ค่ายมือถือรวย แต่จิตใจคนไทยต่ำตมไม่หยุด พบผลวิจัยระบุ วัยรุ่นไทยยิ่งติดโซเชียลมีเดีย ยิ่งชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น เพิ่มระดับความอิจฉาริษยาสูงกว่าคนที่ไม่เล่น ยิ่งถ้ามีพ่อแม่ชอบเปรียบเทียบกับลูกคนอื่นยิ่งหนัก
เฟซบุ๊ก ศ.ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์ ศาสตราจารย์ประจำคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยว่า ศ.ดร.พีระยุทธ เจริญสุขมงคล อาจารย์ประจำวิทยาลัยนานาชาติ นิด้า ทำการสำรวจในหัวข้อ “ผลกระทบต่อสื่อโซเชียลมีเดียที่มีต่อการเปรียบเทียบทางสังคมและความอิจฉาในวัยรุ่น : บทบาทการกลั่นกรองของผู้ปกครองเปรียบเทียบเด็ก และการแข่งขันในกลุ่มระหว่างเพื่อน” (The Impact of Social Media on Social Comparison and Envy in Teenagers: The Moderating Role of the Parent Comparing Children and In-group Competition among Friends) ซึ่งตีพิมพ์ผลการศึกษาในวารสาร Journal of Child and Family Studies
จากผลการสำรวจวัยรุ่นไทยจำนวน 250 คน พบว่า เด็กวัยรุ่นที่มีการเล่นโซเชียลมีเดียอย่างเข้มข้นจะมีแนวโน้มที่จะชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนในสังคม (Social Comparison) มากขึ้น และจะมีระดับของความอิจฉาริษยา (Envy) สูงกว่าวัยรุ่นที่ไม่ค่อยเล่นโซเชียลมีเดีย ยิ่งถ้ามีปัจจัยที่สร้างการแข่งขันกันระหว่างเพื่อนในกลุ่ม (Competition among Peer Group) จะยิ่งเสริมสร้างให้ระดับของความอิจฉานั้นเพิ่มทวีขึ้น นอกจากนี้ ยังพบว่า ลูกที่มีพ่อแม่ที่ชอบเปรียบเทียบลูกตัวเองกับลูกคนอื่น ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ไปเพิ่มระดับความขี้อิจฉาริษยาให้กับลูกของตนมากขึ้น จากการเล่นโซเชียลมีเดียด้วยเช่นกัน
ศ.ดร.พิริยะ แสดงความเป็นห่วงว่า ภายใต้สังคมไทยที่ครอบครัวในปัจจุบันส่วนใหญ่มักเลือกที่จะมีลูกคนเดียว ที่มักจะได้รับทุกอย่างจากพ่อแม่และไม่จำเป็นต้องเสียสละอะไรให้กับใคร และต้องอยู่ภายใต้ระบบการศึกษาปัจจุบันที่มีแต่การแข่งขัน ซึ่งลูกมักถูกเคี่ยวเข็ญให้ต้องเรียนให้เก่งเท่า หรือให้เก่งกว่าเพื่อน โดยเฉพาะลูกที่มาจากพ่อแม่ที่ชอบเปรียบเทียบจะถูกเคี่ยวเข็ญมากกว่าปกติ นอกจากนี้ การใช้โซเชียลมีเดียยังอาจไม่สามารถแยกแยะโลกของความเป็นจริงกับโลกเสมือนจริง (Virtual World) ออกจากกันได้
“ลองคิดเล่นๆ ว่า สังคมในอนาคตจะเป็นอย่างไรถ้า เด็กคนนั้นกำลังจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ต่อให้ฉลาด แต่ต้องได้ทุกอย่างจากการแข่งขัน เสียสละไม่เป็น และยังมีความขี้อิจฉาริษยาเพิ่มขึ้นมาอีก โดยเฉพาะเมื่อผู้ใหญ่ที่มาจากเด็กเรียนเก่งเหล่านั้นจะมีโอกาสที่จะได้เป็นชนชั้นนำของประเทศในอนาคต” ศ.ดร.พิริยะ กล่าว


