xs
xsm
sm
md
lg

เพราะชีวิตออกแบบได้ “เอก-มานะกิจ” กราฟิกหัวใจแกร่ง

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

จากการโพสต์ตามหาคีย์บอร์ดมือสอง และประวัติโดยย่อ ทำให้เราได้มารู้จักกับชายสู้ชีวิตคนหนึ่ง “เอก-มานะกิจ ท้าวล้อม”


เขาคือชายหนุ่มที่ต้องนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง เนื่องจากเมื่อ 22 ปีที่แล้วเขาเกิดอุบัติเหตุทำให้ไปไม่ถึงฝันการเป็นสถาปนิก แต่เขาก็ไม่ได้เลือกที่จะหยุดความฝันนั้นลง และเลือกที่จะก้าวเดินต่อไป แทนการนอนรอความช่วยเหลือจากครอบครัวเพียงอย่างเดียว และการเริ่มต้นบนเส้นทางใหม่ในสายงานกราฟิกคือสิ่งที่เขาเลือก ซึ่งถือได้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเขาเช่นกัน วันนั้นเขามีครูที่เป็นเพียงหนังสือเล่มหนาและหน้าจอยูทิวบ์ แต่ด้วยความรักและความชอบ จึงทำให้ทุกวันนี้เขามีงานประจำที่มั่นคง และเป็นเสาหลักให้กับครอบครัวได้อีกครั้งหนึ่ง

    • เป็นที่รู้จักในฐานะกราฟิกดีไซเนอร์สุดเจ๋ง!

ตอนนั้นผมเข้าไปโพสต์หาคีย์บอร์ดมือสอง รุ่น Steelseries Apex Raw แล้วก็ Illuminated ในกลุ่ม ExtremePC Market 2 ครับ คือผมใช้คีย์บอร์ดค่อนข้างเยอะเพราะต้องใช้ในการทำงาน ตัวหนังสือจะเลอะเลือนหายเกือบหมด ก็เลยต้องเปลี่ยนทุกปี อีกอย่างในต่างประเทศตอนนี้ก็เลิกผลิตแล้ว ผมก็เลยต้องซื้อมาตุนไว้ ปุ่มก็ไม่มีขายแยกอีกต่างหาก ก็เลยต้องซื้อทั้งคีย์บอร์ดเลย คือผมจะกดปุ่มคีย์บอร์ดปกติไม่ค่อยได้ ไม่ค่อยมีแรงกดเท่าไหร่ครับ เลยต้องใช้ปุ่มต่ำๆ คล้ายโน้ตบุ๊ก และก็ต้องใช้คีย์บอร์ดที่ตั้งมาโครได้ด้วย ซึ่งคีย์บอร์ดมาโครก็จะสามารถตั้งค่าได้ประมาณว่า กดแค่ครั้งเดียว ก็สามารถทำงานพร้อมกันได้ทั้ง 3-4 ปุ่มเลย ซึ่งส่วนมากคีย์บอร์ดพวกนี้ก็จะเป็นพวกเกมเมอร์เขาใช้กัน ซื้อมาใช้แล้วก็เก็บไว้ เหมือนกับว่าจะซื้อมาใช้สำรองแค่นั้น

พอโพสต์ไปสักพัก บางคนก็มาช่วยแชร์ แท็กหาเพื่อนบ้างว่า ใครมีคีย์บอร์ดยี่ห้อนี้ รุ่นนี้บ้าง แต่ส่วนมากในคอมเมนต์เขาก็บอกว่า จะเอามาให้ฟรีเลย ไม่ได้ขาย ตอนนั้นก็มีหลายคนเลยครับ ซึ่งตอนแรกๆ ผมก็บอกว่า ได้มา 2-3 อันแล้ว พอก่อนดีกว่า แต่เขาก็บอกว่าไม่เป็นไร เพราะเขาซื้อมาเก็บไว้เฉยๆ ถ้าให้เรามันจะมีประโยชน์มากกว่า

จริงๆ ผมก็ไม่ค่อยได้เล่นโซเชียลเท่าไหร่ ถ้าย้อนดูก็คือจะเห็นว่าผมเพิ่งมาโพสต์ตอนช่วงหลังๆ นี่เอง เพราะเห็นคนมาสนใจเยอะ ทีแรกก็จะโพสต์แค่ให้คนรู้ว่า ผมพิการจริงๆ ไม่ใช่ไปหลอกเอาคีย์บอร์ดของเขามา ให้เขาเห็นว่าเราสามารถทำงานอะไรได้ด้วยตัวเอง

ตอนแรกผมก็ไม่ได้คิดว่าคนจะมาสนใจเยอะขนาดนี้ พอผ่านไป 1 คืน คนก็แชร์กันเป็นหลักพัน สัก 3-4 วันก็เข้าหลักหมื่น จนไปถึงเฟซบุ๊กดังๆ ใหญ่ๆ ก็ทั้งดีใจแล้วก็ทั้งปลื้มใจด้วยครับ ผมเป็นแค่คนพิการคนหนึ่ง ก็แค่ทำงานและทำภารกิจของตัวเองไป แล้วพอโพสต์แบบนี้คนเขาก็มาเห็นว่า เราทำอะไรได้ขนาดนี้เลยเหรอ เขาก็มาชมเรา บางคนก็บอกว่า ผมเป็นเหมือนกำลังใจให้พวกเขาด้วย

    • เป็นเหมือนกำลังใจของใครหลายๆ คน ยิ่งต้องพยายามพัฒนาตัวเอง

การมาถึงจุดนี้ผมว่ามันเกินความคาดหมายด้วยซ้ำ ได้เป็นตัวอย่างให้คนอื่นๆ ที่เป็นทั้งผู้พิการและไม่พิการด้วย ตัวผมคิดมาตลอดว่า ผมไม่ได้เก่งอะไร ผมแค่พยายามไปต่อข้างหน้าให้ได้ อยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอด ผมดีใจนะครับที่มีคนรู้จักมากขึ้น ดีใจที่มีคนมาบอกว่า พี่เป็นไอดอลให้ผมเลยนะ เป็นตัวอย่างให้ชีวิตผมเลย คือมันดีใจจนไม่รู้จะอธิบายยังไงเลยครับ ทีแรกผมก็คิดว่า แค่ผู้พิการมาบอกแค่นี้ ผมก็ดีใจแล้ว แต่อันนี้คนทั่วไปเขาก็มาบอกว่า เราเป็นตัวอย่างให้เขาอีกเหมือนกัน พอเห็นแบบนี้ผมก็คิดว่า ยิ่งต้องพยายามพัฒนาตัวเองต่อไปครับ

    • ได้โอกาสในการงาน เช้าทำงานประจำ ตกดึกทำงานฟรีแลนซ์

จริงๆ ชีวิตผมก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไรเยอะเท่าไหร่นะครับ แต่แค่มีคนรู้จักเพิ่มขึ้น ทำให้เพื่อน คนรอบข้าง แล้วก็คนที่ทำงานด้าน 3D มารู้จักผมมากขึ้น คือเขาก็จะมาทักทาย เหมือนกับมาแชร์กันมากกว่า ว่าตอนนี้เขาทำอะไรแบบนี้ได้นะ ถ้าผมทำอะไรไม่ได้ตรงไหน เขาก็จะพร้อมมาช่วยสอนด้วย แล้วอีกอย่างพวกรุ่นพี่สถาปัตย์บางส่วนก็ไม่รู้ว่า ผมทำงานพวก 3D ได้ พอเขามาเห็นผมโพสต์แบบนั้น เขาก็มาถามกันว่า ผมทำงานพวกนี้ได้ด้วยเหรอ จากนั้นก็เลยเอางานมาให้ช่วยทำแล้วก็มาจ้างงานผมต่อด้วยครับ

หลังจากนั้นก็มีหลายคนติดต่อเรื่องจ้างงานมาเยอะเลยครับ แต่ว่าผมก็ต้องปฏิเสธไปก่อน เพราะเมื่อพฤศจิกายนปีที่แล้ว ผมเพิ่งเริ่มทำงาน 3D ที่บริษัท Lannaasset จังหวัดเชียงใหม่ ผมก็เลยยังไม่ค่อยกล้ารับงานนอกเท่าไหร่ คือปกติผมจะทำงานประจำอยู่ประมาณ 2-3 งาน ก็คืองานแมกกาซีนอาหาร งานกราฟิกเกี่ยวกับพรีเวดดิ้งที่ ณ.รัก เวดดิ้ง สตูดิโอ เป็นงานพวกแบนเนอร์ งานโลโก้ ตัดต่อวิดีโอ ผมก็ออกแบบเอง ทำเองทั้งหมดครับ แล้วก็เป็นงาน 3D ซึ่งตอนนี้ก็เป็นงานประจำแล้ว ก็กำลังอยู่ในช่วงปรับตัวครับ

หลักๆ ของงาน ผมก็จะมาเน้นทำเป็นภาพ 3D จัดบรรยากาศ จัดวางเฟอนิเจอร์ จัดแสงให้เหมือนจริง แล้วก็เรื่องโทนสีด้วยว่า ต้องใช้โทนสีอะไรในการตกแต่ง และช่วยออกแบบภายในบ้าง ส่วนภายนอกก็จะมีฝ่ายสถาปนิกออกแบบมาให้อยู่แล้ว คือตอนเช้าผมก็จะทำงานประจำ ตอนกลางคืนก็ทำงานฟรีแลนซ์ควบคู่กันไปด้วยครับ (หัวเราะ) แต่ก็ไม่รู้จะเรียกตัวเองว่าฟรีแลนซ์ได้ไหมนะครับ คือจริงๆ ผมก็ทำงานอยู่กับ ณ.รัก เวดดิ้ง สตูดิโอมาได้ 8 ปีแล้ว ซึ่งเป็นบริษัทแรกที่ให้โอกาสในการทำงาน ผมก็เลยช่วยเขาตลอด เพราะว่าส่วนมากพวกพี่ๆ เขาจะไม่ค่อยถนัดด้านคอมพิวเตอร์กันเลย คือเขาจะทำเกี่ยวกับงานแต่งงาน จะเน้นไปที่ตัวงานมากกว่า แต่ช่วงหลังจะต้องมีโปรโมตทางด้านเว็บไซต์ด้วย ผมก็เลยเข้าไปช่วยตรงนั้น

คือเมื่อก่อนผมก็จะหางานทำ ไปดูเว็บสำหรับผู้พิการที่มีประกาศรับสมัครงาน ผมก็ไล่อ่านไปร้อยกว่าหน้าเลยนะครับ ว่าใครรับสมัครอะไรบ้าง ส่วนมากเขาก็จะรับแต่คนพิการที่เดินได้ ไปพักกับเขาได้ ซึ่งไม่ใช่คนนอนติดเตียงแบบผม แต่ตอนนั้นผมก็พยายามมากนะครับ คือถ้าที่ไหนรับงานกราฟิกผมก็จะส่งโปรไฟล์ไปหมดเลย เพราะผมมั่นใจว่างานของผมก็น่าจะอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แล้วเขาก็น่าจะให้โอกาส แม้ว่าเราจะไม่สามารถไปทำงานเองได้ ตอนนั้นสมัครหลายที่มากแต่ก็ไม่มีตอบรับมาเลย จนมาเป็นที่ ณ.รัก เวดดิ้ง สตูดิโอนี่แหละครับ พี่คนนี้เขาค่อนข้างใจดี เขาก็บอกว่า เห็นเราพิการแบบนี้แล้ว เขาก็อยากให้โอกาส เพราะเขาเองก็เคยเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทมาก่อน เดินไม่ได้มาเกือบครึ่งปี เขาก็เข้าใจหัวอกและเข้าใจว่ามันทรมาน ทีแรกผมก็บอกพี่เขาว่า สามารถส่งงานมาให้ผมทำดูก่อนก็ได้ ผมจะไม่คิดค่าจ้างเลย แต่พี่เขาก็บอกว่าไม่เป็นไร ไม่อยากเอาเปรียบกัน ตอนแรกๆ รายได้ก็อยู่ที่หลักพันต้นๆ ครับ พอมาเรื่อยๆ ก็เริ่มได้หลายพัน จนตอนนี้มาถึงหลักหมื่นแล้วครับ มันก็เลยรู้สึกดีใจว่า เราก็สามารถทำได้นะ

    • ไม่อยากให้คนอื่นคิดว่าใช้ความพิการทำงานให้คนจ้าง

มีคนเคยมาถามผมนะว่า พี่เอกทำงานหนักกว่าคนอื่น 2-3 เท่านี่มันประมาณไหนครับ (หัวเราะ) ผมก็เลยมาคิดๆ ดูว่า คือเมื่อก่อนผมทำอะไรไม่ได้สักอย่าง ค่อนข้างจะลำบากมากๆ การนั่งใช้คอมพ์ก็จะนั่งได้ไม่เกิน 3 ชั่วโมงต่อวัน ก็ต้องมานอนต่อ เพราะต้องระวังเรื่องแผลกดทับ พอมานอนก็ต้องคิดแล้วว่า พรุ่งนี้วางแผนจะทำอะไรต่อไป ต้องมาจัดเวลา แล้วก็นอนรอเวลาวันพรุ่งนี้ ซึ่งถ้าเป็นคนปกติก็จะหัดทั้งวันทั้งคืน ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้ตลอด เวลาหนึ่งเดือนก็น่าจะเรียนจบแล้ว แต่เราต้องใช้เวลาเป็นปีๆ ในการเรียนรู้ คำสั่งหนึ่งจะต้องใช้เวลาประมาณเดือนหนึ่งเลย ก็เลยต้องอดทนและพยายามกว่าคนปกติค่อนข้างมาก

อย่างการทำงาน ตอนนี้ปกติก็จะอยู่ที่ 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น แต่พอผมทำงานไม่เสร็จ ผมก็จะทำต่อไปจนกว่ามันจะเสร็จเลยครับ เราคิดแค่ว่า เราจะต้องชดเชยให้เขาเพราะว่า เราทำงานช้ากว่าคนปกติ ผมไม่อยากให้คนอื่นคิดว่า เราใช้ความพิการทำงานให้เจ้านายสงสาร หรือเห็นใจแล้วถึงมาจ้างเรา

    • จากเด็กติดเกม ไม่ได้ตั้งใจยึดเป็นอาชีพ จนมาเริ่มฝึกเพราะใจรัก

ผมพิการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 ครับ สมัยนั้นคอมพิวเตอร์ราคาแพงมาก 5-6 หมื่นขึ้นเลย พอหลังจากนั้น 5 ปี ปตท.เขาก็บริจาคคอมพ์เก่ามาให้ เราก็เลยมาฝึก แต่ช่วงแรกๆ ก็มีติดเกมด้วยนะครับตามสเต็ป (หัวเราะ) แล้วเวลาเราเห็นพ่อตื่นนอนตี 3 ไปตลาดเพื่อซื้อของไปขาย กว่าจะกลับเข้าบ้านก็ 6 โมงเย็น เราก็เลยมาดูตัวเอง เป็นแบบนี้ด้วย แล้วก็ติดเกมแบบนี้อีก ก็รู้สึกเหมือนว่าเอาเปรียบพ่อ เอาเปรียบครอบครัว ก็รู้สึกผิดมาก จากนั้นเราเลยต้องพยายามแบ่งเวลา ถึงแม้ว่าจะเล่นเกมไปด้วยแต่ก็แบ่งเวลาในการเรียนไปด้วย ซึ่งตอนนั้นก็ให้น้องสาวยืมหนังสือจากห้องสมุดมาให้อ่าน เพราะว่าเมื่อก่อนยังไม่มีอินเทอร์เน็ตเลย

การแบ่งเวลาผมก็แบ่งเวลานั่งหน้าคอมพ์ 3 ชั่วโมง นั่งอ่านหนังสืออีก 2 ชั่วโมง แล้วก็หัดมาเรื่อยๆ ตอนนั้นก็ไม่ได้กะว่าจะเอามาทำงานหาเงินแบบนี้นะครับ ก็แค่อยากเรียนหนังสือเฉยๆ หลังจากนั้นพออินเทอร์เน็ตเริ่มเข้ามา ผมก็เริ่มอ่านจากในเว็บไซต์ก่อนที่จะมามียูทิวบ์ ซึ่งข้อเสียตรงเริ่มแรกก็คือ ตอนนั้นไม่ค่อยมีคนไทยทำงานด้านนี้เท่าไหร่ ก็ไปอ่านของต่างประเทศซึ่งเป็นภาษาอังกฤษค่อนข้างเยอะ อ่านรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่ก็พยายามอ่านๆ ไป พอช่วงหลังมียูทิวบ์แล้ว เราก็จะดูรีวิวดูการทำงานของเขาไปด้วย ยูทิวบ์ก็จะช่วยได้มากเลย เวลาเราอยากรู้อะไรเราก็พิมพ์ เหมือนเป็นอาจารย์ เหมือนเป็นห้องสมุดไปเลยครับ

หลังจากนั้นน้องสาวก็กำลังจะเรียนมัธยมด้วย ต้องใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงาน ก็เลยตัดสินใจซื้อใหม่เลย เพราะว่าคอมพิวเตอร์ที่ใช้มันค่อนข้างเก่าทำอะไรเยอะไม่ค่อยได้ จากนั้นมาผมก็ช่วยน้องสาวทำรายงาน ทำเพาเวอร์พอยต์บ้าง จุดนั้นก็คือจุดเริ่มต้นในการทำงานกราฟิกเลยครับ อีกอย่างเราก็ชอบโฟโต้ชอป ถนัดทางคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว ก็เหมือนกับตัวเองได้เรียนไปด้วยครับ ยิ่งทำก็ยิ่งสนุก คือการที่ผมเริ่มฝึก ไม่ได้ฝึกเพื่อจะไปหางานหรืออะไรนะ ที่ฝึกก็เพราะว่าตัวเองรักและชอบแค่นั้นเอง พอทำๆ ไป บางทีก็จะมีคนรู้จัก ญาติพี่น้อง มาจ้างให้ทำปกรายงาน งานออกแบบ หรือว่าทำเว็บบ้าง ครั้งละ 200-500 บาท

ตอนแรกๆ ก็ค่อนข้างยากมากเหมือนกันนะครับ เพราะสมัยก่อนอย่างที่บอกว่า มันยังไม่มีอินเทอร์เน็ต ติดปัญหาอะไรสักอย่างก็ต้องหยุดทันทีเลย บางทีจะต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์ในการแก้ปัญหาแค่คำสั่งเดียว อย่างโฟโต้ชอป เราไม่สามารถไดคัตรูปได้ เราก็ต้องไปหาคำตอบว่า ต้องไดคัตยังไง ไม่รู้ว่าจะไปปรึกษาใครด้วย นอกจากจะต้องไปยืมหนังสือมาอ่าน หรือว่าไปซื้อหนังสือ พอซื้อหนังสือมาแล้ว บางทีก็ไม่ตรงกับหนังสือที่เราต้องการ เพราะเราไม่สามารถไปเดินเลือกหนังสือเองได้ก็ต้องฝากคนอื่นซื้อตลอด ถ้าถามว่าตอนนั้นท้อถึงขนาดไม่เอาแล้วไหม ก็ไม่เคยมีเลยนะครับ ผมคิดว่า มันท้าทายตัวเองมากกว่า เหมือนไปไม่สุดเราก็ต้องพยายามทำให้ได้มากกว่านี้

ตอนนี้ผมก็จะมีกลุ่มในเฟซบุ๊กครับ เจอคนเก่งๆ ระดับประเทศค่อนข้างเยอะ ผมก็จะเรียกแต่ละคนว่าอาจารย์กันทั้งนั้น มีอะไรติดตรงไหนก็จะเข้าไปถามคนนั้นบ้าง คนนี้บ้าง คือปัญหาที่เกี่ยวกับงาน 3D มันจะมีอะไรค่อนข้างเยอะ ไปลักจำแต่ละคนมา แล้วก็มาทำต่อเอง แต่เวลาผมจะถาม ผมก็จะบอกเขาก่อนนะครับว่า ผมพิการ คือผมจะเกรงใจเขา กลัวเขาจะมีเวลาไม่ค่อยเยอะ เพราะเวลาพิมพ์ถาม ผมจะพิมพ์ค่อนข้างช้า แต่ถ้าโทร.คุยได้ ผมก็จะโทร.ไปถามเขาเลย เหมือนคนที่อยากรู้มากๆ (หัวเราะ) ส่วนมากพวกพี่ๆ เขาก็เต็มใจช่วยให้คำปรึกษาตลอดเลยครับ

จริงๆ ผมก็ไม่คิดว่าจะมาไกลขนาดนี้ ตอนแรกก็ยังคิดว่า ขอแค่รายได้พอจ่ายค่าไฟ ค่าน้ำ ไม่เป็นภาระครอบครัวมากจนเกินไป แค่เดือนละไม่กี่พันก็พอแล้ว คือเราก็ไม่ได้พยายามว่าจะต้องทำงานให้คนมาจ้างเยอะๆ เราคิดแค่ต้องทำให้ดีที่สุดเพราะว่าเราเป็นคนพิการ ทางเลือกมันมีไม่ค่อยเยอะอยู่แล้ว มีอะไรที่สามารถทำได้ ผมก็พยายามเรียนรู้ และพัฒนาตัวเองต่อไปครับ

    • ขอแค่ได้ช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว เพราะเขาสละชีวิตมาช่วยดูแล ผมก็อยากเอาชีวิตคืนตอบแทนให้

พ่อแม่ก็ดีใจครับ เขาบอกว่า ไม่เคยคิดว่าผมจะทำงานมาช่วยครอบครัวได้ขนาดนี้ จากแรกเริ่มพ่อจะเป็นคนหาเงินเอง แม่จะเป็นแม่บ้าน ฐานะทางบ้านจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ครับ พ่อจะขับมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างแล้วก็ซื้อของ ซื้ออาหารไปขายตามหมู่บ้าน รายได้วันละ 200 - 300 บาท แต่ว่าก็ไม่ได้ขายทุกวัน เพราะว่าพ่อสุขภาพไม่ค่อยดีแล้วก็มีโรคประจำตัวด้วย ส่งน้องสาวเรียนได้แค่ถึงปี 3 พ่อก็ไม่ไหวแล้ว ญาติๆ ก็เลยมาช่วยเรื่องค่าเทอม ค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้น้องสาวได้เรียนต่อ พอเรียนจบน้องก็มาหาเงินให้ครอบครัว รายจ่ายเกือบ 80% ในครอบครัวน้องสาวก็เป็นคนรับผิดชอบทั้งหมดเลย จากที่อยากทำงานในกรุงเทพฯ เพราะรายได้ดีกว่า ก็ไม่กล้าไปเพราะว่าห่วงครอบครัวกับผม เลยทำงานอยู่ที่เชียงใหม่ดีกว่า แม้รายได้จะน้อยกว่า ผมก็สงสารน้องด้วย อีกอย่างเราเห็นแม่ตื่นทุก 2 ชั่วโมงมาดูแลเรา ไม่ได้นอนเลยตลอดทั้งคืนเป็นเวลากว่า 22 ปี ผมก็คิดแค่ อยากจะช่วยตอบแทนพระคุณแม่บ้าง สักนิดก็ยังดี ผมก็เลยพยายามหางาน แล้วพอได้ทำงาน เงินทุกบาทผมจะให้ครอบครัวไปจัดการเองเลย ผมขอแค่ได้ทำงานแล้วก็ได้ช่วยครอบครัว แค่นี้ก็ดีใจแล้วครับ เพราะทุกคนสละชีวิตมาช่วยดูแลผม ผมก็อยากเอาชีวิตคืนตอบแทนให้ทุกๆ คนด้วยเหมือนกัน

เมื่อสองปีที่แล้วพ่อก็เพิ่งเสียชีวิตไป ทางบ้านก็ต้องปรับตัวกันค่อนข้างเยอะ จากที่เมื่อก่อนพ่อจะต้องมาช่วยแม่ทำกิจวัตรทุกอย่าง เวลาสวนถ่าย อาบน้ำให้ผม แต่พอพ่อเสียไป แม่ก็จะต้องมาทำเองคนเดียวหมด ทุกวันนี้เวลาผมหาเงินได้ ผมก็ต้องพยายามหาอะไรที่มาช่วยทุ่นแรงแม่ด้วย อย่างเครื่องยกตัวอะไรแบบนี้ ก็ต้องซื้อมา แม่จะได้ไม่ต้องทำคนเดียว

ผมอยากขอบคุณที่ไม่ทำให้ผมรู้สึกว่าเป็นภาระเพราะกำลังใจของผมหลักๆ มาจากครอบครัวเลยครับ ทั้งแม่ น้องสาว แล้วก็คนรอบข้าง คือทุกคนไม่เคยทำให้ผมรู้สึกว่า ผมเป็นภาระกับครอบครัวเลย ส่วนใหญ่จะให้กำลังใจตลอด บางทีญาติๆ จะไปเที่ยวไหนก็จะมาถามตลอด เอกจะไปด้วยกันไหม เอกต้องไปด้วยกันนะ ผมได้ยินแบบนี้ก็รู้สึกดีใจแล้วครับ บางทีผมก็ยังรู้สึกเกรงใจด้วยซ้ำว่า ผมเป็นคนพิการ ผมเดินทางลำบากนะ แต่กลับกันทุกคนก็ยังคิดว่าผมเป็นคนสำคัญ ผมเป็นคนปกติ ผมก็อยากจะขอบคุณมากๆ

    • อีกหนึ่งความภูมิใจคือได้รับรางวัลพระราชทาน บุคคลพิการตัวอย่างสาขาไอทีประจำปี 2558

ในแต่ละปีของแต่ละจังหวัดจะมีการส่งจดหมายเรื่องผู้พิการที่เขาคิดว่า เป็นผู้พิการตัวอย่างในการใช้ชีวิต ซึ่งส่วนของผมเป็นพี่ที่โรงพยาบาลส่งไปครับ คือเขาก็รู้ว่าผมสามารถทำแปลนบ้านเองได้ แล้วก็ยังมีงานทำอีกด้วย เขาก็เลยให้ผมเขียนประวัติส่วนตัว แล้วก็ส่งไปเสนอที่กรุงเทพฯ ปีนั้นคัดเลือกเหลือประมาณ 11 คน และเราก็ติดหนึ่งในนั้นครับ ซึ่งเขาก็จะแบ่งเป็นสาขาว่า แต่ละคนเด่นสาขาไหน บางคนจะเด่นด้านจิตสาธารณะ บางคนก็เด่นด้านงานข่าว ส่วนของผมจะเด่นด้านคอมพิวเตอร์ จะเป็นผู้พิการด้านไอทีครับ รายละเอียดก็ประมาณว่า เป็นผู้พิการระดับสูงค่อนข้างมาก แต่สามารถที่จะเรียนรู้เอง จนมีงานทำได้ด้วยตัวเอง แล้วก็ยังเอาความรู้ไปพัฒนาและต่อยอดสอนน้องได้อีกด้วย


ผมก็รู้สึกดีใจและภูมิใจมากๆ เพราะเป็นรางวัลระดับประเทศ ตอนพี่พยาบาลเขามาบอก เราก็ยังตกใจเลย ไม่คิดว่าจะได้จริงๆ ตอนนั้นผมได้รับประทานรางวัลจาก พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ที่กรุงเทพฯ ครับ ได้ออกข่าวในพระราชสำนักด้วย ตอนนั้นแม่บอกว่า แค่เราได้เงินเดือนเขาก็ดีใจแล้วนะ แล้วพอยิ่งมาได้รางวัลใหญ่ๆ แบบนี้ เห็นว่าเราประสบความสำเร็จ ออกข่าวทีวีด้วย แม่เขาก็บอกว่า เหมือนกับฝันไปเลย

    • อยากเรียนรู้ตลอดเวลา กำลังศึกษาการปั้นโมเดล 3D เอาความรู้ตรงนี้ถ่ายทอดให้รุ่นน้องต่อๆ ไป

ทุกวันนี้ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่งเลยนะครับ ยิ่งงาน 3D แบบนี้ ยังรู้สึกว่าตัวเองยังไม่เก่ง เราต้องทำงานไปด้วยพยายามเรียนรู้หลายๆ อย่างไปด้วย เพราะว่างานค่อนข้างกว้าง จะมีทั้งภาพนิ่ง ทั้งวิดีโอ เราก็ต้องไปหาข้อมูล หรือหลายๆ อย่างที่จะมาช่วยให้งานเราสวยขึ้น สมจริงขึ้น ส่วนมากผมก็จะเข้าไปดูเว็บต่างประเทศว่าเขาทำกันยังไง จะได้มาใช้กับงานที่เราทำด้วยเช่นกัน

ผมอยากเรียนรู้ตลอดเวลาอยู่แล้ว เพราะว่าในความคิดของผม ตัวเองพิการค่อนข้างสูง และร่างกายก็ไม่ได้แข็งแรงมากพอที่จะทำงานถึงตีหนึ่ง ตีสอง สักวันก็อาจจะไม่ไหว ตอนนี้ผมก็อยากที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับการปั้นโมเดล 3D ส่งขายที่ต่างประเทศ มันก็คือการทำโมเดลมาหนึ่งชิ้นแล้วก็ไปขึ้นเว็บขาย แล้วก็จะมีคนมากดโหลดซื้อ อันนี้ก็กำลังเรียนรู้อยู่ แล้วผมก็อยากจะเอาความรู้พวกนี้มาช่วยถ่ายทอดให้กลุ่มน้องๆ ที่เป็นผู้พิการเหมือนกันด้วย

เพราะว่าจริงๆ ผมก็จะสอนน้องๆ ผู้พิการที่รู้จักกันมาหลายปีแล้วครับ เรื่องเกี่ยวกับโปรแกรมต่างๆ เพราะว่าผู้พิการบางกลุ่ม ความรู้พื้นฐานเรื่องโปรแกรม เขายังไม่รู้เรื่องอะไรเลย เราก็เริ่มสอนตั้งแต่เบสิกเลยครับ ก็สอนแบบวิดีโอคุยกัน ตั้งแต่การดาวน์โหลดไปจนถึงการติดตั้งโปรแกรม ใครอยากรู้อะไร และถ้าผมมีเวลาก็จะช่วยเข้าไปสอนด้วย อย่างบางทีพี่ที่โรงพยาบาลเขาก็จะแนะนำผู้ป่วยมานะครับ ระดับคล้ายๆ กับผม เขาก็จะถามผมว่า เอกพอจะสะดวกแนะนำน้องเขาได้ไหม เดี๋ยวพี่จะให้เขาแอดไลน์เอกนะ ผมก็จะแอดไลน์แล้วก็มาคุยกัน ผมก็จะให้คำปรึกษาในส่วนที่ผมสามารถให้ได้มากกว่า

    • ฝากถึงคนที่ต้องเผชิญแบบผม เสียใจได้ เศร้าได้ แต่จะอยู่กับจุดนั้นนานแค่ไหนก็อยู่ที่ตัวเอง

บางคนที่พิการมีแค่ปากก็ยังสามารถทำงานได้เลย แต่มันจะต้องใช้เวลาในการหาแนวทาง มันก็เหมือนจุดเปลี่ยนของคนนั่นแหละครับ จุดจุดหนึ่งที่ต้องหาทางเดินชีวิตว่า เราชอบอะไร ต้องไปต่อยังไง อยากเรียนอะไร ส่วนคนพิการก็เหมือนกันครับ อยู่ๆ มาพิการ เหมือนกับว่า ต้องมาเริ่มนับหนึ่งใหม่เลย ต้องมาค้นหาว่า ตัวเองชอบอะไร และสามารถทำอะไรได้บ้างจากสภาพร่างกายแบบนี้ ผมเชื่อว่ามนุษย์ค่อนข้างปรับตัวเก่ง คือเราสามารถปรับตัวทำอะไรได้หลายๆ อย่าง ในสภาพร่างกายที่ไม่เหมือนเดิม อย่างที่เห็นผู้พิการบางคนเป็นมากกว่าเราด้วยซ้ำ บางคนมีแค่ขา แค่มือ หรือบางคนมีแต่คอ แต่ยังสามารถที่จะใช้ชีวิตและปรับสภาพตัวเองได้ พอเห็นแบบนี้เราก็มีความรู้สึกว่า เราน่าจะทำได้เหมือนกัน ผมว่าใช้ตรงจุดนี้มาเป็นแรงบันดาลใจให้ตัวเองดีกว่า

พอพิการมันก็ต้องมีจุดหนึ่งอยู่แล้วที่เราต้องเสียใจ หรือท้อ มันมีกันทุกคน แต่มันขึ้นอยู่กับว่า เราจะอยู่กับจุดนั้นนานแค่ไหน ทั้งหมดมันก็ขึ้นอยู่กับตัวเองทั้งนั้น เมื่อเรารู้สึกว่า เราใช้เวลากับมันพอแล้ว ก็ให้เริ่มที่จะก้าวต่อไป ถ้าเราจมอยู่กับสิ่งเดิมๆ อยู่กับความเศร้าก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงต่อชีวิตเท่าไหร่ ดูตัวอย่างชีวิตผมก็ได้ครับ ผมก็เคยอยู่ในจุดที่เศร้าเสียใจเหมือนกัน 5 ปีแรกผมแทบจะไม่ทำอะไรเลย แต่ต่อมาก็เริ่มทำใจแล้วว่า ตัวเองคงจะเป็นผู้พิการแบบนี้ไปตลอดชีวิต ผมก็เลยเริ่มที่จะหาแนวทางให้ตัวเอง ผมไม่อยากจะเป็นภาระครอบครัว ไม่อยากจะเป็นภาระน้องสาวอีกแล้ว ผมแนะนำว่า ให้ใช้กำลังใจจากคนรอบข้างมากระตุ้นตัวเองให้ได้

ทุกคนในครอบครัวมาช่วยดูแลเราแล้ว และเราก็ต้องปรับตัวไปหาพวกเขาด้วย ไม่ใช่ว่าเป็นฝ่ายนอนรอรับความช่วยเหลืออย่างเดียว เราต้องทำให้เขาเห็นว่า เขาดูแลเราแล้ว เราดีขึ้น เราเริ่มที่จะเดินไปต่อได้ด้วยตัวเอง ผมว่าครอบครัวก็คงไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าการที่เห็นว่า เราเข้มแข็งทั้งร่างกายและก็จิตใจ เพราะพอเราเริ่มที่จะแข็งแกร่ง หรือเริ่มทำอะไรในจุดอื่นๆ ต่อไป ผมเชื่อว่าเขาก็จะดีใจไปกับเราเหมือนกัน เราค่อยๆ เปลี่ยนตัวเองไปทีละนิด ไม่จำเป็นว่าต้องตั้งเป้าหมาย แล้วเริ่มทำภายในพรุ่งนี้เลย อย่างของผมก็ต้องใช้เวลากันเป็นสิบๆ ปีเหมือนกันกว่าจะมาถึงจุดนี้ แค่คิดบวกเข้าไว้ ถ้าคิดว่าตัวเองอยากจะเปลี่ยนอะไร อยากจะทำอะไร ก็เริ่มทำไปทีละนิด ผมเชื่อว่าอนาคตข้างหน้าอะไรก็เกิดขึ้นได้ครับ

ผลงาน





เรื่อง : พุทธิตา ลามคำ
ภาพ : facebook : Manakit Thawlom



กำลังโหลดความคิดเห็น...