xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 8-14 ต.ค.2560

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

คลิกที่นี่เพื่อฟังสรุปข่าวฯ

1.สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บำเพ็ญพระราชกุศลครบ 1 ปี “ในหลวง ร.9” สวรรคต ขณะที่ ปชช.นับหมื่นหลั่งไหลไว้อาลัยแน่น รพ.ศิริราช!
(บนซ้าย) สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบ 1 ปี วันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร (บนขวา) ประชาชนเดินทางมากราบสักการะพระบรมฉายาลักษณ์ ในหลวง ร.9 บริเวณซุ้มกำแพงพระบรมมหาราชวังอย่างต่อเนื่อง (ล่าง) ประชาชนนับหมื่นคนหลั่งไหลไปเจริญจิตภาวนาที่ รพ.ศิริราช
เมื่อวันที่ 13 ต.ค. เวลา 17.00 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พร้อมด้วยพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบรอบ 1 ปี วันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ พระราชวงศ์ คณะรัฐมนตรี คณะทูตานุทูต เฝ้าฯ รับเสด็จ

เมื่อรถพระที่นั่งเคลื่อนผ่านถนนหน้าพระลาน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโบกพระหัตถ์ทักทายพสกนิกรที่มารอเฝ้าฯ รับเสด็จจำนวนมาก ทั้งนี้ เนื่องด้วยก่อนที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จฯ มาทรงบำเพ็ญพระราชกุศลนั้น ฝนได้ตกลงมาอย่างหนักจนทำให้พื้นถนนเปียก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานพระราชานุญาตให้พสกนิกรยืนรับเสด็จฯ ยังความปลาบปลื้มปิติแก่พสกนิกรอย่างหาที่สุดมิได้

ทั้งนี้ ในโอกาสวันครบรอบ 1 ปีแห่งการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทั้งรัฐบาลและประชาชนทั่วประเทศต่างทำบุญตักบาตรเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ขณะที่โรงพยาบาลศิริราช นอกจากได้จัดพิธีทำบุญตักบาตรในช่วงเช้าเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแล้ว ในเวลา 15.52 น. ซึ่งเป็นเวลาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชสวรรคต ประชาชนนับหมื่นคนที่หลั่งไหลมายัง รพ.ศิริราช ยังได้พร้อมใจกันเจริญจิตภาวนาถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9 เป็นเวลา 9 นาที

สำหรับการไว้ทุกข์ของข้าราชการ ที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 10 ต.ค.ได้มีมติอนุมัติขยายเวลาการไว้ทุกข์ของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ จากเดิมไว้ทุกข์ถึงวันที่ 27 ต.ค. เป็นไว้ทุกข์ถึงวันที่ 29 ต.ค.ออกทุกข์วันที่ 30 ต.ค. นอกจากนี้ยังมีมติให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐ สถานศึกษา และสถานที่ทำการของรัฐทั้งในและต่างประเทศ ลดธงครึ่งเสา จากเดิมถึงวันที่ 27 ต.ค. เป็นถึงวันที่ 29 ต.ค. ส่วนการเก็บผ้าระบายและป้ายส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยตามสถานที่ต่างๆ นั้น เดิมให้เก็บตั้งแต่คืนวันศุกร์ที่ 27 ต.ค. เปลี่ยนเป็นเก็บตั้งแต่คืนวันที่ 29 ต.ค.

2.“บิ๊กตู่” ดีใจ “ไอเคโอ” ปลดธงแดงสายการบินของไทยแล้ว ขอบคุณทุกฝ่ายที่ช่วยแก้ปัญหาสำเร็จ!
นายอรุณ มิชรา (Arun Mishra) ผู้อำนวยการภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ(ไอเคโอ) เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.
เมื่อวันที่ 9 ต.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมด้วยนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ได้แถลงข่าวหลังนายอรุณ มิชรา (Arun Mishra) ผู้อำนวยการภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Organization : ICAO) เข้าพบหลังมีรายงานว่า ไอเคโอ ประกาศปลดธงแดงประเทศไทยว่า วันนี้(9 ต.ค.) ถือเป็นวันเกียรติยศที่อยากจะอ่านแถลงการณ์ด้วยตัวเอง ในโอกาสที่ไอเคโอถอดรายชื่อประเทศไทยออกจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่อภัยด้านการบินพลเรือน หรือเรียกว่าการปลดธงแดง ถือว่าวันนี้เป็นการประกาศอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ เท้าความว่า หลังจากที่ไอเคโอได้ตรวจสอบและพบข้อบกพร่องกระบวนการการออกใบรับรองของผู้ดำเนินการเดินอากาศ ซึ่งข้อบกพร่องที่เป็นนัยสำคัญถึง 33 ข้อ ตั้งแต่วันที่ 18 มิ.ย. 2558 ได้มีการประกาศติดธงแดงประเทศไทยบนเว็บไซต์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงว่า ไทยยังไม่มีการกำกับดูแลมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบินพลเรือนอย่างเพียงพอภายใต้มาตรฐานของไอเคโอนั้น รัฐบาลได้ให้ความสำคัญ และถือเป็นปัญหาที่จะต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน โดยได้จัดตั้งศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการบินพลเรือนเป็นศูนย์ประสานการแก้ไขปัญหา ต่อมาได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหา และปฏิบัติให้เป็นไปตามมาตรฐานของไอเคโอ โดยมีการปฏิรูปมาตรฐานการกำกับดูแล การปฏิรูปองค์กร และแยกงานกำกับดูแลมาตรฐานการบินมาจัดตั้งเป็นองค์กรใหม่ คือ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย โดยมีนายจุฬา สุขมานพ เป็นผู้รับผิดชอบ ทำหน้าที่จัดทำมาตรฐานการบิน และกำกับดูแลกิจการการบินพลเรือนของประเทศ

มีการทบทวนประเมินออกใบรับรองแก่ผู้ดำเนินการการเดินอากาศใหม่ทั้งหมด 28 สายการบินที่ทำการบินระหว่างประเทศ แก้ไขกฎหมายการเดินอากาศใหม่ และพัฒนาบุคลากรที่มีความขาดแคลน โดยเป็นไปตามเงื่อนไขที่ประเทศไทยได้ตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรกับไอเคโอ ซึ่งทั้งหมดนี้ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว พร้อมทั้งได้ยื่นขอตรวจประเมินใหม่ เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2560 และทางไอเคโอได้ส่งคณะผู้ตรวจประเมินมาตรวจประเมินด้านปฏิบัติการการบิน และความเหมาะสม เมื่อวันที่ 20-27 ก.ย.ที่ผ่านมา ก่อนมีมติถอดประเทศไทยออกจากรายชื่อประเทศที่มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยด้านการบินพลเรือน ตั้งแต่ วันที่ 6 ต.ค. 2560 เป็นต้นไป

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของไอเคโอ ณ กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ได้มารายงานผลการตรวจประเมิน และได้รับการยืนยันว่า ทางไอเคโอได้มีมติปลดธงแดงอย่างเป็นทางการแล้ว เป็นวันที่น่าภาคภูมิใจสำหรับประเทศไทย ความไว้วางใจของไอเคโอที่ปลดธงแดงให้กับประเทศไทยในครั้งนี้ ย่อมแสดงถึงความเชื่อมั่นของไอเคโอ และนานาประเทศที่มีต่อสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ที่ได้ทำหน้าที่กำกับมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบิน และความเหมาะสมของการเดินอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานของไอเคโอ และส่งผลต่อความเชื่อมั่นของการบิน หรือสายการบินของไทยจะบินไปที่ไหนในโลกนี้ที่มีข้อตกลงการบินระหว่างกันก็ย่อมทำได้ และที่สำคัญอย่างยิ่งคือการสร้างความมั่นใจในการพัฒนามาตรฐานการกำกับดูแล และการสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กรกำกับดูแล รวมทั้งการพัฒนาอุตสาหกรรมการบิน เพื่อก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคในอนาคตอย่างมั่นใจ"

พล.อ.ประยุทธ์ยังได้กล่าวขอบคุณทุกหน่วยงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาการบินพลเรือนให้สำเร็จลุล่วงในเวลาที่กำหนด โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคม และสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ถือว่าเป็นผู้ทำงานอย่างจริงจังจนทำให้เกิดผลสำเร็จขึ้น นอกจากนี้ยังขอบคุณบริษัทสายการบินต่างๆ ที่ให้ความร่วมมือ และยอมรับในกติกาแม้ว่ายังคงค้างอีก 10 สายการบินจาก 28 สายการบิน โดยจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคมนี้ แล้วทั้งหมดก็จะสามารถบินไปต่างประเทศได้

3.“บิ๊กตู่” ประกาศชัดเลือกตั้ง พ.ย.61 ขณะที่หุ้นไทยเด้งรับ ทำนิวไฮในรอบ 23 ปี!
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.
ความเคลื่อนไหวทางการเมืองสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระหว่างเยือนประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2-4 ต.ค.ที่ผ่านมาว่า ปีหน้าจะประกาศวันเลือกตั้ง และจะได้รัฐบาลใหม่ต้นปี 2562 นั้น

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ ได้ให้ความชัดเจนอีกครั้งเกี่ยวกับการเลือกตั้ง โดยกล่าวหลังเป็นประธานประชุม คสช.และ ครม.เมื่อวันที่ 10 ต.ค.ว่า ที่ประชุม คสช.ได้รับทราบการประกาศใช้ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองฉบับปัจจุบัน ดังนั้น คสช.จะพิจารณาห้วงเวลาในการทำกิจกรรมทางการเมืองที่เหมาะสม เพื่อเป็นการผ่อนคลายในสิ่งที่จำเป็น ให้เป็นไปตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองต่อไป “ผมไม่ต้องการที่จะหน่วงเวลาอะไรไว้ทั้งสิ้น ขอยืนยันตรงนี้ ในส่วนของเดือน ต.ค.นี้ เป็นช่วงที่คนไทยทุกคนอยู่ในช่วงเวลาโศกเศร้าอาลัย ขอให้ทุกอย่างอยู่บนสถานการณ์แห่งความสงบ ตรงนี้พูดได้ว่า ประมาณเดือน มิ.ย.2561 จะมีการประกาศวันเลือกตั้ง และประมาณเดือน พ.ย.2561 จะมีการเลือกตั้ง วันนี้มีความชัดเจนขึ้น ขอให้ทุกคน นักการเมือง พรรคการเมือง ขอให้อยู่ในความสงบ จะมีผลต่อการพิจารณามาตรการในการผ่อนคลายต่างๆ ด้วย” ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า การที่ประกาศวันเลือกตั้งประมาณเดือน พ.ย.2561 ยืนยันใช่หรือไม่ว่า เป็นไปตามไทม์ไลน์ของโรดแมป พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ใช่ ก็ผมบอกแล้วไงว่า จะเลือกตั้งเดือน พ.ย.”

ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่าจะประกาศวันเลือกตั้งในเดือน มิ.ย.2561 และมีเลือกตั้งในเดือน พ.ย.2561 ว่า เป็นเรื่องที่ดีและมีความชัดเจนมากขึ้น และว่า การประกาศของนายกฯ เป็นไปตามโรดแมป ทำให้เกิดความเชื่อมมั่นทั้งในและต่างประเทศ เมื่อเกิดความเชื่อมั่นว่าสถานการณ์ต่างๆ ในประเทศจะดีขึ้น และมุ่งสู่ประชาธิปไตย ปัญหาด้านต่างๆ จะเริ่มดีขึ้น เช่น เศรษฐกิจ และการลงทุน

เป็นที่น่าสังเกตว่า หลัง พล.อ.ประยุทธ์ ให้ความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยเมื่อวันที่ 10 ต.ค. ที่เคลื่อนไหวในแดนลบตลอดครึ่งเช้า ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังเปิดตลาดในช่วงบ่าย จนทะลุ 1,700 จุด ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ยืนเหนือ 1,700 จุด จนปิดตลาดที่ระดับ 1,706.95 จุด เพิ่มขึ้น 14.73 จุด หรือเพิ่มขึ้น 0.8% ทำสถิติสูงสุดใหม่(นิวไฮ) ในรอบ 23 ปี มีมูลค่าซื้อขายหนาแน่น 81,464.26 ล้านบาท

ซึ่งนายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส จำกัด กล่าวว่า ปัจจัยหลักที่ดัชนีปรับตัวขึ้นมาจากการแถลงข่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศเลือกตั้งในเดือน พ.ย.2561 ถือเป็นการประกาศกรอบเลือกตั้งที่ชัดเจน ทำให้นักลงทุนบางส่วนรู้สึกว่ามีความเสี่ยงลดลง จากที่ติดเงื่อนไขว่าจะนำเงินกลับมาลงทุนดีหรือไม่ ดังนั้นเมื่อการเลือกตั้งมีความชัดเจน จะส่งผลให้เงินทุนจากต่างชาติ(ฟันด์โฟลว์) มีความต่อเนื่องมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีข่าวดีหลายปัจจัย ได้แก่ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจดีขึ้น การประกาศปลดธงแดงสายการบินของไทยขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ(ไอเคโอ)

4.ปปง.ยึดทรัพย์ลูกสาว “เสี่ยเปี๋ยง” 2,300 ล้าน คดีทุจริตจำนำข้าว พร้อมยึดทรัพย์ “นพรัตน์” กับพวก 71.9 ล้าน คดีทุจริตเงินทอนวัด!
(ซ้าย) น.ส.ธันยพร จันทร์สกุลพร ลูกสาวเสี่ยเปี๋ยง (ขวา) นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานนท์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.)
เมื่อวันที่ 10 ต.ค. คณะกรรมการธุรกรรม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) ได้ประชุมและมีมติสำคัญ 2 เรื่อง โดย พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ วีริยาสรร รักษาราชการเลขาธิการ ปปง. เผยว่า เรื่องแรกคณะกรรมการฯ ได้พิจารณาเรื่องคดีทุจริตจำนำข้าว ที่คณะกรรมการธุรกรรมเคยมีมติให้อายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดจากการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ(จีทูจี) ซึ่งคณะกรรมการฯ เคยมีมติอายัดทรัพย์นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยงกับพวกไปแล้วจำนวน 9 ครั้ง รวมมูลค่าทรัพย์สินประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท

ปรากฏว่า ต่อมา เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาว่า น.ส.ธันยพร จันทร์สกุลพร บุตรสาวของนายอภิชาติ หรือเสี่ยเปี๋ยง ร่วมกระทำผิดในคดีทุจริตจำนำข้าวดังกล่าวด้วย สำนักงาน ปปง.จึงได้สืบสวนขยายผลทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำผิดเพิ่มเติม และตรวจพบว่า น.ส.ธันยพรได้ปกปิดอำพรางทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำผิด โดยให้บุคคลอื่นเข้ามาถือหุ้นในบริษัท ทีซี พร็อพเพอตี้ จำกัด แทนตน คณะกรรมการฯ จึงมีมติให้อายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดเพิ่มเติมอีก 25 รายการ มูลค่าทรัพย์สินประมาณ 2,300 ล้านบาท ส่งผลให้การอายัดทรัพย์สินในคดีนี้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 หมื่นล้านบาท

ส่วนเรื่องที่ 2 คณะกรรมการธุรกรรมได้มีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สินของนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานนท์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) กับพวก ประกอบด้วย ทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น 33 รายการ มูลค่า 71.9 ล้านบาท ในคดีทุจริตเงินทอนวัด

พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์กล่าวว่า จากการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานพบว่า นายนพรัตน์กับพวกเป็นข้าราชการ พศ. และบุคคลใกล้ชิด ได้แก่ นางประนอม คงพิกุล, นายสวัสดิ์ กิตติธีระสิทธิ์, นางณัฐฐาวดี ตันตราวิสารสิทธิ, นางชมพูนุช จันฤาไชย, พระสุทธิพงศ์ สุทธิวังโส แสงสุข, นายฐานพัฒน์ ม่วงทอง, นายศิวโรจน์ ปิยรัตสน์เสรี หรือพระเบิ้ม และ น.ส.อุบล ดิษฐ์ด้วง ได้ร่วมกันทุจริตเงินงบประมาณอุดหนุนการบูรณะปฏิสังขรณ์และการพัฒนาวัดตั้งแต่ปี 2555-2559 โดยมีพฤติการณ์ร่วมกันกระทำความผิด วางแผนเป็นขั้นตอนและแบ่งหน้าที่กันทำ ในการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนการบูรณะปฏิสังขรณ์และพัฒนาวัดต่างๆ เป็นเครื่องมือในการเทงบประมาณลงไป โดยเมื่อวัดได้รับเงินดังกล่าว จะโอนเงินสดมามอบให้นายนพรัตน์หรือบุคคลใกล้ชิด พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 3(5) ของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

5.“พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์” แค่ผิดวินัยร้ายแรง กรณีขับรถพา “ยิ่งลักษณ์” หนี ส่อรอดคดีอาญา หลัง ตร.อ้าง ตรวจดีเอ็นเอไม่ได้!
(บนซ้าย) พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 ช่วยราชการ ศปก.น.5 ซึ่งสารภาพว่า ขับรถโตโยต้า คัมรี่ พา น.ส.ยิ่งลักษณ์ หนี (บนขวา) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ล่าง) รถโตโยต้า คัมรี่ ที่ใช้พาหนี
เมื่อวันที่ 9 ต.ค. พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เผยความคืบหน้าการดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องกับการพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยคดีทุจริตจำนำข้าวที่หนีหมายจับของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า ขณะนี้ได้รับรายงานอย่างไม่เป็นทางการจากกองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่องผลการตรวจเปรียบเทียบดีเอ็นเอในรถยนต์โตโยต้า คัมรี่ หมายเลขทะเบียน ฌข-5323 กรุงเทพมหานคร ที่ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 ช่วยราชการ ศปก.น.5 ให้การว่า ใช้เป็นพาหนะพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ และเลขาฯ ส่วนตัวหลบหนีจาก กทม. ไปยัง จ.สระแก้ว แล้ว โดยผลการเทียบกับตัวอย่างดีเอ็นเอของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่เก็บได้จากของใช้ส่วนตัว ไม่สามารถยืนยันได้ว่า ดีเอ็นเอที่พบในรถเป็นของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เนื่องจากดีเอ็นเอที่พบในรถมีการปนเปื้อนจนไม่สามารถเทียบเคียงกับดีเอ็นเอของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้

พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวอีกว่า เมื่อไม่มีผลดีเอ็นเอ ที่เป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ มีเพียงคำให้การเพียงอย่างเดียว จึงไม่สามารถดำเนินคดีกับ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่รัฐประพฤติมิชอบได้ ส่วนการดำเนินคดี พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ และตำรวจอีก 2 นายในความผิดเกี่ยวกับรถ ทั้ง พ.ร.บ.ศุลกากรฯ และการปลอมเอกสารเกี่ยวกับรถยนต์ ก็ดำเนินไปตามขั้นตอน ตามพยานหลักฐาน ตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

ด้าน พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(รอง ผบช.น.) ในฐานะประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณี พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ มีพฤติกรรมช่วย น.ส.ยิ่งลักษณ์ หนีคดี ยืนยันเช่นกันว่า ไม่สามารถดำเนินคดีอาญา พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ได้ เพราะแม้ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ จะให้การกับทหารพระธรรมนูญโดยยอมรับว่า ขับรถโตโยต้า คัมรี่ พา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไปส่งที่สระแก้วจริง แต่ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ ให้การกับตำรวจว่า ขับรถโตโยต้า คัมรี่ ไปสระแก้ว แต่ไม่รู้ว่าคนที่นั่งในรถเป็น น.ส.ยิ่งลักษณ์หรือไม่ ซึ่ง พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ กล่าวว่า แม้คณะกรรมการจะเชื่อที่ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ ให้การกับทหารมากกว่าที่ให้การกับตำรวจ แต่คงไม่สามารถดำเนินคดีอาญา ม.157 กับ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ ได้ เพราะไม่มีหลักฐาน เนื่องจากดีเอ็นเอที่ตรวจจากรถโตโยต้า คัมรี่ มีการปนเปื้อนจนไม่สามารถยืนยันได้ว่าตรงกับดีเอ็นเอของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ หรือไม่

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 10 ต.ค. พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ ได้เดินทางเข้าพบคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเอาผิดทางวินัย กรณีเกี่ยวข้องพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ หลบหนี ไม่ไปฟังคำพิพากษาคดีจำนำข้าว หลังคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงมีมติให้มีความผิดวินัยร้ายแรง ตามมาตรา 78 (1) ประกอบมาตรา 79 (6) ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 เนื่องจากพบมีความผิดด้วยการใช้รถผิดกฎหมาย พา น.ส.ยิ่งลักษณ์ หลบหนีคดีทุจริตจำนำข้าว

โดย พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวเพียงสั้นๆ ว่า ตนเดินทางเข้าพบคณะกรรมการสอบสวนเพื่อสอบปากคำ ยืนยันว่าพร้อมน้อมรับผลการสอบสวน ไม่ว่าผลการสอบสวนจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่ตนไม่อยากเป็นข่าว ขอไม่ให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด

ด้าน พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รอง ผบช.น. กล่าวว่า เบื้องต้น พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ เดินทางเข้าให้ปากคำเพิ่มเติม พร้อมกับรับทราบข้อกล่าวหากับทางคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงแล้ว แต่ตนติดภารกิจ จึงไม่ได้ร่วมสอบปากคำด้วย ส่วนขั้นตอนต่อไปนั้น เมื่อสอบปากคำ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ เสร็จแล้ว ก็จะแจ้งข้อกล่าวหา แล้วสรุปรายงานผลส่งให้ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช รักษาราชการแทน ผบช.น. ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนโทษทางวินัยต่อไป

6.ฝนถล่ม กทม.ข้ามคืน ส่งผลน้ำท่วมขังหลายจุด ด้านผู้ว่าฯ กทม.ยันเร่งระบายน้ำแล้ว ขณะที่ “มาร์ค” ถูกน้ำท่วมบ้านครั้งแรก รถเสียเรียบร้อย!
พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ตรวจสภาพน้ำท่วมขังตามจุดต่างๆ หลังฝนตกหนักตั้งแต่เมื่อคืน 13 ต.ค.ต่อเนื่องเช้า 14 ต.ค.
เมื่อกลางดึกวันที่ 13 ต.ค. ได้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ทำให้เกิดน้ำท่วมขังผิวการจราจรหลายเส้นทาง ได้แก่ ถ.แจ้งวัฒนะ ถ.รัชดาภิเษก ถ.วิภาวดีรังสิต ถ.ลาดพร้าว ถ.เพชรเกษม ถ.ถนนสุขุมวิท ถ.ศรีอยุธยา บางแห่งรถเล็กไม่สามารถสัญจรได้ หลายจุดมีน้ำท่วมขังรอการระบาย

ด้าน พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงกรณีที่เกิดภาวะน้ำท่วมขังถนนหลายสายใน กทม.ตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 13 ต.ค.ว่า เนื่องจากได้เกิดฝนตกหนักมากปกคลุมทั่ว กทม.ตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ 23.00 น. ของวันที่ 13 ต.ค. ต่อเนื่องจนถึงเวลา 06.00 น. ของเช้าวันที่ 14 ต.ค. โดยมีปริมาณฝนสูงสุดที่สำนักงานเขตพระนครวัดได้ 214.5 มิลลิเมตร ซึ่งกรุงเทพมหานครได้เร่งระบายน้ำอย่างเต็มที่ต่อเนื่องตลอดทั้งคืน แต่เนื่องจากปริมาณน้ำฝนที่มากถึง 214.5 มม. ถือว่าอยู่ในระดับวิกฤติ จึงมีน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่

พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวอีกว่า ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพมหานครได้รายงานสถานการณ์น้ำท่วมขังทั้งหมด 55 จุด และเจ้าหน้าที่ กทม. ได้ระดมกำลังเข้าแก้ไขสถานการณ์ ทำให้น้ำแห้งเกือบทุกจุดแล้ว คงเหลือเฉพาะบางจุดที่ยังมีน้ำท่วมขัง ซึ่งกรุงเทพมหานครจะเร่งระบายน้ำอย่างต่อเนื่องจนกว่าน้ำจะแห้งหมดทุกจุดและกลับสู่สภาวะปกติต่อไป ทั้งนี้ ได้กำชับให้ผู้อำนวยการเขตทุกเขตตรวจสอบสภาพพื้นที่ พร้อมเร่งแก้ไขปัญหา และให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน

สำหรับการบริหารจัดการน้ำเหนือที่จะไหลผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาลงสู่พื้นที่กรุงเทพมหานครนั้น ผู้ว่าฯ กทม. ได้ลงพื้นที่ตรวจระดับน้ำและการเตรียมความพร้อมของพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาโดยทางเรือ เมื่อวันที่ 12 ต.ค.พบว่าระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งรับน้ำเหนือที่กรมชลประทานระบายเข้าสู่พื้นที่ กทม. ในอัตรา 2,600 ลบ.ม.ต่อวินาที ยังอยู่ต่ำกว่าระดับคันกั้นน้ำของกรุงเทพมหานครมากกว่า 1 เมตร ส่วนชุมชนนอกแนวคันกั้นน้ำจำนวน 18 ชุมชน ในพื้นที่ 10 เขต รวม 430 หลังคาเรือน ที่จะได้รับผลกระทบนั้น กรุงเทพมหานครได้เตรียมการช่วยเหลือในด้านต่างๆ ไว้แล้ว เช่น วางกระสอบทรายในแนวฟันหลอ การสร้างสะพานไม้เป็นทางเดินเข้าออกชุมชน และแจ้งเตือนให้เฝ้าระวัง เป็นต้น

ส่วนกรณีมีข่าวลือในสื่อออนไลน์ว่า จะมีการปิดคลองแสนแสบเพื่อระบายน้ำเหนือนั้น พล.ต.อ.อัศวิน ยืนยันว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เนื่องจากการระบายน้ำเหนืออาศัยการระบายน้ำผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นหลัก ซึ่งกรุงเทพมหานครและกรมชลประทานได้มีการประสานงานกันอยู่ตลอดเวลา จึงขอให้ประชาชนมั่นใจ และสามารถติดตามข่าวสารที่เป็นข้อเท็จจริงจากกรุงเทพมหานคร รวมทั้งแจ้งปัญหาน้ำท่วมได้ที่ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม โทร. 0 2248 5115 หรือสายด่วน กทม.1555

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ส่งข้อความผ่านแอปพลิเคชันไลน์ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หลังเกิดปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพมหานครว่า วันนี้ (14 ต.ค.) เป็นครั้งแรกที่น้ำท่วมเข้ามาถึงในบ้านภายใน ซ.สุขุมวิท 31 เขตวัฒนา ไม่ได้เก็บของขึ้นที่สูงไว้ด้วย รถเสียไปเรียบร้อย
กำลังโหลดความคิดเห็น...