอกเข้าใจ แล้วความกลัวก็มาทำให้เราได้เจออย่างงี้จริงๆ

คือถ้าเราไม่ฉีกความกลัวของเราให้ทะลุ ไม่กล้าในสิ่งที่เราเห็นอยู่ ความกลัวมันแตกต่างจากการประเมินสถานการณ์นะ มันคือการประเมินสถานการณ์ตามความเป็นจริง แล้วเราจะควบคุมได้มั้ย ถ้าเรามีด้านลบที่กระแทกเรามาจากการกระทำนั้น แล้วเราควบคุมมันได้มั้ย แล้วเราทำเพื่ออะไร เพื่อให้ตัวเราสาแก่ใจ หรือเพื่อประโยชน์ของคนส่วนมาก แล้วแลกมั้ย เพราะทุกอย่างมันไม่ได้สวยงามไปหมด แล้วถ้าเรากลัวว่าเราจะรับแรงกระแทกไม่ได้ คุณก็จะไม่ได้ทำอะไรที่ดีๆ เลย ถ้าเรากลัว ความกลัวนั้นมันจะทำให้เรากลัวแบบไม่มีปัญญา เราก็จะวิ่งหนีไปเลย แต่ถ้าเรากล้าที่จะเผชิญมัน ไหนวะ กลัวอะไร หันไปมอง กลัวคนจะว่า แล้วเธอทำไม่ดีเหรอ ทำดีแล้ว แล้วกลัวอะไร ต่อให้คนเก่งแค่ไหนก็ตาม มันก็ยังมีการประเมินพลาด คนบางคนที่ว่าเรา ไม่ใช่เขารังเกียจเรานะ เขาอาจจะประเมินผิดพลาดก็มี ฉะนั้น มีใครไม่เคยโดนว่า หรือว่า ไม่เคยไปตราหน้าคนอื่นเหรอ โดยส่วนตัวเรา เรามีหลายครั้งเลยนะที่เราไปด่วนตัดสินใจก่อนเลย แล้วสุดท้ายเรื่องมันพลิก เราก็รู้สึกเสียใจที่เราไปประเมินเขา เพราะฉะนั้น วันที่เราโดนประเมินเสียเอง เขาเข้าใจในประสบการณ์ของเขา เรารับฟังเขานะ แล้วเรารีบวางเลยและลุยไปข้างหน้าเพื่อให้สัมฤทธิผล เพราะฉะนั้นความกลัวเราต้องมอง”

ประสบการณ์ในการทำงาน
มีการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

แม้ว่าประสบการณ์ในการทำงานของพุทธชาตจะมีชั่วโมงบินมากมายอยู่พอสมควร แต่เธอก็ยังยอมรับเช่นกันว่าบางครั้งการทำงานในแต่ละชิ้นงานของเธอเองนั้นก็ยังมีข้อผิดพลาดในบางชิ้นงานอยู่เช่นเดียวกัน อีกทั้งการเข้ามาของสายเลือดใหม่ที่มาพร้อมกับความคิดหรือวิธีการแตกไอเดียที่มีความสดใหม่มากกว่า นั่นจึงทำให้เธอก็พร้อมที่จะเปิดรับวิธีการจากคนอีกรุ่นให้มาเข้ากับตนเองอย่างไม่มีปัญหา

“เรียนรู้ ล้มลุกคลุกคลาน ทำถูกก็มี ทำดีก็เยอะ ทำเลอะเทอะก็มาก หรือบางทีแบบของที่อยู่หลังไมค์ก็ดันเอามาอยู่หน้าไมค์ หรือของที่ควรจะอยู่ข้างหน้าก็ดันเอาไปไว้ข้างหลัง มันเป็นเรื่องของสติปัญญาของเราด้วยเนอะ เพราะคนก็ไม่ได้เท่ากันหมด เรากล้าพูดได้เลยว่า สติปัญญาของเราอยู่ในหางอึ่ง แต่เราก็เรียนรู้มาเรื่อยๆ แต่พอได้ทำมันมา มันก็ดีขึ้นบ้าง แต่สักพักก็มีการพัง คือมันก็ไม่แน่นอน แต่ว่าก็ต้องมีการเรียนรู้กันไปตามความผิดพลาด ถ้าเราไม่เคยเรียนรู้ มันก็ล้มเหลว แต่ถ้าเรียนรู้มันก็เป็นบทเรียนของเรา มันก็จะพัฒนาตัวเอง

เราบอกได้เลยว่า บางทีความคิดของเราอย่างเวลาที่เราเห็นคนที่อายุน้อยๆ ทำงาน แล้วมีภายใต้มุมมองที่ลึกซึ้งของพวกเขา จะมีความรู้สึกว่า ในตอนที่เราอายุเท่าเขา เราก็คิดไม่ได้จริงๆ แต่การที่เรายังมีน้อย เราก็ยังไม่ท้อถอย เราก็ยังจะทำ คือคนที่อายุน้อยกว่าเราก็สามารถเป็นต้นแบบให้เราได้ มันจะทำให้เราฉุกคิดเหมือนกันว่าเราจะสามารถทำแบบเดียวกับเขาได้บ้างไหม เราก็เอามาใส่เติมและเรียนรู้ อย่างเวลาที่เราทำงานกับน้องๆ ครีเอทีฟรุ่นใหม่ๆ เราก็ต้องสอนงานเขานะ เราก็ใช้ประสบการณ์ของเรามาช่วย หรือเวลาที่น้องๆ เหล่านั้นสามารถคิดงานหนึ่งได้อย่างสุดยอด เราก็ดูดซับสิ่งที่เขามีเหมือนกัน

ของดีเอามา คือถ้าเรามีปัญญาที่จะดูดซับมา ทำไมเราถึงไม่ดูดอันที่ดีๆ ทำไมเราถึงมาคิดว่าเราแก่ แล้วอีกฝ่ายเป็นเด็กแล้วเราไม่รับล่ะ เรอจะมีความเขินนิดหน่อยที่น้องอาจจะเก่งกว่า แต่เราก็ต้องยอมนะ เพราะเขาเก่งกว่าจริงๆ เพราะบางทีวิธีคิดของเรามันอาจจะเก่าไป อย่างการทำงานต่างๆ แน่นอนว่ามันต้องมีการผิดพลาด แต่มันก็ทำให้เกิดการเรียนรู้ แต่ในขณะเดียวกัน โลกใบนี้ก็ไม่ใช่ห้องเรียนเพียงอย่างเดียว มันก็ต้องมีสิ่งที่รับผิดชอบจากการที่คุณคิดและทำ เพราะว่ามันเกิดขึ้นจริง และเกิดผลกระทบต่อคนอื่นด้วย อะไรที่มันผ่านการรำลึกแล้ว ถ้ามันผิดอีกไม่เป็นไร แต่ถ้ามันมักง่ายวันไหน เราจะเสียใจมากกว่า วันไหนที่เรารำลึกและพลาดพลั้งไปมากๆ ก็ให้กำลังใจตัวเองไป”

ธรรมะอยู่ในใจ
ให้ความก้าวหน้าในชีวิต

อีกหนึ่งปัจจัยในการใช้ชีวิตของเธอในปัจจุบัน นั่นคือ การมีหลักธรรมของพระพุทธศาสนาให้เข้ามาในชีวิต จากการที่เธอนำสิ่งดังกล่าวมาปรับใช้ให้เข้ากับการชีวิตในช่วงต่างๆ ผ่านหลักคำสอนของพระศาสดา นั่นจึงทำให้พุทธชาตมีความสุขและสามารถผ่านปัญหาในแต่ละโจทย์ไปได้จากการมี “ธรรมะ” ในชีวิตนั่นเอง

“อย่างเราเองในตอนเด็กๆ ก็มีความคิดที่ว่าเราจะสบายแล้ว แล้วในทุกขวบปีที่เราโตขึ้น เราก็มีความสงสัยนะว่าทำไมปัญหาถึงโหดร้ายกับเราตลอด โลกจริงๆ มันโหดร้ายกับเรามาก พอยิ่งโต เรื่องที่เข้ามามันก็หนัก แล้วเราก็เคยมีความรู้สึกว่าไม่อยากโตแล้ว อยากตายเลย ทำไมคนเรารู้สึกว่าโตขึ้นมาทุกวัน แล้วมันต้องมีปัญหาหนักขึ้น มึงไม่ต้องถามว่าทำไม ยกตัวอย่าง ข้อสอบ ป.1 กับข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย มันก็คนละเรื่องแล้ว การที่จะยกระดับปัญหาตัวเองก็ต้องเทียบเท่ากับระบบสติปัญญาของตัวเอง ณ ขณะนั้น ต้องผ่านมันให้ได้ เข้าใจ และเป็นกลาง อันนี้พูด ณ ตอนนี้ทำได้บางส่วน ถ้าทำไม่ได้อาจจะมีการฆ่าตัวตาย คงไปทำอะไรที่มันท้อถอย แย่ หรือเดินหนีออกไปแล้ว

แต่มีความโชคดีที่ยังมีธรรมะ โชคดีที่ใช้ธรรมะของพระศาสดามาแปลงเป็นประโยคสัญลักษณ์ เหมือนเราเอาโจทย์ของเราไปใส่ในทฤษฎี แล้วมันก็ลงตัวที่ว่ามันมีเหตุ มีปัจจัยอย่างนี้ ถ้าเกิดว่าเราไม่ได้ทำแบบนั้น ผลลัพธ์ก็อาจจะเป็นอีกแบบ หรือต่อให้เราไม่ได้ทำแบบนั้น ผลลัพธ์ก็จะเป็นอีกแบบก็ได้ คือสิ่งที่เราทำก็คือเราทำดีที่สุดแล้วหรือยัง แล้วก็มันไม่เคยมีประโยชน์เลย ในวันที่เราจะดิ่งอยู่ในความทุกข์จากสิ่งที่มันไม่เพอร์เฟกต์กับเรา เพราะว่าบางทีคนอื่นๆ อาจจะเจอเรื่องที่โหดร้ายกว่าเรามาก แล้วเขาอยู่ได้ยังไง คือเราก็ต้องบริหารจัดการกับความรู้สึกของเรา แล้วก็รักษาตัวเองให้เป็นกลาง เป็นกำลังใจให้ตัวเอง และแก้ไขไปตามอัตภาพ แล้วมองสิ่งที่ดีที่มีอยู่ คนที่อยู่ข้างๆ เราอย่าไปมองในแง่ลบ เราต้องมีความรู้สึกที่จะต้องทำข้างหน้าต่อไป ไม่งั้นคนรอบข้างก็อาจจะหงอยตามเราไปด้วย ฉะนั้น เราต้องมีกำลังใจไปด้วย เรียนรู้กันไป แล้วก็ปล่อยวางในสิ่งที่เราแก้ไขไม่ได้แล้ว

อย่างปัญหาที่ได้รับมา เราก็ค่อยๆ แก้ ค่อยๆ ก้าวไป แต่ผลลัพธ์เราก็ไม่สามารถที่จะขอโทษทุกๆ ครั้งได้ แต่ทุกๆ ครั้งที่เราดีขึ้นมาแล้ว เราก็ยังสามารถที่จะกลับไปโง่ได้ใหม่ แล้วก็มีคนที่ได้รับผลกระทบจากความโง่ของเราที่หมายถึง โง่ โกรธ หลง เชื่อผิด และพูดความคิดตามความเชื่อนั้น เหมือนกับฟอร์มความฉลาดตก รสมือเปลี่ยน แต่ถ้าคนรอบข้างที่มาร่วมทุกข์กับเราอยู่ ถ้าเขาว่าเราพยายามที่จะแก้ไขแล้ว เชื่อมั้ยว่าทุกคนอภัย แต่ถ้ายังผิดซ้ำซาก ทุกคนก็ยังอภัยนะ แต่อาจจะไม่วางใจให้เราได้ทำอะไรอีก เพราะว่าก็ไม่มีใครรับความผิดพลาดได้ตลอดเวลา ถ้าเขาเห็นว่าเราไม่พยายามจะโดนสาปส่งเลย ฉะนั้น เราก็ควรจริงใจกับการที่เราทำผิดพลาดและทำไม่ถูกต้อง แล้วเราพยายามที่จะแก้ไข แล้วเราจะไม่โดนสาปส่ง แล้วเราจะได้รับความเห็นใจ แต่เราต้องดีขึ้น แล้วก็ไม่ทำให้เขาต้องผิดหวัง ถ้าเมื่อไหร่ที่เราเป็นที่หวังได้ วันหนึ่งเมื่อมีคนผิดหวัง ก็จะมีคนที่แบกรับทุกอย่างไว้ แล้วก็รับผิดชอบกับคนที่เขาคาดหวัง บางคนเขาจะเป็นกลางอยู่ได้ ท่ามกลางความหวังของคน และความผิดหวัง เขามองที่ตัวเขาว่าเขาทำดีที่สุดหรือยัง เหมือนอย่างกรณีหมูป่าฯ ของท่านผู้ว่าฯ ท่านวางตัวยากมากเลยนะ แต่แกดูเนื้องานของแกว่าตั้งใจดีอย่างงี้ ทำอย่างงี้ อาจจะสวนทางกับความรู้สึกของคนอื่นบ้าง แต่แกก็ต้องเอามาดูว่ามันจะเป็นแนวทางที่จะทำได้หรือไม่ได้ ถ้าทำไม่ได้ก็ยอมที่จะโดนเขาว่า โลกมันก็เป็นแบบนั้น เรื่องนี้มันก็สอนเยอะ”

องค์ประกอบคือส่วนสำคัญ
แม้ไม่ถูกพูดถึงแต่ก็มีความสุข

แม้ว่าบทบาทในการทำงานของเธอนั้นอาจจะไม่ถูกพูดถึงมากนัก อาจจะเป็นเพราะว่า หน้าที่ที่พุทธชาตได้รับนั้นมักจะเป็นแค่องค์ประกอบหรือส่วนเติมเต็มในแต่ละชิ้นงานเท่านั้น แต่โดยส่วนตัวของพุทธชาตเองนั้น เธอเองกลับมองว่าในการทำงานแต่ละชิ้นนั้น การเป็นแค่อีกหนึ่งฟันเฟืองของชิ้นงานเหล่านั้นก็สามารถสร้างความสุขให้แก่เธอได้ และพร้อมเสมอสำหรับการทำงานในชิ้นต่อๆ ไปอย่างไม่มีปัญหา

“เราเป็นตัวประกอบ สารประกอบ สิ่งประกอบจริงๆ หากไม่มีสิ่งเหล่านี้มันคงไม่เกิดมวลรวมที่สมบูรณ์แบบ หรือบางอย่างขาดตัวประกอบ สารประกอบอย่างหนึ่ง มันไม่ทำปฏิกิริยา แล้วจะไม่เกิดผล เพราะฉะนั้น เราไม่จำเป็นที่จะเป็นตัวนำหลัก หรือผู้นำ แต่ว่าเราเป็นฟันเฟืองหนึ่ง เราก็จะมีความภูมิใจเสมอในทุกหน้าที่ที่เราได้รับจริงๆ อย่างเวลาที่เราไปเล่นหนัง เรามาแค่ฉากสองฉาก แต่ว่าเราก็ดีใจที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งของหนังที่คนเข้าไปดูแล้วเขามีความสุขกับหนังเรื่องนั้น เราก็มีความรู้สึกว่าเราเป็นตัวประกอบแต่รับความฟินของคนที่เขาดูแล้วมีความสุข บางทีเรารับมากกว่าด้วยซ้ำไป หมายความว่า ในแง่ของตัวเราเองที่รับนะ คนอื่นอาจจะมองไม่เห็น แต่เรารู้สึกของเราว่าเราดีใจที่เราเป้นส่วนหนึ่ง ซึ่งการคิดอย่างงี้มันเป็นหลักกุศลกรรมบท 10 คือสิ่งหนึ่งที่เราทำได้ คือ โมทนามัย หมายถึง การอนุโมทนา ประมาณว่า แม้ว่าเราจะไม่ค่อยไปมีส่วนร่วมเลยนะ แต่แค่มีความรู้สึกดีๆ กับสิ่งนั้น เราก็รู้สึกมีความสุขแล้วว่าเราได้ทำอะไรด้วย ซึ่งเจ้าตัวก็จะได้เอง บางทีงานเล็กๆ น้อยๆ ไม่มีใครเห็นหรอก แต่เราก็รู้สึกดี

ก็ขอให้ทุกคนมีความรู้สึกที่ได้ทำอะไรดีๆ ไม่ต้องไปคิดว่าเราจะได้อยู่ข้างหน้า เพราะว่าทุกบทบาทมีผลมากๆ เลย ถ้าไม่มีคนขับรถตู้ หรือไม่มีแม่ครัวทำกับข้าว มันจะไปได้ยังไง คือทุกคนมันมีส่วนมากๆ แม้ว่าจะเป็นแค่ตัวเล็กตัวน้อย แต่เราก็รู้สึกดีอย่างที่บอก แล้วเราก็ชวนให้พวกเราทุกๆ คนภูมิใจในทุกบทบาทที่เรามี ภูมิใจในแต่ละงาน อย่างเวลาที่เราไปเป็นวิทยากรตามสถานศึกษาต่างๆ เราอยากไปบอกทุกคนจริงๆ ว่าเราอาจจะไม่ได้เป็นตัวหลักหรอก อาจจะมีการถูกดุบ้างเพื่อให้เราโตขึ้น แต่เราอย่าท้อถอย เราจงภูมิใจในทุกๆ ส่วนที่เรามี เช่น พวกแกอาจจะโดนไปถ่ายเอกสาร ซื้อของ หรือว่าจะถูกด่าในสิ่งที่เราหวังดี แต่ว่าไม่ใช่แนวทางที่เขาต้องการ เพราะว่าเราประสบการณ์น้อย แต่ให้ภูมิใจได้เลยว่าบริษัทเหล่านี้เขาให้เราไปฝึกงาน คือให้รับความรู้สึกฟินตรงนี้ให้มากๆ แล้วก็สร้างความสดชื่นให้ตัวเอง

อย่างเวลาที่โดนว่าโดนดุจากพี่ๆ แล้วเรารู้สึกอาย ก็ให้คิดเสียว่าเขาไม่เสียเวลามาด่านะ เขาสามารถเปลี่ยนคนได้ แต่เขาว่าเราเพื่อที่จะให้เราอยู่ต่อแล้วทำให้เป็น และอยู่กับเขาให้ได้ จงภูมิใจนะว่ามึงคือวีไอพี เพราะคนอื่นเขาไม่สนใจเลย คือเขาด่าเพื่อให้เรามาอยู่กับเขาให้ได้ เราก็จะบอกน้องๆ แบบนั้น เพราะตอนที่เราทำงาน เราเคยโดนแบบนั้นมาก่อนไง (หัวเราะ) คือให้มองในแง่ดีกับทุกอย่างที่เกิดขึ้น และก็ให้กรองเอาทุกคำของอรรถรสในคำพูดออกไปและเอาแต่เนื้อพอ พอเรามาเป็นเจ้าของออฟฟิศเอง เรารู้ว่ากำลังใจมันจะได้มาจาก การมองเห็นความดีของเราบ้าง บางคนถ้าเขาตีความไม่เป็น เขาอาจจะอยู่กับความเจ็บปวด เพราะฉะนั้น เราเข้าใจ เราไม่จำเป็นที่จะไปตีความดีเลย เราเริ่มพูดกับผู้น้อยให้มันดี มันไม่ดีกว่าหรือ คอยบอกแค่ว่าพวกเอ็งจะแก้ไขยังไง เราก็ไม่ต่างกันหรอก และพวกเอ็งก็สามารถบอกเราเช่นกันว่าเราจะต้องแก้อะไร มันก็ทำให้การทำงานเรามีความสุข แต่ยังไงก็ตามถ้าเราอยู่ในภายใต้ร่มไม้ที่เขาคิดคำเก่ง แล้วเขาไม่มีเวลามากพอที่จะมาพูดด้วย แล้วเขากราดมาแล้ว เราก็ต้องรู้จักมองตรงนั้นให้เป็น”

การทำธุรกิจ
เพื่อความหวังที่ดีต่อภาพรวม

อีกบทบาทหนึ่งในการทำงานของพุทธชาตเองนั้น นั่นคือการเป็นนักธุรกิจด้านความงาม ที่มาจากการทดลองใช้งานของตัวเธอเอง เมื่อผลลัพธ์ที่ได้ดั่งหวัง เธอจึงไม่ลังเลที่จะแบ่งปันให้คนอื่นได้ใช้บ้าง ผ่านการเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์นี้ซึ่งความคาดหวังของธุรกิจของเธอนั้น คือ อยากจะให้คนไทยห่างไกลจากโรค และมีสุขภาพที่ดีขึ้นนั่นเอง

“เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ก็มีเพื่อนซื้ออาหารเสริมมาฝากจากอเมริกา เราก็ทานเข้าไป ปรากฏว่าเราผิวของเรามีความเปลี่ยนแปลง ทุกคนก็น่าจะจำผิวเก่าของเราได้ เราก็รู้สึกว่าเราน่าจะทนไม่ได้ถ้าเราไม่ได้กินผลิตภัณฑ์นี้ต่อ เราเลยจะขอนำเข้าสินค้านี้โดยใช้ชื่อแบรนด์ของตัวเอง แต่ใช้เวลาถึง 2 ปีครึ่ง ในระหว่างทางก็มีความท้อใจบ้าง แล้วก็ไปใช้คอลาเจนตัวอื่นบ้าง แต่ว่าในระหว่างนั้นมันก็ไม่ได้ผลเท่ากับอันนี้ เราก็เลยคิดว่างั้นก็ไม่ต้องทำ จนเวลาต่อมาเขาก็ให้มา วันนั้นตรงกับช่วงน้ำท่วมปี 2554 แล้วทุกคนก็ไม่มีใครคิดเรื่องผิวสวยกัน แต่เชื่อมั้ยว่าพอผลิตภัณฑ์ออกมา หลายๆ คนก็มาซื้อของของเรา พอได้ลองกินก็ชอบ แล้วมีการบอกต่อๆ ไปเรื่อยๆ

แล้วตอนนั้นพรีเซ็นเตอร์ก็ไม่มี เราก็ใช้ตัวเองเป็น เพราะเรากินเองจริงๆ จนทุกคนได้เห็นผิวใหม่ของเรา หลังจากนั้นก็เปลี่ยนรูปแบบเป็นตัวที่ดีขึ้นมาอีก คือทุกคนก็รู้ว่าทำธุรกิจในสภาวะแบบนั้นแล้วดาราเอาไปกินแล้วชอบ เขาก็ไปลงในโลกออนไลน์ของเขาให้ฟรีๆ คือไม่เคยซื้อเลย แล้วเป็นคอลาเจนที่มีรีวิวเยอะที่สุด แล้วก็ขายมา 8 ปีแล้ว แล้วในตอนนี้เรารู้สึกว่าผลิตภัณฑ์ในการกิน มันไม่พอ อย่างรูปร่างเราก็จะวัยกลางคนแล้วก็จะมีการเผาผลาญน้อย เราก็มีกาแฟที่ช่วยดูแลเรื่องรุปร่าง เพราะว่าก็อยากจะดูแลสุขภาพตัวเองด้วย ไม่มีไขมันทรานส์ด้วย หลังจากนั้นเราก็ทำผลิตภัณฑ์อื่นออกมา รวมถึงล่าสุดที่ทำ คือ เซรัมกับมาสก์ที่ทาภายนอก ช่วยให้เรามีความอ่อนเยาว์ และไม่แก่ชราไปเท่าที่ควร”

“ตอนนี้เราก็ไม่ได้ขายคนเดียวแล้ว เรารู้สึกว่าเราขายเอง การเข้าถึงไปสู่คน มันก็ยังไม่ถึงสำหรับบางคนที่ไม่เข้ามาเจอ ฉะนั้นก็ต้องมีใครบางคนที่จะมาทำหน้าที่แทนเรา มาเป็นตัวแทนของเรา ไปดูแลลูกค้าแทนเราที แล้วเขาก็จะได้หุ้นส่วนเราในบริษัท แล้วก็จะได้รับสิทธิประโยชน์นานาร่วมกัน เพราะว่าเขาเป็นตัวแทนเรา แล้วจะต้องได้อะไรที่มีความสุข ดูแลคนทางบ้านได้ด้วย แล้วเวลาที่ไปเที่ยวก็ไปเที่ยวด้วยกัน คือเป็นรูปแบบที่รู้สึกว่าเธอไปทำแทนฉันนะ ดูแลลูกค้า แล้วตอนนี้เรากับตัวแทนไม่ว่าจะเป็นรายใหญ่และรายเล็ก ทุกคนรู้ ว่าเราลุ้นเขา เหมือนกับให้คุณทำให้สำเร็จ แล้วเราก็ทำหน้าที่ผลิตผลิตภัณฑ์ดีที่สุด และสนับสนุนเขาให้ดีที่สุด ให้เขาเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า เหมือนกับที่เราทำสำเร็จมาก่อน

เรารู้สึกว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องระดับประเทศเลยนะ และความกล้าประเมินภายในของเราด้วย ถ้าเราทำแล้วไม่ชอบในสิ่งที่เราทำ ก็คิดว่าคงไม่มีใครมาซื้อของของเราแน่ ทุกคนก็เหมือนกัน เราประกอบอาชีพ แล้วถ้าเราไม่ชอบเสียเอง แล้วใครจะมาใส่ใจเรา อย่างบ้านเราจะมีคนที่เป็น user อยู่เยอะ ทำให้เราไม่กล้าคิดที่จะทำอะไรใหม่ๆ ซึ่งพอมีคนประเมินแล้วคิดว่าทำได้และออกมามันดีจริงๆ มันทำให้บรรยากาศในการทำงานของประเทศชาติเราหรือสังคมหมู่มากของเรามันดี ทำด้วยความใส่ใจ ตั้งใจ ถ้าไม่ได้หรือไม่สำเร็จก็จะทำต่อไป แต่ยังไม่ปล่อยออกมาให้ใครมาซื้อต้องผิดหวัง ไม่ขายภาพฝันหลอกๆ เอาของจริงมาขายกัน ซึ่งมันต้องเห็นผลชัดเจนจริงๆ อย่างการทำกับข้าว ถ้าเราบอกว่าไม่ใส่ผงชูรส เราต้องไม่ทำจริงๆ และมันต้องอร่อยจริง หรือเสื้อผ้าเราต้องใส่แบบไม่ย่นยู่ คือต้องทำให้เนี้ยบ คนที่จ่ายเงินซื้อ เขาพอใจ อันนี้คือหลักแนวคิดของพวกเราทุกคน ซึ่งเราคิดว่าเรามี แต่บางครั้งเราอาจจะรีบหรือปล่อยผ่าน ทำให้ดี ซื้อเขาพอใจก่อน

ส่วนความคาดหวัง เราว่าเรามาในแนวสายสุขภาพ เนื่องจากเรื่องอาหารผิว เมื่อก่อนเราจะเป็นคนที่ผิวเยิน แล้วเราต้องการที่จะผิวดี เราต้องหาอะไรก็ได้ที่เราจะต้องผิวดี เมื่อได้เราจำหน่าย ซึ่งตรงนี้เราสมหวังแล้ว นอกจากนี้ เรามีสุขภาพภายในที่แย่ตั้งแต่เล็กเลย แต่การเปลี่ยนวิถีชีวิตก็ทำให้มีการเปลี่ยนแปลง แม้ว่าจะยังไม่ดีทั้งหมดก็ตาม ซึ่งใน 10 ปีที่ผ่านมาเรากินยาแก้อักเสบไม่เกิน 5 ครั้ง จากอาการบาดเจ็บ หรือการที่เรากินสมุนไพร ซึ่งพอเราทำตาม เราก็รู้สึกว่าเราไม่ปวดหัวแล้วว่ะ เราสุขภาพดีขึ้น ความคาดหวังก็คืออย่างที่บอก เพื่อให้เราลดค่าใช้จ่ายในการไปหาหมอ ไปโรงพยาบาล หรือกินยาที่มันเกิดผลข้างเคียง แล้วเราคิดว่าเราอยากจะทำสิ่งเหล่านี้ ให้มันรุ่งเรืองเฟื่องฟู และให้คนไทยไม่มีอาการป่วย อยู่กับคนในครอบครัวไปนานๆ นี่คิความคาดหวังต่อไปของเรา
เรื่อง : สรวัจน์ ศิลปโรจนพาณิช
ภาพ : ธัชกร กิจไชยภณ