xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 5-11 พ.ย.2560

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

คลิกที่นี่เพื่อฟังสรุปข่าวฯ

1.สำนักพระราชวังลงโทษไล่ “ดิสธร วัชโรทัย” ออกจากราชการ พร้อมเรียกคืนเครื่องราชฯ ชี้ ทำผิดหลายกรณี เข้าข่ายประพฤติชั่วร้ายแรง!
นายดิสธร วัชโรทัย อดีตรองเลขาธิการพระราชวัง
เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศกรณีสำนักพระราชวังลงโทษไล่นายดิสธร วัชโรทัย ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายพลเรือน ตำแหน่งประจำสำนักพระราชวังพิเศษ ออกจากราชการ พร้อมเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เนื่องจากนายดิสธรได้กระทำผิดวินัย เป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง โดยระบุว่า นายดิสธรซึ่งได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ อีกหน้าที่หนึ่ง ได้ใช้อำนาจของตน สั่งการให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ แสดงเอกสารรับรองว่า บุคคลภายนอกได้บริจาคเงินให้มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ เป็นจำนวนเงินยี่สิบห้าล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวเป็นส่วนลดในการซื้อสินค้าตามปกติ โดยไม่ได้มีการบริจาคเงินจำนวนดังกล่าวแต่อย่างใด และนายดิสธรได้นำเอกสารรับรองการบริจาคดังกล่าว เสนอต่อกรมพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์ ชั้นทุติยดิเรกคุณาภรณ์ ให้แก่บุคคลภายนอก อันเป็นการฉ้อโกงเครื่องราชอิสริยาภรณ์

นอกจากนี้ นายดิสธร ในฐานะรองเลขาธิการพระราชวัง ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลกองพระราชพาหนะ ได้นำรถยนต์ในพระปรมาภิไธยไปใช้จนเกิดอุบัติเหตุ และแอบอ้างพระปรมาภิไธย เพื่อยกเว้นภาษีการนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศ แล้วนำรถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศไปใช้ทดแทนรถยนต์คันเดิมที่ประสบอุบัติเหตุ โดยไม่ปรากฏหลักฐานการน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายรถยนต์คันใหม่ และไม่มีหลักฐานการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์คันเดิมแต่อย่างใด

ไม่เท่านั้น นายดิสธรได้มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับหญิงอื่นที่ไม่ใช่ภรรยาของตนเอง เมื่อหญิงตั้งครรภ์กลับพาหญิงดังกล่าวไปทำแท้ง นอกจากนั้นเมื่อหญิงคนดังกล่าวตั้งครรภ์เป็นครั้งที่สอง นายดิสธรก็ยังบังคับข่มขืนใจ เพื่อให้ไปทำแท้งอีกครั้ง แต่หญิงคนดังกล่าวไม่ยินยอม นายดิสธรจึงบังคับหญิงคนดังกล่าวให้แต่งงานกับชายอื่น ซึ่งไม่เคยมีสัมพันธ์กัน

อีกทั้งนายดิสธรได้นำดินที่ขุดทิ้งจากโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาใหม่ ซึ่งมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ ขอรับบริจาคจากสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในกิจการของมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ แต่นายดิสธรกลับนำดินกล่าวไปขายให้แก่โครงการหมู่บ้านจัดสรร และยังนำดินส่วนหนึ่งไปถมในพื้นที่ของครอบครัวตัวเอง ซึ่งมิได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ขอรับบริจาค พฤติกรรมดังกล่าวของนายดิสธร เป็นการกระทำผิดราชสวัสดิ์ และเป็นความผิดวินัยฐานกระทำการอันได้ชื่อว่า เป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง

สำนักพระราชวังพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของนายดิสธร วัชโรทัย เป็นความผิดวินัยฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วร้ายแรง จึงเห็นควรลงโทษไล่ออกจากราชการ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ.2560 มาตรา 15 และมาตรา 18 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ.2560 จึงลงโทษไล่นายดิสธร วัชโรทัย ออกจากราชการ และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2560

สำหรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ต้องเรียกคืนตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548 ประกอบด้วย ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก มหาวชิรมงกุฎ ประถมาภรณ์ช้างเผือกประถมาภรณ์มงกุฎไทย ปฐมดิเรกคุณาภรณ์ ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย ทุติยจุลจอมเกล้า ตติยจุลจอมเกล้าวิเศษ ตริตาภรณ์มงกุฎไทย เหรียญเงินดิเรกคุณาภรณ์ เหรียญจักรพรรดิมาลา และเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 9 ชั้นที่ 5

2.ครม.เปลี่ยนคำสั่ง มท. เด้ง “ผู้ว่าฯ ชลบุรี-นนทบุรี” เข้ากรุสำนักนายกฯ แทนย้ายไปจังหวัดอื่น ขณะที่ผลสอบพบ ปมวางดอกไม้จันทน์ไม่ผิด!
(บน) นายภัครธรณ์ เทียนชัย ผู้ว่าฯ ชลบุรี (ล่าง) นายภาณุ แย้มศรี ผู้ว่าฯ นนทบุรี
ความคืบหน้ากรณี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งปลัดกระทรวงมหาดไทยให้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงผู้ว่าราชการจังหวัด 2 คน คือ นายภัครธรณ์ เทียนชัย ผู้ว่าฯ ชลบุรี และนายภาณุ แย้มศรี ผู้ว่าฯ นนทบุรี กรณีบริหารจัดการพิธีวางดอกไม้จันทน์ ณ พระเมรุมาศจำลองประจำจังหวัดไม่เหมาะสมไม่เรียบร้อย จนประชาชนบางส่วนไม่พอใจ พร้อมเรียกร้องให้ลาออก ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 6 พ.ย. พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ยังไม่ได้รับผลสอบจากปลัดกระทรวงมหาดไทย และว่า ตนไม่อยากตอบอะไรมาก ขอให้เป็นเรื่องของผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามหน้าที่

ทั้งนี้ วันเดียวกัน มีรายงานข่าวแจ้งว่า กระทรวงมหาดไทย โดย พล.อ.อนุพงษ์ ได้ตัดสินใจโยกย้ายผู้ว่าฯ ชลบุรีและนนทบุรี โดยจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในวันที่ 7 พ.ย. ให้ย้ายนายภัครธรณ์ ผู้ว่าฯ ชลบุรี ไปเป็นผู้ว่าฯ สมุทรปราการ และสลับให้นายชาติชาย อุทัยพันธ์ ผู้ว่าฯ สมุทรปราการ ไปเป็นผู้ว่าฯ ชลบุรี ขณะเดียวกันให้ย้ายนายภาณุ ผู้ว่าฯ นนทบุรี ไปเป็นผู้ว่าฯ นครสวรรค์ และสลับให้นายธนาคม จงจิระ ผู้ว่าฯ นครสวรรค์ ไปเป็นผู้ว่าฯ นนทบุรีแทน

อย่างไรก็ตาม วันต่อมา(7 พ.ย.) หลังประชุม ครม. พล.อ.อนุพงษ์เผยว่า ที่ประชุม ครม.ได้มีการเปลี่ยนแปลงคำสั่ง โดยตนได้ขอเรื่องคืนมา และได้ขออำนาจนายกรัฐมนตรีให้ผู้ว่าฯ ชลบุรี และผู้ว่าฯ นนทบุรี มาช่วยราชการปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี โดยไม่ขาดจากตำแหน่งเดิม ซึ่งจะเป็นไปกตามกฎหมาย โดยรองผู้ว่าฯ ทั้งสองจังหวัดที่มีอาวุโสถัดไป ต้องมารักษาราชการแทน

ผู้สื่อข่าวถามว่า การโยกย้ายครั้งนี้ติดปัญหาอะไรหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า น่าจะเป็นเรื่องของความเหมาะสม และให้ดีที่สุดคือ การนำผู้ว่าฯ ชลบุรี และผู้ว่าฯ นนทบุรี เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักนายกฯ โดยยังไม่มีกำหนดเวลาว่า จะต้องปฏิบัติหน้าที่ไปถึงเมื่อไร “หากมีมาตรการแบบนี้ แล้วจะเกิดพฤติกรรมเลียนแบบหรือไม่ ผมคิดว่าไม่มีอะไรที่จะเป็นอย่างนั้น สังคมต้องอยู่ด้วยความเป็นจริง แล้วเราก็รับฟังเสียงของพี่น้องประชาชน หน้าที่ของข้าราชการก็คือปฏิบัติหน้าที่ให้ประชาชน หรือสังคมเกิดความเข้าใจ”

พล.อ.อนุพงษ์ยังเผยด้วยว่า จากการสอบสวนผู้ว่าฯ ทั้งสองคนพบว่า ไม่มีความผิด แต่เพื่อให้การทำงานเดินไปอย่างราบรื่น การให้ผู้ว่าฯ ทั้งสองเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักนายกฯ น่าจะดีที่สุด

ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ ครม.ให้ผู้ว่าฯ นนทบุรีและชลบุรี มาช่วยราชการที่สำนักนายกฯ ว่า ตนได้ทราบเบื้องต้นจากข่าวแล้วว่า ผู้ว่าฯ ทั้ง 2 จังหวัด ได้เข้ารายงานตัวกับนางพัชราภรณ์ อินทรียงค์ ปลัดสำนักนายกฯ แล้ว โดยในคำสั่งได้ให้มาช่วยราชการเป็นเวลา 3 เดือน ก่อนที่ รมว.มหาดไทยจะตัดสินใจว่าควรจะดำเนินการต่อไปอย่างไรเพื่อความเหมาะสม

สำหรับบรรยากาศการจัดนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถพิตร ที่พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง ซึ่งเปิดให้ประชาชนเข้าชมระหว่างวันที่ 2-30 พ.ย.นี้ ปรากฏว่า ประชาชนจากทุกสารทิศยังคงทยอยเดินทางเข้าชมงานจำนวนมากทุกวัน

ด้าน พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดนิทรรศการฯ กล่าวถึงแนวโน้มการขยายเวลาเข้าชมนิทรรศการหลังเดือน พ.ย.ว่า จะประเมินจำนวนผู้เข้าชมทุก 5 วันไปถึงวันที่ 15 พ.ย.นี้ หากพบว่า ยอดผู้เข้าชมยังคงที่อยู่ที่ประมาณ 200,000 คน ก็จะเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พิจารณานำความขึ้นกราบบังคมทูลขอพระราชานุญาตจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ขยายเวลาการเข้าชมต่อไปอีก 1 เดือน

3.“บิ๊กตู่” ตั้งคำถาม 6 ข้อให้ ปชช.ช่วยตอบ จำเป็นต้องมีพรรคการเมืองใหม่หรือไม่-คสช.มีสิทธิ์หนุนพรรคใดก็ได้ใช่หรือไม่!
(บน) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. (ล่างซ้าย) นายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย (ล่างขวา) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
เมื่อวันที่ 8 พ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ตั้งคำถามให้ประชาชนช่วยตอบ 6 ข้อ ซึ่งก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์เคยตั้งคำถามให้ประชาชนช่วยตอบไปแล้ว 4 ข้อ สำหรับคำถาม 6 ข้อ ได้แก่ 1.วันนี้จำเป็นต้องมีพรรคการเมืองใหม่ๆ หรือนักการเมืองหน้าใหม่ๆ ที่มีคุณภาพให้ประชาชนได้พิจารณาในการเลือกตั้งครั้งต่อไปบ้างหรือไม่ การที่มีแต่พรรคการเมืองเดิม นักการเมืองหน้าเดิมๆ แล้วได้เป็นรัฐบาล จะทำให้ประเทศชาติเกิดการปฏิรูปและทำงานอย่างต่อเนื่องตามยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่

2.การที่ คสช.จะสนับสนุนพรรคการเมืองใดก็ถือเป็นสิทธิ์ของ คสช.ใช่หรือไม่ เพราะนายกฯ ก็ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งอยู่แล้ว

3.สิ่งที่ คสช.และรัฐบาลนี้ได้ดำเนินการไปในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ประชาชนมองเห็นอนาคตที่ดีของประเทศชาติบ้างหรือไม่ ซึ่งคำถามนี้ แบ่งเป็นข้อย่อยอีก 2 ข้อ ได้แก่ 3.1 เห็นด้วยกับรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาที่หมักหมมมาเป็นเวลานาน ด้วยการรื้อใหม่ ทำใหม่ การวางแผนงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เป็นระยะสั้น-กลาง-ยาว อาทิ การแก้ไขปัญหา IUU, ICAO ฯลฯ หรือไม่ และ 3.2 การทำงานของทุกรัฐบาลต้องคำนึงถึงภาพรวมทั้งประเทศ คนทั้งประเทศทุกจังหวัด มิใช่ทำแต่ตามนโยบายพรรคที่ได้หาเสียงไว้ หรือดูแลเฉพาะพื้นที่ฐานเสียงที่สนับสนุน รวมทั้งจะต้องทำงานตามยุทธศาสตร์ชาติให้เกิดความต่อเนื่องใช่หรือไม่

4.การเอาแนวทางจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอดีตมาเปรียบเทียบกับการจัดตั้งรัฐบาลในวันนี้ เป็นสิ่งที่ถูกต้องทั้งหมดหรือไม่ เพราะสถานการณ์บ้านเมืองก่อนหน้าที่ คสช.และรัฐบาลนี้จะเข้ามา เราได้พบเห็นแต่ความขัดแย้ง ความรุนแรง การแบ่งแยกประชาชนเป็นกลุ่มๆ เพื่อมาสนับสนุนทางการเมืองใช่หรือไม่

5.รัฐบาลและการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยที่ผ่านมาของไทยได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพ มีธรรมาภิบาล และมีการพัฒนาประเทศที่มีความต่อเนื่องชัดเจนเพียงพอหรือไม่

6.ข้อสังเกตเพื่อพิจารณา เหตุใดพรรคการเมือง นักการเมือง จึงออกมาเคลื่อนไหว ด้อยค่า คสช., รัฐบาล, นายกรัฐมนตรี บิดเบือนข้อเท็จจริงในการทำงานในช่วงนี้มากผิดปกติ ฝากถามพี่น้องประชาชนว่าเป็นเพราะอะไร ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้เขียนข้อความปิดท้ายคำถามไว้ด้วยว่า "อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ อยากให้ทุกคนที่เป็นคนไทยได้เป็นผู้พิจารณาตัดสินใจ"

ด้านนายประยูร รัตนเสนีย์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ขั้นตอนการแสดงความเห็นของประชาชนต่อคำถาม 6 ข้อ ของนายกรัฐมนตรี จะใช้รูปแบบเดียวกับการตอบคำถาม 4 ข้อก่อนหน้านี้ โดยประชาชนจะต้องนำบัตรประจำตัวประชาชนมายืนยันตัวตน พร้อมกรอกข้อมูลในแบบสอบถาม จากนั้นจึงแสดงความเห็นในแต่ละข้อ โดยส่วนภูมิภาคเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านศูนย์ดำรงธรรมอำเภอและจังหวัด ขณะที่กรุงเทพมหานคร แสดงความคิดเห็นผ่านสำนักงานเขต 50 เขต หรือศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล และศูนย์ดำรงธรรมภายในกระทรวงมหาดไทย

ทั้งนี้ หลายฝ่ายได้มีปฏิกิริยาต่อกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งคำถาม 6 ข้อดังกล่าว เช่น นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและแกนนำพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงคำถาม 6 ข้อของ พล.อ.ประยุทธ์ว่า เป็นความพยายามชี้นำสังคมอย่างไม่เป็นเหตุเป็นผล และว่า การที่ คสช.จะสนับสนุนพรรคการเมืองใด ต้องถามว่าจะสนับสนุนด้วยการแสดงความคิดเห็นหรือด้วยการใช้อำนาจหน้าที่สนับสนุน ถ้าจะใช้อำนาจหน้าที่สนับสนุน ย่อมผิดกฎหมาย

นายจาตุรนต์ชี้ด้วยว่า คำถาม 6 ข้อ มุ่งหมายเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง แสดงให้เห็นชัดเจนว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ต้องการให้พรรคการเมืองและนักการเมืองที่เคยเป็นรัฐบาลกลับมาเป็นรัฐบาลอีก โดย คสช.ต้องการจะสนับสนุนพรรคการเมืองบางพรรค ทั้งที่จะตั้งขึ้นใหม่และที่มีอยู่แล้ว เพื่อจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การกำกับของ คสช.ขึ้นมาบริหารประเทศไปตามยุทธศาสตร์และแผนการปฏิรูปอย่างต่อเนื่องยาวนาน

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ตั้งคำถาม 6 ข้อให้ประชาชนตอบว่า เป็นสิทธิของนายกฯ แต่ต้องบอกว่า วิธีการแบบนี้ไม่ใช่การสำรวจความคิดเห็นตามหลักสถิติที่ทำกัน การอ้างอำนาจของปวงชน ตามปกติต้องใช้วิธีการออกความเห็น อย่างการลงคะแนนลับหรือเลือกตั้ง ขณะเดียวกันการตั้งคำถามของนายกฯ ไม่รู้ว่าเจตนาคืออะไร แต่ไม่อยากให้นายกฯ เสียเวลากับเรื่องแบบนี้ ถ้าอยากจะตั้งคำถามจริงๆ ให้ตั้งคำถามถึงปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจ หรือปัญหาราคาสินค้าเกษตรว่าเป็นอย่างที่เขาว่ากันหรือไม่ แล้วนำไปแก้ปัญหาจะดีกว่า เพราะคำถามทั้ง 6 ข้อเป็นเรื่องการเมือง เรื่องการสร้างธรรมาภิบาลที่ดี ซึ่งมีกลไกตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกอยู่แล้ว แต่การตั้งคำถามแบบนี้ ทำให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่าง คสช.กับนักการเมืองมากกว่า

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า คำถามข้อสุดท้าย ถ้านายกฯ มีความรู้สึกว่า เสียงวิจารณ์ไม่เป็นความจริง หรือไม่ถูกต้อง รัฐบาลมีกลไกในการชี้แจงมากกว่ารัฐบาลอื่นๆ ไม่ทราบว่า นักการเมืองในคำถามนั้นหมายถึงใครบ้าง ตนก็เคยวิจารณ์การทำงานของรัฐบาล แต่ไม่เคยให้ร้ายและกล้าท้าด้วยว่า ไม่เคยบิดเบือนข้อมูล

4.ฝ่ายกฎหมาย คสช.แจ้งความเอาผิด “พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์” ข้อหา ม.157 พา “ยิ่งลักษณ์” หนี สะพัดเจ้าตัวไป ตปท.แล้ว ด้าน ตร.ยังไม่ออกหมายจับ!
(ซ้าย) พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ รอง ผบก.น.5 ช่วยราชการ ศปก.น.5 ถูกให้ออกจากราชการไว้ก่อน กรณีขับรถพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หลบหนีไม่ไปฟังคำพิพากษาศาลฎีกาฯ ที่ตัดสินจำคุก 5 ปี ไม่รอลงอาญา คดีทุจริตจำนำข้าว
ความคืบหน้ากรณีที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเอาผิดทางวินัย พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ รอง ผบก.น.5 ช่วยราชการ ศปก.น.5 เกี่ยวข้องพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลบหนีไม่ไปฟังคำพิพากษาคดีทุจริตจำนำข้าว สอบสวนข้อเท็จจริงแล้วมีมติให้มีความผิดวินัยร้ายแรง หลังพบมีความผิดกรณีใช้รถผิดกฎหมายพาอดีตนายกฯ หลบหนี จากนั้น พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(ผบช.น) ได้สั่งให้ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ ออกจากราชการไว้ก่อนตั้งแต่เมื่อวันที่ 23 ต.ค.ที่ผ่านมา

ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 6 พ.ย. พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารปฏิบัติการ ประจำกองบัญชาการกองทัพบก ปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าฝ่ายกฎหมาย คสช. ให้เข้าพบ พล.ต.ต.ภคพงศ์ พงษ์เภตรา รอง ผบช.น.ในฐานะเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีนำพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลฎีกาฯ หลบหนี เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ ที่ สน.ปทุมวัน โดยระบุว่า พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ขับรถยนต์ติดแผ่นป้ายทะเบียนปลอมพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ หลบหนี ไม่ไปฟังคำพิพากษาคดีจำนำข้าว ทั้งที่ทราบอยู่แล้วว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ประกันตัวปล่อยตัวชั่วคราว แต่ไม่จับกุมตัว นำตัวไปฟังคำพิพากษา กลับพาหนี จึงแจ้งข้อหาเป็นเจ้าพนักงานละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมาย มาตรา 157

ต่อมา เมื่อวันที่ 10 พ.ย. พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เรียกประชุมชุดสืบสวนสอบสวนคดีนำพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ หลบหนี โดยมี พล.ต.ต.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา รอง ผบช.น. และหัวหน้าพนักงานสอบสวนในคดีนี้ รวมถึง พ.ต.อ.มานูญ เชวงเกียรติ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม เข้าร่วมด้วย

พล.ต.ต.ภัคพงศ์กล่าวว่า หลังจากตัวแทนฝ่ายกฎหมาย คสช.ได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีต่อ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ เพิ่มเติมในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หลังจากแจ้งข้อกล่าวหาปลอมและใช้เอกสารปลอมไปแล้ว และปล่อยตัวไป เนื่องจากเป็นการพบพนักงานสอบสวนโดยไม่มีหมายจับ มาพบด้วยตัวเอง

ส่วนข้อหาความผิด มาตรา 157 นั้น พล.ต.ต.ภัคพงศ์กล่าวว่า พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานอยู่ในสำนวนคดี ไม่สามารถเปิดเผยได้ และได้เชิญ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ มาพบพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน ตามหมายเรียก หากไม่มา จะออกหมายเรียกครั้งที่ 2 และหากไม่มาอีก ก็ออกหมายจับ

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีข่าวว่า พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ เดินทางไปต่างประเทศแล้ว รอง ผบช.น.กล่าวว่า ตนไม่ทราบ ยังไม่มีการตรวจสอบ และตอบไม่ได้ว่าเป็นการหลบหนีหรือไม่ ส่วนตำรวจอีก 2 นาย คือ พ.ต.ท.สามิตร ไชยอิ่นคำ สว.สส.ภ.จ.นครปฐม และ ด.ต.พรพิพัฒน์ มากบุญงาม ผบ.หมู่ อก.บก.ภ.จ.นครปฐม ได้เรียกมาแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมเช่นกันในความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร ส่วนจะดำเนินคดีมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญา เช่นเดียวกับ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ หรือไม่ อยู่ระหว่างการพิจารณาหลักฐาน

พล.ต.ต.ภัคพงศ์กล่าวอีกว่า ตอนนี้ยังไม่มีหมายจับ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ เจ้าตัวมีสิทธิ์เดินทางไปไหนก็ได้ อาจมีเหตุสุดวิสัย หรือไปต่างประเทศ ก็อาจกลับเข้ามาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกในภายหลังก็ได้ ตอนนี้ไม่มีเงื่อนไข หรือข้อห้าม พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ เดินทางออกนอกประเทศแต่อย่างใด ทั้งนี้ คสช.ไม่ได้สั่งการอะไรพิเศษในเรื่องนี้ ให้ดำเนินการตามพยานหลักฐาน และการสืบสวนสอบสวนขณะนี้ก็มีผู้ถูกกล่าวหาเพียง 3 รายเท่านั้น

ขณะที่ พ.ต.อ.มานูญ เชวงเกียรติ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งให้ พ.ต.ท.สามิตร และ ด.ต.พรพิพัฒน์ ออกจากราชการแต่อย่างใด ยังอยู่ในกระบวนการสืบสวนข้อเท็จจริง

ด้าน พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. กล่าวถึงการติดตามตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า กองการต่างประเทศ ตร.ได้สอบถามผ่านช่องทางตำรวจสากลทั้ง 192 ประเทศ ทุกๆ 5 วัน จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้รับคำตอบว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ อยู่ในประเทศใด เชื่อว่าสาเหตุที่ไม่ได้รับคำตอบรับ ไม่ใช่เพราะกรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นเรื่องการเมืองแต่อย่างใด แต่เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ อย่างไรก็ตาม ตร.ยังคงสอบถามผ่านช่องทางตำรวจสากลอย่างต่อเนื่อง แม้แต่ประเทศอังกฤษที่ข้อมูลล่าสุดระบุว่า พบ น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางเข้าไปนั้น ก็ต้องใช้ช่องทางของตำรวจสากลในการประสานงาน ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางไปไหนอีก

5.ครม.ไฟเขียวมาตรการ “ช้อปช่วยชาติ” 23 วัน 11 พ.ย.-3 ธ.ค. คาดคนจับจ่ายเพื่อใช้สิทธิกว่า 2 หมื่นล้าน!

เมื่อวันที่ 7 พ.ย. นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้อนุมัติมาตรการช้อปช่วยชาติ ระหว่างวันที่ 11 พ.ย.-3 ธ.ค. รวมเวลา 23 วัน โดยประชาชนนำค่าใช้จ่ายที่ซื้อสินค้าและบริการในประเทศไปลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาตามที่ใช้จ่ายจริงได้ แต่ไม่เกิน 15,000 บาทต่อคน ทั้งนี้ ไม่รวมสุรา ไวน์ ยาสูบ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เรือ น้ำมัน ค่าโรงแรม ค่าจ้างมัคคุเทศก์ และค่ารักษาพยาบาล

นายณัฐพรกล่าวอีกว่า กระทรวงการคลังประเมินว่า รัฐจะสูญเสียรายได้จากมาตรการภาษีนี้ประมาณ 2,000 ล้านบาท แต่คาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 10,000 ล้านบาท

สำหรับมาตรการช้อปช่วยชาติ มีการการดำเนินการครั้งแรกเมื่อปลายปี 2558 ระหว่างวันที่ 25-31 ธ.ค. เป็นเวลา 7 วัน ต่อมาเมื่อปีที่แล้ว มีการเพิ่มระยะเวลาเป็น 18 วัน ระหว่างวันที่ 14-31 ธ.ค.2559 ล่าสุดปีนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ต้องการให้ขยายเวลาให้มากขึ้นกว่าที่เคยทำมา

ด้านนางแพตริเซีย มงคลวนิช รองอธิบดีกรมสรรพากร คาดการณ์ว่า มาตรการช้อปช่วยชาติครั้งนี้ จะมีประชาชนจับจ่ายเพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษีกว่า 22,500 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะทำให้กรมฯ สูญเสียรายได้จากการคืนภาษี 2,000 ล้านบาท สูงกว่าปีที่แล้ว ที่มีการใช้สิทธิประมาณ 15,000 ล้านบาท ทำให้กรมฯ สูญเสียรายได้ประมาณ 1,800 ล้านบาท “สินค้าและบริการที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ ต้องเป็นสินค้าที่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม(แวต) และต้องมีการใช้บริการในช่วงวันที่ 11 พ.ย.-3 ธ.ค.2560 เช่น ฟิตเนส จ่ายเงินไปแล้วใช้เป็นรายปี ไม่สามารถเข้าร่วมได้ ส่วนตั๋วเครื่องบิน ถ้าสายการบินใดจดทะเบียนแวต และซื้อตั๋วบินในประเทศภายในช่วงเวลาที่กำหนด สามารถใช้ได้” นางแพตริเชียกล่าวด้วยว่า การใช้บริการอาบอบนวด และคาราโอเกะ หากมีการออกใบกำกับภาษีถูกต้อง ก็สามารถลดหย่อนได้
กำลังโหลดความคิดเห็น...