1 ธันวาคมนี้ จะเป็นวันที่กำหนดลอยตัวราคาน้ำตาลทราย ซึ่งจะส่งผลทำให้น้ำตาลทรายกลายเป็นสินค้าที่ไม่ได้ถูกควบคุมว่าห้ามขายเกินราคาอีกต่อไป
... รายงาน
ปัจจุบัน น้ำตาลทราย เป็นสินค้าที่อยู่ในบัญชีควบคุม ตามประกาศของคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กำหนดเพดานสูงสุดสำหรับขายปลีกไม่เกิน 23.50 บาทต่อกิโลกรัม
แต่หลังจากวันที่ 1 ธันวาคม 2560 เป็นต้นไป ราคาน้ำตาลทรายจะไม่ได้กำหนดราคาเพดานขายปลีกสูงสุดแบบตายตัวแล้ว แต่จะ “ขึ้น” หรือ “ลง” ตามราคาตลาดโลกแทน
สาเหตุสำคัญที่ต้องลอยตัวน้ำตาลทราย เพราะประเทศบราซิล ไปฟ้ององค์การการค้าโลก (WTO) กล่าวหาว่าไทยอุดหนุนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย จนเกินไปในช่วงปี 2558 ทำให้มีกระทบต่อตลาดโลก
รัฐบาลก็เลยกังวลว่า หากบราซิลชนะคดี นอกจากไทยต้องจ่ายค่าปรับมหาศาลแล้ว อาจจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำตาลของไทย ที่ตอนนี้ยังเป็นรองอันดับ 2 ต่อจากบราซิล
เรื่องนี้เกษตรกรชาวไร่อ้อยต่างก็มองว่า รัฐบาลไทยกลัวบราซิลมากเกินไป ถ้ายังไม่พร้อมก็ไม่อยากให้รีบลอยตัว ที่ผ่านมา ใช้สูตรคำนวณราคาที่มีมากว่า 30 ปี ก็ไม่มีปัญหาอะไร
สำหรับสูตรการคำนวณราคาน้ำตาลทรายนับจากนี้ หน้าโรงงานจะอ้างอิงราคาน้ำตาลทรายขาวตลาดลอนดอน นัมเบอร์ไฟว์ บวก (+) ราคาไทยพรีเมียม (ส่วนเพิ่มทางการตลาดของการขายน้ำตาลไทยให้กับผู้ซื้อ)
ขณะเดียวกัน จากเดิมจะมีส่วนที่เก็บเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย (กท.) 5 บาทต่อกิโลกรัม ก็จะยกเลิกไปด้วย โดยจะนำราคาส่วนต่างนำส่งเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายแทน เพื่อสะสมไว้ดูแลระบบ
ปัจจุบัน เมื่อคำนวณราคาตามสูตรลอนดอนนัมเบอร์ไฟว์ บวกไทยพรีเมียม ราคาหน้าโรงงานจะอยู่ที่ 13.50 - 14.50 บาทต่อกิโลกรัม โดยการขายจริงของโรงงานนั้นจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ซึ่งปกติจะสูงกว่า
โดยโรงงานจะต้องจ่ายเงินส่วนต่างเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย ประมาณ 3 บาทต่อกิโลกรัม
เมื่อนำมาขายปลีก กระทรวงพาณิชย์จะดูแลราคาส่วนนี้ โดยพิจารณาตามต้นทุนค่าบรรจุภัณฑ์ การตลาด ขนส่ง เฉลี่ยอยู่ที่ 3.50 บาทต่อกิโลกรัม
คาดว่า ราคาขายปลีกน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์เฉลี่ยจะอยู่ที่ 20.50 - 21 บาทต่อกิโลกรัม
ฟังดูเหมือนจะดี ... แต่จะแน่ใจได้อย่างไรว่า อนาคตคนไทยจะบริโภคน้ำตาลในราคาไม่สูงขึ้นไปกว่านี้
ในเมื่อน้ำตาลทรายกำลังจะกลายเป็น “สินค้าการเมือง” ไม่ต่างจากข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา หรือแม้กระทั่ง น้ำมัน
เพราะในเมื่อราคาน้ำตาลทรายขึ้นอยู่กับราคาตลาดโลก แม้ว่าราคาน้ำตาลทรายขาวลอนดอนนัมเบอร์ไฟว์จะราคาต่ำอยู่
แต่หากวันหนึ่งราคาน้ำตาลในตลาดโลกสูงขึ้นมา คนไทยจะต้องบริโภคน้ำตาลราคาแพงขึ้นหรือไม่?
เพราะการขึ้นราคาน้ำตาลทราย จะส่งผลกระทบต่อเป็นลูกโซ่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม และอุตสาหกรรมขนมหวาน ซึ่งต้องใช้น้ำตาลทรายเป็นวัตถุดิบหลัก
ไม่นับรวมในอีก 2 ปีข้างหน้า กรมสรรพสามิตจะบังคับใช้พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 เต็มรูปแบบ ซึ่งจะเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีความหวาน
ทำให้เครื่องดื่มประเภท น้ำอัดลม ชาเขียวปรุงแต่ง กาแฟกระป๋อง เครื่องดื่มชูกำลัง นมเปรี้ยว และนมถั่วเหลือง จะไม่ได้รับการยกเว้นด้วยเหตุมีส่วนผสมทางด้านการเกษตรอีกต่อไป
ปัจจุบันคนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยมากกว่า 28 ช้อนชาต่อวัน ซึ่งสูงกว่าคำแนะนำไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน ส่วนใหญ่มักจะมาในรูปแบบของเครื่องดื่ม ขนมหวาน และอาหารที่ต้องปรุงรสด้วยน้ำตาลลงไป
แม้จะมีการรณรงค์ให้ลดการบริโภคน้ำตาล แต่ใครจะเชื่อว่าทุกวันนี้ขนมหวานที่เรารับประทานต้องใช้น้ำตาลเป็นวัตถุดิบหลักอยู่ดี โดยเฉพาะขนมไทยและเค้กที่ขายตามท้องตลาด
แม้จะเป็นกุศโลบายที่ดีที่คนไทยจะได้ปรับตัวลดการบริโภคน้ำตาลทราย แต่คำถามคือ ถ้าราคาน้ำตาลทรายยังขึ้นๆ ลงๆ ราคาสินค้าอาหารและบริโภคจะกระทบไปถึงค่าครองชีพประชาชนหรือไม่?


