xs
xsm
sm
md
lg

เปิดการแสดง "มหรสพสมโภช" พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


เปิดการแสดงมหรสพสมโภชพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ "โขนหน้าไฟ" จัดแสดงรามเกียรติ์ ชุดพระรามข้ามสมุทร พร้อมเวทีการแสดงอีก 3 เวทีตลอดทั้งคืนจนรุ่งเช้าวันที่ 27 ต.ค.

วันนี้ (26 ต.ค.) หลังสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระราชาคณะ พระบรมวงศานุวงศ์ พระประมุข ประมุข พระราชวงศ์ ผู้แทนรัฐบาลต่างประเทศ ประธานองคมนตรี นายกรัฐมนตรี องคมนตรี อดีตนายกรัฐมนตรี ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ฯลฯ ขึ้นถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ตามลำดับ

เมื่อเวลา 20.20 น. ได้มีการแสดงมหรสพสมโภชเนื่องในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยเริ่มจากการแสดงโขนหน้าพระที่นั่งทรงธรรม หรือหน้าพระเมรุมาศ ที่เรียกกันว่า โขนหน้าไฟ โดยจัดการแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ชุดพระรามข้ามสมุทร-ยกรบ-รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยนาฏศิลปิน สำนักการสังคีต นักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยนาฏศิลป์ทั่วประเทศ 12 แห่ง และสถาบันบัณฑิตพัฒนาศิลป์ ผู้แสดง ผู้พากทย์-เจรจา ผู้บรรเลง ขับร้อง และผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องประมาณ 300 คน

หลังจากเสร็จสิ้นการแสดงโขนหน้าไฟ จึงมีการแสดงมหรสพ ที่เวทีกลางแจ้งบริเวณสนามหลวงด้านทิศเหนือ มี 3 เวที ประกอบด้วย เวทีที่ 1 เวทีการแสดงหนังใหญ่เบิกหน้าพระและโขนเรื่องรามเกียรติ์ โดยนาฏศิลปิน สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ร่วมด้วยครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษาวิทยาลัยนาฏศิลป์ 12 แห่ง และสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์จำนวน 1,020 คน และผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องประมาณ 100 คน นอกจากนี้ ยังมีการแสดงโขนพระราชทานของมุลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ประมาณ 200-300 คน การแสดงมี 3 ส่วน คือ 1.การแสดงหนังใหญ่เบิกหน้าพระและการแสดงเบิกโรงหนังใหญ่ ชุดจับลิงหัวค่ำ โดยครูอาวุโส สำนักการสังคีต และสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ 2.การแสดงโขนหน้าจอและโขนชักรอก เรื่องรามเกียรติ์ ชุดพระรามข้ามสมุทร ชุดศึกทสกัณฐ์ครั้งแรกทัพสิบขุนสิบรถ ชุดท้าวมาลีวราชว่าความ ชุดนางมณโฑหุงน้ำทิพย์ ชุดศึกทศกัณฐ์ขาดเศียรขาดกร และชุดสีดาลุยไฟ พระรามคืนนคร ของกรมศิลปากร และ 3.การแสดงโขนหน้าจอและโขนชักรอก เรื่องรามเกียรติ์ ชุดรามาวตารทศกัณฐ์รบสดายุ หนุมานถวายพล พิเภกสวามิภักดิ์ โดนโขนพระราชทาน

เวทีที่ 2 เวทีการแสดงละคร หุ่นหลวง และหุ่นกระบอก ประกอบด้วย ละครเรื่องพระมหาชนก การแสดงหุ่นหลวงตอนหนุมานเข้าห้องนางวานริน การแสดงหุ่นกระบอกเรื่องพระอภัยมณี ตอนกำเนิดสุดสาคร จนถึงพระฤาษีช่วยสุดสาคร ละครในเรื่องอิเหนา ตอนบุษบาชมศาล อิเหนาตัดดอกไม้ ฉายกริช ท้าวดาหาบวงสรวง และละครเรื่องมโนห์รา ผู้แสดง บรรเลง ขับร้อง จากสำนักการสังคีต และสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ 322 คน

และเวทีที่ 3 เวทีการบรรเลงดนตรีสากล "ธ คือ ดวงใจไทยทั่วหล้า" เป้นการบรรเลงและขับร้องเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถ เพลงเทิดพระเกียรติ บทเพลงที่ประพันธ์ขึ้นเพื่อถวายอาลัยและบทเพลงที่สื่อความหมายสอดคล้องกับการแสดงแต่ละองก์ 7 องก์ ได้แก่ องก์ที่ 1 ดุจหยาดทิพย์ชโบมหน้า องก์ที่ 2 ใต้ฟ้าร่มเย็น เพราะพระบารมี องก์ที่ 3 ทวยราษฎร์น้อมสดุดี องก์ที่ 4 ถวายภักดีองค์ราชัน องก์ที่ 5 สถิตนิรันดร์ในใจราษฎร์ องก์ที่ 6 ปวงข้าบาทบังคมถวาย และองก์ที่ 7 สู่สวรรคาลัยในทิพย์วิมาน และการแสดงบัลเล่ต์เรื่องมโนห์รา ผู้บรรเลง ขับร้องและผู้แสดง มาจากสำนักการสังคีต สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ วงดนตรี อ.ส.วันศุกร์ วงสหายพัฒนา โรงเรียนราชินี กรมดุริยางค์ทหารบก กองดุริยางค์ทหารเรือ กองดุริยางค์ทหารอากาศ กองสวัสดิการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Royal Bangkok Symphony Orchestra ใช้ผู้บรรเลง ขับร้องและแสดง 753 คน

การแสดงทั้งหมดจะแสดงจนถึงเวลา 06.00 น. ของวันที่ 27 ต.ค. 2560 และจะหยุดการแสดงเมื่อมีพระราชพิธีในพระเมรุมาศ

ทั้งนี้ การถวายพระเพลิงพระบรมศพแต่ครั้งโบราณจัดเป็นงานใหญ่ มีมหรสพสมโภชงานออกพระเมรุพระบรมอัฐิ เป็นแบบแผนประเพณีสืบทอดกันมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนประชาชนได้ชมและถือว่าเป้นงานออกทุกข์ในเวลาเดียวกัน ทั้งยังถือเสมือนเป็นการแสดงพระกฤดาธิการของพระมหากษัตริย์ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ได้มีการจัดมหรสพสมโภชงานออกพระเมรุตามแบบแผนประเพณีเป้นครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ในงานออกพระเมรุพระบรมอัฐิพระปฐมบรมราชชนก พ.ศ.2339

ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีประกาศงดการแสดงมหรสพสมโภชในงานออกพระเมรุ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๙ ในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พ.ศ.2539 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการรื้อฟื้นการประโคมดนตรีหรือการประโคมย่ำยาม และการมหรสพ เนื่องจากทรงเห็นว่า เพื่อไม่หใบรรยากาศเงียบเหงาเหมือนครั้งพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ เมื่อปี 2528 ทั้งยังเป้นการรักษาโบราณราชประเพณีไว้ด้วย