xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 24-30 ธ.ค.2560

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

คลิกที่นี่เพื่อฟังสรุปข่าวฯ

1.“ตูน” ถึงเส้นชัยเหนือสุดแดนสยามแล้ว ยอดบริจาค “ก้าวคนละก้าว” ยังพุ่งไม่หยุด ทะลุ 1,200 ล้าน!
บรรยากาศหลังตูนและคณะวิ่งถึงเป้าหมายป้ายเหนือสุดแดนสยามเมื่อวันที่ 25 ธ.ค.
ในที่สุด โครงการก้าวคนละก้าว เพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ ที่นายอาทิวราห์ คงมาลัย หรือตูน บอดี้สแลม พร้อมคณะได้วิ่งจากใต้สุดถึงเหนือสุด คือจาก อ.เบตง จ.ยะลา ถึง อ.แม่สาย จ.เชียงราย ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.-25 ธ.ค. รวมเวลา 55 วัน ระยะทาง 2,215.40 กิโลเมตร เพื่อรับบริจาคเงินจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ให้กับโรงพยาบาลศูนย์ทั้ง 11 แห่ง ก็ประสบผลสำเร็จเกินเป้าที่ตั้งไว้ จากเดิมตั้งเป้าว่าจะได้รับบริจาคประมาณ 700 ล้านบาท แต่กลายเป็นว่า ได้รับบริจาคทะลุ 1,200 ล้านบาทไปแล้ว และยอดบริจาคยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 25 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายตามกำหนดการของการวิ่งตามโครงการก้าวคนละก้าว ตูนเหลือระยะทางที่ต้องวิ่งจากแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1 เพื่อให้ถึงจุดสุดท้ายคือ ป้ายเหนือสุดแดนสยาม รวมระยะทาง 61.50 กิโลเมตร ตูนจึงออกวิ่งท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นตั้งแต่ตี 2 ครึ่ง โดยมีประชาชนจำนวนมากมารอยืนข้างทางเพื่อให้กำลังใจตูนและคณะ

กระทั่ง เวลา 15.20 น. ตูนและคณะได้เข้าถึง อ.แม่สาย และอยู่ห่างจากพรมแดนประมาณ 9 กิโลเมตร ก่อนพักผ่อน เพื่อรอเวลาในการวิ่งไม้สุดท้าย เพื่อเข้าเส้นชัยที่จุดผ่านแดนเหนือสุดของประเทศไทย โดย ตม.เชียงรายได้รับการประสานจากประเทศเมียนมาว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดท่าขี้เหล็ก จะเดินทางมาร่วมแสดงความยินดีกับโครงการก้าวคนละก้าวด้วย

ทั้งนี้ ก่อนวิ่งถึงจุดสุดท้าย ตูนและคณะได้แวะสักการะพระเจ้าพรหมมหาราช ณ ที่ว่าการอำเภอแม่สาย โดยมีนายสมศักดิ์ อมรรัตนชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ห้องเย็นเอเชี่ยนฟู้ด นำเงินมอบให้ตูนเพื่อร่วมสมทบโครงการก้าวคนละก้าวจำนวน 10 ล้านบาท จากนั้น เมื่อตูนเข้าสู่จุดหมายที่ป้ายเหนือสุดแดนสยามข้างด่านพรมแดน ทีมงานได้ให้ตูนลั่นระฆัง 3 ครั้ง และถ่ายรูปร่วมกันเป็นที่ระลึก เป็นอันสิ้นสุดการวิ่งตามโครงการก้าวคนละก้าว รวมระยะทาง 2,215.40 กิโลเมตร ขณะที่ยอดเงินบริจาคเข้าโครงการจนถึงเวลานั้นมีจำนวนถึง 1,160 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากยังมีประชาชนทยอยบริจาคอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลข ณ ช่วงเย็นวันที่ 30 ธ.ค. อยู่ที่กว่า 1,268 ล้านบาท

วันต่อมา 26 ธ.ค. พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) และพระเกจิชื่อดังหลายรูปในพื้นที่ จ.เชียงราย พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัด ประชาชน แพทย์ พยาบาล นิสิต นักเรียน รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์หลายเผ่าร่วมหมื่นคน ได้ให้การต้อนรับตูนและคณะ ที่ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน ต.ห้วยสัก อ.เมือง จ.เชียงราย และประกอบพิธีบายศรีสู่ขวัญให้กับตูนและคณะ ทั้งนี้ พระมหาวุฒิชัยได้มอบต้นดอกไม้เงินซึ่งทำจากธนบัตรจำนวน 20 ต้น มูลค่าประมาณ 1 ล้านบาทให้กับตูน และหลังจากเสร็จพิธีบายศรีสู่ขวัญแล้ว พระมหาวุฒิชัยได้ผูกข้อมือให้กับตูนและก้อย รัชวิน วงศ์วิริยะ แฟนสาว เพื่อเป็นสิริมงคล พร้อมทั้งนำเงินสดที่ได้จากการประมูลประติมากรรมงานปั้นและภาพวาดให้กับตูนอีก 20 ล้านบาท

โอกาสนี้ ตูนได้เล่าถึงแรงบันดาลใจในการออกวิ่งตามโครงการก้าวคนละก้าวว่า เกิดจากการได้รับเชิญไปทำกิจกรรมช่วยสร้างอาคารที่โรงพยาบาลบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเมื่อดูสถานที่แล้วเกิดสะท้อนใจว่า แม้เราจะทำกิจกรรมตามปกติ ก็คงช่วยได้ไม่มาก จึงเห็นว่าการวิ่งเป็นสิ่งเดียวที่จะทำได้ จึงได้วิ่งจากกรุงเทพฯ-บางสะพาน เป็นเวลา 10 วัน ได้เงิน 85 ล้านบาท ซึ่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางสะพานบอกด้วยว่า การออกกำลังกายเป็นการแก้ปัญหาสุขภาพที่ต้นเหตุและลดปัญหาการใช้บริการด้านสาธารณสุข ต่อมา มีโรงพยาบาลหลายแห่งขอให้สนับสนุนบ้าง จึงเห็นว่าต้องทำเพื่อโรงพยาบาลศูนย์ก่อน เพราะมีสาขาโรงพยาบาลชุมชนในเครือข่ายหลายแห่ง และบางแห่งช่วยเหลือได้หลายจังหวัดด้วย รวมทั้งเป็นศูนย์รวมการรักษาพยาบาลโรคหนัก เช่น มะเร็ง หัวใจ โรคในเด็ก ฯลฯ จึงนำวิธีการวิ่งมาใช้ด้วยการวิ่งเหนือสุด-ใต้สุดของประเทศ เพื่อสนับสนุนโรงพยาบาลศูนย์จำนวน 10 แห่ง และโรงพยาบาลน่าน ซึ่งไม่ใช่โรงพยาบาลศูนย์ แต่อยู่ห่างไกลอีก 1 แห่ง ทั้งนี้ ตูนได้กล่าวขอบคุณทุกคนที่ทำให้ตนสามารถวิ่งถึงที่หมายได้สำเร็จด้วย

ต่อมา วันที่ 27 ธ.ค. นายชายชาญ ใบมงคล ศรีเอทีฟโครงการก้าวคนละก้าว ในฐานะเพื่อนสนิทของตูน เผยว่า ตูนขอพักผ่อนเป็นการส่วนตัวอยู่ที่ จ.เชียงรายก่อน พร้อมยืนยันว่า จะมีโครงการลักษณะนี้ต่อไป โดยการวิ่งระดมทุนจากใต้สุดไปเหนือสุด ถือว่าเป็นที่สุดของชีวิตแล้ว อาจจะมีวิธีการอื่น แต่ขณะนี้ทุกคนเพิ่งเสร็จภารกิจจาก 55 วัน จะพักเหนื่อยประมาณ 15 วัน จากนั้นจะระดมความเห็นกันอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม วันต่อมา 28 ธ.ค. มีรายงานว่า ตูน พร้อมด้วยก้อย แฟนสาว และทีมงานก้าวคนละก้าว ได้เดินทางออกจากโรงแรมที่พัก ต.ริมกก อ.เมือง จ.เชียงราย ด้วยรถตู้ที่ใช้ในขบวนวิ่ง เพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ แล้ว โดยไม่ได้มีการประสานไปยังท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ ทางเครื่องบินแต่อย่างใด ขณะที่ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก เผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีดำริให้กองทัพบกดูแลและสนับสนุนกิจกรรม “ก้าวคนละก้าว” อย่างเต็มที่ ซึ่งกองทัพบกได้เตรียมนำเครื่องบินคาซ่า เพื่อรับคณะของตูนกลับ กทม.ในวันที่ 27 ธ.ค. แต่สุดท้ายมีกระแสข่าวว่า ตูนจะใช้รถตู้เดินทางกลับ กทม. เพื่อจะได้แวะเที่ยวรายทาง โดยมีรถยนต์ติดตามประมาณ 2-3 คัน และรถตู้ทีมงานติดโลโก้โครงการอีก 1 คัน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. เพจ “ก้าว” ได้โพสต์ข้อความหลังสิ้นสุดโครงการก้าวคนละก้าวว่า โครงการจะสำเร็จด้วยดีไม่ได้เลย ถ้าขาดแรงสนับสนุนจากคนไทยทั้งประเทศ และที่สำคัญ ถึงแม้ว่าการวิ่งจะจบลงแล้ว แต่คุณหมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทุกๆ ท่านก็ยังคงต้องทำงานอย่างหนักเหมือนเดิม ท่านเหล่านั้นคือฮีโร่ที่ควรได้รับกำลังใจและคำยกย่องอย่างแท้จริง ขอขอบคุณพี่น้องชาวไทยทุกๆ คนที่ร่วมก้าวมาด้วยกันตลอดเวลา 55 วัน จนกว่าจะพบกันใหม่ สวัสดีปีใหม่ “ใช้ชีวิตให้สนุกครับ” จากนั้นได้อัพเดทการบริจาคเงินเข้าโครงการก้าวคนละก้าวว่า สามารถบริจาคได้จนถึงวันที่ 31 พ.ค.2561

อนึ่ง ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้เผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “บุคคลแห่งปี 2560" พบว่า บุคคลแห่งปี 2560 ที่ประชาชนชื่นชอบมากที่สุด ร้อยละ 56.94 คือ ตูน บอดี้สแลม เหตุที่ชอบเพราะมีความเสียสละ ช่วยเหลือสังคม รองลงมา ร้อยละ 16.71 ชอบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยระบุสาเหตุที่ชอบว่า ชื่นชอบเป็นการส่วนตัว

2.“อภิสิทธิ์” เตือน “บิ๊กตู่” ถ้าใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ตัวเอง ก็ไม่ต่าง “ทักษิณ” ด้าน พท.ยื่นศาล รธน.ล้มคำสั่งหัวหน้า คสช.แล้ว!
(ซ้าย) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. (กลาง) นายทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีคำพิพากษาศาลฎีกาฯ ตัดสินจำคุก 2 ปี คดีซื้อที่รัชดาฯ (ขวา) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
ความคืบหน้ากรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้ใช้อำนาจมาตรา 44 ออกคำสั่งที่ 53/2560 ซึ่งดูเหมือนเป็นการปลดล็อกให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมบางส่วนได้ เพื่อไม่ให้ขัดต่อ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ที่กำหนดระยะเวลาให้พรรคการเมืองปรับฐานข้อมูลสมาชิกพรรคภายใน 90 วันหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 5 ม.ค.2561 แต่ปัจจุบันพรรคการเมืองยังไม่สามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ เนื่องจากมีประกาศ คสช.ห้ามพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งแทนที่ คสช.จะยกเลิกหรือแก้ประกาศดังกล่าว กลับใช้วิธีแก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง และมีลักษณะเหมือนรีเซตสมาชิกพรรคการเมือง โดยกำหนดให้สมาชิกพรรคใดก็ตาม ต้องทำหนังสือแจ้งหัวหน้าพรรคนั้น เพื่อยืนยันการเป็นสมาชิกภายใน 30 วันนับแต่วันที่ 1 เม.ย.2561 หาไม่แล้ว จะถือว่าพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคดังกล่าว และพรรคนั้นต้องแจ้งให้นายทะเบียนทราบภายใน 30 วันนับแต่วันพ้นกำหนดดังกล่าว ซึ่งก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในหมู่พรรคการเมืองและนักการเมือง โดยเฉพาะพรรคใหญ่และพรรคเก่าอย่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยว่า คสช.ทำเช่นนี้ เพื่อเอื้อต่อการตั้งพรรคใหม่ พรรคทหาร เพื่อให้รัฐบาลชุดนี้สืบทอดอำนาจต่อไป นอกจากนี้ยังจะทำให้โรดแมปการเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปด้วย

ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ได้ออกมายืนยันเมื่อวันที่ 26 ธ.ค.ว่า การออกคำสั่งดังกล่าว เพื่อให้พรรคการเมืองดำเนินการทางธุรการ และแนวทางนี้เป็นการสร้างความเป็นธรรมอย่างทั่วถึงให้กับทุกพรรค ขอร้องว่าอย่าอะไรกันนักเลย จะพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เดินหน้าไปได้ และทุกอย่างจะเป็นไปตามโรดแมป

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า หาก คสช.มีความกล้าหาญแบบชายชาติทหาร ให้ประกาศมาเลยว่า จะรีเซตพรรคการเมืองและเลื่อนการเลือกตั้งว่า ไม่ไปต่อล้อต่อเถียงกับเขา ประชาชนก็ฟังเอา “ถ้ามีอุดมการณ์อยู่ ประชาชนยังคงนิยมท่าน ไม่ต้องไปกังวล”

ด้านนายอภิสิทธิ์กล่าวถึงกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรียืนยันว่า คำสั่งหัวหน้า คสช.ตามมาตรา 44 ไม่ใช่การรีเซตสมาชิกพรรคว่า แต่ตนคิดว่า ใน 30 วัน จะให้ติดต่อคน 3 ล้านคนให้มาสมัครใหม่ ไม่ทันแน่ ส่วนนี้เองคือการรีเซตสมาชิกพรรค ทำไม คสช.ที่เป็นทหารไม่ยอมพูดตรงๆ อย่าพูดเป็นอย่างอื่น

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า อย่าลืมว่า กฎหมายพรรคการเมืองออกโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ซึ่งในช่วงที่ทำออกมา ก็ไม่มีใครทักท้วงอะไร จู่ๆ ก็บอกต้องเปลี่ยนหลักการ พรรคการเมืองใหม่และเก่าต้องเท่าเทียมกัน ก็เป็นเรื่องแปลก ถ้าคิดแบบนั้น คงต้องรีเซตสมาชิกพรรคกันทุกปีหรือไม่ ทั้งที่อุปสรรคของพรรคการเมืองใหม่เกิดขึ้นโดย คสช.ไม่ใช่พรรคการเมืองเก่า แทนที่จะแก้ตรงนั้น กลับมาแก้ให้รีเซตสมาชิกพรรค ซึ่งตนมองว่าเป็นวาระซ่อนเร้นเรื่องการตั้งพรรคใหม่ กับการสลายฐานของพรรคเดิม

นายอภิสิทธิ์เผยด้วยว่า ขณะนี้กำลังให้ฝ่ายกฎหมายของพรรคพิจารณาว่า คำสั่งหัวหน้า คสช.ดังกล่าวมีเนื้อหาขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ จะทราบผลหลังปีใหม่ว่าจะมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ยังเตือน พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช.ด้วยว่า “ถ้าคิดใช้อำนาจรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ในทางการเมือง ก็เดินกลับสู่ยุคระบอบทักษิณ จะหวังอะไรกับการปฏิรูปและธรรมาภิบาล”

ด้านแกนนำพรรคเพื่อไทย เช่น พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรค ได้นำทีมอ่านแถลงการณ์ของพรรคคัดค้านคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่แก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง เพราะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อพรรคการเมืองและสมาชิกพรรค พร้อมชี้ว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด และรัฐธรรมนูญกำหนดให้การแก้ไขกฎหมายกระทำโดย สนช. แต่ คสช.ซึ่งเป็นเพียงองค์กรที่ได้อำนาจที่ได้รับมอบหมายจากรัฐธรรมนูญอีกทอดหนึ่ง กลับใช้อำนาจแทน สนช.นั้น เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ และถือเป็นการลบล้างกระบวนการตรากฎหมายตามรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ คำสั่งของ คสช.ดังกล่าว ยังทำลายระบบพรรคการเมืองของประชาชน และเปิดโอกาสให้กลุ่มการเมืองที่ต้องการสนับสนุนให้ คสช.และหัวหน้า คสช.สืบทอดอำนาจทางการเมืองต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ได้เข้ายื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การกระทำของหัวหน้า คสช.ที่ออกคำสั่งที่ 53/2560 ดังกล่าวเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือไม่ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 45 ประกอบมาตรา 77 วรรคสองหรือไม่ และเป็นการกระทำต้องห้ามตามมาตรา 5 หรือไม่ พร้อมขอให้คำสั่งของหัวหน้า คสช.ดังกล่าวสิ้นผลไป เสมือนไม่เคยมีคำสั่งดังกล่าว

3.สนช. อุ้ม ป.ป.ช.อยู่ในตำแหน่งต่อจนครบวาระ เมินปมขาดคุณสมบัติ ด้าน “บิ๊กป้อม” แจงที่มานาฬิกาหรู-แหวนเพชรแล้ว!
(บน) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม (ล่าง) การประชุม สนช.
เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. ได้มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เพื่อลงมติว่าจะเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ในวาระ 2 และ 3 หรือไม่ ซึ่งยังค้างการพิจารณามาจากสัปดาห์ก่อน

ทั้งนี้ หลังจากสมาชิก สนช.ลงมติในวาระ 2 แล้ว ที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.ป.ดังกล่าวในวาระ 3 ด้วยคะแนน 197 ต่อ 1 เสียง งดออกเสียง 7 เสียง โดยขั้นตอนหลังจากนี้ สนช.จะส่งร่าง พ.ร.ป.ที่ผ่านความเห็นชอบดังกล่าว ให้ ป.ป.ช.และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) เพื่อพิจารณาว่าการแก้ไขเนื้อหาร่างกฎหมายดังกล่าวของ สนช.ขัดต่อเจตนารมณ์หรือไม่ และจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย ระหว่าง ป.ป.ช.-กรธ.-สนช.เพื่อทบทวนเนื้อหาของร่างกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ หากทั้ง ป.ป.ช.และ กรธ.ไม่เสนอให้ประธาน สนช.ตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย จะส่งผลให้ร่าง พ.ร.ป.ดังกล่าวประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

สำหรับประเด็นสำคัญที่ สนช.ได้มีการแก้ไขร่าง พ.ร.ป.ดังกล่าว ได้แก่ การตัดเนื้อหามาตรา 37/1 ออกไปทั้งหมด ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วยการให้ ป.ป.ช.สามารถขออนุญาตจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อให้มีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ได้มาซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตผ่านวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใดได้ หรือการให้อำนาจ ป.ป.ช.สามารถดักฟังข้อมูลได้ ภายหลังสมาชิก สนช.หลายคนได้อภิปรายคัดค้านจน พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช. ต้องประกาศขอถอนมาตรา 37/1 กลางที่ประชุม สนช.เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ยังมีการแก้มาตรา 178 ซึ่งบัญญัติว่า ให้ประธาน ป.ป.ช.และกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนที่ พ.ร.ป.นี้ใช้บังคับ ยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบวาระตามที่กำหนดใน พ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช. พ.ศ.2542 หรือพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 19 เว้นแต่กรณีตามมาตรา 19 (3) ในส่วนที่เกี่ยวกับการขาดคุณสมบัติตามมาตรา 9 และลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 11 (1) และ 18 มิให้นำมาใช้บังคับ เท่ากับเป็นการกำหนดให้ประธาน ป.ป.ช.และกรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันยังสามารถดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบวาระตามกฎหมาย โดยที่ประชุม สนช.มีมติเสียงข้างมากเห็นชอบกับมาตรา 178 ด้วยคะแนน 157 ต่อ 26 และมีสมาชิก สนช.ใช้สิทธิงดออกเสียงถึง 29 คน

เป็นที่น่าสังเกตว่า การที่ สนช.ลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช.ที่ให้ ป.ป.ช.ชุดนี้อยู่ในตำแหน่งต่อได้จนครบวาระ ไม่รีเซต ป.ป.ช.เหมือนองค์กรอิสระอื่น เป็นการเอื้อประโยชน์ให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรัฐมนตรีกลาโหม หรือไม่ เนื่องจาก พล.ต.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.เคยเป็นลูกน้อง เคยช่วยงาน พล.อ.ประวิตร มาก่อน และขณะนี้ พล.อ.ประวิตร กำลังถูกสอบเรื่องนาฬิกาหรูและแหวนเพชร ว่าเข้าข่ายแจ้งบัญชีทรัพย์สินเท็จหรือไม่

ซึ่งเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. ทั้ง พล.ต.อ.วัชรพล ประธาน ป.ป.ช. และนายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช. เผยว่า พล.อ.ประวิตร ได้ส่งหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนาฬิกาและแหวนเพชรมาให้ ป.ป.ช.แล้วเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.ที่ผ่านมา ขั้นตอนหลังจากนี้ ป.ป.ช.จะต้องตรวจสอบยืนยันข้อมูลและข้อเท็จจริงต่างๆ ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับบุคคลที่สาม ดังนั้น จะต้องเรียกมาชี้แจงข้อเท็จจริงในช่วงต้นปี 61

เป็นที่น่าสังเกตว่า ทั้ง พล.ต.อ.วัชรพล และนายวรวิทย์ ไม่ยอมเปิดเผยคำชี้แจงเรื่องนาฬิกาหรูและแหวนเพชรของ พล.อ.ประวิตร โดยอ้างว่า เป็นเรื่องรายละเอียดที่เจ้าหน้าที่จะต้องไปตรวจสอบ และไม่ขอตอบว่า พล.อ.ประวิตรชี้แจงเฉพาะนาฬิกายี่ห้อริชาร์ด มิลล์ เพียงเรือนเดียวหรือไม่ หลังโซเชียลมีเดียเผยแพร่นาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร ว่ามีมากกว่า 10 เรือนแล้ว

4.ศาลพิพากษาจำคุก 7 โจ๋รุมฆ่าชายพิการ 12-19 ปี ด้านโจทก์เตรียมอุทธรณ์ขอให้ศาลประหารชีวิต เหตุฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน!
(บน) ผู้ต้องหาที่รุมฆ่านายสมเกียรติ ศรีจันทร์ ชายพิการ (ล่าง) ภาพเหตุการณ์วันที่ผู้ต้องหาก่อเหตุ 1 พ.ค.2559
เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ได้อ่านคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ และนางทองคำ ศรีจันทร์ มารดาชายพิการที่ถูกกลุ่มวัยรุ่น 7 คนฆ่า ได้เป็นโจทก์ร่วม ยื่นฟ้องนายพีรพล ยศพงศ์อนันต์ หรือเปา อายุ 22 ปี, นายอัครเดช ทัศนะ หรืออั๋น อายุ 23 ปี, นายมนต์มนัส แสงโพธิ์ หรือเต้ย อายุ 22 ปี, นายจตุพร จันทร์โสภา หรือเบียร์ อายุ 19 ปี, นายเมฆ พลไกรษร อายุ 20 ปี, นายอรินทร์ ยศพงศ์อนันต์ หรือเตอร์ อายุ 20 ปี และ น.ส.ณัฐณิชา ฤทธิ์ล้ำเลิศ หรือเกมส์ อายุ 19 ปี เป็นจำเลยที่ 1-7 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ ร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธ และร่วมกันพกพาอาวุธมีด โดยไม่มีเหตุอันควร

คดีนี้ อัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 13 ก.ค.2559 ระบุพฤติการณ์ความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 1 พ.ค.2559 จำเลยได้ร่วมกันพกพาอาวุธมีดปลายแหลม 2 เล่ม และอาวุธมีดหัวตัด 1 เล่ม ติดตัวไปบริเวณซอยโชคชัย 4 แยก 69 แขวงและเขตลาดพร้าว กทม. แล้วบุกรุกเข้าไปในบ้านเลขที่ 5 ของนางธันยชนก ศรีจันทร์ ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นภรรยาของนายสมเกียรติ ศรีจันทร์ อายุ 35 ปี ชายพิการ อาชีพส่งขนมปังร้านปังหอม ย่านโชคชัย 4 แล้วร่วมกันใช้อาวุธมีดฟัน แทง และปาก้อนอิฐใส่ตามศีรษะ และร่างกายของนายสมเกียรติที่ใช้มีดปลายแหลมเข้าต่อสู้ป้องกันตัว เป็นเหตุให้นายสมเกียรติถึงแก่ความตาย แล้วพากันหลบหนีไป

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.โชคชัยติดตามจับกุมพวกจำเลยได้พร้อมของกลาง เช่น มีดปลายแหลม 2 เล่ม และอิฐบล็อก ก่อนดำเนินคดีจำเลย ซึ่งจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ

ทั้งนี้ ก่อนอ่านคำพิพากษา ศาลได้เบิกตัวจำเลยทั้งหมดที่ควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำตั้งแต่วันถูกจับกุมเพื่อมาฟังคำพิพากษา ขณะที่มารดานายสมเกียรติ ผู้เสียชีวิต พร้อมด้วยญาติและทนายความได้มาฟังคำพิพากษาเช่นกัน

ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานที่ทั้งสองฝ่ายนำสืบแล้วเห็นว่า คดีนี้ มีพยานบุคคล พยานวัตถุ ภาพถ่ายภาพเคลื่อนไหวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นพยานหลักฐานที่มั่นคง มีน้ำหนัก น่าเชื่อถือ สอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจทก์ 6 ปากว่า เป็นการเบิกความตามจริง นอกจากนี้ยังมีกล้องซีซีทีวีของ กทม.และภาพจากกล้องมือถือของพยาน ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับฝ่ายใด จึงเชื่อว่าพยานโจทก์เบิกความตามจริง โดยประจักษ์พยานเห็นว่า จำเลยที่ 1, 2, 3 และ 6 ร่วมกันรุมทำร้ายนายสมเกียรติ

โดยจำเลยที่ 1, 2 และ 3 ร่วมกันใช้มีดฟันใต้แขนซ้าย ด้านหลัง และศีรษะนายสมเกียรติอย่างต่อเนื่องจนนายสมเกียรติถอยร่น โดยมีจำเลยที่ 6 ปาหินใส่ นายสมเกียรติใช้มีดทำขนมปังกวัดแกว่งเพื่อต่อสู้ไปโดนข้อมือจำเลยที่ 1 จากนั้นกลุ่มจำเลยจึงสับเปลี่ยนอาวุธมีด สลับปาก้อนหินใส่นายสมเกียรติอย่างต่อเนื่อง จนมีบาดแผลแตกที่ศีรษะ กระทั่งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึง แต่กลุ่มผู้ก่อเหตุยังไม่หยุด จากนั้น 1 ในจำเลยได้ใช้มีดแทงเข้าลำคอนายสมเกียรติ และมีบาดแผลที่ศีรษะลึกถึงสมองถึงแก่ความตาย

โดยระหว่างที่รุมทำร้ายนายสมเกียรตินั้น น.ส.ณัฐณิชา จำเลยที่ 7 ที่นั่งรถแท็กซี่ตามมาทีหลังและเห็นเหตุการณ์ ศาลเห็นว่า แม้จำเลยที่ 7 ไม่ได้มีส่วนร่วมลงมือทำให้นายสมเกียรติถึงแก่ความตาย แต่จำเลยที่ 7 ได้ตะโกนว่า “เอามันเลย เอามันให้ตาย” เนื่องจากไม่พอใจที่จำเลยที่ 1 ถูกมีดนายสมเกียรติฟันที่แขนซ้าย การกระทำของจำเลยที่ 7 จึงเป็นการให้กำลังใจ สนับสนุนให้เกิดการกระทำผิดขึ้น

ส่วนจำเลยที่ 4 และ 5 แม้จะไม่ได้ร่วมทำร้ายนายสมเกียรติ แต่จากพยานหลักฐานภาพถ่าย จำเลยทั้งสองรับรู้การกระทำของกลุ่มจำเลยที่ลงมือทำร้าย อีกทั้งลักษณะท่าทางการเดินตามกลุ่มผู้ก่อเหตุในเหตุการณ์ มีการยกมือแสดงสัญลักษณ์โดยตลอด ทั้งตอนที่จำเลยที่ 6 โทรศัพท์เรียกพวกมา จำเลยที่ 5 ที่อยู่ใกล้กันย่อมรู้ถึงเหตุการณ์ในการกระทำดังกล่าวและผลที่จะเกิดขึ้น จำเลยที่ 4 และ 5 ย่อมมีส่วนรู้เห็นในการกระทำของจำเลยที่ทำร้ายนายสมเกียรติ ย่อมเข้าข่ายกระทำความผิด ฐานเป็นผู้สนับสนุนเช่นกัน ตามพฤติการณ์แล้ว ศาลเห็นว่า พวกจำเลยทั้ง 7 กระทำผิดจริง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม

พิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1, 2, 3 และ 6 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา คนละ 18 ปี, จำคุกจำเลยที่ 2, 4, 5 และ 6 คนละ 1 ปี ฐานบุกรุกเข้าไปในเคหสถานผู้อื่น, จำคุกจำเลยที่ 4, 5 และ 7 คนละ 12 ปี ฐานช่วยเหลืออำนวยความสะดวก และสั่งปรับจำเลยที่ 1-6 คนละ 1,000 บาท ฐานพกพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร เมื่อนับรวมแล้ว จำคุกจำเลยที่ 1 และ 3 คนละ 18 ปี และปรับคนละ 1,000 บาท, จำเลยที่ 2 และ 6 จำคุกคนละ 19 ปี และปรับคนละ 1,000 บาท, จำเลยที่ 4 จำคุก 13 ปี, จำเลยที่ 5 และ 7 จำคุกคนละ 12 ปี และปรับจำเลยที่ 4 และ 5 คนละ 1,000 บาท นอกจากนี้ให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายซึ่งเกิดจากการกระทำละเมิดและค่าอุปการะแก่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นมารดาของผู้เสียชีวิต 3.6 แสนบาท และค่าปลงศพ 1.4 แสนบาท รวมเป็นเงิน 5 แสนบาท โดยสัดส่วนการชดใช้ตามพฤติการณ์ของจำเลยแต่ละคน

ด้านนายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความผู้เสียหาย กล่าวว่า พฤติการณ์ของกลุ่มจำเลยเป็นการฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน(โทษมีเพียงสถานเดียวคือ ประหารชีวิต) แต่พนักงานสอบสวนกลับไม่แจ้งข้อหานี้ตั้งแต่ต้น ทำให้กลุ่มจำเลยได้รับโทษน้อยกว่าที่ควร ทั้งนี้ น้อมรับคำพิพากษาของศาล และเตรียมที่จะอุทธรณ์คดีในประเด็นของอัตราโทษที่น้อยเกินไป อยากให้ศาลเพิ่มโทษให้มากกว่านี้

ขณะที่นางทองคำ มารดาของนายสมเกียรติ ผู้เสียชีวิต ได้ขอบคุณศาลที่ให้ความเป็นธรรม และว่า จากนี้ จะหารือกับญาติว่า จะฌาปนกิจนายสมเกียรติวันใด เพราะตั้งใจไว้ว่า เมื่อศาลมีคำพิพากษาคดีแล้ว จะกำหนดวันเผาศพต่อไป

ด้านนายคมเพชร จันทร์ปุ่ม ทนายจำเลย กล่าวว่า เมื่อศาลมีคำพิพากษา ก็ต้องเคารพ แต่ได้เตรียมที่จะศึกษาคำพิพากษาเพื่อยื่นอุทธรณ์คดีต่อ เนื่องจากมีหลายข้อที่ยังเห็นไม่ตรงกับคำพิพากษา อย่างจำเลยบางคนที่ศาลชี้ว่า ไม่มีส่วนร่วมในการกระทำ แต่ศาลลงโทษ คิดว่าจำเลยทั้งหมดคงต้องการยื่นอุทธรณ์คดี

5.ตำรวจนครพนมสรุปสำนวนส่งฟ้อง “ครูจอมทรัพย์” กับพวกรวม 11 ราย คดีปั้นพยานเท็จ!
นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตข้าราชการครูใน จ.สกลนคร
ความคืบหน้ากรณีตำรวจจับกุมนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตข้าราชการครูใน จ.สกลนคร และนายสุริยา นวลเจริญ หรือครูอ๋อง อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.มุกดาหาร เพื่อนของนางจอมทรัพย์ หลังขอศาลออกหมายจับบุคคลทั้งสองและพวก ข้อหาร่วมกันนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จต่อศาล และซ่องโจร กรณีขอศาลรื้อฟื้นคดีขับรถชนคนตาย โดยอ้างว่าคนขับรถชนคนตายตัวจริงคือนายสับ วาปี โดยผู้ร่วมขบวนการอีกหลายคนได้ทยอยเข้ามอบตัวแล้วนั้น

เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. พล.ต.ต.สุวิชาญ ญาณกิตติกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.นครพนม เผยว่า พนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครพนม ได้ส่งสำนวนพร้อมสรุปความเห็นสมควรส่งฟ้องผู้ร่วมขบวนการรวมทั้งสิ้น 11 คน ประกอบด้วย 1.นางจอมทรัพย์ ส่งฟ้อง 2 ข้อหา คือ ซ่องโจร และร่วมกันนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ 2.นายสุริยา หรือครูอ๋อง ส่งฟ้อง 6 ข้อหา คือ นอกจากซ่องโจรและร่วมกันนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานเท็จแล้ว ยังใช้ให้ผู้อื่นเบิกความเท็จ, ร่วมกันแจ้งข้อความเท็จแก่พนักงานอัยการ พนักงานสอบสวนฯ ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นเสียหาย, ร่วมกันแจ้งข้อความเท็จแก่เจ้าพนักงานฯ และร่วมกันทำพยานหลักฐานเท็จ เพื่อให้พนักงานสอบสวนเชื่อว่าได้มีความผิดอาญาอย่างใดเกิดขึ้น

3.นางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ พยานผู้อ้างว่าเห็นเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุ ส่งฟ้อง 5 ข้อหา คือ ซ่องโจร, แจ้งข้อความเท็จเกี่ยวกับคดีอาญา, แจ้งข้อความเท็จแก่เจ้าพนักงาน, ร่วมกันทำพยานหลักฐานเท็จ และเบิกความเท็จ 4.นายนิรันดร์ แสนเมืองโคตร อดีตสามีของนางจอมทรัพย์ ส่งฟ้อง 3 ข้อหา คือ ซ่องโจร, แจ้งข้อความเท็จ และร่วมกันนำสืบหรือแสดงหลักฐานเท็จ 5.นางทองเรศ วงศ์ศรีชา พยานที่อ้างว่านั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของนางทัศนีย์ขณะเกิดเหตุ ส่งฟ้อง 2 ข้อหา คือ ซ่องโจร และเบิกความเท็จ

6.นายเสน่ห์ สุพรรณ เพื่อนของนางจอมทรัพย์ ส่งฟ้อง 2 ข้อหา คือ ซ่องโจร และร่วมกันแจ้งข้อความเท็จ 7.นางรจนา จันทรัตน์ เพื่อนสนิทที่สังคมโซเชียลให้ฉายาว่า “นักสืบสาว” ส่งฟ้อง 3 ข้อหา คือ ซ่องโจร, ร่วมกันแจ้งข้อความเท็จ และเบิกความเท็จ 8.น.ส.วาสนา เพชรทอง หลานสาวของนางจอมทรัพย์ ที่ได้รับมอบอำนาจให้เดินเรื่องยื่นร้องขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งฟ้อง 2 ข้อหา คือ ซ่องโจร และร่วมกันนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานเท็จ 9.นายธณัช สุขตลอดปี ทนายความที่ให้การช่วยเหลือครูอ๋อง รอดพ้นคุก สมัยค้าไม้หวงห้ามข้ามชาติ ส่งฟ้อง 4 ข้อหา คือ ซ่องโจร, แจ้งข้อความเท็จ, แจ้งข้อความเท็จต่อเจ้าพนักงาน และทำพยานหลักฐานเท็จ

ส่วนอีก 2 คน คือ นายสับ วาปี ที่สมอ้างว่าเป็นคนขับรถยนต์ชนนายเหลือ พ่อบำรุง ถึงแก่ความตาย และนางจันทร์ วาปี ภรรยานายสับ ที่เดินทางไปปรากฏตัวกับนายสับตามสถานที่ต่างๆ ได้ถูกส่งฟ้องไปก่อนหน้านี้แล้วเมื่อวันที่ 22 ธ.ค.ที่ผ่านมา รวม 5 ข้อหา คือ ซ่องโจร, แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความเท็จ, แจ้งข้อความเท็จต่อเจ้าพนักงาน, แจ้งข้อความเท็จเกี่ยวกับคดีอาญา และเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล

พล.ต.ต.สุวิชาญ เผยว่า พนักงานสอบสวนจะเดินทางไปยังสำนักงานอัยการจังหวัดนครพนม เพื่อพิจารณาสั่งคดี หากอัยการพิจารณาสำนวนแล้วเห็นว่า มีความสมบูรณ์ครบถ้วน ก็ไม่จำเป็นต้องสั่งสอบสวนพยานเพิ่มเติมอีก คาดว่าภายในเร็วๆ นี้ อัยการจะสามารถสั่งคดีได้
กำลังโหลดความคิดเห็น...