การที่จะมีวัดอย่างในอุดมคติที่มีแนวคิดว่า วัดเป็นศูนย์รวมทุกสิ่งอย่าง ทั้งการเรียนรู้ ความเข้าใจ และแหล่งปฏิบัติธรรม ในปัจจุบันนั้น เรียกได้ว่าแทบจะมีความเป็นไปที่น้อยมากหรือไม่มีเลย อาจเป็นเพราะว่า ปัจจัยต่างๆ ที่อาจจะไม่เอื้ออำนวยต่อสภาพสังคมในปัจจุบัน ทั้งการใช้ชีวิต รวมไปถึงการไม่ตอบโจทย์ให้กับสภาพสังคมโดยรอบของแต่ละวัด จนราวกับมีความรู้สึกว่า หรือวัดอย่างที่เราอยากให้เป็นนั้น ไม่มีอยู่จริง...

แต่โครงการ ‘วัดบันดาลใจ’ ที่มีวัตถุประสงค์ให้วัดกลับมามีบทบาทต่อชุมชนท้องถิ่นอีกครั้ง ก็ทำให้ความตั้งใจนี้เกิดขึ้น เพราะจากการดำเนินการมากว่า 3 ปี ได้ฟื้นฟูให้วัดกลับมาเป็นสถานที่ที่มากกว่าภาพจำหลัก ผ่านการเข้าร่วมโครงการดังกล่าว โดยมี ปริยาภรณ์ สุขกุล ผู้จัดการโครงการ, วิลาสินี ยมสาร สถาปนิกโครงการ และภัสภรณ์ ชีพชล นักวิชาการโครงการ ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มโครงการ ให้เราได้มองเห็นถึงภาพรวมกว้างๆ ของโครงการนี้

• อยากให้ทางกลุ่มช่วยอธิบายถึงโครงการนี้แบบคร่าวๆ หน่อยครับ
ปริยาภรณ์ : สืบเนื่องจากสถาบันอาศรมศิลป์เอง ที่เป็นสถาบันที่สอนทางด้านสถาปัตยกรรมด้วย แล้วก็ทำงานกับชุมชน ซึ่ง อ.ธีรพล นิยม ที่เป็นผู้ก่อตั้งสถาบัน มองเห็นความสำคัญในเรื่องของการพลิกฟื้นวัดให้กลับมามีบทบาทเดิม คือ กลับมาเป็นศูนย์กลางของชุมชน แล้วก็บทบาทที่เข้ามาฟื้นฟูหรือพัฒนาในเรื่อง ส่งเสริมเรื่องจิตวิญญาณของคน ซึ่งตอนนี้ด้วยเหตุปัจจัยหลายๆ อย่างของการเปลี่ยนในสังคมปัจจุบัน ก็ทำให้บทบาทวัดลดน้อยลงไป แล้วก็เราได้ยินข่าวในทางที่ไม่ดีกับวัดในหลายๆ เรื่อง มันก็ทำให้คนเสื่อมศรัทธากับวัด เราก็อยากที่จะไปฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมา
ทีนี้เราก็เลยมองว่า สิ่งที่เรามีประสบการณ์ความรู้ความสามารถที่เราช่วยได้ ก็คือการออกแบบ เพราะว่าเราก็เป็นสตูดิโอสถาปนิก แล้วก็มีเครือข่ายร่วมวิชาชีพต่างๆ ก็เลยริเริ่มที่จะทำโครงการนี้ขึ้นมา โดยไปขอทุนสนับสนุนจาก สสส. ซึ่งทาง สสส. ก็เป็นองค์กรที่สนับสนุนในเรื่องสุขภาวะก็สนใจ ก็มองว่าวัดเองก็เป็นพื้นที่สุขภาวะที่สำคัญในระดับชุมชน สังคม และประเทศ เรามีวัดประมาณกว่า 40,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งแทนที่เราจะไปสร้างพื้นที่สุขภาวะใหม่ๆ ทำไมเราไม่ใช้รากฐานที่มีอยู่ซึ่งเป็นรากฐานของสังคมให้เกิดประโยชน์ล่ะ แล้วอีกอย่าง พระเองก็มีจิตวิญญาณทางนี้สูงมาก คือท่านมีเรื่องธรรมะในใจ แล้วก็มีพลังในการขับเคลื่อนคน แล้วก็การเผยแผ่หรือการสอน หรือทำให้คนกลับมามองการเป็นไปของตนเอง ประมาณนี้ค่ะ
ฉะนั้น สสส. ก็คิดว่า อย่างงั้นก็กลับมาทำงานกับวัดดีกว่า คือสามารถส่งเสริมในสุขภาวะ 4 ระดับด้วยกัน ก็คือ กาย ใจ จิตปัญญา แล้วก็สังคม ซึ่งเป็นที่มาของการทำงานนี้ ซึ่งเราก็มีภาคีเครือข่ายหลัก ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการทำกิจกรรม ส่งเสริมธรรมะ หรือให้คนส่งเสริมให้เข้าถึงหลักของศาสนาเป็นกิจกรรมที่สมสมัย เช่น หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ก็เป็นภาคีหลักของเรา หรือ บริษัทชูใจกับกัลยาณมิตร ซึ่งเป็นบริษัทสื่อสารเพื่อสังคมที่สนใจทำงานในประเด็นของศาสนา ก็เข้ามาเป็นภาคีหลัก
เพราะฉะนั้น เราก็จะมีทีมงาน 3 องค์กร ที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อน โดยที่เราเข้าไปสร้างจุดหนุน ก็คืองานของเรา อย่างแรกคือ ออกแบบผังแม่บทกับวัด เพื่อที่ท่านจะได้มีแผนหรือแนวคิดพัฒนาวัด โดยไม่ได้เกิดการสร้างอาคารสะเปะสะปะซ้ำซ้อนโดยที่ไม่เกิดประโยชน์ หรือว่า ไม่ได้มีการใช้สอยจริงๆ หรือว่า เหมือนกับการใช้ทรัพยากรที่ฟุ่มเฟือย เหมือนกับเราไปวางแผนการวางผังจัดโซนนิ่งให้ท่าน เพราะว่าโซนนิ่งที่ว่ามันมีเรื่องของพระธรรมวินัย มีเขตพุทธาวาส สังฆาวาส หรือเขตที่ชุมชนมาใช้บริการ ซึ่งเขตหลังเนี่ย ทำยังไงให้ท่านอยู่อย่างสันโดษได้ แต่ว่าก็มีความโปร่งใสในระดับหนึ่ง ที่ไม่ใช่ทุกคนมองไม่เห็นว่าพระทำไม อย่างเขตพุทธาวาส ก็มีหลักอยู่หลายๆ เรื่องที่เราก็ต้องเข้าใจตรงนั้น เพราะฉะนั้นเนี่ย ทีมงานที่เป็นสถาปนิกของโครงการ หรือ นักออกแบบจิตอาสาที่เข้ามาก็จะต้องเข้ามาเรียนรู้ในการออกแบบวัดด้วยอย่างถูกต้อง และเข้าใจในบริบท และการใช้งานของพระและชุมชนในวัดนั้นๆ ซึ่งมีความแตกต่าง และซับซ้อนกัน

• วัดในภาพรวมของแต่ละคน ในก่อนหน้านี้ เป็นยังไงบ้างครับ
ภัสภรณ์ : ก่อนที่จะมาทำงานนี้ เราค่อนข้างเสื่อมศรัทธา พูดได้เต็มปากเต็มคำเลยว่า เป็นคนไม่เข้าวัดเลย อันเนื่องมาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข่าวที่เรารับสารมา ประกอบกับหลายๆ อย่าง ทำให้รู้สึกว่า พระสงฆ์ดูไม่น่าเลื่อมใส แล้วพอได้มาทำงาน ก็เหมือนเปิดมุมมองหนึ่งว่า ความจริงแล้ว สิ่งที่เราเสพมาก่อนหน้านี้ มันอาจจะเป็นแค่แง่มุมหนึ่งที่มันถูกเผยแพร่ออกมา คือพระที่ท่านทำดีก็ไม่ได้เผยแพร่ข่าวออกมาใหญ่โตที่จะให้สังคมทั่วไปรับรู้ แต่พอเป็นเรื่องไม่ดีปุ๊บ มันเห็นได้ชัดและกระจายไปทั่ว
แล้วพอมาทำงานจริงๆ ก็มีพระบางรูปที่มีอุดมการณ์จริงๆ ที่ตั้งใจและให้เกิดประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา เกิดประโยชน์แก่สังคม ก็คือเห็นภาพชัดเจนขึ้น และทำให้เปลี่ยนทัศนคติของตัวเองและคนรอบข้างด้วย พอเราได้มาทำงานปุ๊บ เราก็ไปพูดให้เพื่อนฟัง ให้คนรอบตัวและที่บ้านฟังว่ามันไม่ได้มีแค่นั้นนะ อย่าเพิ่งไปตัดสินอะไร ซึ่งก่อนหน้านั้นความรู้สึกเราจะเป็นไปในทางลบด้วยอย่างที่บอก เหมือนกับเราเรียนในแถวที่มีพระเยอะๆ แล้วเราก็เห็นพระมาเดินดูของ มันทำให้เรารู้สึกว่าไม่โอเคมากๆ พอเราได้มาทำงานก็ทำให้ความรู้สึกเปลี่ยนจากลบเป็นบวกเลย
วิลาสินี : อย่างเราเองก็เป็นเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่ห่างไกลวัดเอามากๆ ไม่เคยคิดที่จะเข้าวัด เพราะเรารู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเอง แต่พอได้มาทำงานจริงๆ เราก็รู้สึกว่า มันมีอะไรเปลี่ยนแปลงในชีวิตค่อนข้างเยอะ รู้สึกว่าจากที่เราไม่ชอบไม่เข้า กลายเป็นว่า เรามาชอบคุยกับพระ เพราะว่าเราได้อะไรจากตรงนั้น แล้วก็รู้สึกว่าท่านก็สอนเราในเรื่องการทำงานด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้เราก็มีความรู้สึกเฉยๆ เป็นวัยรุ่นที่สนใจเรื่องอื่นมากกว่า
ปริยาภรณ์ : ส่วนตัวเรา ด้วยความที่อายุมากกว่าน้องๆ ทั้งสอง ในช่วงวัยเด็กเรามีความผูกพันกับวัด เนื่องจากที่บ้านก็จะพาเราเข้าวัด เราก็ได้วิ่งเล่นในวัด แล้วก็ได้คุยกับหลวงพ่อที่เป็นเจ้าอาวาสที่ใจดี แล้วก็มีความผูกพันกับครอบครัวเรา ช่วยเหลือเกื้อกูลทั้งวัดทั้งบ้าน แต่จะมาห่างจากวัดเมื่อเราโตขึ้น อันเนื่องมาจากระบบการศึกษาที่ไม่ได้เอื้อกับวัด คือเรียนอย่างเดียว จบมาก็ทำงานหาเงิน แล้วช่วงเสาร์-อาทิตย์ก็ไม่ได้อยากเข้าวัด เพราะว่ามันเหนื่อยแล้ว อยากอยู่บ้าน แล้วก็ข้อสอง เราเสื่อมศรัทธาเหมือนกัน จากการรับสื่อ และเห็นกับตา เวลาที่ไปงานศพ แล้วเห็นพระบางรูปปฎิบัติไม่เหมาะไม่ควร และก็ในเชิงกายภาพคือ ทำไมวัดถึงไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย แล้วก็สร้างเยอะขนาดนี้ ซึ่งมันก็เป็นประเด็นที่มันค้างเราอยู่ว่า มันไม่เหมือนกับตอนที่เราเด็กๆ แล้วก็ไม่ทำบุญกับวัด แต่จะไปเน้นเรื่องการศึกษาแทน ซึ่งเราก็จะพูดกับทุกๆคนแบบนี้เลย เพราะรู้สึกว่า การทำบุญมันไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง
• ในมุมมองของทั้ง 3 คน วัดในปัจจุบันนี้ ได้ตอบโจทย์ให้กับปัจจุบันพอควรมั้ยครับ
ภัสภรณ์ : เหมือนมันมีอย่างอื่นที่ตอบโจทย์ค่ะ อย่างเมื่อก่อน ถ้าเราถูกใจ สบายใจ เราอาจจะเข้าวัด ไหว้พระทำบุญ แต่ตอนนี้อาจจะมีโรงหนัง สวนสนุก คือเราไปทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่ใช่วัดได้ แล้วมันมีความน่าสนใจและร่วมสมัยกว่า แต่ถ้าวัดมีกิจกรรมที่เอื้อต่อวัยรุ่นมากขึ้น มันก็น่าจะได้อยู่ค่ะ
วิลาสินี : จริงๆ ก็ตอบโจทย์ในระดับนึงนะ เรารู้สึกว่าวัดมันมีเรื่องของธรรมชาติ แล้วก็รู้สึกว่า ถ้าได้เข้าวัด ก็เหมือนได้เข้าสู่ธรรมชาติด้วย แล้วมันก็มีบางวัดที่มีสิ่งนี้อยู่
ปริยาภรณ์ : ถ้าที่เราเห็น วัดส่วนหนึ่งก็พยายามทำเพื่อตอบโจทย์กับการเปลี่ยนแปลงต่อสังคมยุคปัจจุบัน บางวัดต้องการทำ แต่ยังขาดเรื่องขององค์ความรู้หรือกระบวนการทำในบางอย่าง เท่าที่เราไปสำรวจมานะ คือวัดที่ทำได้ ท่านเจ้าอาวาสก็ดูเหมือนที่มีความรู้ในทางธรรม แล้วก็มีประสบการณ์ชีวิตในระดับหนึ่ง ที่จะสามารถประยุกต์สิ่งใหม่ๆ เข้ามาสู่กิจกรรมของวัด หรือวิธีการเทศน์ หรือทุกคน ซึ่งเรารู้สึกว่าพระเอง อยู่กับพื้นที่ ท่านรู้จักคน ว่าโยมแต่ละกลุ่มมา ท่านควรจะสื่อธรรมด้วยวิธีการไหน
ซึ่งถ้าพระที่เข้าใจก็ทำได้ แต่ว่าก็ยังมีบางวัดไม่เข้าใจ อย่างเช่นวัดที่สมัครร่วมโครงการในช่วงหลัง ท่านเริ่มเห็นแล้วว่ามีวิธีการอย่างงี้อยู่ อย่างเฟซบุ๊กของเราก็จะมีบอกอยู่ตลอดว่า เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร เราก็จะโพสต์ผลงาน แล้วพอเราโพสต์เสร็จ พระท่านที่เป็นสมาชิกแฟนเพจของเรา ท่านก็คลิกดู ว่ามีแบบนี้ด้วย ก็ทำให้ท่านอยากจะเก็บเกี่ยวแบบนี้แล้ว แล้วก็ประเภทที่สามคือ เจ้าอาวาส หรือว่าพระไม่สนใจ อยู่เพื่อให้วัดมาทำบุญอย่างเดียว ซึ่งจะมีอยู่แค่ 3 ประเภทที่เราเห็น

• มันเหมือนว่าให้วัดกลับไปสู่วิถีเดิมในหน้าที่ของวัด ที่เป็นทุกอย่างประมาณนั้นมั้ย
ปริยาภรณ์ : จริงๆ ก็ด้วยนะ คือทำทั้ง 2 อย่างเลย อย่างเมื่อก่อนวัดก็เป็นทั้งโรงเรียน มีคนพูดว่า วัดคือ Long Life Education คือเป็นการศึกษาตลอดชีวิตระยะยาว ซึ่งมันก็เป็นอย่างงั้นจริงๆ ที่เราไปพบนะเราเข้าไปเรียนรู้ทุกอย่างได้ ตั้งแต่ศิลปวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม รูปแบบ วิถีชีวิตต่างๆ คือเราไปทำงานวัดทั่วประเทศ เหมือนกับเราได้ไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของประเทศเลยนะ ยกตัวอย่างเช่น เราไปวัดโคกเขา หญ้าคา วัดประสิทธิ์สังวรณ์ ซึ่งวัดหลังนี้ คุณจิตร ภูมิศักดิ์ ถูกยิงเสียชีวิตที่นั่น ซึ่งทางวัดได้สร้างอนุสาวรีย์ และมีกระดูกมาไว้ ซึ่งพื้นที่ตรงนั้นเคยเป็นแหล่งคอมมิวนิสต์เก่า ซึ่งเราก็ไม่เคยรู้มาก่อน
เหมือนกับว่า พอเรายิ่งไปทำงาน ก็มีความรู้สึกว่า ทำไมไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับประเทศตัวเองเลย ซึ่งอันนี้สำคัญ หรือ อย่างวัดโคกเขาหญ้าคา ก็เป็นวัดที่กลุ่มสหายที่รวมอัฐิของทุกคน และมีประวัติศาสตร์ของชุมชน แล้วเราลองไปดู เขาเป็นชุมชนที่แบบว่า เขาอยู่กับหนังสือ อ่านหนังสือ เขาอ่านงานของคุณจิตร ภูมิศักดิ์ ซึ่งเรารู้สึกว่า เขาคิดกันอย่างงี้เลยเหรอ มันก็เป็นอีกหน้าหนึ่ง
หรือว่าเราไปวัดอุโมงค์ ที่เชียงใหม่ เราก็ไม่เคยรู้เลยว่า พระยาเม็งราย ท่านก่อสร้าง ก่อตั้งอาณาจักรล้านนา แต่ท่านใช้หลักศาสนาเข้ามา เพื่อทำให้อาณาจักรรุ่งเรือง ท่านก็สร้างทั้งวัดป่าและวัดเมือง ซึ่งมีรูปแบบที่ต่างกัน เราก็ไม่เคยรู้มาก่อนอีกแล้ว เพราะฉะนั้น คนที่ทำงานจะสนุกมาก เนื่องจากคนที่ทำงานเอง มันก็ได้ไปเรียนรู้ชีวิตของคน วัดก็คือการเรียนรู้อย่างที่บอก คือเรียนรู้ประวัติศาสตร์ หรือการเรียนรู้ของคน เรียนรู้อะไรที่มันเป็นของประเทศเรา เพราะฉะนั้น เรารู้สึกว่าเราอยากจะทำงาน และทำยังไงที่จะสร้างวัดให้เกิดการเรียนรู้ให้กับคนอื่น
ก็คือหยิบศักยภาพ หยิบทุนเดิมที่มี แล้วก็เอามาปัดฝุ่นใหม่ คือ หนึ่ง ทำกายภาพและสภาพแวดล้อมให้ดี สอง ภูมิทัศน์ที่มีอยู่ ให้มาเรียนรู้ และเกิดการจัดการที่ดีให้กับวัด ก็คือ การจัดการในรูปแบบสมัยใหม่ เช่น แต่ก่อนมีไวยาวัจกร ที่จะเป็นคนรุ่นคุณลุงคุณป้า แต่เดี๋ยวนี้มีโยมอุปัฏฐากเป็นคนรุ่นใหม่ เขาก็จะมีแนวคิดในการพัฒนาใหม่ๆ อะไรอย่างงี้ค่ะ ซึ่งมันสนุกมากๆ เรารู้สึกว่า มันดึงกลับมาได้ทุกอย่างเลย แม้แต่วัดป่าสุขสมบูรณ์ คือพระท่านทำเรื่องตอกเส้นสุขภาพองค์รวม แต่อันนั้นท่านศึกษาอย่างจริงจังนะ แล้วท่านได้รับสิทธิบัตร และท่านก็ไปสอนวัยรุ่นในชุมชน มาฝึกแล้วมาตอกเส้นในวัดเลย แล้วท่านก็ให้คนที่ป่วยมารักษา ซึ่งท่านมีวิสัยทัศน์ไกลมาก ท่านบอกว่า การรักษาแบบนี้จะช่วยลดภาระให้กับโรงพยาบาล เพราะฉะนั้น วัดช่วยสังคมได้หลายอย่าง ขึ้นอยู่กับว่า เจ้าอาวาส หรือพระในวัดท่านมีความสามารถอะไร

• ทีนี้เป้าหมายที่ทางกลุ่มได้ตั้งเป้าไว้ ว่าอยากให้วัดเข้ากับสังคมปัจจุบัน รบกวนให้แต่ละคนช่วยอธิบายในแต่ละภาคส่วนหน่อยครับว่า เป็นยังไงบ้าง
วิลาสินี : โดยส่วนตัวเราเองก็ไม่เคยทำงานกับวัดมาก่อน ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าจะต้องรู้เรื่องอะไรบ้าง แต่สิ่งที่ได้เข้าไป เรารู้สึกว่า พระก็เหมือนครู เหมือนกับเราได้ทำงานไปด้วย และได้เรียนรู้ไปด้วย และได้กลับมาทบทวนเอง แล้วในระหว่างที่เราทำงาน เราไม่ได้ทำงานแค่พระกับเรา แต่เราทำงานทั้งชุมชนกับเยาวชนด้วย มันเหมือนกับเราได้สร้างคว่ามร่วมมือ ระหว่าง เรา พระ ชุมชน เข้าด้วยกัน เหมือนกับเราเป็นเครื่องมือที่ช่วยทั้งสองด้านในการพัฒนาวัดค่ะ ส่วนทักษะของเราในด้านการออกแบบ โดยส่วนตัวก็ทำหลายๆ อย่าง ก็เลยเปรียบตัวเองเป็นสถาปนิกชุมชนค่ะ ที่ไปทำพวกการทำผังแม่บท สนามเด็กเล่น อาคารเล็กๆ หรือว่าภูมิทัศน์ต่างๆ คือเราก็ไม่ได้บอกนะคะว่าตัวเองเป็นสถาปนิก เราเหมือนเป็นคนที่ไปช่วยเขาคิดเขาทำมากกว่า
ภัสภรณ์ : อย่างตัวเราจบทางด้านโบราณคดีมา ก็จะเอาความรู้ของตัวเองที่มีมาประยุกต์ใช้ คือหาองค์ความรู้ให้กับนักออกแบบเพื่อนำมาสู่การออกแบบที่ถูกต้อง ก็คือสร้างความเข้าใจกับบริบทพื้นที่ อย่างเช่นว่าเราไปออกแบบที่ภาคเหนือ มันจะมีรูปแบบศิลปะยังไงบ้าง เราจะหยิบยังไง เอามาใช้ยังไง คือสร้างให้ไปสู่การออกแบบ ถ้าถามว่ายากมั้ย จริงๆ ก็ไม่ยากนะคะ เพราะแต่ละท้องที่ก็มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนอยู่แล้ว เราแค่ลงลึกเข้าไปอีกหน่อยว่า ตรงนี้มีที่มายังไง บริบทเป็นยังไงแล้วก็ใครใช้งานอยู่ คือเหมือนกับเราเอาข้อมูลมาปะติดปะต่อด้วย แต่ก็ไม่ถึงว่าคลิกเดียวค่ะ ก็ต้องมีการค้นคว้ากับกองหนังสือมากกว่า
อย่างสมมติว่าเราไปทำงานวัดอุโมงค์ เราก็ไปหาว่า เขามีที่มายังไง สร้างสมัยไหน รูปแบบเปลี่ยนไปยังไง เราก็ต้องหาก่อนว่าเป็นอย่างงี้ๆ เราต้องเข้าไปทำอะไรกับวัด เข้าถึงเรื่องไหนบ้าง เราควรจะนำอะไรมาประยุกต์ใช้ได้บ้าง ทำความเข้าใจในเรื่ององค์ประกอบต่างๆ แล้วก็มีเรี่องของสัญลักษณ์ ที่เราจะใส่อะไรเข้าไป

ปริยาภรณ์ : ในส่วนของเรา เราเป็นนักบริหารจัดการ ส่วนใหญ่เป็นนักวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ เพราะฉะนั้น การที่มาทำงานกับวัด ซึ่งเมื่อก่อนเราจะเป็นพวกคิดไว ทำไว แต่พอมาทำงานกับวัด มันไม่ใช่แค่เราคนเดียว และที่สาธารณะแล้ว คือไม่ใช่มุ่งไปสู่ความสำเร็จแล้ว แต่มันมุ่งไปสู่การทำงานในเชิงกระบวนการแล้ว คือเอาทุกคนมาอยู่ในงานแล้วไปพร้อมกัน ซึ่งตรงนี้เราก็ต้องมีการลดอัตตาหลายอย่าง แล้วความคาดหวังอยู่ที่ อาจจะได้ 100 แต่อาจจะได้แค่ 50-70 ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ ทุกคนจะไปได้หมด
ซึ่งถือว่ายากพอสมควร เนื่องจากวัดเป็นพื้นที่สาธารณะ แล้วก็อยู่บนความขัดแย้ง แล้วมันมีผู้รับประโยชน์เยอะ ในเรื่องอื่นๆ ของการใช้พื้นที่เข้ามา เพราะฉะนั้น ทำยังไงที่จะให้การทำงานของเราขับเคลื่อนได้ แต่ว่าให้มีข้อขัดแย้งน้อยที่สุด ไม่ไปพยายามสร้างความขัดแย้ง ต้องมีการประนีประนอมเจรจา เช่น อย่างวัดสุทธิวราราม ต้องการที่จะเพิ่มพื้นที่สีเขียววัด แต่จะต้องเอาพื้นที่จอดรถออก ซึ่งคนใช้พื้นที่จอดรถ เขาก็ไม่พอใจ แต่เจ้าอาวาสใช้กุศโลบายว่า ให้ค่อยๆ เห็นต้นไม้ คือค่อยๆ ทำ มันไม่เหมือนพื้นที่เอกชน ที่จะทำอะไรก็ได้ หรือว่าร้านค้าที่อยากจะไปจัดระเบียบ จะต้องมีการเจรจา เพราะว่าชาวบ้านก็มาใช้พื้นที่ในการค้าขายด้วย ฉะนั้น นี่คือโจทย์ใหญ่ที่เราจะต้องทำ win win solution

• ในแง่ของการทำโครงการนี้ เหมือนกับว่าให้คนในยุคปัจจุบันได้กลับสู่ความเรียบง่าย โดยมีวัดเป็นจุดเริ่มต้นประมาณนั้นด้วย
ปริยาภรณ์ : อย่างแรกเลย ทีมงานทั้งฝั่งวัดบันดาลใจ แล้วก็ทีมจิตอาสา ต้องเข้าใจการทำงานของวัด ว่าทำยังไงให้การออกแบบวัดเน้นความเรียบง่าย อย่างที่บอกว่า สมถะ ประโยชน์สุด ประหยัดสุด และปริศนาธรรม มันคือการที่ทุกคนรู้แล้วว่ามีความเรียบง่ายของวัด แต่ก็มีความลึกซึ้งในนั้นด้วย มันทำงานกันแบบไหน สอง คือ การที่เราสนับสนุนให้คนไม่ใช้เงินในการทำบุญ เราเข้ามาด้วยการใช้แรง ความรู้ ความสามารถ ลงมือทำ อย่างบางวัดที่ไม่มีเงินจริงๆ เราก็ระดมทีมของเราเอง หรือว่ามีการนำจิตอาสาเข้าไปกวาดวัด ถูพื้น เคลียร์พื้นที่ เก็บขยะ เป็นต้น คือมันกลับไปติดดินอีกรอบ
คือแต่ก่อนเราทำงานนั่งโต๊ะใช่มั้ย แต่อันนี้เราต้องนั่งทำงานคุยกับพระกับชุมชน เราก็ต้องนั่งกับพื้น เดินเท้าเปล่า กระบวนการในการทำงาน มันสร้างให้คนทำงาน มันลงสู่ความเรียบง่ายเรื่อยๆ ขณะที่คนที่เราชวนเขามาทำงาน เราให้เขาแตะในส่วนที่ไม่ต้องใช้เงินในการทำบุญ ให้มาเป็นคนทำงาน การรับรู้ต่างๆ แล้วก็ลงไปสู่ในการออกแบบวัดที่เราคาดหวังว่า ถ้าได้ออกแบบวัดที่เรียบง่ายได้จริงๆ มันก็จะเป็นเทรนด์ของคนสมัยใหม่ที่เจอวัดที่เรียบง่าย ซึ่งมันจะติดตาเขาไปว่าการพัฒนาวัดในอนาคตมันต้องเรียบง่ายแบบนี้นะ ไม่ใช่หรูหราฟุ่มเฟือย เพราะจากยุคที่ผ่านมา มันเป็นยุคที่คนทำบุญมากๆ เพียงเพราะว่าหวังได้บุญ เพราะฉะนั้น อะไรที่ทำให้ฉันทำใหญ่โต หรูหราฟุ่มเฟือยที่สุด มันก็จะได้แต่มุมเดียว
ภัสภรณ์ : เรามองว่าบางอย่าง เงินมันซื้อไม่ได้ มันเลยเริ่มที่ความเรียบง่าย อย่างเช่น การมีส่วนร่วมของชุมชน ในการที่เขามีใจจะเข้ามา มันก็คือความเรียบง่ายในวิถีชีวิตของคนไทยมาตั้งแต่แรก ทั้งในเรื่องของการเข้ามามีส่วนร่วม ว่าวัดจะจัดการอะไร เราเข้ามาช่วยเหลือ ใครมีเงินก็อาจจะมาช่วยได้มากหน่อย ใครไม่มีเงินก็เอาแรงมาช่วยกัน คือเรามองว่า มันถูกปลูกฝังความเรียบง่ายอยู่ในวิถีชีวิตเลย
วิลาสินี : ถ้าพูดถึงการออกแบบ ความเรียบง่ายก็คือความธรรมดา ยกตัวอย่างเช่น คือ การออกแบบพื้นที่ในการปฎิบัติธรรม จริงๆ เราก็ออกแบบให้ดั้งเดิม คือ ถอดรองเท้า เข้าพื้นที่ปฎิบัติธรรม ก็คือ คุณจะใส่รองเท้าอะไรก็ได้ แต่พอมาถึงจุดนิ้ คุณไม่ต้องใส่รองเท้าแล้ว คือเท่ากันทุกคนค่ะ เหมือนสร้างความเท่าเทียมกัน

• แน่นอนว่า การทำงานตามหลักวิถีพุทธจากคำสอน ก็ได้เข้ามาส่งเสริมในโครงการนี้ด้วย
ปริยาภรณ์ : ในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา ก็เกิดการเรียนรู้ระหว่างทาง เราก็เกิดการเรียนรู้ ในตอนนี้ คือ หนึ่ง เราต้องจัดการองค์ความรู้ คือมันเกิดจากการบันทึกต่างๆ เช่น ความเข้าใจในหลักพระพุทธศาสนา พระธรรมวินัยในการออกแบบ แล้วก็เรื่องประวัติศาสตร์ เรื่องสถาปัตยกรรม ซึ่งเรื่องการออกแบบภูมิทัศน์นี่คือสำคัญมากเลยนะ คือหลักๆ เลย คือ เน้นไปปรับปรุงวัดให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียว แต่ว่าการปรับปรุงนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะก็มีในเรื่องของการจัดสรรพื้นที่
อย่างบางวัดก็ใช้ประโยชน์หนาแน่นมาก สอง จะเลือกพรรณไม้ยังไง ให้เหมาะกับการปลูกในวัด โดยตามโซนต่างๆ เช่นไม้ที่ให้ร่มเงา หรือถ้าเป็นไม้ที่ไปปลูกในที่จอดรถ ก็เป็นไม้ที่ไม่เปราะง่าย ต้องเป็นไม้ที่ใบไม้ไม่ร่วงมาก เพราะอย่างบางวัดก็บอกว่า ต้องดูแลรักษาแบบง่ายๆ เลยนะ คือวัดไม่ใช่บริษัทเอกชนที่จ้างคนทำสวนมา พระก็มาทำบ้าง ญาติโยมก็ทำเองบ้าง มาช่วยกัน คือต้องดูแลรักษาให้เรียบง่ายที่สุด คือมันเป็นองค์ความรู้พัฒนามา แล้วก็ปริมาณในเชิงพุทธประวัติ ที่ต้องเรียนรู้ด้วย มันต้องเชื่อมโยงกันหมด มีองค์ความรู้ในหลายสาขามาก ซึ่งเราต้องเก็บเกี่ยวมา

อีกข้อหนึ่ง พระพุทธเจ้าเวลาที่ท่านจะไปสอนใคร ท่านเลือกว่าจะใช้วิธีการสอนในแต่ละคนยังไง เหมือนหลักนี้ ก็เอามาใช้ในการทำงานเหมือนกันว่า หนึ่ง เราเลือกคนที่มีฉันทะ คือเป็นคนที่อยากทำงานจริง สอง เป็นคนที่ฟังผู้อื่น คือฟังซึ่งกันและกัน เปิดรับ เปิดกว้าง แล้วก็ถ้าใครไม่เปิด เราก็จะไม่ไปทะเลาะกับเขา ไม่ไปขัดแย้ง เราก็ถอยออกมา ซึ่งหลวงพ่อก็จะสอนวิธีการแบบนี้มาให้กับพวกเรา ซึ่งเราก็เรียนรู้จากพระอีกรอบหนึ่ง แล้วพระก็เรียนรู้จากหลักคำสอน เปิดโอกาสแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน แล้วอีกอย่าง วิธีการสื่อสารไม่เหมือนกัน
ภัสภรณ์ : โดยส่วนตัวน่าจะเป็นเรื่องของความเรียบง่าย พระพุทธเจ้าเองท่านก็ไม่ได้บอกว่าให้สร้างรูปเคารพ หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ความเรียบง่าย มันถูกเอาออกมาใช้ด้วยการทำงานของตัวเอง สำหรับเรา เรารู้สึกว่า เวลาที่เราเอาความเรียบง่ายมาใช้ รู้สึกว่างานมันก็ไปได้ เราก็ทำได้ ทำให้มีความรู้สึกที่เรียบง่ายตามไปด้วย มันเกิดประโยชน์ทั้งตัวมันเองและตัวชุมชนที่เราลงไป แล้วก็ทางสายกลางก็ใช่นะ มันทำให้เราเข้าใจวัดด้วย พอเราได้เรียนรู้วิถีพุทธ เราก็เข้าใจมากขึ้นว่าควรจะออกแบบยังไงกับวัด มันทำให้เราได้ละอัตตาของตัวเอง เปิดรับฟังมากขึ้น แล้วก็พอสิ่งที่สำเร็จขึ้นมา มันทำให้เรารู้สึกดีกับมัน อันนี้อาจจะเน้นตัวเองนะ (หัวเราะ)

• จากการดำเนินการมา 3 ปี ถือว่าได้ตอบโจทย์ตามวัตถุประสงค์บ้างหรือยังครับ
วิลาสินี : คิดว่าตอบโจทย์นะคะ เพราะรู้สึกว่า มันได้เห็นการเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่าง อย่างวัดก็มีพื้นที่สีเขียว มีหญ้าเต็มวัด คืออาจจะไม่ได้มากที่สุด แต่ก็มีการเพิ่มทีละนิด ทีละน้อย เป็นไปตามระบบ หรือบางวัดที่ไม่มีคนเข้า เราก็จัดกิจกรรมให้คนเข้าวัด
ภัสภรณ์ : ของเราจะเห็นเปลี่ยนแปลงของวัดที่เราไปทำงาน แต่อันนี้เรามองถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในอนาคต อย่างเช่นบางงานที่เราทำออกมาเป็นแบบรูปธรรม มีการสื่อสารทางโครงการออกไปมากขึ้นตามช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสื่อสารคดี หรือทาง facebook เอง ก็ทำให้วัดอีกหลายๆ วัด รู้สึกว่า ต้องการที่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง คือหลังจากที่มีการสื่อสารออกไปเยอะๆ ก็ทำให้มีวัดมาสมัครเข้าร่วมโครงการเยอะมาก ประมาณ 50-60 วัดได้ คือมันเห็นการเปลี่ยนแปลงในระดับสังคม

ปริยาภรณ์ : วัตถุประสงค์ คือ หนึ่ง อยากให้วัดมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ก็ถือว่าได้พอสมควรในแง่วัด จากวัดที่ได้ไปทำงาน 40 กว่าวัด พระและวัดก็มีผังแม่บทมาแล้วว่าท่านมีแนวจะไปทางไหน สอง ในเชิงรูปธรรมจริงๆ มีวัดที่ท่านเริ่มปรับปรุงภูมิทัศน์เลย ความร่มรื่นก็กลับมา ซึ่งตอบโจทย์ที่ให้วัดมาเป็นศูนย์กลางของชุมชน อย่างในบางวัดก็เห็นชัดเจน คือ เราเห็นคนกลับเข้ามาที่วัดเลย มาทำกิจกรรมที่วัด สืบเนื่องมาจาก มาเห็นการเปลี่ยนแปลงของวัดที่ดีขึ้น พระคุณเจ้ามาทำกิจกรรมที่ให้คนเข้าวัด ชุมชนก็กลับมา แล้วมีบางวัดที่ทำได้สำเร็จก็มีแล้ว สาม เป็นในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงจิตอาสา ตอนนี้ก็มีคนเข้ามาร่วมเป็นเครือข่ายเยอะมาก ทั้งในเครือข่ายในระดับพื้นที่ที่เป็นในวัด ก็มีคนเข้ามาสนับสนุนวัดโดยเฉพาะเลย กับเครือข่ายที่เข้ามาในส่วนกลาง หรือเครือข่ายที่เขาทำงานในด้านอื่น แต่ว่าอยู่ในเป้าหมายเดียวกัน มาร่วมกัน ซึ่งเราถือว่าสามารถขยายเครือข่ายและสร้างความแข็งแรงให้คนที่ทำงานได้มากขึ้นและไปด้วยกัน
หรืออย่างเรื่องพระ เราเริ่มเห็นว่าพระท่านเริ่มเห็นว่ามันมีช่องทางของการทำงานแบบนี้อยู่แล้ว แล้วท่านยินดีที่เข้ามาร่วมกับเรา คือ พระบางรูป ท่านมาร่วมโครงการ เหมือนกับโครงการไม่ได้บอกว่าท่านต้องทำอะไร ประมาณนี้ มันก็เลยรู้สึกดีกว่าเราไปใช้เงินจากทางราชการ แบบตู้มเดียว แล้วทำตามกำหนด แล้วต้องได้ผลอะไรยังไง แต่เราไปทำในกระบวนการที่ว่าชวนท่านมาทำ มาแก้ปัญหา เหมือนเราไปรับใช้ท่าน โดยไม่ต้องให้ท่านทำตามแผน ซึ่งมันจะเกิดการทำงานในระยะยาว คือเราเข้าไปอยู่กับท่านช่วงหนึ่ง มีกระบวนการ มีการสร้างเครือข่าย ท่านก็สามารถต่อยอดของท่านเองได้ โดยที่เราไม่ต้องไปทำงานกับท่านแล้ว เพียงแต่ว่านำเรื่องดีๆ ของท่านมาประชาสัมพันธ์ให้คนอื่นได้รับรู้ มันก็เหมือนกับเป็นกระบวนการในการทำงานในเชิงยั่งยืน

• อยากให้แต่ละคนนิยามคำว่า ‘วัดบันดาลใจ’ ตามความคิดเห็นในแต่ละคนหน่อยครับ
วิลาสินี : จริงๆ คำนี้ มันเป็นอะไรก็ได้ค่ะ และก็เป็นใครก็ได้ มาช่วยกันพัฒนาวัด ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น และเป็นอีกแรงบันดาลใจให้กับอีกหลายร้อยวัดในประเทศไทย
ภัสภรณ์ : คิดเหมือนกันเลยค่ะ (หัวเราะเบาๆ) คืออยากให้วัดเป็นที่บันดาลใจ ไม่ใช่แค่บันดาลใจในสิ่งที่ไปทำงาน ไม่ใช่ว่าอยากให้วัดอื่นมีแรงบันดาลใจในทางกายภาพ แต่อยากให้มีแรงบันดาลใจในการมีส่วนร่วม มีแรงบันดาลใจของทางโลกและทางธรรม รวมถึงชุมชนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคนเฒ่าคนแก่ หรือว่าคนรุ่นใหม่ เกิดแรงบันดาลใจที่จะทำอะไรสักอย่าง
ปริยาภรณ์ : เพิ่มอีกข้อละกัน มันเป็นเรื่องของวัดที่สร้างแรงบันดาลใจ จนวัดที่เราเข้าไปทำงานเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้วส่งต่อในทางที่ดีไปให้ผู้อื่น ให้กับวัดและผู้อื่นที่จะทำงาน ที่จะรับใช้พระพุทธศาสนา หรือ รับใช้สังคม ประมาณนี้มากกว่า
เรื่อง : สรวัจน์ ศิลปโรจนพาณิช
ภาพ : ธัชกร กิจไชยภณ และ กลุ่มวัดบันดาลใจ
แต่โครงการ ‘วัดบันดาลใจ’ ที่มีวัตถุประสงค์ให้วัดกลับมามีบทบาทต่อชุมชนท้องถิ่นอีกครั้ง ก็ทำให้ความตั้งใจนี้เกิดขึ้น เพราะจากการดำเนินการมากว่า 3 ปี ได้ฟื้นฟูให้วัดกลับมาเป็นสถานที่ที่มากกว่าภาพจำหลัก ผ่านการเข้าร่วมโครงการดังกล่าว โดยมี ปริยาภรณ์ สุขกุล ผู้จัดการโครงการ, วิลาสินี ยมสาร สถาปนิกโครงการ และภัสภรณ์ ชีพชล นักวิชาการโครงการ ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มโครงการ ให้เราได้มองเห็นถึงภาพรวมกว้างๆ ของโครงการนี้
• อยากให้ทางกลุ่มช่วยอธิบายถึงโครงการนี้แบบคร่าวๆ หน่อยครับ
ปริยาภรณ์ : สืบเนื่องจากสถาบันอาศรมศิลป์เอง ที่เป็นสถาบันที่สอนทางด้านสถาปัตยกรรมด้วย แล้วก็ทำงานกับชุมชน ซึ่ง อ.ธีรพล นิยม ที่เป็นผู้ก่อตั้งสถาบัน มองเห็นความสำคัญในเรื่องของการพลิกฟื้นวัดให้กลับมามีบทบาทเดิม คือ กลับมาเป็นศูนย์กลางของชุมชน แล้วก็บทบาทที่เข้ามาฟื้นฟูหรือพัฒนาในเรื่อง ส่งเสริมเรื่องจิตวิญญาณของคน ซึ่งตอนนี้ด้วยเหตุปัจจัยหลายๆ อย่างของการเปลี่ยนในสังคมปัจจุบัน ก็ทำให้บทบาทวัดลดน้อยลงไป แล้วก็เราได้ยินข่าวในทางที่ไม่ดีกับวัดในหลายๆ เรื่อง มันก็ทำให้คนเสื่อมศรัทธากับวัด เราก็อยากที่จะไปฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมา
ทีนี้เราก็เลยมองว่า สิ่งที่เรามีประสบการณ์ความรู้ความสามารถที่เราช่วยได้ ก็คือการออกแบบ เพราะว่าเราก็เป็นสตูดิโอสถาปนิก แล้วก็มีเครือข่ายร่วมวิชาชีพต่างๆ ก็เลยริเริ่มที่จะทำโครงการนี้ขึ้นมา โดยไปขอทุนสนับสนุนจาก สสส. ซึ่งทาง สสส. ก็เป็นองค์กรที่สนับสนุนในเรื่องสุขภาวะก็สนใจ ก็มองว่าวัดเองก็เป็นพื้นที่สุขภาวะที่สำคัญในระดับชุมชน สังคม และประเทศ เรามีวัดประมาณกว่า 40,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งแทนที่เราจะไปสร้างพื้นที่สุขภาวะใหม่ๆ ทำไมเราไม่ใช้รากฐานที่มีอยู่ซึ่งเป็นรากฐานของสังคมให้เกิดประโยชน์ล่ะ แล้วอีกอย่าง พระเองก็มีจิตวิญญาณทางนี้สูงมาก คือท่านมีเรื่องธรรมะในใจ แล้วก็มีพลังในการขับเคลื่อนคน แล้วก็การเผยแผ่หรือการสอน หรือทำให้คนกลับมามองการเป็นไปของตนเอง ประมาณนี้ค่ะ
ฉะนั้น สสส. ก็คิดว่า อย่างงั้นก็กลับมาทำงานกับวัดดีกว่า คือสามารถส่งเสริมในสุขภาวะ 4 ระดับด้วยกัน ก็คือ กาย ใจ จิตปัญญา แล้วก็สังคม ซึ่งเป็นที่มาของการทำงานนี้ ซึ่งเราก็มีภาคีเครือข่ายหลัก ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการทำกิจกรรม ส่งเสริมธรรมะ หรือให้คนส่งเสริมให้เข้าถึงหลักของศาสนาเป็นกิจกรรมที่สมสมัย เช่น หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ก็เป็นภาคีหลักของเรา หรือ บริษัทชูใจกับกัลยาณมิตร ซึ่งเป็นบริษัทสื่อสารเพื่อสังคมที่สนใจทำงานในประเด็นของศาสนา ก็เข้ามาเป็นภาคีหลัก
เพราะฉะนั้น เราก็จะมีทีมงาน 3 องค์กร ที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อน โดยที่เราเข้าไปสร้างจุดหนุน ก็คืองานของเรา อย่างแรกคือ ออกแบบผังแม่บทกับวัด เพื่อที่ท่านจะได้มีแผนหรือแนวคิดพัฒนาวัด โดยไม่ได้เกิดการสร้างอาคารสะเปะสะปะซ้ำซ้อนโดยที่ไม่เกิดประโยชน์ หรือว่า ไม่ได้มีการใช้สอยจริงๆ หรือว่า เหมือนกับการใช้ทรัพยากรที่ฟุ่มเฟือย เหมือนกับเราไปวางแผนการวางผังจัดโซนนิ่งให้ท่าน เพราะว่าโซนนิ่งที่ว่ามันมีเรื่องของพระธรรมวินัย มีเขตพุทธาวาส สังฆาวาส หรือเขตที่ชุมชนมาใช้บริการ ซึ่งเขตหลังเนี่ย ทำยังไงให้ท่านอยู่อย่างสันโดษได้ แต่ว่าก็มีความโปร่งใสในระดับหนึ่ง ที่ไม่ใช่ทุกคนมองไม่เห็นว่าพระทำไม อย่างเขตพุทธาวาส ก็มีหลักอยู่หลายๆ เรื่องที่เราก็ต้องเข้าใจตรงนั้น เพราะฉะนั้นเนี่ย ทีมงานที่เป็นสถาปนิกของโครงการ หรือ นักออกแบบจิตอาสาที่เข้ามาก็จะต้องเข้ามาเรียนรู้ในการออกแบบวัดด้วยอย่างถูกต้อง และเข้าใจในบริบท และการใช้งานของพระและชุมชนในวัดนั้นๆ ซึ่งมีความแตกต่าง และซับซ้อนกัน
• วัดในภาพรวมของแต่ละคน ในก่อนหน้านี้ เป็นยังไงบ้างครับ
ภัสภรณ์ : ก่อนที่จะมาทำงานนี้ เราค่อนข้างเสื่อมศรัทธา พูดได้เต็มปากเต็มคำเลยว่า เป็นคนไม่เข้าวัดเลย อันเนื่องมาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข่าวที่เรารับสารมา ประกอบกับหลายๆ อย่าง ทำให้รู้สึกว่า พระสงฆ์ดูไม่น่าเลื่อมใส แล้วพอได้มาทำงาน ก็เหมือนเปิดมุมมองหนึ่งว่า ความจริงแล้ว สิ่งที่เราเสพมาก่อนหน้านี้ มันอาจจะเป็นแค่แง่มุมหนึ่งที่มันถูกเผยแพร่ออกมา คือพระที่ท่านทำดีก็ไม่ได้เผยแพร่ข่าวออกมาใหญ่โตที่จะให้สังคมทั่วไปรับรู้ แต่พอเป็นเรื่องไม่ดีปุ๊บ มันเห็นได้ชัดและกระจายไปทั่ว
แล้วพอมาทำงานจริงๆ ก็มีพระบางรูปที่มีอุดมการณ์จริงๆ ที่ตั้งใจและให้เกิดประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา เกิดประโยชน์แก่สังคม ก็คือเห็นภาพชัดเจนขึ้น และทำให้เปลี่ยนทัศนคติของตัวเองและคนรอบข้างด้วย พอเราได้มาทำงานปุ๊บ เราก็ไปพูดให้เพื่อนฟัง ให้คนรอบตัวและที่บ้านฟังว่ามันไม่ได้มีแค่นั้นนะ อย่าเพิ่งไปตัดสินอะไร ซึ่งก่อนหน้านั้นความรู้สึกเราจะเป็นไปในทางลบด้วยอย่างที่บอก เหมือนกับเราเรียนในแถวที่มีพระเยอะๆ แล้วเราก็เห็นพระมาเดินดูของ มันทำให้เรารู้สึกว่าไม่โอเคมากๆ พอเราได้มาทำงานก็ทำให้ความรู้สึกเปลี่ยนจากลบเป็นบวกเลย
วิลาสินี : อย่างเราเองก็เป็นเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่ห่างไกลวัดเอามากๆ ไม่เคยคิดที่จะเข้าวัด เพราะเรารู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเอง แต่พอได้มาทำงานจริงๆ เราก็รู้สึกว่า มันมีอะไรเปลี่ยนแปลงในชีวิตค่อนข้างเยอะ รู้สึกว่าจากที่เราไม่ชอบไม่เข้า กลายเป็นว่า เรามาชอบคุยกับพระ เพราะว่าเราได้อะไรจากตรงนั้น แล้วก็รู้สึกว่าท่านก็สอนเราในเรื่องการทำงานด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้เราก็มีความรู้สึกเฉยๆ เป็นวัยรุ่นที่สนใจเรื่องอื่นมากกว่า
ปริยาภรณ์ : ส่วนตัวเรา ด้วยความที่อายุมากกว่าน้องๆ ทั้งสอง ในช่วงวัยเด็กเรามีความผูกพันกับวัด เนื่องจากที่บ้านก็จะพาเราเข้าวัด เราก็ได้วิ่งเล่นในวัด แล้วก็ได้คุยกับหลวงพ่อที่เป็นเจ้าอาวาสที่ใจดี แล้วก็มีความผูกพันกับครอบครัวเรา ช่วยเหลือเกื้อกูลทั้งวัดทั้งบ้าน แต่จะมาห่างจากวัดเมื่อเราโตขึ้น อันเนื่องมาจากระบบการศึกษาที่ไม่ได้เอื้อกับวัด คือเรียนอย่างเดียว จบมาก็ทำงานหาเงิน แล้วช่วงเสาร์-อาทิตย์ก็ไม่ได้อยากเข้าวัด เพราะว่ามันเหนื่อยแล้ว อยากอยู่บ้าน แล้วก็ข้อสอง เราเสื่อมศรัทธาเหมือนกัน จากการรับสื่อ และเห็นกับตา เวลาที่ไปงานศพ แล้วเห็นพระบางรูปปฎิบัติไม่เหมาะไม่ควร และก็ในเชิงกายภาพคือ ทำไมวัดถึงไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย แล้วก็สร้างเยอะขนาดนี้ ซึ่งมันก็เป็นประเด็นที่มันค้างเราอยู่ว่า มันไม่เหมือนกับตอนที่เราเด็กๆ แล้วก็ไม่ทำบุญกับวัด แต่จะไปเน้นเรื่องการศึกษาแทน ซึ่งเราก็จะพูดกับทุกๆคนแบบนี้เลย เพราะรู้สึกว่า การทำบุญมันไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง
• ในมุมมองของทั้ง 3 คน วัดในปัจจุบันนี้ ได้ตอบโจทย์ให้กับปัจจุบันพอควรมั้ยครับ
ภัสภรณ์ : เหมือนมันมีอย่างอื่นที่ตอบโจทย์ค่ะ อย่างเมื่อก่อน ถ้าเราถูกใจ สบายใจ เราอาจจะเข้าวัด ไหว้พระทำบุญ แต่ตอนนี้อาจจะมีโรงหนัง สวนสนุก คือเราไปทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่ใช่วัดได้ แล้วมันมีความน่าสนใจและร่วมสมัยกว่า แต่ถ้าวัดมีกิจกรรมที่เอื้อต่อวัยรุ่นมากขึ้น มันก็น่าจะได้อยู่ค่ะ
วิลาสินี : จริงๆ ก็ตอบโจทย์ในระดับนึงนะ เรารู้สึกว่าวัดมันมีเรื่องของธรรมชาติ แล้วก็รู้สึกว่า ถ้าได้เข้าวัด ก็เหมือนได้เข้าสู่ธรรมชาติด้วย แล้วมันก็มีบางวัดที่มีสิ่งนี้อยู่
ปริยาภรณ์ : ถ้าที่เราเห็น วัดส่วนหนึ่งก็พยายามทำเพื่อตอบโจทย์กับการเปลี่ยนแปลงต่อสังคมยุคปัจจุบัน บางวัดต้องการทำ แต่ยังขาดเรื่องขององค์ความรู้หรือกระบวนการทำในบางอย่าง เท่าที่เราไปสำรวจมานะ คือวัดที่ทำได้ ท่านเจ้าอาวาสก็ดูเหมือนที่มีความรู้ในทางธรรม แล้วก็มีประสบการณ์ชีวิตในระดับหนึ่ง ที่จะสามารถประยุกต์สิ่งใหม่ๆ เข้ามาสู่กิจกรรมของวัด หรือวิธีการเทศน์ หรือทุกคน ซึ่งเรารู้สึกว่าพระเอง อยู่กับพื้นที่ ท่านรู้จักคน ว่าโยมแต่ละกลุ่มมา ท่านควรจะสื่อธรรมด้วยวิธีการไหน
ซึ่งถ้าพระที่เข้าใจก็ทำได้ แต่ว่าก็ยังมีบางวัดไม่เข้าใจ อย่างเช่นวัดที่สมัครร่วมโครงการในช่วงหลัง ท่านเริ่มเห็นแล้วว่ามีวิธีการอย่างงี้อยู่ อย่างเฟซบุ๊กของเราก็จะมีบอกอยู่ตลอดว่า เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร เราก็จะโพสต์ผลงาน แล้วพอเราโพสต์เสร็จ พระท่านที่เป็นสมาชิกแฟนเพจของเรา ท่านก็คลิกดู ว่ามีแบบนี้ด้วย ก็ทำให้ท่านอยากจะเก็บเกี่ยวแบบนี้แล้ว แล้วก็ประเภทที่สามคือ เจ้าอาวาส หรือว่าพระไม่สนใจ อยู่เพื่อให้วัดมาทำบุญอย่างเดียว ซึ่งจะมีอยู่แค่ 3 ประเภทที่เราเห็น
• มันเหมือนว่าให้วัดกลับไปสู่วิถีเดิมในหน้าที่ของวัด ที่เป็นทุกอย่างประมาณนั้นมั้ย
ปริยาภรณ์ : จริงๆ ก็ด้วยนะ คือทำทั้ง 2 อย่างเลย อย่างเมื่อก่อนวัดก็เป็นทั้งโรงเรียน มีคนพูดว่า วัดคือ Long Life Education คือเป็นการศึกษาตลอดชีวิตระยะยาว ซึ่งมันก็เป็นอย่างงั้นจริงๆ ที่เราไปพบนะเราเข้าไปเรียนรู้ทุกอย่างได้ ตั้งแต่ศิลปวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม รูปแบบ วิถีชีวิตต่างๆ คือเราไปทำงานวัดทั่วประเทศ เหมือนกับเราได้ไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของประเทศเลยนะ ยกตัวอย่างเช่น เราไปวัดโคกเขา หญ้าคา วัดประสิทธิ์สังวรณ์ ซึ่งวัดหลังนี้ คุณจิตร ภูมิศักดิ์ ถูกยิงเสียชีวิตที่นั่น ซึ่งทางวัดได้สร้างอนุสาวรีย์ และมีกระดูกมาไว้ ซึ่งพื้นที่ตรงนั้นเคยเป็นแหล่งคอมมิวนิสต์เก่า ซึ่งเราก็ไม่เคยรู้มาก่อน
เหมือนกับว่า พอเรายิ่งไปทำงาน ก็มีความรู้สึกว่า ทำไมไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับประเทศตัวเองเลย ซึ่งอันนี้สำคัญ หรือ อย่างวัดโคกเขาหญ้าคา ก็เป็นวัดที่กลุ่มสหายที่รวมอัฐิของทุกคน และมีประวัติศาสตร์ของชุมชน แล้วเราลองไปดู เขาเป็นชุมชนที่แบบว่า เขาอยู่กับหนังสือ อ่านหนังสือ เขาอ่านงานของคุณจิตร ภูมิศักดิ์ ซึ่งเรารู้สึกว่า เขาคิดกันอย่างงี้เลยเหรอ มันก็เป็นอีกหน้าหนึ่ง
หรือว่าเราไปวัดอุโมงค์ ที่เชียงใหม่ เราก็ไม่เคยรู้เลยว่า พระยาเม็งราย ท่านก่อสร้าง ก่อตั้งอาณาจักรล้านนา แต่ท่านใช้หลักศาสนาเข้ามา เพื่อทำให้อาณาจักรรุ่งเรือง ท่านก็สร้างทั้งวัดป่าและวัดเมือง ซึ่งมีรูปแบบที่ต่างกัน เราก็ไม่เคยรู้มาก่อนอีกแล้ว เพราะฉะนั้น คนที่ทำงานจะสนุกมาก เนื่องจากคนที่ทำงานเอง มันก็ได้ไปเรียนรู้ชีวิตของคน วัดก็คือการเรียนรู้อย่างที่บอก คือเรียนรู้ประวัติศาสตร์ หรือการเรียนรู้ของคน เรียนรู้อะไรที่มันเป็นของประเทศเรา เพราะฉะนั้น เรารู้สึกว่าเราอยากจะทำงาน และทำยังไงที่จะสร้างวัดให้เกิดการเรียนรู้ให้กับคนอื่น
ก็คือหยิบศักยภาพ หยิบทุนเดิมที่มี แล้วก็เอามาปัดฝุ่นใหม่ คือ หนึ่ง ทำกายภาพและสภาพแวดล้อมให้ดี สอง ภูมิทัศน์ที่มีอยู่ ให้มาเรียนรู้ และเกิดการจัดการที่ดีให้กับวัด ก็คือ การจัดการในรูปแบบสมัยใหม่ เช่น แต่ก่อนมีไวยาวัจกร ที่จะเป็นคนรุ่นคุณลุงคุณป้า แต่เดี๋ยวนี้มีโยมอุปัฏฐากเป็นคนรุ่นใหม่ เขาก็จะมีแนวคิดในการพัฒนาใหม่ๆ อะไรอย่างงี้ค่ะ ซึ่งมันสนุกมากๆ เรารู้สึกว่า มันดึงกลับมาได้ทุกอย่างเลย แม้แต่วัดป่าสุขสมบูรณ์ คือพระท่านทำเรื่องตอกเส้นสุขภาพองค์รวม แต่อันนั้นท่านศึกษาอย่างจริงจังนะ แล้วท่านได้รับสิทธิบัตร และท่านก็ไปสอนวัยรุ่นในชุมชน มาฝึกแล้วมาตอกเส้นในวัดเลย แล้วท่านก็ให้คนที่ป่วยมารักษา ซึ่งท่านมีวิสัยทัศน์ไกลมาก ท่านบอกว่า การรักษาแบบนี้จะช่วยลดภาระให้กับโรงพยาบาล เพราะฉะนั้น วัดช่วยสังคมได้หลายอย่าง ขึ้นอยู่กับว่า เจ้าอาวาส หรือพระในวัดท่านมีความสามารถอะไร
• ทีนี้เป้าหมายที่ทางกลุ่มได้ตั้งเป้าไว้ ว่าอยากให้วัดเข้ากับสังคมปัจจุบัน รบกวนให้แต่ละคนช่วยอธิบายในแต่ละภาคส่วนหน่อยครับว่า เป็นยังไงบ้าง
วิลาสินี : โดยส่วนตัวเราเองก็ไม่เคยทำงานกับวัดมาก่อน ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าจะต้องรู้เรื่องอะไรบ้าง แต่สิ่งที่ได้เข้าไป เรารู้สึกว่า พระก็เหมือนครู เหมือนกับเราได้ทำงานไปด้วย และได้เรียนรู้ไปด้วย และได้กลับมาทบทวนเอง แล้วในระหว่างที่เราทำงาน เราไม่ได้ทำงานแค่พระกับเรา แต่เราทำงานทั้งชุมชนกับเยาวชนด้วย มันเหมือนกับเราได้สร้างคว่ามร่วมมือ ระหว่าง เรา พระ ชุมชน เข้าด้วยกัน เหมือนกับเราเป็นเครื่องมือที่ช่วยทั้งสองด้านในการพัฒนาวัดค่ะ ส่วนทักษะของเราในด้านการออกแบบ โดยส่วนตัวก็ทำหลายๆ อย่าง ก็เลยเปรียบตัวเองเป็นสถาปนิกชุมชนค่ะ ที่ไปทำพวกการทำผังแม่บท สนามเด็กเล่น อาคารเล็กๆ หรือว่าภูมิทัศน์ต่างๆ คือเราก็ไม่ได้บอกนะคะว่าตัวเองเป็นสถาปนิก เราเหมือนเป็นคนที่ไปช่วยเขาคิดเขาทำมากกว่า
ภัสภรณ์ : อย่างตัวเราจบทางด้านโบราณคดีมา ก็จะเอาความรู้ของตัวเองที่มีมาประยุกต์ใช้ คือหาองค์ความรู้ให้กับนักออกแบบเพื่อนำมาสู่การออกแบบที่ถูกต้อง ก็คือสร้างความเข้าใจกับบริบทพื้นที่ อย่างเช่นว่าเราไปออกแบบที่ภาคเหนือ มันจะมีรูปแบบศิลปะยังไงบ้าง เราจะหยิบยังไง เอามาใช้ยังไง คือสร้างให้ไปสู่การออกแบบ ถ้าถามว่ายากมั้ย จริงๆ ก็ไม่ยากนะคะ เพราะแต่ละท้องที่ก็มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนอยู่แล้ว เราแค่ลงลึกเข้าไปอีกหน่อยว่า ตรงนี้มีที่มายังไง บริบทเป็นยังไงแล้วก็ใครใช้งานอยู่ คือเหมือนกับเราเอาข้อมูลมาปะติดปะต่อด้วย แต่ก็ไม่ถึงว่าคลิกเดียวค่ะ ก็ต้องมีการค้นคว้ากับกองหนังสือมากกว่า
อย่างสมมติว่าเราไปทำงานวัดอุโมงค์ เราก็ไปหาว่า เขามีที่มายังไง สร้างสมัยไหน รูปแบบเปลี่ยนไปยังไง เราก็ต้องหาก่อนว่าเป็นอย่างงี้ๆ เราต้องเข้าไปทำอะไรกับวัด เข้าถึงเรื่องไหนบ้าง เราควรจะนำอะไรมาประยุกต์ใช้ได้บ้าง ทำความเข้าใจในเรื่ององค์ประกอบต่างๆ แล้วก็มีเรี่องของสัญลักษณ์ ที่เราจะใส่อะไรเข้าไป
ปริยาภรณ์ : ในส่วนของเรา เราเป็นนักบริหารจัดการ ส่วนใหญ่เป็นนักวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ เพราะฉะนั้น การที่มาทำงานกับวัด ซึ่งเมื่อก่อนเราจะเป็นพวกคิดไว ทำไว แต่พอมาทำงานกับวัด มันไม่ใช่แค่เราคนเดียว และที่สาธารณะแล้ว คือไม่ใช่มุ่งไปสู่ความสำเร็จแล้ว แต่มันมุ่งไปสู่การทำงานในเชิงกระบวนการแล้ว คือเอาทุกคนมาอยู่ในงานแล้วไปพร้อมกัน ซึ่งตรงนี้เราก็ต้องมีการลดอัตตาหลายอย่าง แล้วความคาดหวังอยู่ที่ อาจจะได้ 100 แต่อาจจะได้แค่ 50-70 ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ ทุกคนจะไปได้หมด
ซึ่งถือว่ายากพอสมควร เนื่องจากวัดเป็นพื้นที่สาธารณะ แล้วก็อยู่บนความขัดแย้ง แล้วมันมีผู้รับประโยชน์เยอะ ในเรื่องอื่นๆ ของการใช้พื้นที่เข้ามา เพราะฉะนั้น ทำยังไงที่จะให้การทำงานของเราขับเคลื่อนได้ แต่ว่าให้มีข้อขัดแย้งน้อยที่สุด ไม่ไปพยายามสร้างความขัดแย้ง ต้องมีการประนีประนอมเจรจา เช่น อย่างวัดสุทธิวราราม ต้องการที่จะเพิ่มพื้นที่สีเขียววัด แต่จะต้องเอาพื้นที่จอดรถออก ซึ่งคนใช้พื้นที่จอดรถ เขาก็ไม่พอใจ แต่เจ้าอาวาสใช้กุศโลบายว่า ให้ค่อยๆ เห็นต้นไม้ คือค่อยๆ ทำ มันไม่เหมือนพื้นที่เอกชน ที่จะทำอะไรก็ได้ หรือว่าร้านค้าที่อยากจะไปจัดระเบียบ จะต้องมีการเจรจา เพราะว่าชาวบ้านก็มาใช้พื้นที่ในการค้าขายด้วย ฉะนั้น นี่คือโจทย์ใหญ่ที่เราจะต้องทำ win win solution
• ในแง่ของการทำโครงการนี้ เหมือนกับว่าให้คนในยุคปัจจุบันได้กลับสู่ความเรียบง่าย โดยมีวัดเป็นจุดเริ่มต้นประมาณนั้นด้วย
ปริยาภรณ์ : อย่างแรกเลย ทีมงานทั้งฝั่งวัดบันดาลใจ แล้วก็ทีมจิตอาสา ต้องเข้าใจการทำงานของวัด ว่าทำยังไงให้การออกแบบวัดเน้นความเรียบง่าย อย่างที่บอกว่า สมถะ ประโยชน์สุด ประหยัดสุด และปริศนาธรรม มันคือการที่ทุกคนรู้แล้วว่ามีความเรียบง่ายของวัด แต่ก็มีความลึกซึ้งในนั้นด้วย มันทำงานกันแบบไหน สอง คือ การที่เราสนับสนุนให้คนไม่ใช้เงินในการทำบุญ เราเข้ามาด้วยการใช้แรง ความรู้ ความสามารถ ลงมือทำ อย่างบางวัดที่ไม่มีเงินจริงๆ เราก็ระดมทีมของเราเอง หรือว่ามีการนำจิตอาสาเข้าไปกวาดวัด ถูพื้น เคลียร์พื้นที่ เก็บขยะ เป็นต้น คือมันกลับไปติดดินอีกรอบ
คือแต่ก่อนเราทำงานนั่งโต๊ะใช่มั้ย แต่อันนี้เราต้องนั่งทำงานคุยกับพระกับชุมชน เราก็ต้องนั่งกับพื้น เดินเท้าเปล่า กระบวนการในการทำงาน มันสร้างให้คนทำงาน มันลงสู่ความเรียบง่ายเรื่อยๆ ขณะที่คนที่เราชวนเขามาทำงาน เราให้เขาแตะในส่วนที่ไม่ต้องใช้เงินในการทำบุญ ให้มาเป็นคนทำงาน การรับรู้ต่างๆ แล้วก็ลงไปสู่ในการออกแบบวัดที่เราคาดหวังว่า ถ้าได้ออกแบบวัดที่เรียบง่ายได้จริงๆ มันก็จะเป็นเทรนด์ของคนสมัยใหม่ที่เจอวัดที่เรียบง่าย ซึ่งมันจะติดตาเขาไปว่าการพัฒนาวัดในอนาคตมันต้องเรียบง่ายแบบนี้นะ ไม่ใช่หรูหราฟุ่มเฟือย เพราะจากยุคที่ผ่านมา มันเป็นยุคที่คนทำบุญมากๆ เพียงเพราะว่าหวังได้บุญ เพราะฉะนั้น อะไรที่ทำให้ฉันทำใหญ่โต หรูหราฟุ่มเฟือยที่สุด มันก็จะได้แต่มุมเดียว
ภัสภรณ์ : เรามองว่าบางอย่าง เงินมันซื้อไม่ได้ มันเลยเริ่มที่ความเรียบง่าย อย่างเช่น การมีส่วนร่วมของชุมชน ในการที่เขามีใจจะเข้ามา มันก็คือความเรียบง่ายในวิถีชีวิตของคนไทยมาตั้งแต่แรก ทั้งในเรื่องของการเข้ามามีส่วนร่วม ว่าวัดจะจัดการอะไร เราเข้ามาช่วยเหลือ ใครมีเงินก็อาจจะมาช่วยได้มากหน่อย ใครไม่มีเงินก็เอาแรงมาช่วยกัน คือเรามองว่า มันถูกปลูกฝังความเรียบง่ายอยู่ในวิถีชีวิตเลย
วิลาสินี : ถ้าพูดถึงการออกแบบ ความเรียบง่ายก็คือความธรรมดา ยกตัวอย่างเช่น คือ การออกแบบพื้นที่ในการปฎิบัติธรรม จริงๆ เราก็ออกแบบให้ดั้งเดิม คือ ถอดรองเท้า เข้าพื้นที่ปฎิบัติธรรม ก็คือ คุณจะใส่รองเท้าอะไรก็ได้ แต่พอมาถึงจุดนิ้ คุณไม่ต้องใส่รองเท้าแล้ว คือเท่ากันทุกคนค่ะ เหมือนสร้างความเท่าเทียมกัน
• แน่นอนว่า การทำงานตามหลักวิถีพุทธจากคำสอน ก็ได้เข้ามาส่งเสริมในโครงการนี้ด้วย
ปริยาภรณ์ : ในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา ก็เกิดการเรียนรู้ระหว่างทาง เราก็เกิดการเรียนรู้ ในตอนนี้ คือ หนึ่ง เราต้องจัดการองค์ความรู้ คือมันเกิดจากการบันทึกต่างๆ เช่น ความเข้าใจในหลักพระพุทธศาสนา พระธรรมวินัยในการออกแบบ แล้วก็เรื่องประวัติศาสตร์ เรื่องสถาปัตยกรรม ซึ่งเรื่องการออกแบบภูมิทัศน์นี่คือสำคัญมากเลยนะ คือหลักๆ เลย คือ เน้นไปปรับปรุงวัดให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียว แต่ว่าการปรับปรุงนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะก็มีในเรื่องของการจัดสรรพื้นที่
อย่างบางวัดก็ใช้ประโยชน์หนาแน่นมาก สอง จะเลือกพรรณไม้ยังไง ให้เหมาะกับการปลูกในวัด โดยตามโซนต่างๆ เช่นไม้ที่ให้ร่มเงา หรือถ้าเป็นไม้ที่ไปปลูกในที่จอดรถ ก็เป็นไม้ที่ไม่เปราะง่าย ต้องเป็นไม้ที่ใบไม้ไม่ร่วงมาก เพราะอย่างบางวัดก็บอกว่า ต้องดูแลรักษาแบบง่ายๆ เลยนะ คือวัดไม่ใช่บริษัทเอกชนที่จ้างคนทำสวนมา พระก็มาทำบ้าง ญาติโยมก็ทำเองบ้าง มาช่วยกัน คือต้องดูแลรักษาให้เรียบง่ายที่สุด คือมันเป็นองค์ความรู้พัฒนามา แล้วก็ปริมาณในเชิงพุทธประวัติ ที่ต้องเรียนรู้ด้วย มันต้องเชื่อมโยงกันหมด มีองค์ความรู้ในหลายสาขามาก ซึ่งเราต้องเก็บเกี่ยวมา
อีกข้อหนึ่ง พระพุทธเจ้าเวลาที่ท่านจะไปสอนใคร ท่านเลือกว่าจะใช้วิธีการสอนในแต่ละคนยังไง เหมือนหลักนี้ ก็เอามาใช้ในการทำงานเหมือนกันว่า หนึ่ง เราเลือกคนที่มีฉันทะ คือเป็นคนที่อยากทำงานจริง สอง เป็นคนที่ฟังผู้อื่น คือฟังซึ่งกันและกัน เปิดรับ เปิดกว้าง แล้วก็ถ้าใครไม่เปิด เราก็จะไม่ไปทะเลาะกับเขา ไม่ไปขัดแย้ง เราก็ถอยออกมา ซึ่งหลวงพ่อก็จะสอนวิธีการแบบนี้มาให้กับพวกเรา ซึ่งเราก็เรียนรู้จากพระอีกรอบหนึ่ง แล้วพระก็เรียนรู้จากหลักคำสอน เปิดโอกาสแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน แล้วอีกอย่าง วิธีการสื่อสารไม่เหมือนกัน
ภัสภรณ์ : โดยส่วนตัวน่าจะเป็นเรื่องของความเรียบง่าย พระพุทธเจ้าเองท่านก็ไม่ได้บอกว่าให้สร้างรูปเคารพ หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ความเรียบง่าย มันถูกเอาออกมาใช้ด้วยการทำงานของตัวเอง สำหรับเรา เรารู้สึกว่า เวลาที่เราเอาความเรียบง่ายมาใช้ รู้สึกว่างานมันก็ไปได้ เราก็ทำได้ ทำให้มีความรู้สึกที่เรียบง่ายตามไปด้วย มันเกิดประโยชน์ทั้งตัวมันเองและตัวชุมชนที่เราลงไป แล้วก็ทางสายกลางก็ใช่นะ มันทำให้เราเข้าใจวัดด้วย พอเราได้เรียนรู้วิถีพุทธ เราก็เข้าใจมากขึ้นว่าควรจะออกแบบยังไงกับวัด มันทำให้เราได้ละอัตตาของตัวเอง เปิดรับฟังมากขึ้น แล้วก็พอสิ่งที่สำเร็จขึ้นมา มันทำให้เรารู้สึกดีกับมัน อันนี้อาจจะเน้นตัวเองนะ (หัวเราะ)
• จากการดำเนินการมา 3 ปี ถือว่าได้ตอบโจทย์ตามวัตถุประสงค์บ้างหรือยังครับ
วิลาสินี : คิดว่าตอบโจทย์นะคะ เพราะรู้สึกว่า มันได้เห็นการเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่าง อย่างวัดก็มีพื้นที่สีเขียว มีหญ้าเต็มวัด คืออาจจะไม่ได้มากที่สุด แต่ก็มีการเพิ่มทีละนิด ทีละน้อย เป็นไปตามระบบ หรือบางวัดที่ไม่มีคนเข้า เราก็จัดกิจกรรมให้คนเข้าวัด
ภัสภรณ์ : ของเราจะเห็นเปลี่ยนแปลงของวัดที่เราไปทำงาน แต่อันนี้เรามองถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในอนาคต อย่างเช่นบางงานที่เราทำออกมาเป็นแบบรูปธรรม มีการสื่อสารทางโครงการออกไปมากขึ้นตามช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสื่อสารคดี หรือทาง facebook เอง ก็ทำให้วัดอีกหลายๆ วัด รู้สึกว่า ต้องการที่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง คือหลังจากที่มีการสื่อสารออกไปเยอะๆ ก็ทำให้มีวัดมาสมัครเข้าร่วมโครงการเยอะมาก ประมาณ 50-60 วัดได้ คือมันเห็นการเปลี่ยนแปลงในระดับสังคม
ปริยาภรณ์ : วัตถุประสงค์ คือ หนึ่ง อยากให้วัดมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ก็ถือว่าได้พอสมควรในแง่วัด จากวัดที่ได้ไปทำงาน 40 กว่าวัด พระและวัดก็มีผังแม่บทมาแล้วว่าท่านมีแนวจะไปทางไหน สอง ในเชิงรูปธรรมจริงๆ มีวัดที่ท่านเริ่มปรับปรุงภูมิทัศน์เลย ความร่มรื่นก็กลับมา ซึ่งตอบโจทย์ที่ให้วัดมาเป็นศูนย์กลางของชุมชน อย่างในบางวัดก็เห็นชัดเจน คือ เราเห็นคนกลับเข้ามาที่วัดเลย มาทำกิจกรรมที่วัด สืบเนื่องมาจาก มาเห็นการเปลี่ยนแปลงของวัดที่ดีขึ้น พระคุณเจ้ามาทำกิจกรรมที่ให้คนเข้าวัด ชุมชนก็กลับมา แล้วมีบางวัดที่ทำได้สำเร็จก็มีแล้ว สาม เป็นในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงจิตอาสา ตอนนี้ก็มีคนเข้ามาร่วมเป็นเครือข่ายเยอะมาก ทั้งในเครือข่ายในระดับพื้นที่ที่เป็นในวัด ก็มีคนเข้ามาสนับสนุนวัดโดยเฉพาะเลย กับเครือข่ายที่เข้ามาในส่วนกลาง หรือเครือข่ายที่เขาทำงานในด้านอื่น แต่ว่าอยู่ในเป้าหมายเดียวกัน มาร่วมกัน ซึ่งเราถือว่าสามารถขยายเครือข่ายและสร้างความแข็งแรงให้คนที่ทำงานได้มากขึ้นและไปด้วยกัน
หรืออย่างเรื่องพระ เราเริ่มเห็นว่าพระท่านเริ่มเห็นว่ามันมีช่องทางของการทำงานแบบนี้อยู่แล้ว แล้วท่านยินดีที่เข้ามาร่วมกับเรา คือ พระบางรูป ท่านมาร่วมโครงการ เหมือนกับโครงการไม่ได้บอกว่าท่านต้องทำอะไร ประมาณนี้ มันก็เลยรู้สึกดีกว่าเราไปใช้เงินจากทางราชการ แบบตู้มเดียว แล้วทำตามกำหนด แล้วต้องได้ผลอะไรยังไง แต่เราไปทำในกระบวนการที่ว่าชวนท่านมาทำ มาแก้ปัญหา เหมือนเราไปรับใช้ท่าน โดยไม่ต้องให้ท่านทำตามแผน ซึ่งมันจะเกิดการทำงานในระยะยาว คือเราเข้าไปอยู่กับท่านช่วงหนึ่ง มีกระบวนการ มีการสร้างเครือข่าย ท่านก็สามารถต่อยอดของท่านเองได้ โดยที่เราไม่ต้องไปทำงานกับท่านแล้ว เพียงแต่ว่านำเรื่องดีๆ ของท่านมาประชาสัมพันธ์ให้คนอื่นได้รับรู้ มันก็เหมือนกับเป็นกระบวนการในการทำงานในเชิงยั่งยืน
• อยากให้แต่ละคนนิยามคำว่า ‘วัดบันดาลใจ’ ตามความคิดเห็นในแต่ละคนหน่อยครับ
วิลาสินี : จริงๆ คำนี้ มันเป็นอะไรก็ได้ค่ะ และก็เป็นใครก็ได้ มาช่วยกันพัฒนาวัด ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น และเป็นอีกแรงบันดาลใจให้กับอีกหลายร้อยวัดในประเทศไทย
ภัสภรณ์ : คิดเหมือนกันเลยค่ะ (หัวเราะเบาๆ) คืออยากให้วัดเป็นที่บันดาลใจ ไม่ใช่แค่บันดาลใจในสิ่งที่ไปทำงาน ไม่ใช่ว่าอยากให้วัดอื่นมีแรงบันดาลใจในทางกายภาพ แต่อยากให้มีแรงบันดาลใจในการมีส่วนร่วม มีแรงบันดาลใจของทางโลกและทางธรรม รวมถึงชุมชนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคนเฒ่าคนแก่ หรือว่าคนรุ่นใหม่ เกิดแรงบันดาลใจที่จะทำอะไรสักอย่าง
ปริยาภรณ์ : เพิ่มอีกข้อละกัน มันเป็นเรื่องของวัดที่สร้างแรงบันดาลใจ จนวัดที่เราเข้าไปทำงานเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้วส่งต่อในทางที่ดีไปให้ผู้อื่น ให้กับวัดและผู้อื่นที่จะทำงาน ที่จะรับใช้พระพุทธศาสนา หรือ รับใช้สังคม ประมาณนี้มากกว่า
เรื่อง : สรวัจน์ ศิลปโรจนพาณิช
ภาพ : ธัชกร กิจไชยภณ และ กลุ่มวัดบันดาลใจ


