xs
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 7-13 ม.ค.2561

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

คลิกที่นี่เพื่อฟังสรุปข่าวฯ

1.“ยิ่งลักษณ์” ไม่ขอลี้ภัย เลือกใช้วีซ่านักลงทุน อยู่อังกฤษได้ 5 ปี ด้าน ตร.สากลยังไม่ออกหมายจับให้ไทย อ้างหลักฐานไม่ครบ!
(บน) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นักโทษหนีคำพิพากษาศาลฎีกาฯ ตัดสินจำคุก 5 ปี คดีจำนำข้าว และนายทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีคำพิพากษาศาลฎีกาฯ ตัดสินจำคุก 2 ปี คดีซื้อที่รัชดาฯ (ล่าง) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถ่ายรูปคู่กับหญิงไทยที่ประเทศอังกฤษ
ความคืบหน้ากรณีโลกออนไลน์มีการเผยแพร่ภาพ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นักโทษหนีคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจำคุก 5 ปี คดีปล่อยปละละเลยไม่ระงับยับยั้งทุจริตโครงการรับจำนำข้าว เดินอยู่ในประเทศอังกฤษ และถ่ายรูปคู่หญิงไทยในอังกฤษ ขณะที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เผยว่า จะสอบถามไปยังประเทศอังกฤษอีกครั้งเกี่ยวกับการพบตัวอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย

ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 9 ม.ค. นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปรากฏตัวที่ประเทศอังกฤษว่า ยังไม่มีข้อมูลว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางเข้าประเทศอังกฤษด้วยสถานะอะไร และว่า มีการรับรู้กันมาตั้งแต่เดือน ก.ย.2560 ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ อยู่ที่อังกฤษ เนื่องจากรัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษเล่าให้ฟังว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ อยู่ที่กรุงลอนดอน ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ น่าจะถือพาสปอร์ตของชาติอื่นในการเดินทางเข้าประเทศอังกฤษ เพราะกระทรวงการต่างประเทศได้เพิกถอนพาสปอร์ตทุกฉบับของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไปแล้ว

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้ออกมายืนยันว่า ไม่ได้ปล่อยปละละเลยใครทั้งสิ้น ส่วนกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยเผยว่า รัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษยืนยันว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ พำนักอยู่ที่อังกฤษจริงนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เมื่อมีการยืนยัน เจ้เหน้าที่ตำรวจต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่มีอยู่ คือต้องแจ้งว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีความผิดอย่างไร แต่ขึ้นอยู่ว่า แต่ละประเทศจะพิจารณาเรื่องนี้อย่างไร

พล.อ.ประยุทธ์ ยังพูดดักคอไม่ให้ใครหยิบเรื่อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ มาเป็นประเด็นด้วย “แล้วที่ผ่านมา อดีตนายกฯ คนก่อนกลับมาหรือยัง เขาส่งกลับมาไหม ขอร้องว่าอย่าเอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็นในประเทศเลย...”

ด้านนายอำนาจ โชติชัย อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ กล่าวถึงการขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า การจะยื่นคำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ ต้องมีความชัดเจนเรื่องที่อยู่ของบุคคลนั้นในประเทศที่ร้องขอ และมีเงื่อนไขตามที่บัญญัติใน พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2551 คือ เป็นคดีความผิดโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี, เป็นคดีอาญาความผิดทั้ง 2 ประเทศ และไม่ใช่คดีทางทหารหรือการเมือง ซึ่งคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชัดเจนว่า คดีตัดสินถึงที่สุดแล้วให้จำคุกและเป็นคดีอาญาผ่านกระบวนการพิจารณาทางศาลมาครบถ้วน ไม่ใช่คดีทางทหารหรือการเมือง ที่จะงดเว้นการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน

นายอำนาจ เผยด้วยว่า อัยการเคยยื่นคำขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนกรณีนายทักษิณ ชินวัตร ร่วม 10 ประเทศ ทั้งแถบยุโรปและเอเชีย มีทั้งปฏิเสธมาว่านายทักษิณไม่ได้อยู่ขณะร้องขอหรือเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว โดยนายทักษิณมีเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว ย่อมสะดวกในการเดินทางเข้า-ออกประเทศใดได้รวดเร็ว อย่างไรก็ตาม นายอำนาจ เผยว่า การยื่นขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนสามารถยื่นซ้ำได้ทุกกรณี เพียงแต่ต้องมีข้อมูลอัพเดทใหม่ว่า จำเลยหรือผู้ต้องหาที่อัยการสั่งฟ้องแล้วนั้น ยังคงเข้าออกประเทศนั้น

ด้าน พ.ต.อ.สุระพันธ์ ไทยประเสริฐ รองผู้บังคับการกองการต่างประเทศ เผยว่า ขณะนี้ตำรวจได้ประสานไปยังตำรวจสากล เพื่อออกหมายจับหรือหมายแดง น.ส.ยิ่งลักษณ์แล้ว แต่เบื้องต้นยังไม่สามารถออกหมายจับได้ เนื่องจากตำรวจสากลให้เหตุผลว่า หลักฐานที่ทางการไทยส่งให้ยังไม่ครบถ้วน จึงจำเป็นต้องส่งหลักฐานเพิ่มเติมให้พิจารณา โดยตำรวจสากลได้ขอคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคดีรับจำนำข้าว ซึ่งทางกองการต่างประเทศได้ส่งสำนวนคำพิพากษาดังกล่าวให้ไปแล้ว

ทั้งนี้ แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทย เผยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้ยื่นขอลี้ภัยในประเทศอังกฤษ แต่ขอวีซ่านักลงทุน เพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ลงทุนในประเทศอังกฤษ จึงได้สิทธิพักอาศัยในอังกฤษได้ 5 ปี และสามารถต่ออายุได้ 5 ปี เหตุที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่เลือกขอลี้ภัย แม้จะสามารถขอได้ เพราะเกรงว่าการขอลี้ภัยอาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ ไม่เท่านั้นหากเป็นผู้ลี้ภัย จะถูกจำกัดสิทธิในการเคลื่อนไหวต่างๆ ด้วย จึงเลือกใช้วีซ่านักลงทุนแทน นอกจากนี้ นายศุภเสกข์ อมรฉัตร หรือไปป์ บุตรชาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ อยู่ระหว่างเทียบเกรด เพื่อโอนเกรดไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษเช่นกัน

2.ปชป.เคาะยื่นผู้ตรวจการฯ สอบคำสั่งหัวหน้า คสช.รีเซตสมาชิกพรรค ขัด รธน.-กระทบสิทธิ ปชช. ด้าน พท.เตรียมยื่นศาล รธน.15 ม.ค.นี้!
(บนซ้าย) นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (บนขวา) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ล่าง) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.
เมื่อวันที่ 9 ม.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) เผยหลังประชุมทีมกฎหมายของพรรคเพื่อพิจารณาว่า จะยื่นคำร้องให้องค์กรใดตรวจสอบว่า คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญปี 2560 หรือไม่ ระหว่างศาลรัฐธรรมนูญหรือผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยทีมกฎหมายและตนได้หารือโดยพิจารณาข้อกฎหมายครบถ้วน รอบคอบแล้ว เห็นว่า พรรคจะยื่นเรื่องนี้ผ่านช่องทางผู้ตรวจการแผ่นดิน เพราะเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการฯ ที่จะพิจารณาหาช่องทางในการแก้ไขปัญหา เพราะคำสั่งที่ 53/2560 มีผลกระทบต่อสิทธิ เสรีภาพของประชาชน สร้างภาระโดยไม่จำเป็น ทำให้ประชาชนเดือดร้อน ซึ่งรัฐธรรมนูญปัจจุบันให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวอีกว่า คำสั่ง คสช.ลักลั่น สองมาตรฐานในการให้พรรคใหม่เปิดรับสมัครสมาชิกใหม่และรับสมาชิกเดิมจากพรรคเก่าได้ แต่พรรคเก่าไม่สามารถเปิดรับสมาชิกใหม่ได้ ตนในฐานะหัวหน้าพรรคได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากคำสั่งดังกล่าวกำหนดให้สมาชิกเดิมของพรรค หากต้องการจะเป็นสมาชิกต่อ ต้องยืนยันตัวตนกับหัวหน้าพรรคในเวลาจำกัด 30 วัน โดยที่สมาชิกเดิมต้องทำหลักฐานเป็นหนังสือเพื่อยืนยันคุณสมบัติว่า ไม่เข้าข่ายต้องห้าม เช่น ไม่เคยติดคุก ไม่เคยเป็นคนล้มละลาย ตนจึงจำเป็นต้องปกป้องสิทธิของสมาชิกพรรค โดยจะลงนามในคำร้องในฐานะหัวหน้าพรรค เพราะข้ออ้างที่ยกมาใช้ในคำสั่งดังกล่าว ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ยืนยันว่า คำสั่งดังกล่าวละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ส่วนสมาชิกพรรคจะใช้ช่องทางร้องด้วยหรือไม่ ถือเป็นสิทธิ

ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย(พท.) เผยถึงกรณีที่พรรคเตรียมยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า จะใช้ทุกช่องทางที่มีโอกาส ในการนำเสนอเรื่องนี้ให้ผู้มีอำนาจ โดยขณะนี้กำลังดูข้อกฎหมายอยู่ และติดตามในส่วนของพรรคอื่นที่ได้ดำเนินการด้วย และว่า สมาชิกพรรคการเมืองสามารถดำเนินการเรื่องนี้ได้ด้วย เพื่อขอให้คุ้มครองสิทธิของตนเอง

นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า เรื่องนี้หากปล่อยให้คลุมเครือ จะเป็นปัญหาได้ และว่า พรรคการเมืองและประชาชนต่างก็อยากให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ดังนั้น หากทำทุกอย่างให้ชัดเจนและดำเนินการไปตามครรลอง จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด พร้อมคาดว่า จะสามารถยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 15 ม.ค.นี้

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 9 ม.ค. ได้มีการประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) หลังประชุม พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยผลประชุม คสช.ว่า พล.อ.ประยุทธ์กล่าวกับที่ประชุมว่า ที่ผ่านมา มีเสียงวิพาษ์วิจารณ์จากหลายๆ ฝ่ายว่า คสช.มีอำนาจพิเศษไปลิดรอนและก้าวก่ายหน้าที่ต่างๆ ดังนั้น ที่ประชุม คสช.จึงทบทวนการใช้อำนาจตามมาตรา 44 โดยจะมีหลัก 4 ประการ คือ 1.การออกมาตรา 44 ต้องเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศ 2.เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคง 3.การรักษาความปลอดภัยให้กับสังคมและประชาชน และ 4.เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวด้วยว่า อำนาจมาตรา 44 จะมีผลทางนิติบัญญัติ มีศักดิ์เท่ากับกฎหมาย และมีผลทางฝ่ายบริหาร คสช.ยืนยันว่าไม่ก้าวก่ายหรือยุ่งเกี่ยวกับฝ่ายตุลาการแต่อย่างใด เพียงแต่จะช่วยให้เรื่องต่างๆ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเท่านั้น “เราจะใช้มาตรา 44 เท่าที่จำเป็นเท่านั้น อะไรที่เป็นเรื่องเร่งด่วน หากล่าช้าไม่ทันการณ์จะเสียหาย จึงจะใช้คำสั่งดังกล่าว แต่ถ้าไม่ใช้ ก็จะออกเป็นกฎหมายตามปกติแทน และสุดท้าย เราจะใช้มาตรา 44 เป็นเครื่องมือปฐมพยาบาลเฉพาะหน้า เมื่อใช้ไปแล้ว ก็จะออกเป็นกฎหมายตามมา เพื่อให้เกิดการแก้ไขอย่างยั่งยืน ขอยืนยันว่า เราไม่ใช้มาตรา 44 ไปจนชั่วลูกชั่วหลาน จะใช้เฉพาะหน้าเท่านั้น”

3.“ศรีสุวรรณ” จี้ ป.ป.ช.เรียกอธิบดีกรมศุลกากรแจงใครนำเข้านาฬิกาหรู “บิ๊กป้อม” ด้านเพจดังแฉนาฬิกาหรูเรือนที่ 20 แล้ว!
เพจ CSI LA เผยแพร่ภาพนาฬิกาหรูเรือนที่ 20 ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม
เมื่อวันที่ 11 ม.ค. นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้เดินทางเข้าให้ถ้อยคำ และยื่นหลักฐานเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) กรณีขอให้ตรวจสอบนาฬิกาหรู และแหวนเพชรของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยนายศรีสุวรรณ ยืนยันว่า มั่นใจในเอกสารและหลักฐานที่นำมาให้ ป.ป.ช. เนื่องจากเห็นว่า พล.อ.ประวิตร มีพฤติการณ์ปกปิดบัญชีทรัพย์สิน และร่ำรวยผิดปกติ รวมมูลค่ากว่า 30 ล้านบาท ส่วนเอกสารที่นำมาให้ป.ป.ช.เพิ่มเติม คือ รูปภาพที่ พล.อ.ประวิตร ถ่ายในวันที่ 4 ธ.ค.2560 และรวบรวมภาพนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร จากเว็บไซต์ต่างๆ

นายศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า ป.ป.ช.จะต้องดำเนินกากรณีนี้อย่างเที่ยงตรง เพราะตนทราบมาว่า พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันเคยสนิทสนมกับ พล.อ.ประวิตร เนื่องจากเคยเป็นรองเลขาธิการฯ หน้าห้องมาก่อน ดังนั้นการทำอะไร จะต้องอยู่ในสายตาของสาธารณชน ป.ป.ช.จึงต้องฉีกตัวเองออกมาจากจุดนั้น และว่า การทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐของข้าราชการระดับสูงจะเป็นผลงานของ ป.ป.ช.อย่างยิ่ง โดยจะต้องจริงจังกับการทำหน้าที่ และกรณีดังกล่าวจะเป็นการวัดใจ ป.ป.ช. รวมถึงนายกรัฐมนตรีด้วย เนื่องจากเคยบอกว่าจะเอาจริงกับการปราบปรามคอร์รัปชั่น และการทุจริตทุกรูปแบบ

นายศรีสุวรรณ กล่าวด้วยว่า หาก ป.ป.ช.มีมติส่งฟ้องกรณีดังกล่าว บทบาทของ ป.ป.ช.จะโดดเด่นมากขึ้น แต่หากไม่ส่งฟ้อง สาธารณชนจะพุ่งเป้า และ ป.ป.ช.ก็จะสั่นเครือ นอกจากนี้ ตนจะรวบรวมรายชื่อประชาชน 20,000 รายชื่อ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมการไต่สวนการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช.ด้วย

หลังให้ถ้อยคำ ป.ป.ช.แล้ว นายศรีสุวรรณ เผยอีกครั้งว่า คณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงของ ป.ป.ช.ได้สอบถามเกี่ยวกับหลักฐานที่นำมาเพิ่ม ซึ่งตนได้ชี้แจงไปว่า ครั้งก่อนได้ยื่นเอกสารเกี่ยวกับนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตรไป 3-4 เรือน มาครั้งนี้ยื่นเอกสารเพิ่มอีก 16 เรือน รวมเป็น 19 เรือน เพื่อให้ทาง ป.ป.ช.ได้มีหลักฐานที่ชัดเจนมากขึ้น พร้อมกันนี้ ตนได้ขอให้ ป.ป.ช.เชิญอธิบดีกรมศุลกากร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลกับทาง ป.ป.ช. ว่า ใครบ้างเป็นคนสั่งนาฬิกาดังกล่าวเข้ามา เนื่องจากนาฬิกามีมูลค่าหลายล้านบาท การนำเข้าประเทศจะต้องผ่านกรมศุลกากรเพื่อจ่ายภาษีก่อน และอยากให้ตรวจสอบนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตรว่า ได้เสียภาษีถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 12 ม.ค. เพจ CSI LA ได้เผยแพร่ภาพนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร เรือนที่ 20 เป็นนาฬิกา Patek Philippe Classic Chronograph รุ่น 5170R-001 ทำจากทองคำ 18K Rose Gold ราคาตลาดอยู่ที่ 2.6 ล้านบาท โดยระบุว่า นาฬิกาเรือนดังกล่าวปรากฏในภาพถ่ายเมื่อที่วันที่ 4 ก.ย. 2557 ขณะ พล.อ.ประวิตร มอบนโยบายในการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ณ สโมสรกองทัพบก ซึ่งนาฬิกาเรือนนี้ พล.อ.ประวิตรไม่ได้แจ้งในรายการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.เช่นเดียวกับนาฬิกา 19 เรือนที่ถูกเปิดเผยก่อนหน้านี้

อนึ่ง หากรวมมูลค่านาฬิกาหรูทั้ง 20 เรือนของ พล.อ.ประวิตร จะมีมูลค่ามากกว่า 32 ล้านบาทแล้ว

4.ป.ป.ช.ฟันวินัยร้ายแรงและอาญา “พนม” อดีต ผอ.สำนักพุทธฯ กับพวกรวม 9 คน คดีทุจริตเงินทอนวัดจังหวัดชายแดนใต้ 9.6 ล้าน!
นายพนม ศรศิลป์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)
เมื่อวันที่ 8 ม.ค.นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) แถลงความคืบหน้าคดีทุจริตเงินทอนวัดว่า จากการไต่สวนคดีเรียกรับเงินที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) โอนเงินค่าสนับสนุนสำหรับจัดทำโครงการอบรมพระธรรมทูตเผยแผ่พุทธศาสนา ประจำปี 2558 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีการกล่าวหา น.ส.ประนอม คงพิกุล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการ พศ.กับพวกรวม 9 คน มีการเรียกรับเงินจากวัดชลธาราวาส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส, วัดยูปาราม อ.เมืองยะลา และวัดสุริยาราม อ.เทพา จ.สงขลา พบว่า มีขั้นตอนการและพฤติการณ์คล้ายกับกรณีวัดพนัญเชิงวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา

โดยมีนายเสถียร ดำรงคดีราษฏร์ ผอ.สำนักงานพุทธศาสนา จ.สงขลา ไปเจรจากับวัด เมื่อได้รายชื่อและบัญชีธนาคารของวัดแล้ว ได้เสนอเรื่องให้ น.ส.ประนอม ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาการจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนโครงการเผยแผ่พระพุทธศาสนา จากนั้น น.ส.ประนอมได้เสนอเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมพิจารณาเงินอุดหนุน ทั้งที่ไม่มีคำขออุดหนุนงบประมาณจากทางวัดมาประกอบการพิจารณา แต่มีการอ้างถึงเหตุการณ์ไม่สงบในพื้นที่ ซึ่งที่ประชุมได้จัดสรรเงินอุดหนุนทั้ง 3 วัด รวม 12 ล้านบาท และนายพนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการ พศ.ในขณะนั้น ได้อนุมัติโอนจ่ายเงินตามที่มีการพิจารณาจัดสรร ก่อนที่นายเสถียรจะติดต่อไปยังวัดทั้งสาม โดยให้ทางวัดเก็บเงินไว้เพียง 8 แสนบาท ส่วนที่เหลือ 3.2 ล้านบาท รวม 3 วัด เป็นเงิน 9.6 ล้านบาท ให้เตรียมไว้เพื่อนำมาคืนให้นายเสถียร

นอกจากนี้ เมื่อนายเสถียรถูกจับกุม น.ส.ประนอม กับพวกได้จัดทำเอกสารเท็จขึ้น เพื่อต้องการให้เห็นว่า จะนำเงินที่เรียกคืนจาก 3 วัดดังกล่าวไปใช้ในโครงการที่มีอยู่ก่อนแล้ว จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาทุจริต เพื่อแสวงหาผลประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่น

นายวรวิทย์ กล่าวว่า แม้กรณีนี้จะมีการประสานและติดตามเงิน 12 ล้านบาทกลับมาได้ทั้งหมด แต่คณะกรรมการ ป.ป.ช.เห็นว่า ความผิดสำเร็จแล้ว จึงมีมติว่า น.ส.ประนอม คงพิกุล และนายเสถียร ดำรงคดีราษฏร์ มีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง และมีมูลความผิดทางอาญา มาตรา 149, 157, 162(4) ประกอบมาตรา 83 และกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 123 ส่วนนายพนม ศรศิลป์ มีมูลความผิดวินัยร้ายแรง และมูลความผิดทางอาญา มาตรา 151 และ 157

นอกจากนี้ยังมีผู้เกี่ยวข้องที่ถูกชี้มูลความผิดทั้งวินัยร้ายแรงและทางอาญา ได้แก่ นายประสงค์ จักรคำ ผอ.กองพุทธศาสนศึกษา, นายวสวัตดิ์ กิตติธีระสวัสดิ์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ, นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี นักวิชาการศาสนาชำนาญการ ในฐานะกรรมการพิจารณาจัดสรรงบประมาณ

ส่วนผู้ที่ถูกชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรงอย่างเดียว ไม่มีมูลความผิดทางอาญา ได้แก่ นางพรเพ็ญ กิตติธรางกูร นักวิชาการศาสนาชำนาญการ, นายดำรงศักดิ์ เกตุแก้ว นักวิชาการศาสนาชำนาญการ และนายจักรเวทย์ เดชบุญ นักวิชาการศาสนาปฏิบัติการ ในฐานะกรรมการพิจารณาจัดสรรงบประมาณ

ทั้งนี้ ป.ป.ช.ได้ส่งรายงานและเอกสาร พร้อมความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาโทษทางวินัย และส่งรายงานเอกสารพร้อมความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีต่อไป

ด้าน พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวถึงกรณีนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีตผู้อำนวยการ พศ.ที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดในคดีทุจริตเงินทอนวัดพนัญเชิงวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา และอยู่ระหว่างหลบหนีว่า ต้องดำเนินการขอความร่วมมือทางอาญา เพราะมี พ.ร.บ.ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ.2535 อยู่แล้ว อาจขอตัวส่งผู้ร้ายข้ามแดน ถ้าหลบหนี ก็ต้องหลบหนีตลอดชีวิต

5.ครม.อนุมัติสวัสดิการแห่งรัฐ เฟส 2 แล้ว เพิ่มวงเงินบัตรคนจน 100-300 บาท/เดือน เริ่ม มี.ค.นี้!

เมื่อวันที่ 9 ม.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เผยหลังประชุม ครม.ว่า ที่ประชุมได้อนุมัติโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อผู้มีรายได้น้อยในระยะที่ 2 วงเงิน 3.5 หมื่นล้านบาท โดยโครงการนี้ต่อเนื่องมาจากระยะที่ 1 ที่รัฐบาลช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในการซื้อสินค้า แม้จะมีเสียงวิจารณ์ว่าให้เป็นเงินสดจะดีกว่า แต่ถามว่า ถ้าให้เงินสดจะซื้อของที่เป็นประโยชน์หรือไม่ จะเป็นปัญหาอีกหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่มาตรการนี้เป็นการบรรเทาเยียวยาค่าใช้จ่ายในครอบครัว ใครจะซื้อข้าวสาร น้ำมันพืช ปลากระป๋อง ก็แล้วแต่ ต้องซื้อตามร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งวันหน้าจะขยายออกไปอีก

พล.อ.ประยุทธ์ ยังฝากถึงร้านค้าด้วยว่า "อนาคตเรากำลังจะเข้าสู่สังคมที่ไม่ใช้เงินสด จึงต้องมีการใช้บัตร หากร้านค้าไม่เข้าสู่ระบบ เพราะกลัวเสียภาษี เวลารัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือก็ไม่สามารถเข้าร่วมได้ จากนั้น ก็หาว่า รัฐบาลไม่ดูแล ดังนั้น ร้านค้าจึงควรขึ้นทะเบียน เพราะในอนาคตคนจะใช้จ่ายด้วยการ์ด แต่เราไม่ได้มีเป้าหมายต้องการทำให้ธุรกิจใดได้รับความเสียหาย แต่เตือนว่า เราควรพัฒนาตัวเอง ตนไม่ต้องการใช้กฎหมายหรือมาตรการใดๆ เพื่อไปไล่ปิดร้านค้าหรือทำให้ผู้ประกอบการได้รับความเสียหาย"

พล.อ.ประยุทธ์ เผยด้วยว่า โครงการสวัสดิการแห่งรัฐช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ระยะที่ 2 นี้ จะเน้นฝึกอบรมให้ประชาชนเข้าถึงกองทุน โดยประชาชนที่มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่น และ 1 แสนบาทต่อปี จะได้ประโยชน์ เป็นโครงการที่สอดคล้องกับมาตรการลดความยากจน ที่ช่วยเหลือทุกจังหวัด โดยจะนำทั้งกระทรวงเศรษฐกิจ เกษตร สิ่งแวดล้อม ความมั่นคง ลงไปดูแล เหมือนกับที่รัฐบาลจีนได้ลงไปพบปะทุกครอบครัว เพื่อดูว่าประชาชนมีความต้องการอย่างไร และอะไรที่ภาครัฐรวมถึงเอกชนจะสามารถเสริมได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือโครงการประชารัฐ

ด้านนายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) กล่าวว่า ครม.มีมติเห็นชอบมาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นโครงการให้ความช่วยเหลือระยะที่ 2 แก่ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2560 โดยจะมีการตั้งทีมหมอประชารัฐสุขใจ ในระดับอำเภอ 900 ทีม เพื่อเข้าไปวิเคราะห์ กำหนดแผนที่ชีวิต และติดตามผู้มีบัตรคนจนทั้ง 11.4 ล้านคน โดยเน้นกลุ่มที่มีรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาทต่อปี ซึ่งอยู่ในวัยแรงงาน 5.3 ล้านราย ให้เข้าโครงการพัฒนาตนเอง

โดยคนที่เข้าโครงการ ต้องเซ็นยินยอมให้กระทรวงการคลังตรวจสอบข้อมูลการเคลื่อนไหวทางบัญชีทั้งแบงก์รัฐและแบงก์เอกชนในช่วงปี 2560-2561 เพื่อดูว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีรายได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ สำหรับคนที่เข้าโครงการรับวงเงินเพิ่มเติมสำหรับซื้อของร้านธงฟ้า หากรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปี ได้รับเพิ่ม 100 บาทต่อเดือน จากเดิมได้ 200 บาท รวมเป็น 300 บาท หากรายได้ 3 หมื่นบาทต่อปี ได้รับเพิ่ม 200 บาทต่อเดือน จากเดิมได้อยู่ 300 บาท รวมเป็น 500 บาท เริ่มตั้งแต่เดือน มี.ค.-ธ.ค.2561 ทั้งนี้ หากแสดงความจำนงเข้าร่วมโครงการแล้ว ไม่ยอมมาอบรมตามโปรแกรมที่วางไว้ จะถูกยุติการให้เงินและเรียกเงินคืนในส่วนที่เพิ่มให้

นายพรชัย กล่าวด้วยว่า คาดว่า การเพิ่มวงเงินให้ จะสามารถช่วยคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อปี ให้มีรายได้เพิ่มชึ้นไม่ต่ำกว่า 20% หรือประมาณ 1 ล้านราย ให้พ้นเส้นความยากจน 3 หมื่นบาท
กำลังโหลดความคิดเห็น...