xs
xsm
sm
md
lg

ทุนสร้าง 200 ล้าน!! “9 ศาสตรา” ประกาศศักดาแอนิเมชั่นไทยให้โลกลือ!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

“9 ศาสตรา” หรือ THE LEGEND OF MUAYTHAI : 9 SATRA คือผลงานแอนิเมชั่นที่นำเสนอในแนวแอ็กชั่น ผจญภัย แฟนตาซี ใช้ระยะเวลาสร้างยาวนานถึง 4 ปี โดยกลุ่มคนที่มีใจรักในด้านการทำแอนิเมชั่น ประกอบไปด้วย "กันย์ - กันย์ พันธ์สุวรรณ" กับ "ณัฐ-ณัฐ ยศวัฒนานนท์" และทีมโปรดิวเซอร์ "เปา-อภิเษก วงศ์วสุ" และ "เหว่ง-ภูศณัฎฐ์ การุณวงศ์วัฒน์" พร้อมด้วย “สุวรรณดี จักราวุธ” ผู้คัดเลือกนักแสดงมาพากย์เสียง รวมไปถึงนักแสดงมากความสามารถอย่าง “ไต้ฝุ่น KPN” (กนกฉัตร มรรยาทอ่อน)

Manager Online ขอเชิญทุกท่านไปทำความรู้จัก และเดินทางไปพร้อมๆ กับพวกเขา “9 ศาสตรา” แอนิเมชั่นสัญญาชาติไทยที่น่าจับมากที่สุด ณ เวลานี้...

• จุดเริ่มต้นศาสตราทั้ง 9

เกิดจากการแนะนำของน้องสถาปนิก (หัวเราะ) คุณเหว่งที่มาทำบ้านให้ผมจนสนิทกัน ตอนนั้นเขาก็เล่าให้ฟังว่าเขามีบริษัททำในสิ่งที่ใฝ่ฝัน เป็นบริษัททำแอนิเมชั่น แต่บริษัทอาจจะไปไม่รอด เราก็ถามว่าอยากทำไหม ทำเท่าไหร่ สนุกๆ ทำกันขำๆ เล็กๆ แค่นั่นแหละและ ก็ร่ายยาวมาจนถึงตอนนี้ซึ่งปาเข้าไป 4 ปีแล้ว

• นึกว่าเป็นโปรเจคต์ใหญ่ที่ถูกก่อร่างขึ้นจากการต้องการพลิกโฉมสายพานของวงการหนังไทย

ตอนเริ่มต้นอย่างนั้นจริงๆ คุยกันตอนแรกงบประมาณ 30 ล้าน เราก็มองว่าไม่เลว ลงคนละหน่อยเท่านั้น เพราะมันมีหลายคน แต่ทำไปทำมา สเกลงานมันใหญ่ขึ้น เราก็เผื่อไว้ 60 ล้านบาท แต่พอผ่านไปสองปี ได้ 7 นาที

คือตอนนั้นใช้แค่ 5-6 ล้านบาทเอง 7 นาที (หัวเราะ) แต่ไม่รู้ว่าพี่สำรองไว้ 60 บาท ผมก็กลุ้มใจเกือบตาย มี 30 บาท จะทำอย่างไร ใครๆ ก็คิดว่าหลอกแล้วในตอนนั้น เพราะแต่ละคนไม่มีแบ็กกราวน์เลย พาร์ทเนอร์ทั้ง 9 คนไม่มีเลย มีแต่ผมที่เคยทำซีรีย์ แต่ก็ไม่เคยหนังใหญ่เหมือนกัน

• แล้วกลายมาเป็นแอนิเมชั่นได้อย่างไร ตั้งเป้าไว้ว่าต้องเป็นงานในรูปแบบนี้เลยหรือไม่

จริงๆ ตั้งใจทำสเกลเล็ก แต่พอประชุมกัน แอนิเมชั่นทำมันต้องเป็นหนังใหญ่ และเราก็ไม่ได้อยากทำเป็นซีรีย์ ก็เลยไปคิดค้นว่าเราควรทำอะไร พอดี กันย์เขาเกิดไอเดียทำเป็นมวยไทยขึ้นมา จากการที่ตอนนั้นเขานั่งดูมวยไทยกันอยู่ แรงบันดาลใจปิ๊งขึ้นมา ก็เลยโทรคุยกันพี่ชิ้น เขาก็บอกว่าไม่เลว ทำกันดีกว่า แต่เราก็มาคิดกันว่าทำไงให้สนุก ก็มาคิดกันต่อว่า เราโตมาจากอ่านนิยายจีน มันต้องเป็นแบบนิยายจีน พระเอกต้องไม่เก่ง ต้องไปฝึกวิชาก่อนแล้วจึงเก่ง ให้อาจารย์เทรนแล้วไปสู้ผู้ร้าย ฮิตแน่นอน ง่ายๆ

แต่เราก็มาคุยกันว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านั้น มันต้องมีอาวุธพิเศษ สิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรเข้ามา เพื่อให้วัยรุ่นหรือเด็กๆ ชอบ นั่นคือโจทย์ของพวกเรา เราก็เลยให้นัดที่เป็นคนเขียนบทไปทำมา เขาก็ไปหาดีเวลลอปเมนท์บทซึ่งเป็นบทแรกมาคุยกัน แต่บทนี้เขาใช้ระยะเวลาทำ 2 ปี หมายความว่าเราเริ่มทำไปแล้ว บทยังไม่เสร็จเลย

• สาเหตุเกิดจากอะไร ถึงทำให้งานล่าช้ามาก

เหว่ง : ทำไปด้วยแก้ไปด้วย เพราะเราไม่รู้ทำหนังอย่างไร เขียนบทต้องมีสตอรี่บอร์ด ต้องทำอะไรก่อนหลัง เราทำพร้อมๆ กันหมดเลย ซึ่งตอนนั้นทำไป 30 นาทีแล้ว และแก้ไปเรื่อยๆ จึงรู้ว่าทุกสิ่งอย่างต้องหาเงินทำก่อน (หัวเราะ)

กันย์ : หลังจากเราทำเสร็จปุ๊บก็เอาบทไปต่างประเทศที่ลอสแองเจลิส ให้เพื่อนที่ทำธุรกิจทางด้านนี้คอมเมนท์ให้ เขาก็บอกว่าบทมันยาวเกินไป ต้องตัดให้มันกระชับกว่านี้ เขาก็แนะนำให้เราไปหา “ไบรอัน ฮิลล์” (นักแสดงในฮอลลีวูด) เขาก็มาช่วยปรับบทให้เรา จากที่จะเล่าแบบนี้ภายใน 5 นาที ตัดออกให้เหลือ 2 นาทีก็พอ ตรงนี้ให้กระชับขึ้น ย้ายตรงนี้มาตรงนี้ ก็ตัดออกเท่านั้น ซึ่งตอนนั้นพี่เหว่งเองก็เครียดน่าดู

เหว่ง : เครียดมาก เพราะเราต้องวางไว้ว่า สองปีต้องเสร็จ ... และเหตุผลที่ตัดตามนั้นคือเราจะเอาหนังไปตลาดโลกด้วย เราต้องฟังเขาในระดับหนึ่ง พอฟังเสร็จปุ๊บ ทีมทำงานเราอยู่ตรงนั้น เขาก็เฮ้ย...มันเกิดอะไรขึ้น (หัวเราะ) มันต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพราอะไร เราก็ต้องคุยกับเด็กๆ มันอย่างนี้ๆ นะ เพื่อไม่ให้แตกตื่น แล้วเราก็หนักใจเปลี่ยนอย่างนี้เงินต้องเพิ่ม เวลาต้องเพิ่มขึ้นแน่นอน

• ไปคุยเสร็จแล้วกลับมาปรับที่เมืองไทยใช้เวลาอีกนานไหมกว่าจะเริ่มลงมือทำต่อไปได้

กันย์ : คือเราเริ่มทำไปด้วยเลย และเราก็ให้เขามาด้วย มาอยู่กับเรา นั่งคุยแชร์ไอเดียกันตลอดเวลา ก็คุยกับทุกคนว่าจะทำให้หนังมันดีขึ้นอย่างไรได้บ้าง แม้ว่าเป็นห่วงเรื่องของงบ แต่เราก็ต้องทำให้ดีที่สุด สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่ทำได้

เปา : คือเรามาไกลขนาดนี้แล้ว ก็ต้องทำเต็มที่ แต่ก็ยากที่สุด เห็นสตอรี่บอดร์ด ยากมาก มันต้องถึง 90 ล้านบาท หรือ 100 ล้านบาท เหว่งเขาก็มาบอก ก็ไม่นึกว่าจะ 200 ล้านบาท เพราะหลังๆ เราทำเรื่องนั้นเรื่องนี้เพิ่มให้ดีที่สุด ตอนหลังเราเริ่มลงไปเยอะๆ เรื่องนี้ปล่อยไปแบบธรรมดาไม่ได้แล้ว อย่างน้อยต้องมีสแตนดาร์ดหนึ่งที่ต้องไปให้ถึง อย่างเรื่องเพลง เราก็ทำออเคสตร้าไปเลย ซึ่งก็ออกมาดีมาก ทรงพลัง

กันย์ : หลังจากที่ทีมซาวด์ไปประเทศมาซิโดเนียกับพี่ไก่ สุที (อู๋ กันตนา) ก็ได้ไปเห็นว่าทีมงานของพวกเขาพร้อมมาก วงออเคสตร้าที่ไม่มีอะไรมากเลย มีแค่โน้ต ไม่เห็นภาพ แต่พอเล่นๆ แล้วเขาร้องไห้ ผมก็อึ้ง ขนลุก เสร็จปุ๊บเราก็ถามว่าเป็นอะไร เขาก็ถามว่าตัวนี้มันคือ Sadpass (sadpass Music) ใช่ไหม ผมก็บอกว่าใช่ หลังจากนั้นเขาก็ต้องบินมาที่บ้านเราด้วย เพื่อให้เขาเข้าใจวัฒนธรรมไทย คนไทยเป็นอะไรยังไง มันต้อง sadจริงๆ ให้คนร้องไห้ เขาก็จะส่งเดโมมาให้ เราก็ฟังกันคุยกัน ใช่เลย แล้วค่อยไปอัดสด ใช้เวลาอัด 4 วัน

เปา : ตอนนั้น ด้วยความเป็นฝรั่ง เขาก็ไม่เข้าใจว่าโน้ตของคนไทยเป็นอย่างไร แต่คนที่ช่วยเราได้มากคือพี่ไก่ เก่งมาก เขาก็จะหยิบโน้ตของเขามาให้ฟัง โน้ตไทยต้องเป็นแบบนี้ เขาเข้าใจ ตอนแรกเป็นเสียงจีนเลย เพราะเขาไม่คุ้นเคยกับซาวด์ไทย เสร็จทั้งหมดก็เป็นไทยแท้ๆ จริงๆ

• คุณค่าของเพลงก็ทำให้อินไปกับหนัง แต่ภาพคาแรคเตอร์แอนิเมชั่นนับว่ารวมสุดยอดฝีมือคนไทยเหมือนกัน

เหว่ง : มันเป็นหลักการบอกต่อในวงการ คือแม้ว่าเราจะเป็นบริษัทเล็กๆ แต่พี่ๆ ทางทีมงานเขามีประสบการณ์มีตรรกะที่นำไปสู่ความสำเร็จ ก็ปรึกษาในทีมเรา เราจะทำอย่างไร ทีนี้บริษัทลีฟรูมเขาก็แข็งแรงในเรื่องตัวละคร ในวงการจะรู้จักอยู่แล้ว ลีฟรูมมาช่วยเสร็จ เราก็เริ่มกระบอกเสียงโปรเจคต์นี้ ช่วยสื่อสานกันหน่อย ใครอยากทำหนังอย่างนี้บ้าง อยากทำให้ดีที่สุดเท่าที่พวกเรามีปัญญาทำได้ ก็ได้การแนะนำกันมา เกิดจากการช่วยกันก่อน ก็เริ่มมีคนเก่งมากขึ้นเรื่อยๆ 9 ศาสตราก็เกิดจากการรู้จักแนะนำกันมาอย่างนี้

• ไม่ต่างจากเนื้อในหนังของบทแอนิเมชั่นของเรื่อง

เหว่ง : ครับ ตอนที่คนทำงานร่วงกันมาที่สุดเกือบจะ 200 คน ก็กระจายกันหลายๆ ทีม เพราะเขาเห็นว่ามันดี เลยเป็นโปรเจคต์ลับที่ทุกคนรู้

เปา : ในเรื่องของตัวหนัง มันเริ่มมาจากศาสตราคืออาวุธ อาวุธในมวยไทยนี่มีทั้งหมด 8 อย่าง มือ เท้า เข่า ศอก ทั้งสองข้าง แต่อาวุธที่ 9 คือจิตใจ คือต้องมีใจ มีความเชื่อ ถึงจะใช้อาวุธพวกนี้ได้ อันนี้ก็ที่มาของชื่อ แล้วเราทำให้มันมีความเป็นแฟนตาซี ก็เลยทำให้มันมีอาวุธพิเศษ ที่ตีขึ้นจากเหล็กไหล ทุกคนที่มีมวยไทยสามารถที่จะใช้ได้ มันก็เลยเริ่มสตอรี่เรื่องที่ว่า 'กรุงรามเทพนคร' โดนยึดจากยักษ์แล้วที่เมืองมีอาวุธสิ่งนี้ ตามคำทำนายจะเป็นอาวุธที่จะสามารถกอบกู้อาณาจักรกลับมาได้ ก็ได้มีคนสามารถเข้าไปขโมยออกมาเก็บไว้ ทางฝ่ายยักษ์ก็ออกตามหา จนตอนหลังมาเจอ เขาก็เลยต้องหนีไปกับอาวุธแล้วเอาอาวุธนี้ไปให้คนในตามคำทำนายเพื่อใช้กอบกู้เอกราช

กันย์ : ซึ่งในหนังเป็นจะเป็นแอคชั่นผจญภัยที่หลายๆ คนอาจจะตั้งคำถามว่าทำอย่างไร แต่คือพวกเราชอบดูหนังแอคชั่นแฟนตาซีกันอยู่แล้ว แล้วเราคิดว่าเราอยากฉีกแนวของพิกซาร์หรือดิสนีย์ เราอยากทำให้อะไรที่เหมือนหนัง แต่เป็นแอนิเมชั่น พวกพี่ๆ เขาก็ชอบกำลังภายใน เราก็เริ่มหาแรงบันดาลใจเรื่องมุมกล้องแบบไหน ซีนไหนที่เราชอบ เราก็มาพัฒนาต่อจากตรงนั้นกันไป

• ทำให้ท่าทางตัวการ์ตูนเอามาเหมือนแนวคนจริงๆ แสดงเลย

กันย์ : ใช่ๆ อย่างนักแสดงไต้ฝุ่น นักมวยที่เขาให้มาจอยทีมกับเรา เราก็จะถ่ายเขาจริงๆ ไม่ใช่จากคอมพิวเตอร์อย่างเดียว วิธีการทำมันมีหลายวิธี อย่างเมืองนอกเขาก็อาจจะใช้โมชั่นแคปเจอร์ แบบที่เป็นจุดๆ มาแล้วก็บันทึกไว้ แต่ของเราเราคิดว่านักแสดงจะต้องมาแสดงจริงๆ แล้วน้องๆ ทีมงานเขาก็เริ่มทำแอนิเมชั่นกระดูกทีละชิ้นขยับตาม ฉะนั้น จึงใช้เวลานานมากกว่า ไม่กี่นาทีในหนัง แต่ใช้เวลาเป็นเดือนในการทำ

• เห็นว่าจะเข้าฉายในวันที่ 11 มกราคม ปีหน้านี้

เปา : ใช่ครับ ก็ครบถ้วน...ถ้าถามความรู้สึกเป็นอย่างไรในวันนี้ ก็พอใจมาก เราใส่ไปสุดๆ แล้ว และวันสุดท้ายตอนหนังเสร็จผมยังไม่ได้รู้สึก เนื่องจากเสร็จขั้นตอนทำก็ต้องถึงขั้นตอนการประชาสัมพันธ์ การเข้าโรง

เหว่ง : ทีมน้องๆ ที่ทำ ทุ่มเทกันมาก ทำโอทีกัน ชีวิตช่วงนั้นน่าจะหายไปพอสมควร ทำงานกันทุกอย่าง กันย์ยังต้องไปซื้อกาแฟให้พี่เปาเลย แม้กระทั่งไต้ฝุ่น พระเอกของเรา คือหลายๆ คนอาจจะตั้งคำถามคือเรื่อง 'พากย์' ซึ่งโดยปกติเราจะใช้คำว่าพากย์จากหนังเสร็จแล้ว ทีมพากย์ก็ค่อยพากย์ตามตัวละครทั่วไป แต่สำหรับเรื่องนี้มันเป็นการค้นหานักแสดงที่ไม่จำเป็นต้องดังอะไรขนาดนั้น แต่ขอให้เข้ากับคาแรคเตอร์ของบทที่เล่นแล้วอิน มีอินเนอร์จริงๆ เราแคสต์ละเอียดเลย ได้มาเสร็จ บุคคลเหล่านี้นี้ที่เราเรียกว่านักแสดง ต้องเล่นอย่างจริงจัง ผมจำได้ว่าไต้ฝุ่นร้องไห้เลย ตะโกนจนเส้นเสียงแหบก็หลายครั้ง ฉะนั้นมันไม่ใช่เรื่องของการพากย์เสียง แต่เป็นเรื่องของการแสดง เอาเสียงเขา ท่าทางเขามาทำงานต่อ มันคนละแบบกัน เก็บกันทุกเม็ด

กันย์ : ในเรื่องบทก็เหมือนกัน บทเข้าใจว่าหลายๆ คนมองเรื่องภาพหนังไทยเคยดูมันมักจะตกม้าตายที่บทไม่ดี เราไม่ได้เคลมว่าบทเราดีที่สุด และเรื่องของบทมันไม่ใช่เรื่องที่ไปอิงวรรณคดีไทย คือหนังเรื่องนี้เป็นหนังไทยที่ไม่ได้อิงวรรณคดีไทย แต่มันมีกลิ่นอายของความเป็นไทยใส่กลับเข้าไปในบท ฉะนั้น ตัวละครหรือเรื่องราวมันถูกเขียนมาใหม่หมด เราก็เต็มที่สุดเพื่อการสร้างสันสิ่งใหม่

• ณ ขณะนี้ก็ค่อนข้างได้รับเสียงตอบรับที่ดี มีคนเชียร์ให้กำลังใจล้นหลาม

เหว่ง : ขอบพระคุณครับ ก็อยากให้ทุกคนดูจริงๆ ของจริงๆ ได้ครบ เพราะเราทำทุกอย่างทุกเม็ด ภาพ แสง โดยเฉพาะเสียง เราใช้แบบแอทโมสทั้งโรงลำโพงหมดเลย 128 ตัว แยกเสียงรอบทิศทาง ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็อยากให้คนไทยได้รับชมในโรงกันจริงๆ แบบเดียวกันกับที่เราจะฉายในเมืองนอก อย่างที่ตอนที่เราไปติดต่อประสานงานการฉาย เขาชมและตอบรับเราดีมาก หนังเรื่องนี้เข้าโรง วันที่ 11 เดือนมกราคม ปีหน้า ก็ฝากอยากให้คนไทยได้ดู เพราะว่าเราทุ่มเทกับหนังเรื่องนี้มากครั






กำลังโหลดความคิดเห็น...