xs
xsm
sm
md
lg

เริ่มมีล็อตเตอรีในไทยก็ล็อคเลขรางวัลกันแล้ว! คนซื้อลุ้นแทบตาย รางวัลอยู่ในกระเป๋าคนออกหมดแล้ว!!

เผยแพร่:   โดย: โรม บุนนาค

โฉมหน้าสลากเสือป่าเงินล้านอันอื้อฉาว
ทุกวันนี้ก็ยังมีข้อสงสัยกันว่า มีการล็อคเลขล็อตเตอรีที่ออกกันจริงหริอไม่ เช่นพอมีเลขดังๆ อย่างทะเบียนรถนายกรัฐมนตรี รางวัลเลขท้ายล็อตเตอรีก็ออกมาตรงเผง ทำให้เกิดความสงสัยกันขึ้นมาว่า อะไรจะศักดิ์สิทธิ์กันปานนั้น แต่ก็เป็นแค่สงสัย ยังไม่ถึงกับเชื่อว่าจริง ไม่เหมือนกับในสมัยรัชกาลที่ ๖ ที่เกิดความสงสัยกันรุนแรง เพราะหาตัวตนคนที่รับรางวัลใหญ่ไม่ได้เลย ไม่รู้ว่าอ้ายโม่งที่ไหนเอาไปกินเรียบ หนังสือพิมพ์ต่างประโคมข่าวตามความสงสัยของประชาชน ทางการก็ไม่สนใจใยดี จน ร.๖ โปรดฯให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน ได้ตัวการและไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น ผอ.สลากเอง ซึ่งมีบรรดาศักดิ์เป็นถึงพระยา เป็นเสนาธิการเสือป่า และเป็นปลัดบัญชาการกระทรวงวัง จนน้องชายต้องขอเปลี่ยนนามสกุล

ในสมัยนั้นยังไม่มีการออกสลากกันเป็นประจำเหมือนสมัยนี้ ล็อตเตอรีมีออกเป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยนายเฮนรี อลาบาสเตอร์ ชาวอังกฤษซึ่งมารับราชการไทย นำมาเผยแพร่ แต่ก็ออกเฉพาะในโอกาสที่จะหาเงินเข้าการกุศลเท่านั้น

การออกล็อตเตอรีที่อื้อฉาวนี้เกิดขึ้นในปี พ.ศ.๒๔๖๗ สมัยรัชกาลที่ ๖ มีชื่อว่า “ล็อตเตอรีเสือป่าล้านบาท” โดย พระยานนทิเสนสุเรนทรภักดี ปลัดบัญชาการกระทรวงวัง และเป็นนายพลเสนาธิการเสือป่าด้วย ได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ออกล็อตเตอรีเสือป่าจำนวนล้านฉบับ ฉบับละ ๑ บาท เพื่อหารายได้ซื้ออาวุธให้เสือป่า เป็นเงินรางวัล ๖๐ เปอร์เซ็นต์ อีก ๔๐ เปอร์เซ็นต์บำรุงเสือป่า รางวัลที่ ๑ จะได้รับเงินถึง ๑๐๐,๐๐๐ บาท แต่ถ้าจำหน่ายไม่หมดเงินรางวัลก็จะลดลงตามส่วน

การออกรางวัลในเวลาเที่ยงคืนของคืนวันที่ ๒๔ มกราคม พ.ศ.๒๔๖๗ ที่สวนสราญรมย์ในงานฤดูหนาว พระยานนทิเสนได้กราบบังคมทูล ร.๖ ซึ่งเสด็จพระราชดำเนินไปสถานที่ออกรางวัลว่า จำหน่ายตั๋วล็อตเตอรีได้เพียง ๘๐๐,๐๐๐ ฉบับ เงินรางวัลจึงต้องลดลงตามส่วน รางวัลที่ ๑ จะเหลือแค่ ๘๐.๐๐๐ บาท รางวัลที่ ๒ เหลือ ๓๐,๐๐๐ บาท รางวัลที่ ๓ เหลือ ๘,๐๐๐ บาท รางวัลที่ ๔ เหลือ ๘๐๐ บาท และรางวัลที่ ๕ เหลือ ๔๐๐ บาท

วิธีออกรางวัลนั้น จะมีหม้อวางเรียง ๖ ใบ ในแต่ละหม้อมีอลูมิเนียมลูกสี่เหลียมอยู่ ๑๐ ลูก จารึกตัวเลขลูกละตัวจาก ๐ ถึง ๙ ได้มีการเชิญขุนนางผู้ใหญ่และชาวต่างประเทศมาเป็นกรรมการ ๘ นาย โดย ๒ นายเป็นกรรมการควบคุม อีก ๖ นายเป็นผู้ล้วงเลขใน ๖ หม้อ คือ หลักแสน หลักหมื่น หลักพัน หลักร้อย หลักสิบ และหลักหน่วย ที่ไม่มีหลักล้านก็เพราะล็อตเตอรี ๑,๐๐๐,๐๐๐ ฉบับ เลขตั้งต้นจะเป็นเลข ๑ เหมือนกันทุกฉบับ

ข้อสงสัยแคลงใจของผู้เฝ้าดูการออกรางวัลในคืนนั้นกับผู้ฟังข่าว มีเหตุสำคัญอยู่ ๒ ประการ คือ

ประการแรก ก่อนการออกสลากเพียงไม่นาน ก็ยังมีสลากขายเกลื่อนอยู่ในงาน แต่เหตุใดพระยานนทิเสนจึงสรุปตัวเลขได้เร็วว่าขายได้ ๘๐๐,๐๐๐ ใบ น่าจะมีอะไรที่ไม่ตรงไปตรงมา ข้อนี้พระยานนทิเสนฯชี้แจงว่า กำหนดตัวเลขโดยคร่าวๆเพื่อความสะดวกในการลดเงินลงตามส่วน

ประการที่สองยิ่งทำให้ฉงนสนเท่ห์หนักยิ่งขึ้นไปอีก ที่หม้อรางวัลหลักแสนมักจะล้วงได้หมายเลข ๘ ออกมามากที่สุด เช่นเดียวกับหม้อหลักหมื่นก็ได้เลข ๓ ออกมาบ่อยเช่นกัน จนมีรางวัลที่ขึ้นต้นด้วย ๑๘๓ ถึง ๔๐ รางวัล รวมทั้งรางวัลที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย

หนังสือพิมพ์ “สารนคร” ได้คิดคำนวณให้ดูว่า ถ้าใครเหมาซื้อล็อตเตอรีงวดนี้ตั้งแต่หมายเลข ๑๘๓๐๐๐๐ ถึง ๑๘๓๙๙๙๙ รวม ๑๐,๐๐๐ ฉบับ ก็จะถูกรางวัลถึง ๔๐ รางวัล ได้รับเงินราว ๑๓๐,๐๐๐ บาท

หนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับได้ประโคมทั้งข่าว บทความ และการ์ตูนล้อกันอย่างครึกโครม หนักที่สุดก็คือหนังสือพิมพ์ “เกราะเหล็ก” คอลัมนิสต์ในนาม “เสือเตี้ย” ได้เขียนเป็นบทลำตัดสาวไส้คนอมเงินล็อตเตอรีเสือป่า จนคนนำไปร้องกันทั้งเมืองอย่างสนุกสนาน พระยานนทิเสนฯพยายามจะดับกระแสโดยเปิดเผยชื่อคนที่ได้รับรางวัลที่ ๑ ถึงที่ ๓ คือรางวัลที่ ๑ ชื่อ นายชื่น เรือลอย เป็นพ่อค้าที่ปากน้ำโพ รางวัลที่ ๒ จีนเสง อยู่แถววัดเกาะ สัมพันธวงศ์ รางวัลที่ ๓ นางกิม อยู่ถนนเจริญกรุง เมื่อนักข่าวขอดูต้นขั้วสลาก ซึ่งสมัยนั้นมีการเขียนลายมือของคนซื้อไว้ พระยานนทิเสนก็ว่าต้นขั้วหายไปหมดแล้ว มีแต่ลายเซ็นว่ารับเงินไปเรียบร้อย เมื่อนักข่าวตามหาตัวคนถูกรางวัลทั้ง ๓ ก็ไม่พบเลย ทั้งไม่พบคนมีนามสกุล “เรือลอย” ด้วย

ในที่สุดพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯก็ทรงตั้งพระราชมนูเป็นกรรมการไต่สวน จนนำคดีขึ้นสู่ศาล โดยมีพระยานนทิเสน พร้อมกรรมการออกสลากอีก ๔ คนเป็นจำเลย ในข้อหาใช้ตำแหน่งหน้าที่ในราชการทุจริตปลอมหนังสือ และยักยอกทรัพย์ ศาลได้สอบพยานบุคคล ๑๒๙ ปาก แล้ววินิจฉัยว่า

ข้อ ๑. เมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม พ.ศ.๒๔๖๗ ซึ่งเป็นวันออกสลากเสือป่าล้านบาท พระยานนทิเสน หลวงอนุสร พระยานรินทร์ พระสุนทร สมคบกันออกเลขสลากรางวัลทุจริต แล้วอุบายเอาตั๋ว (สลาก) ซึ่งมิได้ออกจำหน่ายหรือเกียจกันเอาไว้ไปขึ้นรางวัล เซ็นนามบุคคลผู้รับรางวัลเป็นเท็จ รับเงินรางวัลไปเป็นประโยชน์ส่วนตนรวม ๔๐ รางวัล เป็นเงิน ๑๔๔,๘๐๐ บาท กระทำให้เสือป่าและราษฎรผู้ซื้อล็อตเตอรีได้รับความเสียหาย

ข้อ ๒. พระยานนทิเสน พระยาสิทธิศร หลวงอนุสร ขุนประสิทธิ สมคบกันแก้เลขสลากรางวัลในบัญชี ซึ่งผู้ตรวจได้จดไว้ในวันออก ให้ผิดไปจากความเป็นจริงเพื่อรับรางวัล

ข้อ ๓. พระยานนทิเสน พระยาสิทธิศร หลวงอนุสร ขุนประสิทธิ สมคบกันจดความเท็จลงในบัญชีจำหน่ายล็อตเตอรีว่า ได้จำหน่ายบางเล่มให้แก่ผู้รับไปจำหน่ายแล้ว แต่ความจริงเกียจกันไว้ หาได้มอบให้ไปจำหน่ายไม่

ข้อ ๔. พระยานนทิเสน พระยาสิทธิศร หลวงอนุสรณ์ ขุนประสิทธิ สมคบกันทำบัญชีเท็จว่าจำหน่ายตั๋วล็ตเตอรีได้ ๗๒๑,๙๕๐ ฉบับ ซึ่งความจริงจำหน่ายได้ ๘๒๒,๐๒๖ ฉบับ เป็นเงินที่ยักยอกไป ๑๐๐,๐๒๖ ฉบับ

ข้อ ๕. พระยานนทิเสน พระยาสิทธิศร หลวงอนุสร ขุนประสิทธิ ทำลายหลักฐานซึ่งกรรมการสะสางเรียกให้ส่ง คือต้นขั้วล็อตเตอรีและตั๋วล็อตเตอรีที่จำหน่ายได้และไม่ได้ รวมทั้งใบรับซึ่งผู้รับตั๋วไปจำหน่าย

ข้อ ๖. พระยานนทิเสน พระยาสิทธิศร ยักยอกเงินของเสือป่าจำนวน ๒๘,๕๐๐ บาทไป แต่ส่งให้เสือป่าเพียง ๘,๐๐๐ บาท

ส่วนข้อสงสัยที่รางวัลขึ้นต้นด้วยหมายเลข ๑๘๓ ถึง ๔๐ รางวัลนั้น ศาลตรวจสอบพบว่า เมื่อหมายเลขที่หลักแสนกับหลักหมื่นล้วงขึ้นมาไม่ตรงกับเบอร์นี้ จำเลยกับพวกก็จะประกาศว่า “งด” อ้างว่าเป็นสลากที่ไม่ได้จำหน่ายบ้างหรือผู้ขายส่งคืนมาบ้าง ให้มีการจับใหม่ จนได้ขึ้นต้นด้วย “๑๘๓” ที่จำเลยกับพวกได้กันไว้แล้ว จึงมีรางวัลที่นำหน้าด้วย ๑๘๓ ถึง ๔๐ รางวัล รวมทั้งรางวัลที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓

ศาลพระราชอาญาจึงพิพากษาเมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๙ ให้จำคุกพระยานนทิเสนสุเรนทรภัคดี กับ พระยาสิทธิศรสงคราม ฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์จำนวน ๑๔๔,๐๐๐ บาท มีกำหนดคนละ ๑๐ ปี และจำคุกหลวงอนุสรนนทิกิจ ในความผิดเดียวกันมีกำหนด ๕ ปี รวมทั้งให้ชดใช้เงินที่ยักยอกไปคืนให้เสือป่า จำเลยนอกจากนี้หลักฐานไม่เพียงพอจึงยกฟ้อง

แค่นี้ชื่อเสียงเกียรติยศของขุนนางผู้ใหญ่ก็ย่อยยับแล้ว พระยานนทิเสนฯยังถูกถล่มซ้ำอีก เมื่อพระยาปรีดานฤเบศร์ ผู้น้องชาย ได้ไปยื่นเรื่องต่ออำเภอบางรักเมื่อวันที่ ๒ ธันวาคมต่อมา ขอเลิกใช้นามสกุลของพี่ชาย จดนามสกุลใหม่ว่า “พันธุ์ฟัก”
ปกหนังสือเฉพาะกิจรวมคดีโกงล็อตเตอรีเสือป่า
ภาพฝีพระหัตถ์ ร.๖ เมื่อยังทรงโปรดพระยานนทิเสนฯ