ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีแขกเมืองเข้ามาเยี่ยมเยียนเกือบทุกชาติทุกภาษา การต้อนรับผู้มาเยือนถึงเรือนถึงเหย้านั้นเป็นธรรมเนียมที่คนไทยไม่น้อยหน้าใครอยู่แล้ว โดยเฉพาะเป็นแขกเมืองชาวสยุโรปด้วยแล้ว จึงต้องจัดรายการที่เขาไม่มีโอกาสจะได้เห็นที่ไหนนอกจากเมืองไทยเท่านั้น นอกจากขบวนเรือพระราชพิธีที่ตื่นตาตื่นใจคนทั่วโลกจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์แล้ว ในสมัยนั้นยังไม่มีกระแสคุ้มครองสัตว์อย่างวันนี้ จึงมีรายการตื่นตาตื่นใจของแขกเมืองอีกอย่างคือ การแสดงของช้าง มีทั้งชนช้าง ช้างสู้กับเสือ และการจับช้างป่ามาฝึกให้เชื่อง ซึ่งล้วนเป็นรายการที่คนยุโรปไม่คาดคิดว่าจะได้เห็น โดยมีสมเด็จพระนารายณ์ทรงช้างพาแขกคนสำคัญนั่งช้างไปชมด้วยพระองค์เอง
บาทหลวงตาชาร์ดซึ่งเดินทางมากรุงศรีอยุธยาร่วมคณะกับราชทูต เชอวาเลีย เดอ โชมองต์ เมื่อ พ.ศ.๒๒๒๖ ได้เขียนหนังสือเล่าถึงความตื่นเต้นจากรายการโชว์ต่างๆ นี้ออกเผยแพร่ ซึ่งทำให้คนฝรั่งเศสพลอยตื่นเต้นร่ำลือกันถึงรายการโชว์เหล่านี้ด้วย
บาทหลวงตาชารฺดได้เล่าถึงรายการแรกคือการชนช้างไว้ว่า
“เราตามเสด็จพระราชดำเนินไปจนถึงทุ่งใหญ่แห่งหนึ่งห่างจากตัวเมืองสักร้อยก้าว พระเจ้าแผ่นดินประทับบนหลังช้างพระที่นั่งโดยมีท่านราชทูตอยู่ทางเบื้องขวาของพระองค์ ห่างกันราวสิบห้าหรือยี่สิบก้าว มร.ก็องสตังซ์อยู่ทางเบื้องซ้าย และมีขุนนางเป็นอันมากหมอบอยู่ด้วยความเคารพรายรอบช้างพระที่นั่ง ขั้นแรกได้ยินเสียงแตรชนิดหนึ่งเสียงกระด้างๆ ไม่มีเสียงสะท้อนกลับ ครั้นแล้วช้างทั้งสองเชือกที่จัดไว้ให้ต่อสู้กันก็ส่งเสียงอย่างน่ากลัว มันถูกผูกขาหลังไว้ด้วยเชือกเส้นใหญ่ มีหลายคนยึดหางเชือกไว้เพื่อดึงให้มันถอยหลังเมื่อมีการปะทะกันรุนแรงเกินไป เขาปล่อยให้มันเข้าใกล้กันในระยะที่ประสานงากันได้โดยไม่ทำให้บาดเจ็บ ว่ากันว่าบางทีมันปะทะกันรุนแรงจนงาหักก็มี จนงาแตกกระจายว่อนไปคนละทิศละทาง แต่ช้างสองเชือกนี้มิได้ต่อสู้กันรุนแรงนัก มีการประสานงาสี่หรือห้าครั้งเท่านั้น แล้วเขาก็แยกมันออกจากกันไปเสีย และการต่อสู้นั้นสั้นเหลือเกิน จนเราเชื่อกันว่าที่พระเจ้าแผ่นดินโปรดให้มีการประลองยุทธครั้งนี้ก็เพื่อหาโอกาสอันรื่นรมย์ในการที่จะพระราชทานของขวัญให้แก่ มร.เดอ โวดรีกูรด์ เป็นการขอบใจที่เขาได้นำราชทูตสยามสองนายกลับมา และจักเป็นผู้นำราชทูตของพระองค์อีกหลายนายไปสู่ประเทศฝรั่งเศสเท่านั้น”
รายการต่อไปคือการต่อสู้ระหว่างช้างกับเสือ ซึ่งบาทหลวงตาชาร์ดเล่าว่า
“จากตัวเมืองไปประมาณหนึ่งในสี่ของลิเออ (ลิเออ เป็นมาตราวัดโบราณ ๑ ลิเออเท่ากับ ๔ กม.) เขาสร้างรั้วไม้ไผ่เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างยาวด้านละร้อยก้าว ตรงกลางนั้นมีช้างสามเชือกเข้าไปรอการต่อสู้กับเสืออยู่ มีแผ่นหนังแผ่นใหญ่ทำเป็นรูปหน้ากากสวมหัวและบังงาส่วนหนึ่งเข้าไว้ พอเราไปถึงเขาก็ปล่อยเสือตัวหนึ่งออกมาจากในกรง หน้าตาและสีสันของมันออกจะใหม่ตาอยู่สำหรับชาวฝรั่งเศสซึ่งไปชมอยู่ ณ ที่นั้น นอกจากว่าตัวของมันจะใหญ่พีกว่า และรูปร่างไม่เพรียวเหมือนที่เคยเห็นในประเทศฝรั่งเศสแล้ว หนังของมันยังมีแต้มจุดไม่เหมือนกันอีกด้วย และแทนที่จะแต้มจุดอย่างไม่เป็นระเบียบเท่านั้น มันมีแถบยาวและใหญ่พันรอบตัว แถบเหล่านี้เริ่มต้นบนสันหลังไปบรรจบกันที่ใต้ท้อง และเป็นเช่นนั้นตลอดไปจนกระทั่งหาง มองดูเป็นปล้องๆ ขาวดำสลับกันไปจนกระทั่งถึงปลายหาง หัวของมันนั้นไม่แปลก ขาก็เช่นเดียวกัน นอกจากว่าใหญ่และมีเนื้อมีหนังมากกว่าเสือธรรมดาๆเท่านั้น ทั้งๆที่เสือตัวนั้นยังหนุ่มอยู่และยังเติบโตได้อีกมาก มร.ก็องสตังซ์บอกเราว่าในราชอาณาจักรยังมีเสือที่ใหญ่กว่านี้ถึงสามเท่า และวันหนึ่งเมื่อตามเสด็จพระราชดำเนินไปล่าสัตว์นั้น เขาได้เห็นเสือตัวหนึ่งในระยะใกล้ รูปร่างใหญ่โตราวกับล่อตัวผู้นั่นเทียว ชนิดตัวขนาดย่อมกว่านี้ในประเทศนี้ก็มีเหมือนๆกัน เหมือนกับที่เขานำมาจากทวีปอาฟริกาไปที่ทวีปยุโรปนั่นแหละ และเขาได้พาเราไปดูในวันนั้นเองที่เมืองละโว้
...ในขั้นแรกทีเดียว เขายังไม่ปล่อยให้เสือออกไปสู้ หากใช้เชือกสองเส้นผูกรั้งตัวเข้าไว้จนไม่อาจที่จะเผ่นออกไปได้ ช้างเชือกแรกตรงเข้าไปหามัน ใช้งวงฟาดลงบนหลังสองหรือสามที การฟาดนี้รุนแรงมากถึงขนาดเสือล้มหงายไปทีเดียวและนั่งอยู่กับที่เป็นครู่ ไม่กระดิกระเดี้ยคล้ายว่าตายไปแล้วฉะนั้น แต่พอแก้เชือกให้มัน ทั้งๆ ที่การปะทะครั้งแรกนั้นได้ลดความดุร้ายของมันลงไปมากก็ตาม มันก็ส่งเสียงร้องอย่างน่ากลัวและโผนเข้าตะปบงวงช้างที่รี่เข้าไปจะฟาดมันอีก แต่ช้างก็ม้วนงวงอย่างรวดเร็ว และปล่อยงาโร่ออกมาแทงเสือเข้าพอดี จนเสือกระโดดตัวลอยขึ้นไปในอากาศและงงงันไปทีเดียว ไม่กล้าเข้าใกล้ช้างอีก มันเดินวนเวียนอยู่ในลานเพนียดนั้นหลายรอบอยู่ และโจนเข้าใส่ผู้คนที่ตามช่องทางเดินเป็นครั้งคราว คราวนี้เขาปล่อยช้างออกไปพร้อมๆ กันทั้งสามเชือก ผลัดกันเข้าแทงเสือเป็นการใหญ่ มันก็แกล้งทำเป็นตายไปเสียอีกครั้งหนึ่ง และไม่คิดที่จะเข้าปะทะกับช้างอีก ช้างคงจะฆ่าเสือตายไปจริงๆเป็นแน่ ถ้าท่านราชทูตจะไม่ขอชีวิตมันไว้จาก มร.ก็องสตังซ์ ซึ่งสั่งให้ยุติการต่อสู้ทันที”
“มร.ก็องสตังซ์”ในที่นี้ ก็คือ คอนสแตนติน ฟอลคอน หรือ เจ้าพระยาวิไชเยนทร์ อัครมหาเสนาบดีเชื้อชาติกรีกของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั่นเอง
การต่อสู้ของเสือกับช้างแม้จะเป็นรายการที่น่าตื่นเต้นก็จริง แต่คนยุโรปก็รับไม่ได้เห็นว่าเป็นการทารุณสัตว์ ทำให้สัตว์ต้องบาดเจ็บล้มตายเพื่อความบันเทิงของตน แม้จะเป็นสัตว์ดุร้ายก็ตาม
ส่วนรายการจับช้างและฝึกช้างให้เชื่องนั้น บาทหลวงตาชาร์ดไปเล่าให้คนยุโรปฟังว่า
“พระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงพยายามให้ท่านราชทูตได้รับความเพลิดเพลินในสิ่งใหม่ๆทุกวัน มีพระราชประสงค์ให้ได้เห็นวิธีจับช้างและฝึกช้างให้เชื่อง โดยเป็นสิ่งที่ไม่เคยรู้จักกันในทวีปยุโรป และพวกเราได้ไปรู้ไปเห็นมา จึงเป็นการสะดวกที่จะนำมาบรรยายไว้ ณ ที่นี้ด้วยโดยละเอียด
...ราวหนึ่งในสี่ของลิเออจากเมืองละโว้ มีเพนียดอยู่แห่งหนึ่งเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ล้อมรอบด้วยคันดินสูงเป็นที่นั่งดูของผู้ทัศนา ภายในแนวคันดินนี้มีเสาต้นใหญ่ๆปักลงในดิน ห่างกันชั่วระยะสองฟุต ใช้เป็นช่องสำหรับหลบออกมาของพวกนักล่าช้างเมื่อถูกช้างไล่ติดพันมา ทางด้านท้องทุ่งนั้นมีช่องทางเข้าออกใหญ่ และตรงกันข้ามกับด้านที่มาจากในเมืองนั้น เขาสร้างเป็นช่องทางเล็กๆเข้าไว้เป็นทางเดินแคบๆ ซึ่งช้างจะผ่านไปได้โดยยาก ทางแคบนี้จะสิ้นสุดลงที่คอกใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งเขาใช้เป็นที่สำหรับฝึกช้างให้เชื่อง
...เมื่อวันที่กำหนดไว้ว่าจะล่าช้างมาถึง พวกนักล่าช้างจะเข้าไปในป่า โดดขึ้นหลังช้างพังที่ได้รับการฝึกไว้เพื่อการนี้ไป และใช้ใบไม้บังเข้าไว้เพื่อมิให้ช้างเถื่อนเห็นตัวเมื่อล่วงเข้าไปในป่า และพิจารณาว่าจะมีช้างเถื่อนอยู่ในบริเวณแถวแถบนั้นแล้ว เขาก็บังคับนางช้างพังให้ส่งเสียงร้องทำนองหนึ่งเป็นการชักชวนตัวผู้ให้เข้ามาหา ช้างพลายจะขานลับด้วยเสียงอันน่ากลัวในทันทีทันใดนั้น ฝ่ายนักล่าช้างเมื่อคะเนว่าช้างเถื่อนเคลื่อนเข้ามาในระยะอันสมควรแล้ว ก็ออกเดินทางกลับ นำนางช้างต่อเดินไปช้าๆสู่เพนียดดังกล่าวข้างต้น ช้างเถื่อนก็เดินตามต้อยๆไปอย่างกระชั้นชิด ตัวที่เราเห็นได้รับการฝึกนั้น เดินเข้าไปในเพนียดกับนางช้าง พอพ้นตัวเข้าไปเขาก็ปิดรั้วเพนียดทันที นางช้างต่อเดินผ่ากลางเพนียดเรียงแถวเข้าช่องแคบทางด้านสุดไป ช้างเถื่อนที่เดินตามช้างต่อเรื่อยจะหยุดลงที่ตรงนั้น ต้องใช้วิธีนานาประการล่อให้มันเข้าไปให้จงได้ โดยให้นางช้างพังร้องเรียกอยู่ที่ปลายทางด้านโน้น คนสยามบางคนยุให้มันโกรธด้วยการปรบมือ แล้วร้องขึ้นว่า “ผัด ผัด”หลายครั้งหลายหน บางคนก็ใช้ไม้ราวติดเหล็กปลายแหลมทิ่มแทงมัน และเมื่อถูกมันไล่ขับเอาก็หลบเข้าแฝงเสาเพนียด ซึ่งช้างเถื่อนไม่สามารถตามออกไปได้ หลังจากไล่กวดนักล่าเป็นหมู่แล้ว มันก็ไล่กวดอยู่คนเดียวด้วยความโกรธอันแรงกล้า ชายผู้นั้นจะวิ่งเข้าไปในช่องแคบนั้น ช้างก็ไล่กวดติดๆไป พอมันเข้าไปสุดตัวแล้วก็ติดกับ เพราะคนที่มันไล่ตามไปนั้นหลบออกไปเสียแล้ว และเขาก็ลั่นประตูเลื่อนปิดทางไว้ทั้งหัวและท้าย จึงหมดหนทางที่จะก้าวไปข้างหน้าถอยมาข้างหลังหรือหมุนตัวได้ มันจึงดิ้นรนอย่างเต็มกำลังและส่งเสียงร้องอย่างน่ากลัว เขาพยายามให้มันสงบสติอารมณ์ลงด้วยการสาดน้ำลงบนหลังของมันเป็นถังๆ เอาใบไม้ถูตัวให้ เอาน้ำมันเทลงบนหู และนำช้างที่ฝึกไว้เชื่องดีแล้วทั้งตัวผู้และตัวเมียเข้าไปอยู่ใกล้ๆมัน ให้ใช้งวงลูบไล้เนื้อตัวเป็นการปลอบโยน ขณะเดียวกันนั้นเขาก็ใช้เชือกบาศผูกรัดที่หน้าท้องของมันกับที่ขาหลังทั้งคู่ เพื่อดึงเอาตัวมันออกไปจากที่นั่นพร้อมกับสาดน้ำรดงวงและเนื้อตัวเพื่อให้มันชื่นใจหายร้อนรุม ครั้นแล้วเขาก็นำช้างฝึกที่ได้รับการสอนให้ฝึกน้องใหม่มา มีพนักงานคนหนึ่งขึ้นไปนั่งบนหลังสั่งให้มันเดินหน้าถอยหลัง เพื่อแสดงให้ช้างเถื่อนเห็นว่ามันไม่ต้องกลัวอะไรดอก และมันอาจจะออกไปได้แล้ว ครั้นแล้วก็เปิดประตูซองให้มัน และมันก็เดินตามช้างเชือกนั้นไปจนสุดทาง เมื่อถึงปลายทางแล้ว เขาก็ผูกตัวมันเข้ากับช้างสองเชือกขนาบข้างอยู่ อีกเชือกหนึ่งผูกทางด้านหน้า คอยดึงเชือกบาศไปตามทิศทางที่ต้องการให้มันไป เชือกที่สี่อยู่ทางด้านหลังใช้ตระพองดุนกันให้มันก้าวเดินไปข้างหน้า ไปจนถึงคอกแห่งหนึ่งซึ่งเขาจะเอาตัวมันผูกไว้กับเสาประโคนต้นใหญ่ สามารถเดินวนเวียนไปรอบๆเสาได้ เหมือนอย่างเครื่องกว้านสมอหรือยกของหนัก ฉะนั้นเขาจะปล่อยมันไว้ที่นั่นจนกระทั่งวันรุ่งขึ้นเพื่อให้มันคลายโทสะจริตลง แต่ขณะที่มันเดินวนเวียนอยู่รอบๆหลักนั้น จะมีพราหมณ์คนหนึ่ง (กล่าวคือนักบวชอินเดียซึ่งอยู่ในประเทศสยามเป็นอันมาก) นุ่งขาวห่มขาวขึ้นนั่งหลังช้างไปใกล้ๆ ไสช้างเดินวนเวียนรอบช้างที่ถูกผูกไว้นั้นอย่างช้าๆ พรมน้ำมนต์ซึ่งเขาถือไปในขันให้น้ำไปพลาง เขาเชื่อกันว่าวิธีการอย่างนี้ทำให้มันคลายความดุร้ายอันเป็นนิสัยเดิมของมัน เพื่อให้เหมาะแก่การที่จะเข้ารับใช้ราชการฉลองพระเดชพระคุณพระเจ้าแผ่นดินต่อไป พอวันรุ่งขึ้นอีกวันก็เริ่มเข้ากับช้างอื่นๆ และภายในสิบห้าวันต่อมา มันก็เชื่องสนิท”
นอกจากพาชมการแสดงต่างๆ ของช้างแล้ว เจ้าพระยาวิไชเยนทร์ซึ่งทำหน้าที่ต้อนรับคณะทูต ยังพาไปชมช้างอื่นๆอีก เช่น
“มร.ก็องสตังซ์พาเราไปชมช้างเจ้า (Elephant Prince) ซึ่งมีความสูงและความงามอย่างประหลาด เขาบอกว่าที่เรียกชื่อดังนี้ก็เพราะว่ามันถือกำเนิดขึ้นมาในวันเดียวกับที่พระเจ้าแผ่นดินรัชกาลปัจจุบันเสด็จราชสมภพ เขายังชี้ให้เราดูโรงช้างรักษาพระองค์ (Elephant de garde) ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับองค์พระที่นั่ง เป็นเชือกหนึ่งในหลายเชือกที่ประจำอยู่ในพระราชวังเสมอ โดยผลัดเวียนเปลี่ยนเวรกันเข้ามา และพร้อมอยู่เสมอถ้าพระเจ้าแผ่นดินทรงพระราชประสงค์จะใช้ขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นในเวลากลางวันหรือกลางคืน”
ก็เหมือนมีพระราชพาหนะจอดอยู่ประจำ เพื่อเสด็จพระราชดำเนินได้ทุกเวลา
ช้าง ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีความผูกพันใกล้ชิดและเป็นที่รักใคร่ของคนไทยตลอดมาตั้งแต่โบราณกาล นับเป็นของแปลก เป็นสัตว์ที่น่าสนใจของชาวยุโรปและประเทศที่ไม่มีช้าง โดยเฉพาะการที่มนุษย์ตัวเล็กๆไปจับช้างจากป่ามาฝึกให้เชื่องเพื่อใช้งานนั้น นับเป็นความมหัศจรรย์ในสายตาของคนเหล่านั้น ถึงแม้ในทุกวันนี้ก็เช่นกัน


