xs
xsm
sm
md
lg

“ปรเมศร์ มีสมภพ” ยอดชายประชาชนผู้ปลูกความรักแก่สังคม

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

หากชีวิตคือสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดของมวลมนุษย์
การช่วยเหลือต่อ “ชีวิต” ลมหายใจใครสักคนหนึ่งได้คงไม่สามารถประเมินวัดด้วยมาตราใดๆ บนโลกนี้

ชีวิตของ “เมศ-ปรเมศร์ มีสมภพ” อดีตเด็กเร่ร่อน ขอทาน ไร้บ้าน สู่ม้าเร็วยื้อชีวิตคนประสบอุบัติเหตุ อาสากู้ภัยผู้ป่วยและยากไร้ถึงบ้าน นับ 10 ปีและ 11 ปีเรื่อยๆ ขึ้นไป ข้าราชการเจ้าหน้าที่ธุรการกองตรวจสอบและประเมินผลสำนักงานปลัดบัญชีฐานทัพอากาศวัย 34 ปี ผู้นี้จึงไม่อาจจะกล่าวแนะนำได้มากพอ

หากแต่เพียงจำกัดความสั้นๆ ถึงสิ่งที่พี่น้องประชาชนได้รับ คือชีวิตของชายคนหนึ่งที่หวังให้โอกาสฟุ้งโอบกอดให้ความรักหอมอยู่นิรันดร์บรรเทาความขมชื่นได้บ้าง

• ก่อนหน้าที่จะรับราชการและทำงานจิตอาสาชีวิตก่อนหน้านี้เป็นอย่างไร

ปกติเหมือนเด็กคนอื่นๆ ทั่วๆ ไป เติบโตมีบ้านแถวชุมชมสะพานพระราม 8 คุณพ่อทำงานรับจ้างทั่วไป คุณแม่เป็นพยาบาล ชีวิตมีความสุขในครอบครัวเล็กๆ ของเรา 3 คน มีความใฝ่ฝันอยากเป็นทหารอากาศ เพราะว่าในครอบครัวคุณลุง คุณป้า คุณน้า คุณอา รับราชการทหารแทบทั้งหมด คุณแม่ก็เป็นพยาบาล ก็ได้ซึมซับได้เห็นสิ่งเหล่านี้มา เราก็มองเขาเป็นแบบอย่าง แล้วมีวันหนึ่งคุณป้าพาเราไปเที่ยวที่ทำงาน เราก็ได้เห็นเครื่องบิน เห็นสิ่งต่างๆ ในกองทัพอากาศ เราก็เลยอยากเข้าไปอยู่ในรั้วนั้น ก็ใฝ่ฝันอยู่ตลอดเวลา

แต่แล้วก็พลิกผัน ตอนอายุ 14 คุณแม่ป่วยโดยไม่มีใครรู้ ท่านเริ่มปวดท้อง แม่ก็มีอาการปวดท้องตลอดเวลา แล้วมีอาการเลือดออกจากช่องคลอด จนมีคืนหนึ่งเลือดออกค่อนข้างเยอะมาก เราก็เลยไปส่งโรงพยาบาล คุณหมอเลยบอกว่าเป็นมะเร็งมดลูกและลำไส้ ระหว่างนั้นที่เรานอนกับแม่ก็จะเห็นว่าแม่ปวดท้องแทบทนไม่ไหว จนวันหนึ่งแม่ท่านแอบคิดสั้นจะผูกคอฆ่าตัวตายที่ระเบียง แต่บังเอิญเราเห็น ถามเขาว่าทำอะไร ท่านก็หยุดแล้วลงมากอด (ยิ้ม)

แต่พอสองเดือนผ่านไปท่านก็เสีย ครอบครัวที่เคยอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาก็เริ่มแตก เริ่มย้ายไปอยู่ที่อื่นกัน ด้วยความที่คุณพ่อต้องไปทำงานรับจ้างที่ต่างจังหวัด ก็เลยต้องฝากไปอยู่กับคุณป้า แต่คุณป้าเขาก็มีครอบครัวของเขา มีลูกตั้งสองคน เราก็เลยรู้สึกไม่อยากให้เขาลำบาก ไม่อยากให้เป็นภาระเพิ่มกับเรา ก็เลยตัดสินใจออกมาอยู่ข้างนอก โดยทั้งเนื้อทั้งตัวมี 5 บาท แล้วกางเกงขาสั้นตัว เสื้อตัว มานอนอยู่ตรงหน้าห้างสรรพสินค้า ป้อมพระสุเมรุ อาบน้ำใต้สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า

• เลือกตัดสินใจกลายเป็นเด็กเร่รอน

ขอทานด้วย เพราะเรามีติดตัวออกมาแค่ 5 บาท พอหมดเราก็หิวข้าว ทีนี้ก็ไปเห็นคนขอทานนั่งอยู่บนสะพานลอย นั่งแล้วเขาได้เงิน เราก็เลยไปนั่งบ้าง ก้อนแรกจำได้เลย 25 บาท ก็เลยเอาไปซื้อข้าวซื้อลูกชิ้นกิน หลังจากนั้นพอผ่านไปประมาณเกือบปีที่นั่งขอทาน ก็ไปรู้จักเพื่อนคนหนึ่งเป็นเด็กวัดละแวกนั้น เขาก็เลยชวนเราไปเก็บเงินโปรยทานจากศพ ก็ทำสองอย่าง ชีวิตเป็นอย่างนี้ประมาณเกือบ 5 ปีได้ จนกระทั่งอายุ 20 ปี ที่ชีวิตไม่มีอนาคต ไม่มีอะไร

แต่ถ้าถามว่าชีวิตเราท้อไหม ไม่ท้อ ที่ไม่ท้อเพราะว่าถ้าเราท้อ ตอนนั้น เราจะไม่มีกิน เราจะไม่มีชีวิตที่ดีขึ้น เราจะดำรงชีวิตต่อไปไม่ได้ถ้าเราท้อ เราก็ต้องสู้ ตอนนั้นเราสามารถดูแลตัวเองได้ ไม่เป็นภาระคนอื่น ทีนี้พอโตขึ้นก็ไปทำงานเป็นคนเข็นรถขายของที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ก็ทำงานเกือบปี มีเงินเก็บก้อนหนึ่งประมาณ 2 หมื่นบาท เราก็บรรลุจุดประสงค์ที่เราไม่อยากเป็นภาระแล้ว ก็ตัดสินใจไปหาพ่อเพื่อขอโทษและบวชทดแทนพระคุณ

หลังจากบวชประมาณ 2 ปี ช่วงที่สึกออกมาระหว่างนั้นคุณป้าเดินทางมาหาแล้วถามเราว่าประสบการณ์ข้างนอกเป็นย่างไรบ้าง ผมก็ตอบไปว่าเรียนรู้อะไรมาเยอะแล้ว ผ่านอะไรมาเยอะ เจออะไรมาเยอะ ท่านก็บอกว่าหมดเวลาแล้ว เขาก็ให้เราไปสอบเป็นพนักงานทำความสะอาดหรือดูแลสถานที่ที่สำนักงานปลัดบัญชีธรรมศาสตร์ตำแหน่งลูกจ้างชั่วคราว ทำได้ประมาณ 6 เดือน ทางสำนักงานปลัดบัญชีฐานทัพอากาศก็เปิดรับสมัครพนักงานราชการเจ้าหน้าที่ธุรการกองตรวจสอบและประเมินผลสำนักงานปลัดบัญชีฐานทัพอากาศก็ติดรับราชการมาจนถึงทุกวันนี้

• ส่วนตัวมองว่ามันดีหรือไม่ดีกับการที่เราเลือกลองมาเผชิญชีวิตด้วยตัวเอง

หากมองย้อนก็คือออกมาเพราะไม่อยากให้เป็นภาระลำบากเพิ่ม ก็เลยตัดสินใจตอนนั้น ถ้าเราไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต เราจะไม่กลับไปหาเขา เราจะไม่กลับไปทำความลำบากให้กับเขา ดังนั้นถ้าถามว่าการออกมาเผชิญชีวิตข้างนอกมันดีหรือไม่ดี ผมคิดว่ามันมีทั้งส่วนดีและไม่ดี

เราออกมาอยู่ข้างนอก มันก็มีส่วนดี เพราะถ้าเราอยู่ข้างในเราก็ไม่โต เราไม่อะไรทั้งสิ้น แต่ถ้าเราออกมาข้างนอกประสบการณ์ข้างนอกสอนให้เราเรียนรู้ทุกอย่างว่าเราจะต้องทำตัวอย่างไร อยู่อย่างไรให้เราเอาตัวรอดโดยไม่ให้คนอื่นเขาลำบากด้วย ไม่เป็นภาระของสังคมด้วย

ถ้ามองว่ามันก็ยากไหม คนวัยรุ่นก็คิดอย่างนี้ เราต้องปกป้องตัวเองอย่างไร จริงๆ มันไม่ยาก มันอยู่ที่ใจเราเองมากกว่า ถ้าใจเราเข้มแข็งพอ ใจเรารักตัวเองพอ เราจะเรียนรู้ทั้งประสบการณ์ชีวิตข้างนอกที่โหดร้ายไหมกับหลายๆ คนที่ไม่เคยมารับรู้ชีวิตเหล่านี้ แต่ประสบการณ์ตรงนี้มันจะสอนให้เราเป็นคนดีได้อย่างไร ให้เราปรับปรุงตัวอย่างไร เราอย่าไปโทษว่าอะไรผิด ฟ้าผิด คนนั้นผิด ถ้าเราไปโทษคนอื่นอย่างนี้ เราก็ไม่มีทางปรับปรุงตัวเอง แต่ถ้าเรารู้ตัวเองว่าเราทำผิด เราก็มีโอกาสในการปรับปรุงตัวเองตลอดเวลา

ที่สำคัญผมไม่เคยขีดเส้นชัยให้กับตัวเองเลย เพราะเราเป็นเด็กเร่รอนเราจะไปหวังอนาคตอะไรตอนนั้น ถ้าเราขีดเส้นชัยจังหวะที่เราวิ่งพอเราถึงเส้นชัยเราก็จะหยุด เราก็ชนะแล้ว แต่ถ้าเราไม่ขีดเส้นชัยเราก็จะเดินไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พักแล้วเดินต่อไปเรื่อยๆ ถ้าวันนี้เราทำให้ดีที่สุดวันข้างหน้ามันก็จะดีเอง

• แล้วสำหรับคนที่ต้นทุนชีวิตน้อยมีสภาพความเป็นอยู่ไม่ต่างจากเราในวันไร้บ้านคำว่าอนาคตมันดูริบหรี่เกินกว่าจะมองเห็นได้

ถ้าคุณกำลังท้อ ผมก็เป็นคนที่ไม่มีเงินมาก่อน ปัจจุบันผมก็ยังไม่มีมากมาย แต่ถามว่าเราสามารถเป็นคนดีได้ไหม การทำดีทำไม่ยาก แต่มันอยู่ที่เราจะทำอย่างไรให้มันดี มันอยู่ที่หัวใจเราว่าจะเดินหน้าหรือว่าถอยหลัง แม้ว่ามันจะถึงช้า เห็นช้า แต่วันหนึ่งมันก็ต้องถึง ทุกคนต่างมีอุปสรรคของตัวเอง ยกตัวอย่างตอนที่ผมรับราชการแล้วไปทำจิตอาสาช่วยเหลือ ผมก็ยังโดน คือระว่างที่เราช่วยเหลือคนก็มีคนมาดูถูก หาว่าบ้าเยอะแยะ สร้างภาพ อยากดังเหมือนดารา ผมก็บอกว่าผมสร้างภาพตรงๆ แต่ภาพที่เราสร้าง ถ้าเราไม่สร้างขึ้นมา ประชาชนจะรู้ไหมว่ามีกลุ่มคนเหล่านี้นอนรอความชวยเหลือยู่ ถ้าเราไม่สร้างภาพเหล่านี้ขึ้นมาแล้วใครจะมาช่วยเหลือเขา และภาพที่เราสร้างเป็นภาพที่ดี ถามว่าอยากดังไหม เราไม่อยากดังอะไร เพราะว่าการช่วยเหลือคนมันเป็นจิตสาธารณะ อาสาอยู่แล้ว และทุนเดิมที่เราเคยลำบากอยู่ก่อนแล้ว เราแค่บอกเรื่องราวของคนลำบากเหล่านี้มาถ่ายทอดให้ได้รับการช่วยเหลือเท่านั้นเอง

จนมีท่าน ผอ.ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งบ้านมิตรไมตรีไปเห็นในสื่อว่าเราช่วยเหลือประชาชน จนย้อนไปดูสิ่งที่เราทำและนำมาสู่รางวัลก็ผ่านการคัดเลือกจากคนทั่วประเทศให้ได้รับรางวัลประชาบดี ประจำปี 2560 (รางวัลแห่งความภาคภูมิใจของคนต้นแบบความดี) นี่ก็คือผลการทำดีได้ดี แม้มันเห็นช้าแต่ได้ดีแน่นอน คำนี้ยังคงใช้ได้อยู่เสมอๆ ที่สำคัญถ้ารอทำดี รอชีวิตเราดีก่อน เมื่อไหร่จะดี จะได้ช่วย

• เข้ามาทำงานจิตอาสาช่วยเหลือประชาชนและสังคมได้อย่างไร

ส่วนหนึ่งก็จากชีวิตที่เราเคยลำบากมาก่อนอย่างที่บอกไป อีกส่วนหนึ่งคือมันมีเหตุการณ์หลังจากที่รับราชการ 1-2 ปี ได้พบเห็นอุบัติเหตุ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตคาอ้อมแขนผมเลย ผมก็เลยโกรธตัวเองว่าทำไมถึงช่วยเขาไม่ได้ ผมก็เลยไปสมัครเป็นอาสาเคลื่อนที่เร็วของอาสาสมัครกู้ชีพศรีวิชัย เป็นได้ราวๆ 4-5 ปี ช่วยเหลือประชาชนเล็กๆ น้อยๆ ก็ไปรู้จักอาสาร่วมกตัญญู เขาก็เลยชักชวนเราไปเป็นอาสาสมัครร่วมกตัญญูราวๆ 10 ปี

ซึ่งตอนแรกก็ช่วยเหลือประชาชนบนท้องถนนก่อน จนตอนที่เริ่มช่วยเหลือผู้คนตามบ้านเพราะผมไปจัดงานเลี้ยงอาหารกลางวันขึ้นมาที่ใต้สะพานพระราม 8 เลี้ยงคนข้ามถนน เด็กพิการ คนเร่รอนทั้งหมด เพราะเราเคยอดอยากมาก่อน เราก็เลยอยากจะเลี้ยงพวกเขาบ้าง หลังจากเลิกงานมันมีถุงประมาณ 10 กว่าถุงที่ไม่ได้แกะ ก็เลยถามว่าของใคร เขาบอกวาเป็นของคนที่ไม่สามารถมาร่วมงานได้ ผมก็เลยเอาถุงนี้ไปแจกให้เขาที่บ้าน

พอเราไปเห็นสภาพความเป็นอยู่ของเขา ลำบากไม่มีจะกิน ผมก็เลยตัดสินใจหลังจากนั้นเริ่มเดินทางไปเยี่ยมผู้ป่วยเหล่านี้ถึงบ้าน หลังจากที่เราเดินทางไปถึงบ้าน บางเคสต้องการเตียงลม ผ้าอ้อม รถเข็น ซึ่งมันเกินกำลังเราแล้ว เราก็เอาเรื่องราว เลขบัญชีคนป่วยนำมาถ่ายทอด จนมีความช่วยเหลือเริ่มมากขึ้นและมีคนรู้จักเราเยอะขึ้น ส่งเคสนั้นเคสนี้มาให้เรา เราก็เลยเริ่มเดินทางช่วยเหลือทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด ด้วยเงินเราเองทั้งหมดทุกบาททุกสตางค์ ไม่มีการเรี่ยไร ไม่เปิดรับ ไม่มีทั้งสิ้น

• ทำมากี่ปีแล้ว

ร่วมๆ 10 กว่าปี ไปมาหมดแล้วแทบทุกจังหวัด

• ทำไมต้องทำ ทั้งๆ ที่เราก็ยังไม่สบาย แถมเราก็เคยขาดมาก่อน คนที่ควรได้รับการเติมเต็มคือเรามากกว่า

สิ่งที่ตัดสินใจลงมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนเพราะเราเคยอดอยากมาก่อน เรารับรู้ถึงคนเหล่านี้ว่าเขาลำบากยังไง ความลำบากถ้าจะให้ขยาย ก็คือโลกข้างนอกจากประสบการณ์ที่เราเจอไม่ว่าจะเป็นสิ่งอบายมุข สิ่งไม่ดีในสังคม เราผ่านมาหมดแล้ว แต่เราเชื่อคำที่แม่เคยบอกมาว่า อย่าทำอะไรในสิ่งที่ผิด ถ้าเราทำอะไรในสิ่งที่ผิดแสดงว่าเราไม่รักตัวเอง

ผมก็เลยเชื่อคำแม่นี้มาตลอด ถึงแม้เราจะอยู่ในกลุ่มยาเสพติด อบายมุข แต่เราก็ไม่เคยลอง ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยว แม่สอนเราแล้วเราเลือกเส้นทางเดินของเราเอง บางคนบอกเชื่อเพื่อน เพื่อนนำมันอยู่ที่ใจเราถ้าใจเราไม่ไปยุ่งเกี่ยวซะอย่าง เราก็ไม่ยุ่ง และอีกอย่างเราไม่เคยได้รับรอยยิ้มหรือการดูแลห่วงใย วินาทีนั้นเราไม่มีใครช่วย เราต้องช่วยเหลือตัวเอง เผชิญชีวิตด้วยตัวเองเราถึงผ่านจุดนั้นมาได้ แต่พอเราได้ไปช่วย รอยยิ้มต่างๆ ที่เราได้รับมันเกินความรู้สึกที่เรียกว่าสุขใจ

• เกินความสุขใจมันยังไง

การช่วยเหลือคน เขามักจะบอกว่าทำเพื่อหวังสิ่งตอบแทน หว่านพืชยังหวังผล ผมก็หวังทุกเคสเลย สิ่งที่ทำหวังการตอบแทนหมด แต่สิ่งตอบแทนของเราคือหวังให้เขามีสุขภาพดีมีรอยยิ้ม มีมิตรภาพต่อกัน เราได้จับมือเขา เขาขอบคุณเราที่มาจากใจเขา นี่คือสิ่งที่เราอยากได้และเขาก็ให้เราอย่างเต็มใจจริงๆ นี่คือสิ่งตอบแทน

คนชอบถามว่าทำไมเราไม่เอาความสุขของตัวเองมาให้ตัวเอง ทำไมต้องเดินทางไปเหนื่อยๆ เพื่อให้คนอื่นเขา แต่นี่คือความสุขของผม คือการเดินทางเข้าไปช่วยเหลือคน หลายๆ คนบอกว่าความสุขคือการไปเที่ยวภูเขา น้ำตก ทะเล นั่นก็คือความสุขของเขา แต่สิ่งที่เราเที่ยวคือเที่ยวไปเยี่ยมคนเหล่านี้ เราได้ไปช่วยเหลือเขาแล้วเขาก็ให้รอยยิ้มกลับมา กอดเราแทนคำขอบคุณ นี่คือความสุขของชีวิตผม ถึงแม้ต้องแลกมาด้วยความเหนื่อย ความท้อบ้าง แต่มันก็คือความสุข ความสุขเหล่านี้มันหาไม่ได้

ผมยังไม่เคยลืมรอยยิ้มแรกๆ คำขอบคุณแรกๆ หรือทุกๆ คำขอบคุณ ทุกๆ รอยยิ้ม ทุกเคสเลยที่เราไปช่วยเหลือเขาและเขาได้รับความช่วยเหลือจากเรา เราไปหาเขามันเป็นความรู้สึกที่แบบว่าคนที่ไม่เคยรักกันแล้วเราไปช่วยเหลือเขาแล้วเขาเข้ามากอดเรา ขอบคุณเรา มันเป็นคำที่กลั่นออกมาจากใจจริงทุกการกระทำ ซึ่งถามว่าเราดีใจไหม ดีใจมาก เพราะมันเป็นสิ่งที่เราอยากได้จากเขา โดยที่เราไม่ได้ไปบังคับ มันเป็นความรู้สึกจากใจ มันหาไม่ได้

• ทั้งโดนวิพากษ์วิจารณ์คำดูถูก ตั้งแต่สมัยเร่ร่อนจนมาทำความดี เอากำลังใจมาจากไหนในการเดินต่อ

คำเดียวเลย “ถ้าถอดใจตอนนี้ที่ผ่านมาจะมีค่าอะไร” คำนี้มันมีความหมายของมันอยู่แล้ว สิ่งที่เราทำมา สิ่งที่เราเผชิญชีวิตมาถ้าเราไปนั่งถอดใจผิดหวังท้อแท้ที่ผ่านมาชีวิตเราจะมีค่าอะไร

ฉะนั้น เมื่อชีวิตดีขึ้นแล้วก็เอาบุคคลที่เราไปช่วยเหลือมาสร้างแรงบันดาลใจว่ายังมีคนที่ลำบากกว่าเรา มีคนที่นอนรอความช่วยเหลือที่ลำบากมากกว่าเรา เราต้องผ่านจุดนี้ให้ได้ เพราะบุคคลเหลานี้เป็นตัวอย่าง เขายังสู้ด้วยแรงใจ แรงกายที่เขามี ที่สำคัญเราต้องดำรงชีวิตให้มีสติรู้จักอะไรพอสำหรับเรา เราอยู่ได้แค่ไหน เหมือนกับว่าเราไม่ขีดให้ตัวเองสูงมากเกินไป ประคับประคองชีวิตเราให้อยู่ในบรรทัดฐานของเราว่าเรามีขนาดไหน ใช้จ่ายอย่างไร การช่วยเหลือเป็นอย่างไร

• เหนื่อยไหมกับการใช้ชีวิตทั้งสองภาคการงานด้วยตัวคนเดียว

ชินแล้วครับ อย่างที่บอก มันมาจากใจแบบเราไปเที่ยว ไม่ใช่หน้าที่ ไม่ใช่งาน ผมคิดว่าอย่างนี้เป็นการพักผ่อนของผม ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ผมก็ใช้ในการทำงานทั้งสองรูปแบบ คือเราไม่จำเป็นต้องไปอยู่ในจุดที่ดีที่สุด แค่จุดที่เรามีความสุขก็พอแล้ว

การช่วยเหลือไม่ต้องดีที่สุดแต่คือการให้ ให้เขามีรอยยิ้มมากที่สุด ให้เขามีรอยยิ้มที่เขาคิดว่าเขาดีที่สุด แค่นี้เราก็ดีใจภูมิใจมากแล้ว อนาคตข้างหน้าก็ตั้งใจทำอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ผมไม่เคยขีดเส้นชัย ถ้าเราช่วยเหลือคนจนมาและได้รับรางวัลนี้คิดว่าสูงสุดของชีวิตแล้ว พอแล้ว แต่สำหรับผมไม่ เดินหน้าช่วยเหลือไปจนกว่าจะหมดแรงเลย

• การช่วยเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตไปแล้วถ้าพูดอย่างนั้น

เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เพราะการเป็นคนดีไม่จำเป็นต้องเป็นจิตอาสาหรือไม่ต้องเป็นคนร่ำรวย ขอแค่คุณมีเวลา มีใจที่พร้อมจะยื่นมือเข้าไปหาบุคคลเหล่านั้น โดยที่ไม่รังเกียจ โดยไม่รู้สึกว่าคนเหล่านี้เป็นภาระของสังคม ถ้าคุณมีใจพร้อมที่จะทำความดีไม่ยาก ทำได้ทุกวัน เมื่อเราส่งต่ออย่างที่ผมเคยได้รับโอกาสก็กลับมาช่วยเหลือประชาชนให้สมกับที่เป็นข้าราชการ ข้าราชการคือผู้เสียสละ ทำคุณประโยชน์ให้กับบ้านเมืองประชาชน เราเป็นข้าราชการแล้วเราก็ต้องอุทิศตัวให้กับประชาชนและต้องพร้อมในการทำหน้าที่ช่วยเหลือประชาชน ไม่ว่าจะหน้าที่ไหนก็ตาม




เรื่อง : รัชพล ธนศุทธิสกุล
ภาพ : เพจบุ๊ก Poramet Misomphop

กำลังโหลดความคิดเห็น...