xs
xsm
sm
md
lg

สวยเฉียดตาย! “จีระนันท์ กิจประสาน” อุทาหรณ์คนชอบศัลยกรรม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสมัยนี้การทำศัลยกรรมได้รับความนิยมอย่างมาก มีคนจำนวนมากที่ทำมาแล้วประสบความสำเร็จ สวยขึ้น-หล่อขึ้น แต่กลับกันก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องพบกับปัญหากลายเป็นแย่ลงไปกว่าเดิม เฉกเช่นเดียวกันกับอดีตนักร้องค่ายดัง เม-จีระนันท์ กิจประสาน” เธอได้ออกมาพูดถึงพิษของศัลยกรรมที่เล่นงานจนเธอเกือบตาย! อย่างหมดเปลือก

ทั้งนี้ก็เพื่อให้บทเรียนครั้งยิ่งใหญ่ที่เธอได้รับมา ถ่ายทอดเพื่อเป็นอุทาหรณ์และเป็นประโยชน์สำหรับคนอื่นๆ ต่อไป



     • ช่วยย้อนเล่าถึงเหตุการณ์ที่ตัดสินใจไปทำศัลยกรรมที่ประเทศเกาหลีให้ฟังหน่อยค่ะ

ก่อนอื่นเมต้องบอกก่อนว่าที่เมตัดสินใจทำศัลยกรรมเพราะว่าเมทำธุรกิจขายเสื้อผ้า เป็นนางแบบด้วยตัวเอง แต่เมรูปร่างเล็ก สัดส่วนดูเหมือนเด็ก จึงอยากเสริมหน้าอก เพื่อให้ใส่เสื้อผ้าสวย ประกอบกับอายุที่มากขึ้น หนังตาของเมเริ่มหย่อนคล้อย ชั้นตาทั้งสองข้างไม่เท่ากัน และเมก็เคยเป็นนักร้องนักแสดงสังกัด RS มาก่อน เราจึงมีแพลนที่จะกลับมาร้องเพลงอีกครั้ง ทำให้เราอยากเสริมบุคลิกและความมั่นใจของตัวเอง

การทำศัลยกรรมครั้งนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตของเม โดยที่เราไม่เคยปรึกษาใครเลยค่ะ ที่เมจะไปทำที่นั่นเพราะเมคิดแล้วว่าเราเลือกสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว โดยเมเลือกเอเยนต์ชื่อดังให้ดูแล เป็นโรงพยาบาลใหญ่ มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆ ของเกาหลี โดยที่เอเย่นต์บอกเช่นนั้น ทั้งนี้เราก็ได้ดูจากการโฆษณา การรีวิวต่างๆ ของลูกค้า มีทั้งดารา เซเลบฯ เน็ตไอดอล ก็ดูน่าเชื่อถือ คนที่ทำมาก็สวยจริงๆ และเอเย่นต์ก็บอกกับเมอีกว่าลูกค้าเขามีทั้งนักการเมือง ไฮโซ ดารา คนไทยที่เขาพามาทำศัลยกรรมที่นี่เดือนหนึ่งไม่ต่ำกว่า 50-60 คน

จากนั้นกลางเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2560 เมก็ได้นัดเจอกับเอเย่นต์ที่โรงพยาบาลประเทศเกาหลี เป็นการ Consult ครั้งแรกกับคุณหมอเจ้าของโรงพยาบาล เมต้องการทำ 2 อย่าง คือ ตา และหน้าอก แต่เขากลับบอกมาว่า ปัญหาบนใบหน้าของเมคือโหนกแก้มและคาง และแนะนำให้เมจัดโครงหน้า ทุบโหนก ดึงคางลงมาให้ยาวขึ้น เมตกใจและปฏิเสธทันที เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เคยคิดจะทำเลย แต่เขาก็พูดโน้มน้าวให้เมเห็นว่าการจัดโครงหน้าเป็นเรื่องที่ง่ายมาก ปลอดภัย ใช้เวลาไม่นาน 45 นาทีก็เสร็จ ยังโน้มน้าวให้ทำไปพร้อมๆ กันกับการทำหน้าอกและตา เพราะต้องวางยาสลบอยู่แล้ว เจ็บครั้งเดียวไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการวางยาอีก และจะได้ส่วนลดมากกว่า ที่สำคัญคือหน้าจะหวานขึ้น ดูเด็กลงไป 10 ปี ต้องบอกก่อนว่าเดิมทีเมก็ไม่ชอบโหนกแก้มของตัวเองอยู่แล้วแต่เราก็ไม่ได้คิดที่จะทำอะไร เพราะเรารู้สึกว่ามันคือเรื่องใหญ่ แต่พอเขาพูดเช่นนั้น ยอมรับว่าเมก็เคลิ้มนะคะ แต่ก็ขอตัดสินใจอีกที

สุดท้ายเมตัดสินใจได้ว่าเราจะทำ แต่ขอทำในครั้งหน้าดีกว่าเพราะครั้งนี้เป็นการทำศัลยกรรมครั้งแรกของเราด้วย เราไม่รู้ว่าเราจะรับไหวหรือเปล่า

เอาจริงๆ ตอนที่ Consult เมก็ได้ลองใจเขาดูก่อนนะคะว่าเขาจะยังไง เมลองถามเขาว่าควรทำจมูกไหม เมทำปากเป็นกระจับเหมาะไหม ซึ่งจมูกกับปากเขาบอกว่าไม่ต้องทำแล้ว เมเลยมองว่าสิ่งที่เขาแนะนำเรามานั้นเขาจริงใจ เขาไม่ได้อยากได้เงินอย่างเดียว เมก็เลยค่อนข้างที่จะมั่นใจมาก



     • จากวันที่เราตัดสินใจเลือกเอเยนต์และโรงพยาบาลแล้ว เป็นอย่างไรต่อไปคะ

ในส่วนของการทำหน้าอก เมต้องการผ่าเอาซิลิโคนเข้าทางรักแร้ เนื่องจากไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นคีรอยด์หรือไม่ จึงไม่อยากให้มีแผลที่ใต้ราวนม แต่วันนั้นคุณหมอพยายามโน้มน้าว ให้เมผ่าทางใต้ราวนม โดยบอกว่าเป็นการผ่าตัดเล็ก สูญเสียเนื้อเยื่อน้อยกว่า ระยะเวลาพักฟื้นสั้นกว่า คือ 1 เดือน แต่การผ่าทางรักแร้จะเป็นการผ่าตัดใหญ่ ใช้เวลาพักฟื้น 3 เดือน และเสียค่าใช้จ่ายมากกว่า เพิ่มเงินประมาณ 40,000 บาท โน้มน้าวกันอยู่นาน คุณหมอดูหงุดหงิดจนเมเริ่มเอะใจ จึงถามตรงๆ ว่าคุณหมอทำให้ได้หรือไม่ ไม่ชำนาญ หรือมีอะไรไหม แต่เขาก็บอกว่าไม่มีอะไร ถ้าเมอยากทำก็ทำได้ เพียงแต่เขาเห็นว่าจะได้ไม่ต้องพักฟื้นนาน และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม

เอเย่นต์เองที่นั่งอยู่ในห้องวันนั้นก็ยังบอกกับเมว่าถ้าเมอยากทำที่รักแร้ก็ทำได้เลย ไม่มีปัญหา อย่าตามใจหมอ เอาที่เมสบายใจเลย เราก็สรุปกันวันนั้นว่าจะผ่าทางรักแร้ ซิลิโคนขนาดเล็ก 230-250 CC แต่เขาไม่ได้แจ้งยี่ห้อของซิลิโคนให้เมทราบ ไม่มีการ์ดที่ระบุยี่ห้อและ serial number เหมือนที่อื่นๆ ซึ่งเมก็ไม่เคยทราบมาก่อนว่าจะต้องมี

วันนั้นเมขอคุณหมอมือหนึ่งซึ่งเอเย่นต์ก็ได้จัดคุณหมอให้ และขอให้เมวางเงินมัดจำทันทีเพื่อจะนัดคิวคุณหมอ เนื่องจากเขาบอกว่าคุณหมอคิวค่อนข้างแน่น ต้องจ่ายเงินมัดจำก่อนจึงจะนัดคิวได้ และกำหนดวันผ่าตัด คือ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2560 ซึ่งเมก็จ่ายเป็นงินสด 800,000 กว่าบาท โดยที่โรงพยาบาลไม่ได้ออกใบกำกับภาษีให้ เพราะเขาจะให้ส่วนลดเมเพิ่มขึ้นอีก 10% ค่ะ

ก่อนขึ้นเขียงผ่าตัดวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2560 ช่วงเช้า คุณหมอซึ่งเป็นหมอที่ทำหน้าอกและตาให้เมจะทำการดีไซน์รูปทรงหน้าอกและตา ระหว่างนั้นเมก็หน้ามืดเป็นลม  ตอนนั้นคุณแม่ตกใจมาก เพราะปกติเมไม่เคยเป็นแบบนี้ จะไม่ยอมให้เมผ่าตัดในวันนั้น ขอเลื่อนออกไปก่อน แต่คุณหมอก็เอาผลการตรวจเลือด ตรวจสุขภาพของเมมายืนยันว่าสุขภาพเมเป็นปกติ แข็งแรงดี สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้ ที่เมเป็นลมน่าจะเกิดจากความกลัว เขาให้เมไปให้น้ำเกลือ นอนพักสักครู่ เมื่อเริ่มมีอาการดีขึ้นจึงเข้ารับผ่าตัดในวันนั้น ตามกำหนดเดิม เขาแจ้งว่าการผ่าตัดจะใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง แต่การผ่าตัดจริงใช้เวลา 7-8 ชั่วโมง และมีถุงระบายเลือดที่รักแร้ทั้งสองข้าง



     • หลังจากทำศัลยกรรมเสร็จแล้ว ผลลัพธ์เป็นอย่างไรบ้าง

วันที่ทำตาเสร็จแล้ว จริงๆ เมสังเกตเห็นแล้วว่ารอยเย็บด้านซ้ายกับด้านขวาไม่เหมือนกัน เราก็ถามคุณหมอ คุณหมอก็บอกมาว่าไม่เป็นอะไร แต่จริงๆ มันก็เป็นแผลเป็น และรอยเย็บที่เกิดขึ้นก็ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ และตอนนี้หลายคนก็ทักว่ามันไม่ได้ต่างไปจากเดิมเท่าไหร่

ในส่วนของศัลยกรรมหน้าอก หลังการผ่าตัด เมเริ่มมีอาการปวดแสบปวดร้อนภายในทรวงอก คล้ายมีน้ำกรดไหลแสบซ่านอยู่ภายในหน้าอก ลุกเดินแทบไม่ได้ เมถามคุณหมอถึงอาการผิดปกตินี้ คุณหมอบอกว่าเป็นอาการเจ็บปวดตามปกติหลังการผ่าตัด และมันจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง เขาให้เมนอนที่โรงพยาบาล 2 คืน แต่เมเจ็บปวดมาก ไม่สามารถลุกเดินได้เลย จึงขอคุณหมออยู่ต่ออีกคืนเป็น 3 คืน จากนั้นให้เมย้ายไปอยู่ที่โรงแรมข้างๆ  โรงพยาบาลซึ่งเอเย่นต์เตรียมไว้ให้ พยาบาลบอกให้คุณแม่เอาเลือดเทออกจากถุงระบายเลือดทั้ง 2 ข้างทุกวัน

เมเจ็บปวดแสนสาหัสมาก ขยับเขยื้อนตัวแทบไม่ได้ จะลุกไปเข้าห้องน้ำคุณแม่ต้องคอยอุ้มประคอง ป้อนข้าว ป้อนน้ำ เช็ดตัวให้ เอเยนต์ที่เมเสียเงินเพราะคิดว่าเขาจะดูแลเป็นอย่างดี ก็มาเยี่ยมแค่ครั้งเดียวตอนออกจากห้องผ่าตัด ถ้าเมไม่มีคุณแม่มาด้วย แล้วเมจะทำยังไง จะประคองตัวเพื่อดื่มน้ำ กินข้าวยังแทบไม่ไหว

วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2560 ตามกำหนดที่เมจะต้องตัดไหม ถอดถุงระบายเลือดออก และเดินทางกลับไทย เมื่อมาถึงโรงพยาบาล คุณแม่ได้ให้คุณหมอดูปริมาณเลือดที่จดเอาไว้ และถามคุณหมอว่าทำไมเลือดของเมยังออกในปริมาณมากทุกๆ วัน ไม่ลดลงเลย มีอะไรผิดปกติไหม คุณหมอได้แต่ตอบว่า “ไม่เป็นไร” แต่บอกกับเมว่าเขาจะยังไม่ถอดถุงระบายเลือดออกให้เมนะ เมต้องหิ้วถุงระบายเลือดขึ้นเครื่องกลับไทยด้วย ซึ่งเมตกใจมาก ถามคุณหมอหลายครั้งว่ามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า เพราะตามกำหนดคือจะใส่สายระบายเลือดประมาณ 3-7 วันหลังการผ่าตัด คุณหมอก็ยังยืนยันว่า “ไม่เป็นไร ทุกอย่างเป็นปกติดี” แต่เมก็สงสัยว่า ถ้าเมกลับไทยแล้วใครจะเป็นคนเอาสายระบายเลือดออกให้เม ที่ไหน ยังไง คุณหมอบอกว่าเขาจะบินไปไทยในวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2561 และจะเป็นคนเอาสายระบายเลือดออกให้เมเองคลินิกซึ่งเป็นสาขาของโรงพยาบาลในไทย ซึ่งเมก็ถามคุณอุ้มว่าเคยมีใครที่ต้องหิ้วถุงระบายเลือดกลับไทยไหม เขาบอกว่า “ไม่เคยมี” เมเป็นเคสแรกที่ต้องหิ้วถุงระบายเลือดกลับ แต่เขาก็บอกเมว่า “ไม่เป็นไร”

คุณหมอออกใบรับรองแพทย์ให้เมยื่นสายการบิน และขอรถเข็นจากสนามบิน ทั้งที่เกาหลีและไทย เมเดินแทบไม่ได้เลย นับเป็น 7 วันหลังการผ่าตัดแล้ว แต่เมยังคงเจ็บปวดมาก อาการของเมในแต่ละวันไม่ดีขึ้นเลย เมเจ็บปวดแสนสาหัส อย่าว่าแต่เดินเลยค่ะ แค่ใครมาโดนแขนเมนิดเดียว เมก็จะเจ็บสะท้านไปทั้งตัวแล้ว

หลังจากหมอท่านนั้นได้มาถอดสายระบายเลือดที่คลินิกในไทย อาการทรุดหนัก แต่ยังบอกว่า “ไม่เป็นไร”



     • เรามารู้ได้อย่างไรว่าการทำศัลยกรรมหน้าอกของเราครั้งนั้นผิดพลาด

ตอนแรกเราก็ยังไม่รู้ว่าเราติดเชื้อนะคะ เพราะไม่มีใครบอกอะไรเราเลย วันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2561 เราก็มาพบคุณหมอที่ทองหล่อ เพื่อมาถอดสายระบายเลือด คุณแม่ได้เอากระดาษจดปริมาณเลือดที่ออกมาในแต่ละวันให้คุณหมอดู แต่คุณหมอกลับไม่ดูเลย คุณแม่จึงบอกย้ำถามคุณหมอว่า เลือดของเมออกมาเยอะทุกวัน ไม่ลดลง มันผิดปกติไหม แต่คุณหมอก็ตอบว่า “ไม่เป็นไร” และก็เอาถุงระบายเลือดออก เย็บปิดแผลด้วยตัวเองในวันนั้นเลย

หลังจากเอาถุงระบายเลือดออก เมก็ทรุดหนัก มีไข้สูงทุกวัน เจ็บปวดแสบปวดร้อน ในทรวงอก คล้ายมีน้ำกรดไหลซ่านอยู่ภายใน เหมือนเนื้อจะฉีกออกมา ทรมานมาก คุณแม่รายงานอาการไปยังคุณหมอ ผ่านเอเยนต์ คุณหมอสั่งให้เมมาเพื่อรับยา ทั้งยากินและฉีดยาเข้าทางเส้นเลือด โดยมีพยาบาลชาวเกาหลีเป็นคนฉีดให้ตามที่คุณหมอสั่ง

หลังจากฉีดยาแล้ว ความเจ็บปวดของเมจะทุเลาลง แต่พอกลับถึงบ้าน กลางดึก ยาหมดฤทธิ์ ความเจ็บปวดต่างๆ ไข้หนาวสั่น อาการทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิม คุณแม่รายงานอาการไปยังคุณหมอ ผ่านเอเย่นต์ตลอด และสิ่งที่เขาทำก็คือ ให้เมมาที่คลินิกเพื่อมาฉีดยาเข้าเส้นเลือด และเป็นแบบนี้แทบทุกวัน

ในแต่ละวันแต่ละคืน ทั้งเมและคุณแม่ไม่มีวันไหนเลยที่เราได้นอนหลับ เมเจ็บปวดแสนสาหัส หลับๆ ตื่นๆ นอนไม่ได้ มีไข้สูง เพ้อ นอนร้องครวญครางทั้งคืน กินยาลดไข้ก็ไม่ลด เวลาที่เมจะลุกไปเข้าห้องน้ำ คุณแม่ต้องคอยอุ้มพยุงให้ลุกนั่ง ประคองเดินไป เวลาขยับเขยื้อนตัว เมจะรู้สึกปวดแสบปวดร้อนจนแทบดิ้น เหมือนเนื้อภายในหน้าอกจะฉีก เป็นช่วงเวลาที่ทรมานมากที่สุดของเมเลยค่ะ

คุณแม่รายงานอาการไปยังคุณหมอ ผ่านเอเย่นต์ทุกวัน ถามตลอดว่ามีอะไรที่ผิดปกติไหม ทำไมเมถึงเจ็บมากขนาดนี้ แย่ลงไปทุกวันๆ ไม่ได้ดีขึ้น อย่างที่ทุกคนบอกเลย เมติดเชื้อหรือเปล่า นมจะเน่าไหม คำตอบที่ได้ทุกครั้งคือ “ไม่เป็นไร มันเป็นอาการปกติของคนที่เพิ่งผ่าตัดทำหน้าอก และเดี๋ยวมันจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง ให้เมอดทน”

ทุกๆ วันเมมีความหวังว่ามันจะค่อยๆ ดีขึ้น ตามที่คุณหมอบอก เมดีใจทุกครั้งที่ฉีดยา แล้วความเจ็บปวดทุเลาลง แต่พอยาหมดฤทธิ์ ความเจ็บปวดทุกอย่างก็กลับมา เมแทบหมดกำลังใจ อาการของเมหนักขึ้นเรื่อยๆ ผอมเป็นโครงกระดูก ตัวซีด อิดโรย ใครที่ได้เห็นเมก็ตกใจกับสภาพที่เหมือนคนเจ็บป่วยใกล้ตาย

สุดท้ายเมก็ได้ผลการตรวจเลือดจากโรงพยาบาลในไทยแห่งหนึ่ง บ่งชี้ว่ามีการติดเชื้อ และตับอักเสบ คุณแม่รายงานอาการไปยังคุณหมอ ผ่านเอเยนต์ ทางคุณหมอ ยังยืนยันว่า “มันปกติ ไม่เป็นอะไร” และยังให้เมกลับไปฉีดยาต่อที่คลินิกตามเดิม หลังจากนั้นไม่นาน หนองก็ทะลักออกจากรูเดรนทั้งสองข้างที่รักแร้ซึ่งได้เย็บปิดแผลไปแล้ว เขาให้เมกลับไปที่คลินิกโดยด่วน



     • อาการหนักมากจนกระทั่งติดเชื้อและหนองทะลัก?

พอเมมีอาการเช่นนี้แล้วเขาถึงยอมรับว่ามีปัญหา เราติดเชื้อ ต้องเอาซิลิโคนออกทันที ไม่อย่างนั้นเราต้องตาย เพราะเรามีภาวะชีพจรเต้นเร็ว ความดันต่ำ อ่อนเพลียมาก ซึ่งคุณแม่เขาจะซื้อตั๋วเครื่องบินที่จะบินไปเกาหลีแล้ว

ตอนนั้นระหว่างที่เมเอาหนองออก มีคุณหมอไทยอีกท่าน เข้ามาจับชีพจรของเม คุณหมอบอกว่า “คุณต้องเอาซิลิโคนออกโดยเร็วที่สุด ผมให้คุณเดินทางไปเกาหลีไม่ได้ และผมก็ไม่เซ็นให้คุณไปด้วย เพราะคุณมีโอกาสที่จะไปช็อกเสียชีวิตบนเครื่องแน่นอน”

เมแทบช็อกเมื่อรู้ว่าตัวเองอยู่ในภาวะอันตรายถึงกับชีวิต เมได้ยินคุณหมอคุยกันว่าชีพจรของเมเต้นเร็วมาก ความดันต่ำ และมีไข้สูง อ่อนเพลียแทบไม่มีแรง คุณแม่ก็ช็อก ทรุดตัวกองลงกับพื้น ร้องไห้แทบเสียสติ จนทุกคนต้องช่วยกันประคองพาคุณแม่ออกไปจากห้อง พูดให้คุณแม่มั่นใจ แบบที่พูดกับเมว่าคุณหมอคนที่จะผ่าเอาซิลิโคนออกให้เม เป็นอาจารย์หมอที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง เก่งมาก รักษาบุคคลสำคัญระดับประเทศ และเป็นคนที่หมอท่านนั้นสั่งมาให้รักษาเม

ตอนนั้นเราสองคนแม่ลูกสับสนมาก และไม่มีทางเลือกอื่น ต้องตัดสินใจทันที เพราะอาการเมวิกฤตแล้ว คุณแม่จึงเซ็นยินยอมให้เมเข้ารับการผ่าตัดกับคุณหมอท่านนี้ และพาเมไปโรงพยาบาลนครธน เพื่อไปเช่าห้องผ่าตัดให้ทันที

     • เอาซิลิโคนออกแล้ว อาการดีขึ้นไหมคะ

คุณหมอบอกว่า เมื่อเมเอาซิลิโคนออกแล้วจะหายทันที ไม่มีอะไรน่าห่วง แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น หลังการผ่าตัด เมยังโคม่า ต้องอยู่ในห้อง ICU อาการไม่ดีขึ้น มีไข้สูง ขึ้นลงตลอดเวลา หายใจติดขัด พูดได้สั้นๆ ตัวซีด ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะพูด หลังการผ่าตัดคุณหมอต้องกลับไปทำงานที่คลินิก จะมาดูอาการของเมอีกทีซึ่งต้องนำเมกลับเข้าห้องผ่าตัดเพื่อล้างหนองอีกครั้ง สายเดรนตัน ทำให้เมยังคงมีไข้สูง

เมต้องเข้ารับการผ่าตัดอีกเป็นครั้งที่ 2 ในเวลาไล่เลี่ยกัน หลังการผ่าตัดครั้งที่ 2 เมยังคงต้องอยู่ห้อง ICU อาการก็ยังไม่ดีขึ้น มีไข้สูงตลอดเวลา หายใจติดขัด พูดได้สั้นๆ เริ่มปวดตามกระดูก หลังและข้อ บวมไปทั้งตัวและใบหน้า จนแทบไม่เห็นไหปลาร้า หาเส้นเลือดเพื่อเจาะฉีดยาตรวจเลือดแทบไม่ได้ ต้องเจาะจากข้อเท้า ตัวซีดเนื่องจากเสียเลือดมาก ต้องให้เลือด ศีรษะภายในร้อนระอุ คล้ายมีใครมาจุดไฟเผาลุกท่วมหัว ซึงเมมาทราบภายหลังว่าอาการเหล่านี้เป็นอาการวิกฤตที่เชื้อเริ่มลุกลามเข้าสู่อวัยวะใกล้เคียงอื่นๆ เข้าปอด และกำลังจะขึ้นสมอง

กลางดึกคืนนั้น คุณหมอที่รักษาไม่ได้อยู่ที่โรงพยาบาลนะคะ แต่สั่งให้ X-Ray ปอดของเมกลางดึก ผลออกมาคุณหมอบอกว่าไม่เป็นอะไร พบว่าเป็นเพียงฝ้าขึ้นปอด แต่ผลการทำ CT Scan ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ พบว่าน้ำท่วมปอด และเชื้อกำลังลุกลามเข้าสู่ปอด จากอาการของเมที่ยังโคม่า และคุณหมอท่านนี้ก็บอกว่าท่านได้ทำเต็มที่แล้ว ยาที่รักษาเม ก็เป็นยาตัวที่ดีที่สุดในโลก และคุณหมอเองก็ไม่สามารถมาดูแลเมได้ตลอดเวลา เขาทำได้เท่านี้ ถ้าคุณแม่จะตัดสินใจย้ายเมไปที่โรงพยาบาลอื่นก็ทำได้เลย คุณแม่จึงตัดสินใจย้ายเมมารักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ทันที ถ้าเราไม่ย้ายเราตายแน่นอน เพราะผลการเพาะเชื้อทั้งที่โรงพยาบาลนครธน และโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ตรงกัน คือเราได้รับเชื้อที่ชื่อว่า “Pseudomonas Aeruginosa” ค่ะ



     • เชื้อ “Pseudomonas Aeruginosa” คืออะไร ขอความรู้หน่อยค่ะ

“Pseudomonas Aeruginosa” เป็นเชื้อที่มีความรุนแรงมาก พบได้ในโรงพยาบาล และสถานพยาบาลเท่านั้น ดื้อยามาก หากเกิดกับคนที่ร่างกายไม่แข็งแรง หรือผู้สูงอายุ โอกาสรอดชีวิตนั้นมีน้อยมาก คุณหมอที่บำรุงราษฎร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการติดเชื้อยังบอกว่าเมอึดและแข็งแรงมาก

เมโชคดีมากที่เชื้อตัวนี้ไม่ได้ไปติดในการผ่าตัดทำตาของเม ไม่เช่นนั้นเมคงตาบอดสถานเดียว ไม่มีทางรักษา และโชคดีที่เมตัดสินใจไม่ทำโครงหน้าตามที่หมอและเอเยนต์โน้มน้าว เพราะถ้าติดเชื้อตัวที่ว่านี้ที่บริเวณใบหน้า เมก็คงเสียโฉม พิการไปตลอดชีวิต ตรงนี้เลยเป็นที่สงสัยสำหรับเมว่าสถานที่เราไปทำศัลยกรรมไม่ได้ปลอดเชื้อหรือเปล่าค่ะ

     • จากนั้นการรักษาต้องทำอย่างไรต่อไป เราได้รับผลข้างเคียงจากการติดเชื้อตรงนี้บ้างหรือเปล่า

ต้องยอมรับเลยค่ะว่าคุณหมอโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เก่งมากๆ เมได้รับการรักษาจากทีมแพทย์ 4 ท่าน คือ อาจารย์แพทย์ทางด้านการติดเชื้อ ศัลยกรรม กายภาพ และทางด้านปอด เมต้องเข้ารับการผ่าตัดอีกครั้งเป็นครั้งที่ 3 ต้องเจาะใต้ราวนมทั้งสองข้างเพื่อเดรนเอาหนองออกให้หมด อยู่ในความดูแลของทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด รวมระยะเวลาที่เมรักษาตัวที่โรงพยาบาลทั้ง 2 แห่ง 3 สัปดาห์ค่ะ

หลังออกจากโรงพยาบาลแล้ว ร่างกายของเมไม่เหมือนเดิม แขนและไหล่ติด ยกแขนขึ้นไม่ได้ ต้องทำกายภาพบำบัดเป็นเวลา 4-5 เดือนจนถึงปัจจุบันค่ะ ตอนนั้นคุณหมอกายภาพเองก็ยังตอบไม่ได้ว่าเมจะหายกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม 100 เปอร์เซ็นต์ไหม เมใช้ชีวิตลำบากมาก ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย และเมต้องทำกายภาพปอดเพราะเชื้อเข้าปอด ปอดแฟบ พูดได้สั้นๆ เหนื่อยหอบง่าย ไม่มีแรง ซึ่งทำให้เมเสียใจมาก เพราะเมคิดว่าตัวเองคงจะกลับไปร้องเพลงอีกต่อไปไม่ได้

ในส่วนหน้าอกก็สภาพไม่เหมือนเดิม แบนราบคล้ายหน้าอกผู้ชาย มีบาดแผลขนาดใหญ่ที่รักแร้ทั้งสองข้าง เพราะต้องผ่าตัดซ้ำบริเวณเดิมถึง 4 ครั้ง รู้สึกชาภายในเต้านม เจ็บแปลบๆ คล้ายมีกระแสไฟฟ้าช็อต อาการเหล่านี้คุณหมอก็ยังตอบไม่ได้ ว่ามันจะหายไหม หรืออาจจะรู้สึกชาและเจ็บแบบนี้ไปตลอดชีวิต



     • แบบนี้ทางโรงพยาบาลหรือเอเยนต์ได้ออกมารับผิดชอบเรื่องดังกล่าวไหมคะ

จริงๆ การเจรจาครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อตอนเดือนกุมภาพันธ์นะคะ ตอนนั้นเมยังนอนอยู่ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์แล้ว ทางโรงพยาบาลก็ได้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายแล้วที่โรงพยาบาลทั้งสองแห่งให้ เขาก็คุยกับคุณแม่แล้วว่าไม่ต้องห่วง ทางโรงพยาบาลยินดีรับผิดชอบทุกอย่างในเรื่องค่ารักษาพยาบาล และอยากให้ช่วยเหลืออะไรให้บอกเลย แต่ว่าต้องใจเย็นๆ อย่าทำให้โรงพยาบาลเสียชื่อเสียง ซึ่งเขาก็ไปสั่งกับทางโรงพยาบาลที่เราไปรักษาทั้งสองแห่งว่าให้เคสของเมเป็นเคสปกปิด ซึ่งตัวเมก็ไม่อยากให้เรื่องนี้เผยแพร่ไปอยู่แล้วเพราะเราก็อาย คุณแม่ก็ไม่ได้คิดอะไร ขอแค่ให้เขาช่วยดูแลรักษาชีวิตเมให้รอดก่อนแล้วค่อยมาคุยกัน

ครั้งแรกคุณแม่ของเมได้ไปพบตัวแทนของโรงพยาบาล และตัวแทนเอเย่นต์ ที่สนามบินสุวรรณภูมิ และเรียกร้องค่าเสียหายไปจำนวน 60 ล้านบาท เป็นตัวเลขที่คุณแม่เรียกร้องไปจากความรู้สึก และสภาพของเมในเวลานั้นเราก็เปรียบเสมือนคนทุพพลภาพแล้วด้วย ซึ่งทางโรงพยาบาลได้ตอบกลับมาดังนี้ว่า ทางโรงพยาบาลมองในแง่มนุษยธรรม ทางโรงพยาบาลจะเสนอให้ตามจำนวนนี้ค่ะ

1. ค่าผ่าตัดหน้าอก 14.7 ล้านวอน (ประมาณ 440,000 บาท)
2. ค่าชดเชย 40 ล้านวอน (2 เท่าของตัวอย่างคำพิพากษาในกฎหมายเกาหลี) (ประมาณ 1,200,000 บาท)
3. ค่ารักษาที่ได้รับการรักษาที่ผ่านมาในไทย 28 ล้านวอน (ทางโรงพยาบาลจ่ายที่โรงพยาบาลนครธน และโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เรียบร้อยแล้วโดยตรง) (ประมาณ 840,000 บาท)

หากรวมจำนวนเงินตาม 3 ข้อเสนอดังกล่าว ทางโรงพยาบาลชดเชยให้ประมาณ 2,460,000 บาท คิดเป็น 4 เท่าของตัวอย่างคำพิพากษาในกฎหมายเกาหลีค่ะ

จริงๆ ข้อ 1 และข้อ 3 เมว่าอย่านับเลยค่ะเพราะเมจ่ายเงินไปเพื่อทำหน้าอก แต่ไม่ได้จ่ายเงินเพื่อรับเชื้อ Pseudomonas Aeruginosa เข้าร่างกาย ซึ่งมันเกิดจากคุณ และเมมองว่ามันเป็นเพียงการบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะถ้าเขาไม่ช่วยชีวิตเม เมตาย ถามซิเรื่องนี้คุณจะปิดได้ไหม ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นมันต้องรุนแรงกว่าทุกวันนี้อยู่แล้ว เมเลยคิดว่าข้อ 1 กับข้อ 3 ไม่ควรนับ ซึ่งเขาบอกว่าเขาให้เมแบบมนุษยธรรมแล้ว เขาให้มากกว่าคำพิพากษาในศาลเกาหลีในเคสใกล้เคียงกับของเมถึง 3-4 เท่า มันเหมือนกับว่าโยนเงินมา 1.2 ล้าน คุณรับก็รับไป ไม่รับก็ไปฟ้องเอาที่นู่น แต่ถ้าไม่ก็เอาแค่นี้แล้วจบไป ซึ่งเมก็ได้ปฏิเสธข้อตกลงนี้ และยังยืนยันตัวเลขเดิม คือ 60 ล้านบาทค่ะ

คุณแม่วจี ธัญญะเจริญ

คุณแม่ วจี ธัญญะเจริญ : จริงๆ ตัวเลข 60 ล้านบาท ถามว่ามันคุ้มไหม มันไม่คุ้มหรอกค่ะ ตัวเลขนี้เกิดจากที่แม่ได้เห็นสภาพลูกตั้งแต่ผิดปกติแรกๆ แล้ว แม่อยู่กับเขามาตลอดและเห็นว่าลูกทุกข์ทรมานมากแค่ไหน เวลานอนเราก็เห็นเขาร้องครวญคราง ดิ้นทุรนทุราย ทุกสิ่งทุกอย่างมันติดตาแม่มาตลอด แม่ก็รายงานอาการเขาผ่านทางเอเยนต์ไปให้หมอสิ่งที่ได้รับคำตอบมาคือลูกเราปกติ

ทุกสิ่งทุกอย่างเราเดินตามเกมเขามาตลอด เขาให้ทำอะไรเราก็ทำตาม พูดอะไรเราก็เชื่อ ซึ่งแม่ว่าเขาเลือดเย็นไป ตรงนี้มันเลยเป็นความเจ็บปวดที่แม่ได้รับ ถ้าเขาบอกเราตั้งแต่แรก แม่ก็ไม่จำเป็นเลยว่าต้องไปเรียกร้องอะไรเขา ขอแค่เขาบอกว่าน้องผิดปกตินะ เอาน้องไปแอดมิดนะแม่จะไม่เรียกร้องอะไรเลยแม้แต่บาทเดียว แต่สิ่งที่เขาทำมันกลับไม่ใช่ แม่ถามหน่อยค่ะว่ามีพ่อแม่คนไหนที่ทนเห็นลูกเจ็บปวดได้ให้ตายก่อนเพื่ออยากได้เงิน 60 ล้าน มันไม่มีหรอกค่ะ ไม่มีใครอยากเอาไปแลกชีวิตลูกตัวเองหรอก 

     • ตอนนั้นยืนยันว่าจะเรียกค่าเสียหาย 60 ล้านบาท?

ใช่ค่ะ ตอนนั้นเอเย่นต์ก็ได้บอกว่าจะนำกลับไปแจ้งทางโรงพยาบาลให้พิจารณาอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันที่เมจะได้รับคำตอบจากทางโรงพยาบาล คุณแม่ได้ส่งข้อความไปบอกเอเย่นต์ว่า ไม่ขอเจรจาหรือฟังคำตอบจากทางนั้นอีกต่อไป เอเย่นต์จึงบอกว่าต่อไปนี้เขาคงไม่ต้องประสานงานอะไรต่อ และให้เมติดต่อกับทางโรงพยาบาลโดยตรง หลังจากนั้นเมก็ไม่ได้ติดต่อไปยังโรงพยาลหรือเอเย่นต์อีกเลย และทางโรงพยาบาลและเอเย่นต์เองก็ไม่เคยติดต่อกลับ ถามไถ่ หรือดูแลรับผิดชอบเมค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการรักษา follow up ทำกายภาพ ภายหลังที่ออกจากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์อีกเลย



     • ตรงนี้จึงเป็นที่มาที่ทำให้ออกมาโพสต์เรื่องราวของตัวเองเพื่อเป็นอุทาหรณ์ด้วยใช่ไหมคะ

เมได้มาคิดไตร่ตรองดูแล้ว หากเมนิ่งเฉย ไม่ดำเนินการใดใด ทั้งเอเยนต์ และโรงพยาบาล ซึ่งยังคงไม่ได้รับผิดชอบกับสิ่งที่เขาได้ทำให้เมบาดเจ็บปางตายเกือบถึงแก่ชีวิต เมไม่ได้รับความเป็นธรรม และเกิดความเสียหายขึ้นมาแล้วซึ่งไม่อาจแก้ไขอะไรให้กลับมาเป็นดังเดิมได้ เมจึงตัดสินใจที่จะฟ้องต่อสังคม และยกเอากรณีของเมเป็นอุทาหรณ์ และจะดำเนินการทางกฎหมายเรียกร้องความเป็นธรรมต่อไป หากบทเรียนความเจ็บปวดของเมในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อสังคม ป้องกันไม่ให้ใครที่อาจโชคร้ายได้รับความเสียหายแบบเมได้บ้าง แม้เมจะไม่ได้เงินจำนวนใดๆ ก็ตาม อย่างน้อยเมก็ยังรู้สึกว่าชีวิตของเมมีค่า ไม่ใช่อย่างที่โรงพยาบาลและเอเยนต์ ได้กระทำกับเมมาโดยตลอด

หลังจากที่เมโพสต์เรื่องนี้ไป เอเยนต์ก็ออกมาโยนให้โรงพยาบาล ปัดความรับผิดชอบ บอกว่าโรงพยาบาลจะมาชี้แจง จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ และยังไม่ชี้แจงใดๆ ต่อสังคมเลย ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีคำตอบใดๆ ค่ะ

     • แบบนี้ในทางกฎหมายของเมืองไทยช่วยอะไรได้บ้างหรือเปล่า

เมได้ปรึกษาทนายความ อาจารย์วันชัย สอนสิริ ท่านมีความเห็นว่าควรดำเนินการเบื้องต้นโดยการทำหนังสือโนติสไปยัง 4 ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จากตัวเลข 60 ล้านบาท ก็ได้เรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 20 ล้านบาท พิจารณาแล้วว่าเป็นตัวเลขที่เหมาะสม แต่ก็ไม่มีการตอบกลับใดๆ จากทางโรงพยาบาลและเอเย่นต์

จนมาถึงวันนี้มีเพียงแค่คลินิก ที่ได้มีหนังสือตอบกลับมาว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ในเรื่องนี้ เพราะการผ่าตัดเกิดขึ้นที่เกาหลี ดังนั้น การเรียกร้องใดๆ ให้เมไปเรียกร้องที่โรงพยาบาล ประเทศเกาหลี ตอนนี้ทางท่านอาจารย์วันชัย สอนสิริ ทางทีมทนายก็กำลังรวบรวมหลักฐานแล้วก็ดำเนินการทางกฎหมายอยู่ค่ะ



     • ถามถึงอาการตอนนี้หน่อยค่ะ เป็นยังไงบ้าง สภาพร่างกายดีขึ้นแล้วกี่เปอร์เซ็นต์

เมใช้เวลารักษาตัวเองมา 6-7 เดือน ตอนนี้ถ้าไม่นับอาการที่ผิดปกติต่างๆ เมก็สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ 90 เปอร์เซ็นต์แล้วค่ะ แต่ความผิดปกติของขนาดรูปทรงหน้าอกจากที่เล็กอยู่แล้วก็แย่กว่าเดิม คุณแม่เลยต้องอัดโปรตีน ให้กินไข่ขาวซึ่งมันก็ฟื้นขึ้นมาบ้าง ส่วนแผลที่รักแร้มีขนาดใหญ่มาก เพราะเขาต้องกรีดที่เดิมถึง 3 ครั้งเพื่อที่จะเอาหนองออกมันเลยเป็นแผลติดเชื้อที่นูนและบุ๋มลงไป ตรงนี้สามารถทำศัลยกรรมตกแต่งได้นะคะ แต่ 1-2 ปีถึงจะทำได้ แต่คุณหมอก็บอกแล้วว่ามันไม่มีทางที่จะดีเหมือนเดิม

นอกจากนี้ เมยังมีอาการชาและร้าวที่หน้าอกอยู่ตลอดเวลา เราไม่สามารถยกของหนักหรือออกกำลังกายได้ และตรงหัวนมจะเป็นกระแสไฟฟ้าช็อตเป็นระยะค่ะ

ส่วนปอดกายภาพแล้ว ก็ดีขึ้นแล้ว ดีใจตรงที่ไม่ได้เสียหายอะไรมาก เรายังสามารถร้องเพลงได้อยู่ เร็วๆ นี้ไม่เกิน 1 เดือนก็จะมีผลงานเพลงออกมาให้ได้ฟังกันค่ะ

     • สุดท้ายอยากฝากอะไรสำหรับคนที่คิดอยากจะทำศัลยกรรมบ้างคะ

ณ วันนี้ เมไม่หวังเรื่องเงินหรืออะไรแล้ว เพียงแค่อยากให้เขาออกมาชี้แจงและอธิบายในสิ่งต่างๆ ที่เขาได้ทำไว้กับเม

ส่วนสิ่งที่เมทำตอนนี้ก็คือ เราอยากออกมาฟ้องสังคมเพื่อที่เรื่องของเมจะได้เป็นอุทาหรณ์และเป็นประโยชน์ให้แก่คนจำนวนมาก เมยอมที่จะเอาความเจ็บปวดของตัวเอง เอาชีวิตของตัวเองแลกให้กับผู้หญิงไทยหลายๆ คนที่เขาอาจจะไม่เคยได้รับรู้ในมุมนี้มาก่อน ซึ่งเมไม่ได้บอกว่าทำศัลยกรรมไม่ได้หรือทำศัลยกรรมแล้วไม่ดีนะคะ คุณทำได้ค่ะเพียงแต่ว่าคุณควรจะรู้ในอีกมุมหนึ่งเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายแบบเมเท่านั้นเอง เพราะวันหนึ่งเขาอาจจะต้องไปเสี่ยงชีวิตหรือตกอยู่ในอันตรายกับสิ่งที่เขาเลือกผิด เมอยากให้เคสของเมทำให้ผู้หญิงไทยและสังคมไทยตื่นตัวและตระหนักถึงภัยตรงนี้

ลำดับต่อไป เมอยากจะร้องเรียนให้ทางหน่วยงานภาครัฐ ผู้ใหญ่ต่างๆ ลงมาช่วยดูแลและควบคุมด้วย เพราะว่าตอนนี้การทำศัลยกรรมค่อนข้างได้รับความนิยมในสังคมปัจจุบัน เราเป็นผู้บริโภค เราไม่รู้เลยว่าการที่เราก้าวไปหาเอเยนต์คนนั้นคนนี้เขาถูกต้องตามกฎหมายจริงหรือเปล่า หรืออย่างการรีวิว การโฆษณาต่างๆ เกินจริงหรือไม่ มีการขนคนไทยไปทำศัลยกรรมที่นู่นเยอะแยะมากมาย ตรงนี้ก็อยากให้ตรวจสอบค่ะ เพราะเวลาเกิดปัญหาต่างๆ ขึ้นมาคนที่มีปัญหาจะได้มีทางออก มันไม่ใช่แค่สำหรับเมเพียงคนเดียวนะคะแต่ทั้งหมดก็เพื่อคนไทยหลายๆ คนด้วย อยากให้เขาได้รับการดูแลที่ปลอดภัยและถูกต้องจะได้ไม่เป็นแบบเมค่ะ







ข้อมูล/ภาพ : รายการพระอาทิตย์ live, Facebook : May Jeeranan
เรียบเรียง : วรัญญา งามขำ


















กำลังโหลดความคิดเห็น