xs
xsm
sm
md
lg

คนดีๆ ที่น่ารู้จัก “พลาม พรมจำปา” ชายผู้วิ่ง 8,000 กว่ากิโลเมตร เพื่อสันติภาพ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ใช่ว่าจะมาขโมยซีน ขณะสองตีนของ “ตูน บอดี้สแลม” กำลังลิ่วไปในลู่เลน เช่นเดียวกับคนไทยอีกจำนวนมาก เราเพียงแต่อยากจะบอกว่า ก่อนหน้านี้ ชายคนนี้ก็เคยวิ่งระยะไกลระดับหลายพันกิโลเมตรมาแล้ว ด้วยจิตปรารถนาดีต่อส่วนรวม และเขาเองก็ดีใจอย่างมากในความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากพลังการวิ่งของซูเปอร์สตาร์นักร้องคนดัง

เอ่ยชื่อ พลาม พรมจำปา หลายคนคงสงสัยว่าเขาคือใคร สำคัญอย่างไร เราถึงต้องมานั่งสนทนากับเขาหลายหน้ากระดาษขนาดนี้
บอกกล่าวกันอย่างตรงไปตรงมา ในเวลาสั้นๆ หลังจากบทสนทนาอันยาวนานระหว่างเรากับเขาผ่านพ้นไป ... “พลาม พรมจำปา” คล้ายฮีโร่ผู้หลีกเร้น ยังไม่เป็นที่รู้จักเท่าใดนัก และเราก็มีความภูมิใจอย่างยิ่งที่จะนำเสนอเรื่องราวของเขาคนนี้ให้เป็นที่รู้จัก
มัดเชือกรองเท้าแน่นหนามั่นคงดีแล้วใช่ไหม
มาออกวิ่งไปสัมผัสเรื่องราวชีวิตของเขา พร้อมๆ กัน...

8,000 กิโลเมตร สร้างสันติภาพ
“ความยิ่งใหญ่อยู่ที่ตัวคุณ”

“พลาม พรมจำปา” เกิดที่บ้านไม้ดง ต.โคกจาน อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี ในสถานภาพที่ขาดไร้ เพราะการจากไปของพ่อแม่ตั้งแต่อายุยังน้อย และผู้ที่อบรมบ่มนิสัยให้เติบใหญ่ก็คืออาที่เป็นน้องแท้ๆ ของพ่อ ซึ่งแม้จะไม่ลำบากมาก แต่ด้วยเหตุที่ขาดทั้งพ่อและแม่ การปฏิบัติตัวจึงไม่ถูกควรบ้าง และนั่นก็นำมาซึ่งบทลงโทษด้วยไม้เรียวจนเยี่ยวเล็ด ด้วยความปรารถนาดีของอาที่มุ่งหวังให้สมบัติชิ้นสุดท้ายของพี่ชาย เป็นลูกผู้ชายที่ดี

จนกระทั่งราวปี พ.ศ.2515 ในวัยย่าง 10 ขวบ “พลาม” ได้มีโอกาสดูหนังดังจากอเมริกาเรื่อง “มือปราบปืนโหด” ที่พูดถึงตำรวจน้ำดี ช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากจากความอยุติธรรม เขาจึงกลับมาเป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบต่อตัวเอง ต่อความเป็นจริง ตรงลิ่วไม่บิดพลิ้ว แม้จะเรียนหนังสือไม่ค่อยเก่ง แต่ก็เพียรพยายาม และไม่นานจากนั้น “พลาม” ก็สำเร็จการศึกษาระดับ มส.3 และกระโจนลงสอบนายสิบทหารอย่างไม่รีรอ

ทว่า…ครั้งแรกไม่เป็นไปอย่างที่ฝันตั้งไว้ แต่กระนั้นก็ไม่คิดจะโกง “ความฝัน” ของตนเอง เขายังคงเพียรใฝ่หาความรู้จนถึงระดับ มส.5 เพื่อที่จะสอบเป็นตำรวจตระเวนชายแดน ทำหน้าที่ป้องกันประจำอยู่แนวตะเข็บชายแดนเขมรด้านจังหวัดสุรินทร์กับบุรีรัมย์ ก่อนที่จะขยับเป็นตำรวจพลร่มค่ายนเรศวร อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งที่แห่งนี้กลายเป็นจุดเริ่มให้ก้าวขึ้นมาเป็นวีรบุรุษนักวิ่งเพื่อสันติภาพคนแรกของประเทศไทย

“ณ ตอนนี้ หลังจากเป็นตำรวจพลร่มค่ายนเรศวร ผมเรียนมากกว่าพระเอกเสียอีก เพราะพระเอกในเรื่องเขาเป็นตำรวจที่ตงฉิน ปราบคนที่เป็นอันธพาล นักเลงใหญ่โต แต่ผมเรียนล่าปีก เรียนยุทธวิธีต่างๆ รอบด้าน ถ้าพูดถึงในหนังเรื่องแรงบันดาลใจทั้งหมดที่ทำให้ผมเป็นอย่างทุกวันนี้ (ยิ้ม) นอกจากคุณอาที่เลี้ยงดูปลูกฝัง ด้วยไม้เรียวแช่เยี่ยวเรื่องไม่อาบน้ำแต่โกหกว่าอาบแล้ว แอบอ้างว่าอาบแล้วด้วยการเอาน้ำใส่มือแตะๆ ตัวกับลูบผมให้เปียก เราก็คิดจะเอาคืน ต่อยคืน เพราะแค่ไม่อาบน้ำ ไม่น่าจะมาตีเรา

“แรกๆ เราก็คิดว่าสิ่งเหล่านี้ท่านไม่ได้สอนอะไรมากมายไปกว่าเรื่องความสะอาด แต่แท้จริงมันสอนในเรื่องของความรับผิดชอบต่อตัวเอง รับผิดชอบต่อความเป็นจริง คนเราต้องตรงไปตรงมา ไม่บิดพลิ้ว พอได้ผสมโรงกับหนังที่เราดู กลายเป็นความฝัน พอไปฝึกก็กลายเป็นกมลสันดาน

“และที่สำคัญ ด้วยหน้าที่การงานที่ได้รับใช้เป็นข้าเคียงพระบาทพระบรมวงศานุวงศ์ โดยเฉพาะ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ถวายอารักขาปฏิบัติงานความปลอดภัยเวลาพระองค์ท่านทรงประกอบพระราชกรณียกิจต่างๆ ช่วยเหลือประชาชน ภาพต่างๆ เหล่านี้เราเห็นตลอดเวลา ภาพพระราชินี ภาพในหลวงรัชกาลที่ 9 พระองค์ทรงไม่แบ่งชนชั้นวรรณะ จะมีกษัตริย์พระองค์ไหนที่ทรงเดินทรงยืนในป่า เพื่อประชาชน ตรงนั้นก็ยิ่งตระหนักตอกย้ำในเรื่องของการช่วยเหลือสังคมเข้ามาในชีวิตเพิ่มมากขึ้น

“ส่วนจุดเปลี่ยนที่ทำให้เกิดการวิ่งเพื่อสันติภาพ คือในช่วงหลังเหตุการณ์ปี พ.ศ. 2545 ที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมเป็นหัวหน้าทีมในเรื่องการปราบผู้มีอิทธิพล 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นชุดพิเศษ ไม่ต้องเปลี่ยนกำลัง แต่ก็จะมีรุ่นน้องลูกศิษย์ที่เขาเปลี่ยนกำลังทุก 6 เดือน มาประจำการ ด้วยความที่ไม่คุ้นชินว่าตอนนี้สถานการณ์มันได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ในปี พ.ศ.2546 ภาคใต้รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เหมือนเดิมแล้ว เขาก็มาเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่จากการโดนประชาทัณฑ์ด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นโจรนินจา ต่อหน้าต่อตาที่เจ้าหน้าที่ของรัฐโดนฆ่าตาย โดยที่ผมช่วยอะไรไม่ได้เลย

“พอชุดผมถอนทีมออกมาแล้ว ด้วยเพราะเรา การทำงานของเราที่มีความสามารถสูงทำให้ไปขัดทางของเขาได้หมด ใจเราก็รู้สึกว่าการทำงานของเราอาจจะเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดให้น้องเสียชีวิต ก็เลยคิดว่าจะทำอย่างไรก็ได้ ให้คนเล็กๆ คนหนึ่ง และให้คนไทยทั้งหมดในประเทศสนใจภาคใต้ ก็ตัดสินใจที่จะวิ่ง ก็เลยวิ่งเพื่อสันติภาพ วิ่งคนต้องเห็นต้องถาม หรืออาจจะเป็นข่าวก็ได้ หรือแย่กว่านั้น ไม่เป็นอะไรเลย แต่ไปถึงที่ภาคใต้ พรรคพวกพี่น้องประชาชนที่นั่นก็จะรู้เองว่าเราแสดงออกถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น”

13 เมษายน 2548 ออกจาก อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ถึงจุดหมายที่ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2548

พ.ศ.2550 วิ่งเฉลิมพระเกียรติ เฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา จากด่านเจดีย์สามองค์ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ไปสิ้นสุดที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม จังหวัดอุบลราชธานีบ้านเกิด และในปี พ.ศ.2552 จากสิบสองปันนาเมืองเชียงรุ้ง ประเทศจีน สู่ท้องสนามหลวง

ครั้งสุดท้ายในปี พ.ศ. 2558 เป็นการครบรอบ 10 ปีพอดี จึงกลายเป็นการวิ่งที่ไกลที่สุด กว่า 3,000 กิโลเมตร จากอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ลัดเลาะไปที่จังหวัดหนองคาย ก่อนจะสิ้นสุดที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

“ถามว่าทำไมต้องวิ่ง แม้จะโดนมองว่าบ้า คือเขานึกว่าทหารบ้าๆ คนหนึ่ง เพราะผมใส่คอมแบตตลอดไง ตอนแวะห้างเพื่อซื้อแฟลชไดรฟ์เก็บภาพ ก็มีเดินตามมาคุยมาสอบถาม แต่ผมไม่โกรธเคืองอะไร เพราะถ้าคุณปฏิบัติตัวเองให้ดีและแสดงออกในทางที่ดี ก็จะช่วยให้เกิดภาพที่ดี ที่เยาวชนคนรุ่นใหม่จะได้เรียนรู้ ไม่ใช่ให้เขาจำแต่ภาพภัยสังคมต่างๆ ในยุคนี้ ความคิดสังคมสุนัขยังดีกว่าคน หมามันยังรักลูก รักผู้มีพระคุณ รักพ่อแม่มัน แต่คนนี่กลับตีแม่ ฟันพ่อ เพียงเพราะขอเงินไม่ได้ ติดยาบ้งยาบ้า มันเสื่อมลงเรื่อยๆ การวิ่งเป็นกิจกรรมที่ทำให้เราได้ผ่านพื้นที่หลากหลาย ระหว่างวิ่ง เราได้สัมผัส ได้เรียนรู้ ได้รู้จักเขา เขาได้รู้จักเรา เห็นภาพชีวิตที่หลากหลายมาก ซึ่งทำให้ได้ตระหนักและเกิดการส่งต่อ

“ที่สำคัญ อีกวัตถุประสงค์หนึ่งในการวิ่งเพื่อสันติภาพ คืออยากให้เราทุกคนได้รู้ว่า เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนเก่ง เป็นนักกีฬา ไม่จำเป็นต้องเก่งในศาสตร์การออกกำลังกาย ได้เหรียญ ได้ถ้วยรางวัล ผมไม่เคยแข่งมาราธอนเลย แต่เราสามารถทำดีแสดงออกในสิ่งที่ดีได้ ซึ่งใครๆ ก็ทำได้ คนไทยสามารถทำแบบนี้ได้ทุกคน เป็นฮีโร่กันได้ทุกคน กำแพงเมืองจีนไม่ได้สร้างมาจากคนคน เดียวแน่นอน แต่เกิดจากคนจีนทั่วทุกสารทิศที่มาร่วมกันสร้าง มันถึงจะสำเร็จ สามัคคีปรองดอง บ้านเราก็เหมือนกัน

“ขอแค่ลงมือทำ ทำเรื่อยๆ คุณก็จะเป็นอะไรก็ได้ที่คุณอยากทำ คือความยิ่งใหญ่ไม่ได้อยู่ที่คนอื่น ความยิ่งใหญ่อยู่ที่ตัวคุณ เราสร้างได้ทุกคน และการที่ประเทศเราจะรักกันได้ มันเกิดขึ้นกับทุกๆ คนต้องช่วยกัน ทุกคนคือฮีโร่”

เบ้าหลอมล้ำค่า สร้างคนเหนือคน
เก่งไม่พอแต่ต้องดีด้วย

เสือคาบดาบ (RANGER) กระโดดร่มตำรวจขั้นสูงดิ่งพสุธา หน่วยทำลายใต้น้ำจู่โจม (SEAL) ช่วยเหลือและค้นหาผู้ประสบภัย (rescue) ลาดตระเวนสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกและจู่โจมนาวิกโยธิน (Recon) ปฏิบัติการพิเศษต่อต้านการก่อการร้าย (COMMANDO) เก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) 7 หลักสูตร และหลักสูตรอื่นๆ เทียบเท่า ได้ชื่อ “Top man” หน่วยรบพิเศษ ยอดทหารคนแรกของกรมตำรวจที่ยังไม่มีใครทำลายสถิติ ก่อนจะออกวิ่งเพื่อสันติภาพ...

• มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้างในระหว่างการวิ่งทั้งหมดที่เกิดขึ้น

ครั้งแรกหลังจากที่วิ่งตอนปี 2548 ผมได้กลับไปทำงานหลังจากที่วิ่งไปแล้วประมาณ 1-2 ปีหลัง ผมก็ไปเจอคนที่เคยรู้จักผม เขาจำเราได้ เข้ามาทักทายสวัสดีเรา ไปที่อำเภอเบตง ทุกครั้งสายตาและรอยยิ้มของคนเหล่านี้เปลี่ยนไป ครั้งหลังไปเปิดโรงแรมให้พักผ่อนฟรีๆ เลย (ยิ้ม) เยาวชนเด็กๆ เวลาผ่านไปรอบแรกรอบสอง ได้เห็นแบบอย่างในด้านที่ดี เห็นเป็นฮีโร่ ขนาดผมดูหนัง ยังอยากเป็นตำรวจผู้พิทักษ์สันติราษฎร์พี่น้อง เห็นกิจกรรมเราทำอย่างนี้มา ก็มาถามเราว่าต้องทำอย่างไรจะเป็นแบบเรา มีจดหมายเต็มไปหมดก่อนหน้านี้ แต่ตอนนี้ก็อินบ็อกซ์มาทางเฟซบุ๊ก นั่นคือการเปลี่ยนแปลง ไม่ต้องยิ่งใหญ่ แต่เป็นสิ่งเล็กๆ ที่ส่งต่อให้กันและกัน มันจะยิ่งใหญ่เอง และสิ่งที่ผมคิดปรารถนาให้เกิดขึ้น ก็มีคุณตูน บอดี้สแลม กำลังทำอยู่

• รู้สึกอย่างไรกับการวิ่งในโครงการก้าวคนละก้าวของศิลปินวัยรุ่นดังระดับประเทศอย่าง ตูน บอดี้สแลม

ผมก็ติดตามคุณตูนทุกวัน ตั้งแต่ประกาศ จนเขาวิ่ง ก็ดีใจ ให้กำลังใจตลอดเวลา ชื่นชมเขามาก เพราะสิ่งที่ผมคิดปรารถนาอยากให้เกิดการสานต่อ ก็ได้คุณตูน บอดี้สแลม กำลังทำอยู่เหมือนกัน คือครั้งแรกที่ผมวิ่งจบ ในชีวิตนี้ผมไม่คิดว่าจะเห็นใครอีกแล้วที่จะวิ่งระยะนี้ด้วยหัวใจที่อยากจะเปลี่ยนแปลง จนเห็นข่าวคุณตูน นอนตายตาหลับแล้ว ผมดีใจมาก ที่สำคัญกว่านั้น เขาทำได้ปลุกได้เยอะกว่า ทำให้เด็กรุ่นน้องๆ อยากจะเดินตาม อยากจะทำตาม ผมเชื่อว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้จะมีคนที่ 3-4-5 จนนับไม่ถ้วน ก็คิดไว้ส่วนตัวว่าพอเขาวิ่งถึงอำเภอแม่สาย ก็จะไปวิ่งเข้าเส้นชัย แสดงความดีใจร่วมด้วยกับเขา

• และก็ดีใจที่ทุกคนได้ตระหนักถึง

ใช่ครับ..แรกๆ ก็คิดว่ามันต้องมีสักคน ตอนนี้ก็ภูมิใจ ไม่ใช่แล้วโว้ย นักร้องดังด้วย จากที่บอกเราบ้า ไม่ใช่แล้ว ทุกคนเห็น (ยิ้ม) ซึ่งตอนนี้ทุกคนรู้ถึงข้อนี้กันเป็นอย่างดี และเชื่อว่าภาพเหล่านี้จะผลักดันให้สังคมเราก้าวไปข้างหน้ากันอย่างมีความสุข คุณตูนทำได้อย่างแน่นอน แม้ว่าจะต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อ เพราะอย่างผม ตอนที่วิ่งครั้งแรกเป็นไข้สองถึงสามวัน ช่วงแรกๆ ที่วิ่ง ตัวร้อนตลอด เพราะเมื่อเราวิ่งจริงๆ กับซ้อมมันต่างกัน ตอนที่ซ้อม เราก็ซ้อมแบบสบายๆ ถ้าเหนื่อยมาก เราก็หยุดพักได้ แต่พอวิ่งจริงๆ เราตั้งเป้าแล้วว่า 50 กิโลเมตรต่อวัน เราถึงหยุดพัก ตรงนี้มันก็เป็นตัวบังคับและเราก็บอกแจ้งเส้นทางว่าวันไหนจะถึงไหน เพื่อที่ให้พี่น้องประชาชนรับรู้ถึงเจตนารมณ์ของเราก็จะเลือนไปหมด สิ่งที่เราต้องการจะให้ประชาชนได้เห็นก็อาจจะมีปัญหา เราก็หยุดวิ่งไม่ได้

• ถ้าประชาชนจะวิ่งเพื่อเปลี่ยนแปลงแบบเดียวกับเราควรทำอย่างไร

เราก็เตรียมยาเวชภัณฑ์ไปอย่างดี เรื่องเจ็บเท้ากล้ามเนื้อก็ต้องมีอยู่แล้ว ขาดไม่ได้เลยคือเข็ม น้ำเกลือ ต้องเตรียมไป เพราะต้องเจาะ หยอดน้ำเหลืองเกือบทุกวัน ยานวดบรรเทากล้ามเนื้อก็ห้ามขาด นวดก่อนนอน ที่เหลือเป็นเรื่องของจิตใจ ถามว่าท้อไหม ไม่ท้อ เหตุที่ไม่ท้อ ก็อย่างที่บอกไป คือสิ่งที่เราได้จากพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นจากพระองค์ท่าน และก็ด้วยระหว่างการฝึกหน่วยพิเศษ ผมเป็นคนเดียวในสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มีปีกมากที่สุด ตอนนี้ยังไม่มีใครทำลายสถิติผมเลย ตัวนี้เป็นตัวหนึ่งที่อยู่ในใจผม เพราะการฝึกเพื่อภารกิจต้องสำเร็จเท่านั้น ไม่มีการเลิกล้มภารกิจ มาวิ่งผมก็ค่อยๆ ได้รับแรงบันดาลใจจากคนรอบข้าง เราก็เลยตั้งเข็มไว้ แล้วต้องเดินไปแบบนาฬิกา ไปข้างหน้า ไม่ใช่นาฬิกาตาย

• ฟังแล้วรู้สึกว่าการวิ่ง นอกจากพลิกมุมมองความคิดคนรอบข้าง ยังนำพาเรื่องราวดีๆ กลับมาสู่ตัวเราอีกด้วย

มันนำพาใจให้เย็น มันนิ่งขึ้นเยอะ ตอนฝึก กลัวครูฝึก เกลียดมาก แต่พอจบมาแล้ว สิ่งที่เราได้มาทั้งหมด ก็จากครูฝึก มันทำให้เรานิ่งขึ้น เรื่องใหญ่ก็เป็นเรื่องเล็กๆ คนอื่นบอกไม่ไหว เราก็ไม่เห็นจะมีอะไร ไปงานมีคนทะเลาะทำร้ายร่างกายกัน เราก็เฉยๆ เขาถามว่าทำไมนิ่งจัง มันก็เป็นบุคลิกที่ได้มาจากการฝึก ไม่ตกใจอะไรง่ายๆ มีสติเห็นภาพต่างๆ ที่เคลื่อนผ่านอย่างมีเหตุมีผล

การวิ่งนำพาอะไรหลายสิ่งหลายอย่าง คนเรา เขาเรียกว่าเป็นสัตว์ประเสริฐอยู่แล้ว กระดูกสันหลังตั้งตรง เป็นกระดูกสันหลังที่มีความฉลาด แต่มีเรื่องหนึ่งที่คนโง่กว่าสัตว์ ก็คือการว่ายน้ำ สัตว์ไม่เรียน ก็ว่ายน้ำได้เลย เพราะกระดูกสันหลังมันขนานกับพื้น ตรงนี้ก็สอนว่าเราต้องมีการเรียนรู้ ต้องไปเรียนว่ายน้ำ ฉะนั้น มนุษย์จะดีได้ ก็ต้องผ่านการหล่อหลอมฝึกฝน ถึงมีคำคมว่าอยู่กับคนฉลาด เราก็ฉลาดตาม อยู่กับคนเก่ง เราก็เก่งตาม นั่นคือเรื่องจริง เพราะเราต้องปรับตัวเข้าหา อยู่กับโจรก็เป็นโจรกับเขาด้วย สิ่งที่หล่อหลอมสิ่งที่เราดึงมันเข้ามาหาตัวเรา เราไขว่คว้าหาสิ่งที่ดี เราก็จะดีเอง มันมาจากการฝึกฝน สิ่งที่หล่อหลอมให้เราเป็นคนดีได้ ฉะนั้น ที่เราทำอย่างนี้ คุณตูนทำอย่างนี้ เราเห็นอย่างนี้ ก็จะเกิดภาพที่ดีที่ทุกคนนำไปเป็นแบบอย่างกับรูปแบบชีวิตของตัวเอง

เป็นการแสดงน้ำใจ เป็นการแสดงออกด้านบวก ทำให้คนเห็นว่าเราจะทำอะไรได้บ้างไหม ทำอย่างอื่นได้เพิ่มเติมบ้างไหม เพื่อประโยชน์ของสังคม มันจะเป็นการจุดประกาย คุณตูนสามารถจุดประกายให้คนไทยมหาศาลเลยตอนนี้ เป็นสิ่งที่ดีที่ใครก็สามารถแสดงออกได้ว่าคนธรรมดาก็ยิ่งใหญ่ได้ และยิ่งถ้ายิ่งใหญ่อยู่แล้วลงมือทำ ก็ยิ่งจะยิ่งใหญ่มหาศาล

ถ้าถามผมว่าการวิ่งให้บทเรียนสอนอะไร นั่นก็คือ สิ่งที่เราไม่เคยได้สัมผัสแล้วเราได้สัมผัสด้วยตัวเอง มันจะลึกซึ้งมากกว่าที่เราฟัง ฉะนั้น ต่อให้ผมพูดอย่างไรก็แล้วแต่ ถ้าไม่ทำก็จะไม่รู้ลึกถึงแก่น นั่นคือสิ่งที่ได้มา จากประสบการณ์ที่ผมเริ่มวิ่งโดยไม่มีการศึกษาเล่าเรียนมาจากไหน ไปสอบถามวิทยาศาสตร์การกีฬาที่สนามศุภชลาศัยว่าจะวิ่งจากประเทศจีนมาไทยต้องทำอย่างไร เขาบอกระดับนั้นไม่รู้จะแนะนำอย่างไร ถ้าวิ่งข้ามประเทศอย่างนี้ นักกีฬาเองก็ไม่เคยทำ แนะนำได้อย่างเดียวเองว่า เลือกวิ่งในที่สูงเพราะจีนเป็นภูเขา สูงกว่าระดับน้ำทะเล 3,000 กว่าเมตร ต้องไปซ้อมวิ่งที่ยอดดอยอินทนนท์ที่ความสูง 2,800 เมตร เท่านั้นที่แนะนำ คือต้องศึกษาด้วยตัวเอง ไม่มีใครสอนใครได้ ก้าวแรกเริ่มจากเรา ก้าวสุดท้ายก็เป็นบทของเรา

ใจสู่กาย พี่สู่น้อง
บทส่งท้ายฮีโร่น่องเหล็ก

ระยะทางกว่า 8,000 กิโลเมตร “หนึ่ง” ในคนไทยคนแรกที่ทุ่มเทพลังงานและหยาดเหงื่อบนเส้นทางกว่า 2,000 กิโลเมตร แลกกับความปรองดองเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนไทยทั้งชาติ ทุกวันนี้ หลังไล่เรียงความสำเร็จของชีวิตและอุดมการณ์ที่มีต่อสังคม “ดาบตำรวจพลาม” ยังคงใช้ชีวิตหลังเกษียณอายุราชการในวัย 50 กว่าๆ ในบทบาทฐานะ “ครู” ผู้ฝึกสอนโรงยิม “มัชฌิมา” (MZM) ระยะเวลา 4-5 ปี ที่ผ่านมา อุดมการณ์ยังคงสานต่อไม่หยุดยั้ง ด้วยหวังสร้างสรรค์สังคมให้เป็นคนดีและช่วยเหลือสังคม

“คืออยากจะเอาความสามารถมาถ่ายทอด ไม่อยากให้ความสามารถมันหายตายไปกับตัวเรา ก็เลยมาเปิดสอนป้องกันตัว สอนมวย และสอนการเป็นบอดี้การ์ดร่วมกับเพื่อนชาวต่างชาติ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เพราะอย่างที่บอก คนเราจะดีได้ ก็เกิดจากเบ้าหลอม เกิดจากภาพที่ดี และสิ่งที่เราต้องการคือปลุกให้ทุกคนรู้ว่าตัวเราเองก็สามารถเป็นฮีโร่ได้

“และในปัจจุบัน คนนิยมหันมาใส่ใจสุขภาพ ก็เลยเห็นโอกาส เพราะเรามีความรู้ ก็อยากจะถ่ายทอดตรงนี้ให้เป็นประโยชน์กับพี่น้องคนไทยด้วยการสอดแทรกเข้าไปด้วย ฉะนั้น ใครจะมาเรียน ผมจะถามก่อนว่าเรียนเพื่ออะไร ถ้าป้องกันตัวก็รับ ถ้าเพื่อไปดวล ไปอวด ไปทำร้ายคนอื่น ไม่รับเด็ดขาด เก่งแล้วต้องอย่าไปทำอะไรที่เป็นภัยต่อสังคม ยิ่งถ้าเรียนเพื่อไปเป็นบอดี้การ์ด ผมสอบประวัติหนักเลย ต้องเป็นคนดีจริงๆ ถ้าเห็นว่าสุ่มเสี่ยง จะไม่สอนให้ เรียนแล้วต้องสร้างสรรค์แก่สังคม

“เพราะคนเราเก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องเป็นคนดีด้วย อันนี้สำคัญ”
ครูพลามเผยความรู้สึกถึงชีวิตที่เกิดมาต้องรู้จักสำนึกในบุญคุณอันเป็นธงชีวิต

“ถ้าถามว่านิยามชีวิตสำหรับเราคืออะไร ชีวิตของผมช่วงก่อนหน้า ก็หาไม่เจอเหมือนกัน มาเจอตอนฝึกที่เรียนพิเศษ ผมมองเห็นตัวเองว่า จริงๆ แล้ว เรามองเห็นตัวเองเพื่ออะไร เราต้องการอะไร สุดท้ายแล้วคือเราต้องการดำรงชีวิตอยู่ให้ยืนยาวและสุขภาพดี คนจะเรียนจบสูงต่างประเทศหรือดอกเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นยาจกหรือดาราดัง สุดท้ายแล้ว มันก็มาที่ ‘ชีวิต’ หาเงินเพื่อดูแลตัวเอง ครอบครัว

“ฉะนั้น ทุกคนช่วยเหลือซึ่งกันและกันต่อกันเป็นทอดๆ พึ่งพาอาศัยในความถนัดของแต่ละคนร่วมกันสร้างสังคม การเผื่อแผ่ช่วยเหลือสังคมก็จะทำเราจิตใจดี มันก็จะสะท้อนออกมาในทุกๆ ด้าน การเผื่อแผ่ต้องอย่าลืม ใจเป็นนายกายเป็นบ่าว ใจมันต้องมาก่อนแล้วมันก็จะพัฒนาร่างกายไปเอง ใจเป็นอันดับหนึ่ง

“ตอนนี้ กระแสเป็นใจให้รวมน้ำหนึ่งใจเดียวกันแล้ว ซึ่งเป็นทิศทางนิมิตหมายที่ดี ก็ฝากให้คนทั่วไปมองโลกในแง่ดี เสร็จแล้วมองคนที่เป็นลบให้เป็นบวก ทำในสิ่งที่ดี สังคมมันก็จะดีขึ้น และมันก็จะมาเอง เรื่องสามัคคี ปรองดอง มิตรภาพ การช่วยเหลือ เพียงมองโลกในแง่ดี ไม่ใส่ร้ายใครอื่น เอาความจริงมาพูดกัน ทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ สังคมมันก็จะดีขึ้นเอง เราต้องเปลี่ยนแปลงโลกได้ เราคือฮีโร่ร่วมกัน”


เรื่อง : รัชพล ธนศุทธิสกุล
ภาพ : พลาม พรมจำปา

กำลังโหลดความคิดเห็น...