xs
xsm
sm
md
lg

ชีวิตมารี กีมาร์หลังความตายวิชเยนทร์! ต้องหอบลูกหนีไปพึ่งทหารฝรั่งเศส แต่ก็ยังถูกส่งไปเป็นทาส!!

เผยแพร่:   โดย: โรม บุนนาค

มารีย์ กีมาร์ในละครกับในภาพเขียน
เมื่อเจ้าพระยาวิชเยนทร์ถูกประหารแล้ว ดอนญ่า มารี กีมาร์ ก็ถูกจองจำ แต่นางก็ได้รับความช่วยเหลือจากนายทหารฝรั่งเศสคนหนึ่งชื่อ แซนต์มารี พาหนีไปได้ เข้าพึ่งนายพลเดฟาซที่ป้อมบางกอก ขอให้ส่งเธอและลูกออกไปนอกประเทศ แต่ตอนนั้นนายพลเดฟาซเองก็ยังคุ้มกะลาหัวตัวเองไม่ได้ ลูกชาย ๒ คนก็ถูกจับเป็นตัวประกันอยู่ลพบุรี จึงยอมเสียศักดิ์ศรีส่งตัวเธอให้ฝ่ายไทย คุณหญิงวิชเยนทร์จึงต้องไปรับหน้าที่เป็นทาสในวังหลวง แต่ฝีมือทำอาหารทั้งคาวหวานทำให้นางเอาตัวรอด

ตอนที่มารี กีมาร์หนีไปถึงป้อมบางกอกนั้น ทหารฝรั่งเศสที่ป้อมกับทหารไทยเปิดฉากรบกันตั้งแต่สมเด็จพระนารายณ์ประชวรหนักแล้ว ทหารไทยล้อมป้อมอยู่ ๒ เดือน ทหารฝรั่งเศสขาดทั้งอาหารและดินปืน จึงขอเจรจาสงบศึก เจ้าพระยาโกษาปาน อดีตราชทูตไทยไปฝรั่งเศส ซึ่งได้รับความเคารพนับถือจากทั้งสองฝ่าย เข้ามาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย ฝ่ายไทยต้องการเพียงให้ทหารฝรั่งเศสที่เมืองธนบุรีและเมืองมะริดออกจากผืนแผ่นดินไทยไปทั้งหมด เพื่อรักษาอธิปไตย โดยจะคืนลูก ๒ คนให้ นายพลเดฟาซขอเรือและขอยืมเงินโดยให้บาทหลวงเป็นนายประกัน การเจรจาตกลงด้วยดี แต่ยังไม่ทันดำเนินการใดๆ ท่านท้าวทองกีบม้าก็หอบลูกเข้ามาเป็นปัญหาใหม่ ทหารไทยที่ตามมาขอให้นายพลเดฟาซส่งตัวนางและลูกคืน นายพลเดฟาซปรึกษาผู้ใต้บังคับบัญชาและบาทหลวงหลายองค์ที่อยู่ในป้อมแล้ว ต่างเห็นว่าถ้ายอมทำตามคำขู่ของไทยจะเป็นการเสียศักดิ์ศรี นายพลเดฟาซว่าเอานางซ่อนไว้ในป้อม ปฏิเสธว่านางไม่ได้มาหา บาทหลวงองค์หนึ่งเสนออีกวิธี ว่าหาคนโปรตุเกสที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งให้มาแต่งงานกับนาง เอาบารมีของโปรตุเกสเข้าคุ้ม ข้อหลังนี้คุณหญิงกีมาร์ไม่ยอมรับ ในที่สุดนายพลเดฟาซก็คิดได้ว่า ถ้าไม่ยอมเสียศักดิ์ศรีก็ไม่ได้กลับบ้านแน่ และจะต้องตายกันทั้งหมด ในจดหมายเหตุของบาทหลวงเฟโร ซึ่งอยู่ในป้อมบางกอกด้วยในตอนนั้น บันทึกไว้ว่า

“คนมีอยู่เพียง ๑๕๐ หรือ ๒๐๐คน ซึ่งล้วนแล้วแต่ได้รับความเหน็ดเหนื่อยมาถึง ๕ เดือนแล้วทั้งนั้น จะมาสู้อะไรกับคนทั้งแผ่นดิน ยังไม่ใช่แต่เพียงจำนวนคนน้อย แต่ดินปืนก็ไม่มี ดินปืนที่มีอยู่ก็ไม่พอยิงปืนใหญ่ได้ถึง ๒๐๐ นัด”

นายพลเดฟาซที่พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ส่งมาให้ยึดเมืองไทย แต่แค่คุ้มครองลูกเมียของคนที่เคยช่วยประเทศฝรั่งเศสมาก็ยังทำไม่ได้ เลยต้องยอมส่งตัวคุณหญิงวิชเยนทร์และลูกให้ไทย โดยขอสัญญาว่า มาดามคอนสตันซ์จะไปอยู่ที่ไหนก็ได้ตามความพอใจ จะกีดกันไม่ได้ ถ้ามาดามคอนซตันซ์ต้องการจะมีสามีอีกก็ได้และจะเอาใครเป็นก็ได้ตามพอใจ ทั้งครอบครัวของมาดามคอนสตันซ์ก็ไม่ต้องอยู่ในบังคับบัญชาของผู้ใด

ถึงแม้ว่าจะได้ทำสัญญาแล้ว แต่ทั้งสองฝ่ายต่างก็ไม่ไว้ใจกันว่าจะทำตามสัญญา และต่างก็คิดถูกด้วยกันทั้งคู่ พอไปถึงปากน้ำที่สัญญาจะแลกตัวประกัน นายพลเดฟาซก็คว้าตัวลูกชายชักใบออกทะเลไปพร้อมกับข้าราชการตัวประกันฝ่ายไทย และชักดาบเงินยืมด้วย ส่วนพระเพทราช กษัตริย์องค์ใหม่ ก็ไม่ยกโทษให้มารี กีมาร์ จองจำนาง ๒ ปี แต่ก็ยังดีที่จำไว้ในวังหลวง ส่วนญาติของนางและบาทหลวงต้องอยู่ในคุก

ขณะนั้นมารี กีมาร์อายุเพียง ๒๔ ปี ด้วยฝีมือทางทำอาหารทั้งคาวหวานที่เคยทำถวายสมเด็จพระนารายณ์มาแล้ว ทำให้มารี กีมาร์ได้เลื่อนอันดับจากนักโทษขึ้นเป็นถึงหัวหน้าฝ่ายเครื่องต้นของพระราชวัง มีบรรดาศักดิ์เป็น “ท่านท้าว” นอกจากจะดูแลเครื่องเสวยแล้ว ยังต้องดูแลฉลองพรองค์และเครื่องใช้ต่างๆในวัง เท่ากับนางเป็นแม่บ้านของราชสำนักพระเพทราชาเลยทีเดียว

แต่ในสายตาของบาทหลวงฝรั่งเศส กลับมองว่าหน้าที่การงานของนางนี้ไม่พ้นการเป็นทาส ในจดหมายเหตุของบาทหลวงโชมอง ซึ่งเข้ามาอยู่เมืองไทยในปี พ.ศ.๒๒๗๒ สมัยพระเจ้าท้ายสระ และได้พบได้สมาคมกับมารี กีมาร์ขณะอายุราว ๖๕ หรือ ๖๖ ปี ได้กล่าวว่า

“...ผู้หญิงคนนี้ได้เข้าไปอยู่ในพระราชวังของพระเจ้ากรุงสยามตั้งแต่มองซิเออร์คอนสตันซ์สามีได้ถึงแก่กรรม ท่านผู้ที่แย่งชิงราชสมบัติไปได้นั้น ได้เอามาดามคอนสตันซ์ไปอยู่ในชั้นเดียวกับพวกทาส แต่ในเมืองนี้ ผู้ที่เป็นทาสหาได้เป็นคนต่ำช้าเสียชื่อเสียงอย่างใดไม่ แต่ไทยกลับเห็นเป็นชั้นผู้มีเกียรติยศ เพราะมีอำนาจที่จะทำความอยุติธรรมได้หลายพันอย่าง แต่สำหรับบุคคลที่เป็นคริสเตียนอันดีเช่นมาดามคอนสตันซ์นั้น ก็ต้องถือว่าเป็นทาสอย่างร้ายแรง มาดามคอนสตันซ์จะไปวัดคริสเตียนก็ได้ตามชอบใจ บางทีก็ไปนอนยังบ้านซึ่งเป็นบ้านอย่างงดงามในค่ายของพวกโปรตุเกส แลเป็นที่อยู่ของหลานด้วย ส่วนในพระราชวังนั่นมีพนักงานผู้หญิงที่ทำราชการอยู่ในวัง ได้อยู่ในความบังคับบัญชาของมาดามคอนสตันซ์กว่า ๒๐๐๐ คน แลมาดามคอนสตันซ์เป็นผู้ดูแลเครื่องเงินเครื่องทองของหลวง ทั้งเป็นหัวหน้าเก็บพระภูษาแลฉลองพระองค์ แลเป็นผู้เก็บผลไม้ของเสวยด้วย...”

,มารี กีมาร์ได้ส่งจดหมายไปทูลขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ซึ่งได้ส่งเงินยังชีพมาให้เธอปีละ ๑,๐๐๐ ฟรังซ์ แต่ส่งอยู่เพียง ๒ ปีก็หายไป ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๕ มารี กีมาร์ กับ ลูอีซา ปาซานา ภรรยาของยอร์ช ฟอลคอน ลูกชายคนโตซึ่งไปรับราชการในฝรั่งเศสและเสียชีวิตไปในปี พ.ศ.๒๒๕๙ ได้ถวายเรื่องราวร้องขอให้บริษัทอินเดียตะวันออกของฝรั่งเศสคืนเงินค่าหุ้นที่คอนสแตนติน ฟอลคอนร่วมลงทุนไว้ ๓๐๐,๐๐๐ ฟรังซ์ คณะกรรมการของบริษัทได้อ้างว่า ภรรยาของฟอลคอนผู้ตายได้เป็นคนโปรดอยู่ในราชสำนักไทยและยังเป็นพระพี่เลี้ยงของพระราชโอรสด้วย ส่วนภรรยาของยอร์ช ฟอลคอนผู้ถึงแก่กรรมนั้นก็ได้มีสามีใหม่เป็นชาวไอร์แลนด์ซึ่งเป็นคนร่ำรวย จึงไม่มีความเดือดร้อนที่จะต้องช่วยเหลือแต่อย่างใด ทั้งคอนสแตนติน ฟอลคอนก็ลงเงินไว้เพียงครึ่งเดียวไม่ครบตามสัญญาว่าจะให้ เพราะฉะนั้นผู้ร้องทั้งสองจึงไม่ควรจะได้รับประโยชน์จากบริษัทแต่อย่างใด กลับควรจะจ่ายเงินให้บริษัทอีกครึ่งหนึ่งที่ค้างไว้จึงจะถูก
แต่ความเห็นของที่ปรึกษาราชการฝรั่งเศสมิได้เห็นพ้องด้วยกับคณะกรรมการ

บริษัท ในวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๒๖๐ รัฐบาลฝรั่งเศสจึงได้ออกประกาศให้ภรรยาของคอนสแตนติน ฟอลคอนได้รับเงินเลี้ยงชีพ ๓,๐๐๐ ฟรังซ์ และให้ภรรยาคอนสแตนติน ฟอลคอนกับภรรยาของบุตรคอนสแตนติน ฟอลคอนได้รับส่วนแบ่งเงินผลกำไรเช่นเดียวกับหุ้นส่วนอื่นๆ

“ท้าวทองกีบม้า” ชื่อที่น่าจะถูกเรียกเพี้ยนมาจาก “ท้าวกีมาร์” มีชีวิตบั้นปลายอยู่กับแม่แก่ๆในกรุงศรีอยุธยาซึ่งเสียชีวิตใน พ.ศ.๒๒๗๓ ส่วนมารี กีมาร์เสียชีวิตเมื่อใดไม่มีการบันทึกไว้ หมดสิ้นตระกูลฟอลคอนในกรุงศรีอยุธยา
มารี กีมาร์ กับ เจ้าพระยาวิชเยนทร์ ในละครเรื่อง “บุพเพสันนิวาส”


กำลังโหลดความคิดเห็น...