หลังจากเขมรได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสเมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๔๙๓ สมเด็จนโรดม สีหนุ กษัตริย์ของกัมพูชา ก็เป็นขวัญใจประชาชน และก้าวลงจากราชบัลลังก์ มารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต่อมาในเดือนมีนาคม ๒๕๐๑ ขณะที่ความสัมพันธ์ของเขมรกับไทยราบรื่นด้วยดี ข้าราชการและตำรวจกัมพูชาในเครื่องแบบก็ได้รับคำสั่งให้หยุดงาน นำประชาชนเดินขบวนถือป้ายประณามต่างๆมาที่สถานทูตไทย ตะโกนด่าเช่นเดียวกับข้อความในป้ายว่า ไทยเป็นชาติรุกรานเพื่อนบ้าน เป็นทาสของอเมริกัน พร้อมกับสดุดีสมเด็จนโรดมสีหนุว่าเป็นบิดาแห่งเอกราช จากนั้นก็ไปชุมนุมกันที่หน้าพระราชวังพนมเปญเพื่อฟังคำปราศรัยของสมเด็จนโรดมสีหนุ
จนถึงวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๐๒ เขมรก็นำคดีปราสาทพระวิหารยื่นฟ้องต่อศาลโลก ให้ศาลพิจารณาพิพากษาว่า อำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนในบริเวณเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา และขอให้ศาลออกคำสั่งให้ประเทศไทยถอนกำลังทหารที่ส่งมาประจำการในบริเวณนั้น
ไทยไม่ค่อยวิตกเท่าใดนักสำหรับคดีนี้ เพราะครอบครองปราสาทพระวิหารมาตลอด อีกทั้งหลักฐานสำคัญที่เขมรยื่นประกอบคดี ก็คือแผนที่ที่ฝรั่งเศสทำขึ้นฝ่ายเดียว หลังจากที่คณะปักปันเขตแดนไทย-ฝรั่งเศสยุบเลิกไปก่อนที่จะปักปันมาถึงเขาพระวิหาร และตามหลักสากลในการใช้เทือกเขากั้นเขตแดน จะยึดถือสันเขาเป็นหลัก น้ำฝนไหลลงฝ่ายไหนก็ให้เป็นดินแดนของฝ่ายนั้น ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่บนหน้าผาสูงจากพื้นราบที่เรียกว่า “เขมรต่ำ”ถึง ๔๔๗ เมตร และเทลาดลงฝั่งไทย ซึ่งบันไดปราสาทก็ขึ้นไปจากฝั่งไทย เขมรจะขึ้นมาปราสาทได้ก็ต้องปีนขึ้นด้านข้าง ที่เรียกว่า “ช่องบันไดหัก”
ต่อมาในวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๐๕ ศาลโลกก็ได้พิพากษาคดีนี้ มีความว่า
“ต้นกำเนิดของข้อพิพาทนี้ อยู่ในความตกลงแบ่งเขตแดนซึ่งได้กระทำกันในสมัย ค.ศ.๑๙๐๔-๑๙๐๘ (พ.ศ.๒๔๔๗-๒๔๕๑) ระหว่างฝรั่งเศสและสยาม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าอธิปไตยเหนือเขาพระวิหารขึ้นอยู่กับสนธิสัญญากำหนดเขตแดนลงวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ค.ศ.๑๙๐๔ และขึ้นกับเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากวันนั้น ดังนั้นศาลจึงไม่มีความจำเป็นที่จะพิจารณาสถานการณ์ที่เป็นอยู่ระหว่างคู่กรณีก่อนสนธิสัญญา ค.ศ.๑๙๐๔”
ศาลได้แสดงความเห็นต่อไปว่า
“...สิ่งที่แน่นอนก็คือ แผนที่นี้จะต้องทำขึ้นจากหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง และศาลเชื่อโดยไม่มีข้อสงสัยที่เกินสมควรว่า แผนที่นี้ได้จัดทำขึ้นจากผลงานของเจ้าหน้าที่สำรวจในบริเวณทิวเขาดงรัก...”
แต่ศาลก็ให้ความเห็นอีกว่า
“...ในระยะแรกเริ่มและขณะที่จัดทำแผนที่ขึ้นนั้น แผนที่ฉบับนี้ไม่มีลักษณะผูกพันใดๆ...”
ศาลก็ยอมรับว่าแผนที่ที่ฝรั่งเศสทำขึ้นฝ่ายเดียวนี้ ไม่มีผลผูกพันกับไทย แต่ศาลกลับให้เหตุผลในการใช้แผนที่นี้ชี้ขาดของคดีนี้ด้วยสรุปได้ ๕ ข้อ คือ
๑.แผนที่นี้ได้รับการโฆษณาเผยแพร่ในวงการที่สนใจ ตลอดจนสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ ประเทศอังกฤษ เยอรมัน รุสเซีย และสหรัฐอเมริกา รวมทั้งส่งไปยังรัฐบาลสยาม ๕๐ ชุด
๒. ถ้าแผนที่นี้ทำขึ้นอย่างผิดพลาด ประเทศไทยก็มิได้คัดค้านแต่อย่างใด จึงต้องถือว่าประเทศไทย ได้ให้ความยินยอมโดยปริยายแล้ว โดยภาษิตลาตินว่า ผู้ที่เงียบเฉยอยู่ย่อมถือว่ายินยอม
๓.เจ้าหน้าที่ฝ่ายสยามมิได้ยกปัญหาเกี่ยวกับแผนที่หมายเลข ๑ ขึ้นเลย ถึงแม้หลังจากระยะปี ๑๙๓๔-๑๙๓๕ (พ.ศ.๒๔๗๗-๒๔๗๘) ซึ่งเป็นระยะที่ประเทศไทยได้ทำการสำรวจของตนเองแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดยกปัญหาขึ้น
๔.คณะกรรมการฝรั่งเศส-สยาม ประชุมกันใน ค.ศ.๑๙๔๗ (พ.ศ.๒๔๙๐) ณ กรุงวอชิงตัน และนี่ก็เป็นโอกาสอันดีเลิศสำหรับประเทศไทยที่จะยื่นคำร้องขอแก้เขตแดนเขาพระวิหาร แต่ประเทศไทยก็ไม่เคยเอ่ยถึงพระวิหารเลย แต่กลับยื่นแผนที่ฉบับที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ค.ศ.๑๙๔๗ ต่อคณะกรรมการ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระวิหารอยู่ในกัมพูชา
๕.เมื่อคำนึงถึงการที่ประเทศไทยมิได้ยกปัญหาขึ้นจนกระทั่งถึง ค.ศ.๑๙๕๘ (พ.ศ.๒๔๙๑) ศาลจึงเห็นว่าประเทศไทยยอมรับแผนที่หมายเลข ๑ เป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญานั้น
ด้วยเหตุผลนี้ ศาลจึงยึดถือแผนที่ซึ่งฝรั่งเศสทำขึ้นแต่ฝ่ายเดียว และศาลก็ยอมรับว่าไม่มีผลผูกพันกับไทยเมื่อทำเสร็จ แต่กลับอ้างภาษิตลาตินที่ว่า “ผู้เงียบเฉยอยู่ย่อมถือว่าเป็นผู้ยินยอม” และนำมาใช้เป็นหลักฐานสำคัญในคำชี้ขาด โดยมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๐๕ โดยคะแนนเสียงเก้าต่อสาม ว่า
“ปราสาทเขาพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา ประเทศไทยมีพันธะที่จะต้องถอนกำลังทหารหรือตำรวจ ผู้เฝ้ารักษาหรือผู้ดูแลซึ่งประเทศไทยส่งไปประจำอยู่ที่ปราสาทพระวิหารหรือในบริเวณใกล้เคียงบนอาณาเขตของกัมพูชา
ประเทศไทยมีพันธะที่จะต้องคืนให้แก่กัมพูชา บรรดาวัตถุชนิดที่ได้ระบุไว้ในคำแถลงสรุปข้อห้าของกัมพูชา ซึ่งเจ้าหน้าไทยอาจจะได้ยกย้ายออกไปจากปราสาทหรือบริเวณพระวิหาร นับแต่วันที่ประเทศไทยเข้าครอบครองพระวิหารเมื่อ ค.ศ.๑๙๕๔ (พ.ศ.๒๔๙๗)”
แต่ศาลโลกก็ไม่ได้กำหนดให้แน่ชัดว่าอาณาเขตที่ไทยจะต้องมอบให้เขมรนั้นกว้างยาวแค่ไหน จากจุดไหนไปจุดไหน บอกแต่เพียงว่า “ปราสาทพระวิหารอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา” และ “ประเทศไทยมีพันธะที่จะต้องถอนทหารหรือตำรวจ ผู้เฝ้ารักษาหรือผู้ดูแล ซึ่งประเทศไทยส่งไปประจำอยู่ที่ปราสาทพระวิหาร หรือในบริเวณใกล้เคียงบนอาณาเขตของกัมพูชา”
ไทยจึงต้องตีความคำพิพากษาของศาลโลกคำว่า “ในบริเวณใกล้เคียง” ตามความเห็นของตัวเอง เพื่อจะมอบดินแดนส่วนนั้นให้กัมพูชา โดยกำหนดอาณาเขตที่จะคืนดินแดนให้กัมพูชาโดยเริ่มจากด้านตะวันออกจากจุดใต้ช่องบันไดหักลงมา ๒๐ เมตร แล้วเล็งเป็นเส้นตรงไปทางตะวันตกเฉียงใต้เล็กน้อยจนถึงบันไดนาค ห่างขั้นบันไดขั้นแรกลงมา ๒๐ เมตร และจากจุดกึ่งกลางของบันไดนาค เล็งไปทางด้านตะวันตก เฉียงใต้เล็กน้อย แล้วลากตรงขึ้นไปจนจดหน้าผา ให้ห่างตัวปราสาท ๑๐๐ เมตร เป็นรูปห้าเหลี่ยมคางหมู ซึ่งรวมเนื้อที่แล้วไม่เกิน ๑๕๐ ไร่ แล้วล้อมลวดหนามยาวถึง ๗,๐๐๐ เมตร ติดป้ายประกาศเขตแดนเป็น ๔ ภาษา คือ ไทย อังกฤษ ฝรั่งเศส และเขมร แจ้งความกว้างความยาวไว้ชัดเจน
เป็นบริเวณที่ตั้งปราสาทและบริเวณใกล้เคียงตามคำพิพากษาของศาลโลก จากนั้นก็ถอนทุกสิ่งทุกอย่างออกจากบริเวณที่ล้อมไว้นี้ในเวลา ๑๒.๐๐ น.ของวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๐๕
หลังจากวันนั้นไม่นาน สมเด็จสีหนุก็นำคณะปีนช่องบันไดหักขึ้นมาระรี้ระริกกับชัยชนะ ไม่ได้ทักท้วงเรื่องบริเวณที่ไทยล้อมให้ไปเลย
แบบนี้ภาษิตลาตินก็ต้องว่า “ผู้ที่เงียบเฉยอยู่ย่อมถือว่ายินยอม”
ก็ได้ไปเท่าที่ล้อมให้ตามคำพิพากษาของศาลโลก แต่วันนี้ทำไมถึงได้ขยายออกไปมากมาย แถมยังมีพื้นที่ทับซ้อนอีก อีกทั้งยังมีกรณีชาวนาเขมรรุกเข้ามาในที่ทำกินของชาวนาไทย ถ้ายังเงียบเฉยต่อไปเหมือนก่อน ระวังจะโดน “ผู้ที่เงียบเฉยอยู่ย่อมถือว่ายินยอม” ซ้ำอีกดอก


